“เฮ้ยยยยยย”
ร่างสูงเสียหลักทันทีก่อนจะลื่นไถลไปตามขั้นบันได
โครม! ตึง! ตุบ!
แผ่นหลังของเขากระแทกขอบบันไดหลายครั้ง แขนขวาก็ฟาดเข้ากับราวบันไดอย่างแรง กว่าจะร่วงไปกองอยู่ตรงบันไดขั้นสุดท้ายได้ร่างกายก็บอบช้ำไปหลายส่วน
“โอ๊ยยยย” สิ้นเสียงร้องเขาก็พยายามสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ จากนั้นก็หลับตานิ่งแล้วเริ่มสำรวจร่างกายของตัวเองอย่างละเอียด แต่แค่ขยับคอความเจ็บก็แล่นปราดไปทั่ว
“อูยย ซวยชะมัด... ฮะ ๆ กรรมตามทันแล้วละมั้ง”
หนุ่มใหญ่นอนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดตามลำพัง กระทั่งใครคนหนึ่งซึ่งคงได้ยินเสียงโครมครามดังขึ้นพอดีจึงรีบร้อนออกมาดู
“ป๊า!”
แสงสว่างท่ามกลางความมืดมาพร้อมกับร่างเล็กของลูกเลี้ยงสาวที่เพิ่งจะโดนเขาเล่นงานจนเกือบสลบเหมือด ใบหลิวชะโงกหน้าออกมาดูด้วยความเป็นห่วงและตกใจ
“หนูระวัง... บันไดลื่น”
ใบหลิวที่กำลังจะวิ่งลงมาดูถึงกับหยุดชะงักแล้วค่อย ๆ เดินลงมาอย่างระมัดระวังแทน
“เกิดอะไรขึ้นคะ”
“ป๊าจะเช็ด น้ำ น่ะ แต่ดันลื่นก็เลยร่วงลงมา”
ใบหลิวกวาดสายตาไปทั่วร่างของเขาแต่ไม่กล้ายื่นมือไปจับเพราะกลัวจะทำให้เขาเจ็บกว่าเดิม “เจ็บมากมั้ยคะ หนู... หนูต้องทำยังไง”
“ไปเปิดไฟก่อน... แล้วค่อยมาพยุงป๊าขึ้น” เรวัตบอกอย่างใจเย็นแล้วยกมือข้างที่ไม่เจ็บยื่นไปหาใบหลิวที่กำลังเดินกลับมาหา
“อะ อูยย”
“หนูบอกแล้วว่าอย่า... เห็นมั้ยคะเกิดเรื่องจนได้ นี่ดีเท่าไรแล้วที่เราไม่พากันตกลงมาตั้งแต่ตอนนั้น”
“ฮะ ๆ ป๊าขอโทษครับ”
พอโดนพยุงมานั่งที่โซฟาสำเร็จ เรวัตก็หอบหายใจถี่ด้วยความเจ็บปวด ก่อนร้องขอโทรศัพท์มือถือ “หยิบโทรศัพท์ให้ป๊าหน่อย เดี๋ยวป๊าจะโทรเรียกรถพยาบาล
ใบหลิวหยิบมือถือส่งให้ทันที
“หนูไปเช็ดตรงบันไดอีกหน่อยแล้วไปปลุกแม่เขานะ”
“บอกแม่เขาว่าป๊าตกบันได”
...
เกือบตีสามเรวัตกับกรกนกถึงได้กลับมาที่บ้าน
คนเจ็บถูกสวมเฝือกอ่อนพยุงคอพร้อมกับดามแขนขวาและคล้องผ้าเอาไว้เพื่อจำกัดการเคลื่อนไหว ทั้งยังถูกกำชับให้งดใช้แขนข้างนั้นเป็นเวลาหลายสัปดาห์รวมถึงหลีกเลี่ยงการหันคอหรือยกของหนักจนกว่าอาการจะดีขึ้น
ทันทีที่ก้าวเข้ามาในบ้านเรวัตก็ถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า เขาทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาอย่างระมัดระวัง ก่อนหันไปส่งยิ้มให้ใบหลิวที่ระหว่างรอก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้ามาอยู่ในชุดนอนเรียบร้อยแล้ว
“ป๊าไม่เป็นไร ดีซะอีกจะได้หยุดอยู่เป็นเพื่อนหนูไง” หนุ่มใหญ่พูดติดตลก แต่คำพูดนั้นกลับไม่ได้ทำให้ใครหัวเราะเลยแม้แต่น้อย โดยเฉพาะใบหลิวที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้
“เดี๋ยวฉันเตรียมชุดนอนกับพวกเครื่องนอนให้” กรกนกบอกเสียงเรียบแล้วลุกขึ้น พวกเขาสองสามีภรรยาแยกกันนอนนานแล้ว ปกติก็ไม่ยุ่งเรื่องส่วนตัวของกันและกัน แต่ตอนนี้เธอคงต้องทำหน้าที่นี้ไปก่อน อย่างน้อยก็คืนนี้ที่ไม่มีใครตั้งตัวทัน
ชั้นล่าง... ใบหลิวยืนก้มหน้าอยู่ไม่ไกล เธอเอาแต่โทษตัวเองว่าถ้าตอนนั้นปฏิเสธให้เด็ดขาด คนเป็นพ่อเลี้ยงก็คงไม่ต้องมานั่งเจ็บอยู่ในสภาพนี้
“คิดอะไรอยู่”
“กำลังคิดว่าถ้าหนูปฏิเสธป๊าให้เด็ดขาดกว่านี้ เรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้น”
“มานี่สิ” มือหนายื่นไปข้างหน้าแล้วกวักเบา ๆ
ใบหลิวเดินกระมิดกระเมี้ยนมาหาเขาอย่างไม่เต็มใจนัก “อะไรคะ”
“อย่าโทษตัวเอง หนูไม่ผิดสักหน่อย ป๊าหาเรื่องเองจะไปโทษหนูได้ยังไง”
“แต่...”
“ไม่มีแต่” คนเป็นพ่อเลี้ยงปฏิเสธเด็ดขาดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่หนักแน่น “ถ้าหนูรู้สึกผิด แทนที่จะโทษตัวเองหลังจากนี้มาช่วยดูแลป๊าได้มั้ย”
ใบหลิวเงยหน้าขึ้นมองเขา ก่อนพยักหน้าทั้งน้ำตา
“ได้ค่ะ หนูจะดูแลป๊าเอง”
“ทุกอย่างเลยรึเปล่า”
“ทุกอย่างเลยค่ะ หนูเต็มใจทำทุกอย่าง”
เรวัตยกยิ้มมุมปาก “งั้น... เริ่มจากช่วยประคองป๊าไปห้องนอนก่อนเลย”
ใบหลิวรีบขยับเข้ามาประคองเขาอย่างระมัดระวัง สีหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความตั้งใจแน่วแน่ที่จะดูแลคนตรงหน้าให้ดีที่สุดจนกว่าเขาจะหายดี
...
เช้าวันต่อมา
กรกนกเข้ามาปลุกใบหลิวถึงในห้อง ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป ภาพที่เห็นก็ทำให้เธอต้องหยุดยืนอยู่ตรงนั้นพักใหญ่... ลูกสาวที่นอนขดตัวอยู่กลางเตียง และกอดหมอนข้างเอาไว้แน่น ใบหน้าที่เคยกลมป้อมตอนนี้เริ่มเป็นสาวอย่างชัดเจน
คนเป็นแม่ทอดสายตามองก่อนรอยยิ้มบางจะผุดขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ตอนที่เธอมีลูกชายคนเล็ก... เด็กคนนี้ก็แค่สิบขวบเท่านั้น กว่าจะรู้ตัวคนที่เคยดึงชายกระโปรงเธอเพื่อเรียกร้องความสนใจ คนที่เคยออดอ้อนขอให้อุ้มก็โตเกินกว่าจะทำอย่างนั้นไปแล้ว
ใช่... ใบหลิวคนนี้ไม่ทำอย่างนั้นอีกแล้ว
ร่างอวบถอนหายใจแล้วตัดสินใจเอื้อมมือไปเขย่าแขนลูกสาวอย่างแผ่วเบา
“หลิวไปดูป๊าหน่อย แม่จะไปส่งน้องเรียนวาดภาพ”
ใบหลิวขยับตัวแล้วลืมตาตื่นอย่างง่ายดายโดยไม่มีท่าทางงัวเงีย “ป๊าเป็นยังไงบ้างคะ”
“น่าจะตื่นแล้วล่ะ เมื่อกี้แม่เพิ่งโทรไปลางานให้แล้วก็ช่วยอาบน้ำแปรงฟันไป แต่วันนี้ยังไงก็ต้องมีคนคอยช่วยหยิบจับนู่นนี่ให้อยู่ดี”
“โอเคค่ะ เดี๋ยวหนูลงไป”
กรกนกยิ้มอย่างโล่งใจเมื่อเห็นลูกสาวว่าง่ายกว่าที่คิด แต่ก่อนออกไปก็ไม่วายหันมากำชับอีกครั้ง “ถ้ามีอะไรผิดปกติก็โทรหาแม่ทันทีนะ”
“ค่าา”
การดูแลคนเจ็บในสัปดาห์แรกเป็นไปอย่างราบรื่น
ทว่าพอย่างเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม ทั้งกรกนกและใบหลิวต่างก็รู้สึกว่าเรวัตเปลี่ยนไป เขาหงุดหงิดง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การต้องพึ่งพาคนอื่นแทบทุกเรื่องทำให้เขาอึดอัดจนเก็บอารมณ์ไว้ไม่ค่อยอยู่
จากคนที่ทำอะไรด้วยตัวเองมาตลอดตอนนี้แค่จะก้มหน้าใส่กางเกงหรือง่ายกว่านั้นคือหันไปหยิบของที่วางอยู่ข้างเตียงก็ยังเป็นเรื่องที่เกินกำลัง
ถ้าอยากหายเร็ว ๆ ห้ามฝืนตัวเอง เขาท่องประโยคนี้ทุกครั้งที่เริ่มหงุดหงิด
และคนที่เจอกับเขาเวอร์ชันนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นใบหลิวซึ่งเป็นคนที่อยู่บ้านดูแลเขาแทบจะตลอดเวลา
“โธ่เว้ย!”
ใบหลิวที่กำลังเดินผ่านหน้าห้องรีบวิ่งเข้ามาดูทันที “ป๊าเป็นอะไรรึเปล่าคะ”
“ไม่มีอะไร!” น้ำเสียงของเขาทำให้ใบหลิวชะงักเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
“ป๊าหงุดหงิดอีกแล้ว” เธอบอกให้เขารู้ตัวอย่างไม่เห็นเป็นเรื่องใหญ่ “ช่วงนี้บ่อยขึ้นนะคะ”
“...”
“...” เธอเอียงคอมองเขาด้วยใบหน้าใสซื่อพลางส่งยิ้มบาง ๆ มือก็หยิบรีโมททีวีเจ้าปัญหาขึ้นมาวางบนโต๊ะข้างเตียงอย่างใจเย็น
เรวัตโดนจ้องจนเริ่มละอายใจ “ก็จะไม่ให้หงุดหงิดได้ยังไง”
“แต่ป๊าก็ดีกว่าวันแรกมากแล้วนะคะ”
“ฮึ” หนุ่มใหญ่สะบัดหน้าหนี แต่ท่าทางกลับอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ว่าแต่... ที่หงุดหงิดนี่เพราะขยับตัวไม่ได้หรือเพราะอย่างอื่นกันแน่คะ อืมม ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่แค่นั้นสินะคะ”