บทที่ 37
ผมพาพี่หลุยส์เดินมาหาพวกพี่ดันเต้ที่ขบวนของผม
“เรียบร้อยหรือยังคลาวด์” พี่ดันเต้ถามผม
“เรียบร้อยแล้วครับพี่” ผมบอกไป
“แล้วของในรถพวกนี้ล่ะไม่ให้ทางวังหลวงไปหรอ” พี่ดันเต้ถาม
“ทีแรกผมว่าจะมอบให้นั่นล่ะครับ พอดีผมเปลี่ยนแผนนิดหน่อย” พี่ดันเต้ทำหน้าสงสัย
“ขบวนของเราจะมุ่งหน้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เมืองกรีนวิลครับพี่ดันเต้ ผมจะเอาอาหารและเครื่องปรุงที่เรามีทั้งหมดไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย” ผมบอกจุดหมายใหม่
“ไปเมืองกรีนวิลหรอ เมื่อวานพี่ก็ได้ยินคนพูดเหมือนกันว่าเกิดภัยพิบัติขึ้น” พี่ดันเต้พึมพำออกมา
“เดี๋ยวผมจะเขียนจดหมายถึงท่านพ่อเองครับว่าจะกลับไปช้าหน่อยฝากพี่เอาจดหมายให้คนไปส่งให้หน่อยได้มั้ยครับ” ผมบอกพี่เค้า
“ได้สิฝากพวกพ่อค้าไปก็ได้ เดี๋ยวพี่จัดการให้ แต่แบบนี้กำหนดการกลับเมืองเราต้องยื้ดเยื้อออกไปอีกเป็นเดือนเลยนะคลาวด์คิดดีแล้วแน่นะจริงๆพวกเราแค่เอาอาหารพวกนี้ของเราส่งไปให้แทนก็ได้นะ” พี่ดันเต้บอกผม
“แบบนี้ดีแล้วครับพี่ ผมอยากไปเห็นด้วยตนเอง เผื่อมันมีอะไรที่ผมสามารถทำได้” ผมพยักหน้าให้พี่ดันเต้เป็นการบอกว่าผมเอาแบบนี้ล่ะ
“แล้วข้างๆคลาวด์นั่นใครพี่สงสัยมาสักพักละ” พี่ดันเต้ถามถึงคุณหลุยส์ที่ยืนข้างๆผม
“อ๋อนี่คุณหลุยส์ครับ เค้ามาจากเมืองกรีนวิล พอดี” ผมแนะนำ
“สวัสดีครับผมหลุยส์เป็นคนส่งภาษีมาจากเมืองกรีนวิล” คุณหลุยส์ออกมาแนะนำตัวกับพี่ดันเต้
“สวัสดีครับผมดันเต้ เป็นหัวหน้าหน่วยย่อยทหารจากเมืองบาร็อคคอยดูแลความปลอดภัยการเดินทางครั้งนี้ครับ” ทั้งคู่ทำความรู้จักกัน
“ถ้างั้นพี่ขอไปแจ้งกับพวกลูกหน่วยของพี่ก่อนนะว่ามีการเปลี่ยนแผน เผื่อมีใครจะเขียนจดหมายกลับเมืองด้วย พี่ก็จะเขียนกลับไปบอกภรรยาพี่เช่นกันว่ากลับช้าหน่อย” จากนั้นพี่แกก็เดินไปบอกทหารลูกหน่วยที่เฝ้ารถม้าอยู่
“พี่หลุยส์ไปนำคนกับรถม้ามารวมกับขบวนผมเลยพี่” ผมบอกพี่หลุยส์ข้างๆ
“ได้เลยพี่จะไปแจ้งคนของพี่ก่อน” เมื่อพี่หลุยส์ไปผมก็ค่อยเขียนจดหมายบอกท่านพ่อเรื่องส่งภาษีเรียบร้อยดี และเขียนว่าจะไปช่วยผู้ประสบภัยที่เมืองกรีนวิล ส่วนเรื่องปะทะกับพวกก๊อบลินผมว่าไว้จะกลับไปรายงานท่านด้วยตนเอง เอาไว้ค่อยวางแผนป้องกันเมืองเราให้ดีๆ เพราะทหารเมืองเราตอนนี้มีมากพอสมควรเกือบ 400 นาย แถมมีท่านพ่ออยู่ด้วยเวลาท่านพ่อว่างๆมักมาฝึกซ้อมเพลงดาบอาทมาฎกับผมประจำ
ไม่นานผมก็เขียนจดหมายเสร็จ รอเพียงแต่พี่หลุยส์มาเท่านั้น
“คลาวด์พี่มาแล้ว โทษทีช้าไปหน่อย” ผมเห็นพี่หลุยส์มาพร้อมกับรถม้าของเค้า 2 คัน และคนในขบวนของเค้า อีก 5 คน
“พี่หลุยไปเอารถม้าของพวกพี่ไปรวมกับผมไว้เลย และผมขอถามรายละเอียดของสถานการณ์เมืองพี่ตอนนี้หน่อยนะครับ” พี่หลุยส์สั่งคนของเค้าทันที
“เอาล่ะอยากรู้อะไรบ้าง” พี่หลุยส์ถาม
“ก็เมื่อสามเดือนก่อนจู่ๆก็มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นทำให้เมืองเสียหายไปมากกว่าครึ่ง ผู้คนบาดเจ็บล้มตายไปมาก แล้วหลังจากนั้น....................................” ผมฟังพี่หลุยส์เล่าไปเรื่อยๆ
สรุปได้ว่าเกิดแผ่นดินไหวขึ้นเมื่อ 3 เดือนก่อนที่เมืองกรีนวิล ทำให้บ้านเมืองเสียหาย แถมเมืองนั้นส่วนใหญ่ทำอาชีพเลี้ยงสัตว์แต่เพราะแผ่นดินไหวจนเกิดรอยแยกลึกบริเวณฟาร์มทำให้สัตว์ตายไปมากกว่า 80% หนำซ้ำมีน้ำท่วมอีกนานกว่า 1 เดือนจนทำให้เกิดโรคระบาดสินะ ส่วนเจ้าเมืองก็ช่วยเหลือเต็มที่ โดยเอาเงินมาซื้อยาและอาหารเพื่อเลี้ยงชาวเมือง และซ่อมบำรุงบ้านเมือง แต่ตอนนี้ที่กำลังมีปัญหาคือโรคและอาหารที่ยังขาดแคลนอยู่
ถึงแม้ตอนนี้จะสามารถผ่านมันมาได้แล้ว แต่ผลกระทบยังอยู่สินะ
“พี่หลุยส์ครับ แล้วโรคระบาดที่พี่ว่ามีอาการยังไงครับร้ายแรงมั้ยครับ” โรคจากน้ำท่วมหวังว่าคงไม่เป็นโรคฉี่หนู หรือไข้เลือดออกนะไม่งั้นลำบากแน่ๆ เพราะเราไม่รู้วิธีรักษาคงได้แต่รักษาตามอาการ
“ก็จะว่าร้ายแรงก็ ยังไงอยู่แต่ไม่ถึงชีวิตหรอก แค่มันทำให้ชาวบ้านทำงานลำบาก” พี่หลุยส์บอกแบบนี้ผมชักงง
“ช่วยบอกอาการของมันได้มั้ยพี่” ผมถาม
“ก็ชาวบ้านส่วนมากมีแผลและเป็นหนองที่เท้า อีกทั้งยังมีอาการคันอีกด้วย ชาวบ้านส่วนใหญ่ ก็ได้แต่เอาเท้าแช่น้ำเพื่อลดอาการคันเท่านั้นเอง” เมื่อผมได้ยินนี่ตาโตทันที เพราะผมพอจะรู้แล้วมันคือโรคอะไร
“พี่หลุยส์บอกว่าชาวบ้านเอาเท้าแช่น้ำลดอาการคันใช่มั้ยครับ” ผมถามย้ำอีกครั้งเผื่อฟังผิด
“ใช่ ชาวบ้านเอาเท้าแช่น้ำทุกวันเพื่อลดอาการคัน พวกหมอก็ไม่รู้วิธีรักษาโรคนี้ ได้แต่หาวิธีบรรเทาอาการคันให้ชาวบ้านเท่านั้น” พี่หลุยส์บอก ผมนี่หน้าเหวอเลย
เพราะโรคที่ว่ามันคือ โรคน้ำกัดเท้า นั่นเองเกิดจากน้ำท่วมเป็นเวลานาน วิธีรักษาก็แค่ดูแลรักษาเท้าให้สะอาดและแห้งไว้ไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ก็หาย แต่นี่พวกพี่เล่นเอาเท้าแช่น้ำไว้เพื่อบรรเทาอาการคันงั้นหรอ แล้วเมื่อไหร่มันจะหายล่ะเฟ้ย
“ผมว่าเรารีบออกเดินทางเถอะครับ เงินพี่เอาไปซื้ออาหารให้หมดเลย ที่สำคัญพี่ไปซื้อต้นตำลึง ในตลาดมาให้มากที่สุดด้วย ผมจะเอามารักษาโรคนี้” พี่หลุยส์ทำหน้างง
“คลาวด์รู้จักโรคนี้หรอ แล้วต้นตำลึง เอามาทำไมนั่นมันอาหารสัตว์นะ รักษาโรค??” พี่หลุยส์ทำหน้างง
“ใช่ผมรู้จักโรคนี้ พี่เอาตามที่ผมว่านั่นล่ะ อย่าพึ่งถามเลย พี่พาคนไปซื้อมาแล้วเจอกันที่หน้าเมืองผมจะรอที่นั่น ส่วนรายละเอียดเอาไว้คุยกันตอนเดินทาง ผมจะให้พวกพี่ช่วยผมทำยาด้วย” ผมบอกจากนั้นผมก็ให้ขบวนของเราออกเดินทาง ส่วนพวกพี่ดันเต้ และพวกของคุณหลุยส์แยกย้ายกันไป พี่ดันเต้ไปส่งจดหมายให้พวกเราโดยฝากพวกพ่อค้าที่จะไปซื้อเครื่องปรุงยังเมืองบาร็อค ก็นะพี่ดันเต้เจอพวกพ่อค้าบ่อยๆเลยคุ้นเคยกันอยู่ เพราะพี่แกเคยเป็นทหารตรวจคนเข้าเมืองก่อนจะได้เลื่อนยศขึ้นมา ส่วนพวกพี่หลุยส์แยกย้ายไปที่ตลาดเพื่อหาซื้ออาหารแห้งและต้นตำลึงตามที่ผมบอกทันที
เหอะโลกนี้เอาต้นตำลึง มาเป็นอาหารหมูงั้นหรอ พึ่งรู้เลยนะเนี่ยเมืองผมมันไม่ค่อยมีตำลึงซักเท่าไรแถวชาวบ้านก็ไม่นิยมทาน นั่นมันหนึ่งในอาหารโปรดผมเลยนะเฟ้ยแกงจืดตำลึงเต้าหู้หมูสับ ไว้ว่างๆหาวิธีเอาไปปลูกในสวนสักหน่อย (ต้นตำลึงสามารถใช้เป็นยาบรรเทาอาการคันได้ โดยนำใบ 4-5 ใบมาขยี้และทาบริเวณที่คัน ลองค้นหาในอากู๋ ว่าสมุนไพรแก้คันดูครับ สมุนไพรใกล้ตัวเรามีหลายชนิดที่ใช้ได้ ไม่ใช่ว่าคันนิดคันหน่อยก็ซื้อแต่ยาที่ร้าน บางทีหน้าบ้านคุณอาจจะมียาพวกนี้อยู่แล้วก็ได้)
ผมนั่งรอพวกพี่ดันเต้ และพวกคุณหลุยส์อยู่ในรถม้าอยู่หน้าเมือง รอเพียงพวกเค้ามาก็จะออกเดินทางทันที ไม่นานพวกเค้าก็มาพร้อมกัน ดูเหมือนพี่หลุยส์จะซื้อมาจนหมดเงินเลยสินะ ดูสิได้รถม้ามาอีก 2 คัน
“โทษทีนะรอนานรึป่าว พี่ไปซื้อรถม้ามาเพิ่มอีก” พี่หลุยส์บอก
“แล้วซื้ออะไรมาบ้างครับพี่” ผมถามพี่เค้า
“ก็เป็นอาหาร 1 คันรถและก็ตำลึงที่คลาวด์ให้ซื้อมาอีก 1 คันรถ แต่จะดีหรอคลาวด์ซื้อตำลึงมา มันอาหารหมูนะ” พี่หลุยส์ยังกังวล
“งั้นพี่หลุยส์ย้ายมานั่งกับผม เดี๋ยวผมบอกวิธีการใช้มันให้” จากนั้นพวกเราก็ออกเดินทางทันที
ตลอดการเดินทางผมอธิบายของวิธีใช้ตำลึงให้ ดูเหมือนพี่หลุยส์จะตกใจพอสมควรว่ามันสามารถเอามาต้มทานได้ อีกทั้งเมื่อใช้ใบมันขยี้ให้ออกน้ำสามารถนำมาทำเป็นยาได้อีก
“ก็อย่างที่บอกนั่นล่ะครับพี่หลุยส์ เดี๋ยวพอเราจะเรียกคนทั้งหมดมาช่วยทำยากัน เพราะทิ้งไว้นานเดี๋ยวตำลึงจะแห้งตายซะก่อน ต้องรีบบดมันให้เป็นยาซะแล้วใส่โหลปิดฝาให้สนิท แค่นี้ก็อยู่ได้หลายวันแล้ว” ผมบอกพี่
“เข้าใจแล้ว” พี่หลุยส์พยักหน้า
“แล้วเราต้องเดินทางกี่วันครับถึงจะไปถึงเมืองพี่หลุยส์” ผมถามถึงระยะเวลา
“ก็ประมาณ 10 วัน” จากนั้นพี่หลุยส์ก็ขอตัวเข้าไปพักผ่อนในรถม้า ส่วนผมนั่งอยู่เป็นเพื่อนคนขับรถเพื่อเฝ้าดูการเดินทางของพวกเราก็นะนี่เป็นการเดินทางครั้งแรกของผมในโลกนี้
กลับไปมีเรื่องให้ทำเยอะแยะ ผมตัดสินใจแล้ว เมืองเรามีเกลือให้ใช้เยอะแยะ ผมจะทำการแปรรูปอาหารด้วยเกลือซะเลย อย่างแรกที่ผมจะทำคือ เนื้อตากแห้งนี่ล่ะ ในโลกก่อนเมืองไทยไม่นิยมใช้เกลือมาตากแห้งเนื้อวัว หรือเนื้อหมู เพราะประเทศไทยนิยมไปใช้กับปลามากกว่า ผิดกับประเทศทางอเมริกา ที่นิยมทานเนื้อวัว จึงมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อวัวมากมาย
ผมจะสร้างเนื้อชั้นดีของเมืองขึ้นมา ผมรู้วิธีการทำมัน มันไม่ยากเลย แค่เอาเนื้อมานวดด้วยเกลือและพอกไว้ จากนั้นแค่แขวนมันไว้ในห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก ไม่ร้อนไม่ชื้นจนเกินไป ในโลกเก่าผมเพื่อลดปัญหาพวกนั้นพวกเค้าได้สร้างห้องควบคุณอุณหภูมิขึ้นมา ส่วนโลกนี้ผมว่ามันไม่จำเป็น ปล่อยให้ธรรมชาติจัดการดีที่สุดไม่เสียเงินเยอะดี เนื้อที่ดีต้องใช้ระยะเวลาการหมัดไว้ 2-3 ปีขึ้นไป ด้านนอกของเนื้อจะแข็งจนเหมือนหิน มีเชื้อราขึ้น แต่เราไม่ทานด้านนอกกันหรอกนะ ทานเนื้อด้านในต่างหากเล่า
พวกเราเดินทางกันจนตอนนี้เป็นเวลาเย็นแล้ว พี่ดันเต้ สั่งหยุดแล้วตั้งแคมป์ทันที
“พี่ดันเต้ครับ เรียกทุกคนมารวมตัวกันหน่อย พี่หลุยส์ด้วยนะ” เมื่อผมบอกไปทุกๆคนก็มารวมตัวกัน
“เอาล่ะครับ อย่างที่ทุกคนทราบแล้วเราจะเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยเมืองกรีนวิลกัน และตอนนี้ผมซื้อของที่จะใช้ทำยามาแล้ว ผมอยากขอแรงทุกคนช่วยกันทำมันหน่อย” จากนั้นผมให้พวกพี่หลุยส์ไปช่วยขนต้นตำลึงออกมา
“นี่คือต้นตำลึงครับ หลายคนอาจจะรู้จักมันอยู่แล้ว” ผมหยิบออกมาให้ทุกคนเห็นด้านหน้า
“นี่มันผักที่ไว้เลี้ยงหมูนี่นา” เสียงทหารคนหนึ่งพูดออกมาดูเหมือนจะมาจากเมืองหลวงสินะทหารนายนี้
“เอาล่ะครับ ผมขอบอกว่ามันไม่ใช่แค่อาหารหมูหรอกนะครับ มันสามารถนำมาทานได้ด้วย” เมื่อผมบอกหลายเสียงฮือฮาทันที
“มันทานได้ด้วยหรอ”
“อาหารหมูเนี่ยนะ”
“เอาล่ะๆ เงียบก่อนที่สำคัญคือผมจะนำมันมาทำยาครับ มันมีสรรพคุณแก้อาการคัน ส่วนวิธีทำผมจะทำให้ดูก่อนจากนั้นทุกคนช่วยกันทำให้ผมหน่อย อ้อคุณหลุยผมขอตำลึงส่วนนึงเอามาทำอาหารให้ทุกคนได้ทานหน่อยนะครับ” จากนั้นผมก็สาธิตวิธีการนำมันมาทำยา เมื่อทุกคนรู้วิธีแล้วก็แยกย้ายกันไปช่วยทำ ส่วนผมแยกตัวออกมา เอาตำลึงไปหาแหล่งน้ำเพื่อล้างมันและนำไปทำแกงจืดตำลึง
เมื่อผมล้างเสร็จ ผมตั้งน้ำในหม้อทันที ผมใส่พวกเนื้อแห้งลงไปก่อน ในน้ำเพื่อให้น้ำซุปมีรสชาติขึ้นมา ก่อนจะค่อยๆ หั่นตำลึงและพักไว้ จากนั้นผมปรุงรสน้ำซุปด้วยน้ำปลาและเกลือเล็กน้อย จากนั้นผมก็นำเนื้อตากแห้งที่พอกเกลือตากไว้ในรถม้ามาสับให้ละเอียดและปั้นเป็นก้อนๆค่อยๆใส่ลงไปในน้ำซุปที่เดือดได้ที่ เมื่อเนื้อสุดผมใส่ใบตำตึงที่หั่นเตรียมไว้และยกหม้อออกจากกองไฟ และปิดฝาหม้อทันที จากนั้นผมจึงเริ่มหุงข้าวทันที
“อืมทำอาหารแค่นี้ผมใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงเลยหรอเนี่ย” ผมบ่นพึมพำเมื่อข้าวสุกได้ที่
“ทุกคนครับอาหารเสร็จแล้ว” ผมเรียกทุกคนมาทานอาหาร
“โอ้ว” หลายๆเสียงตะโกนขึ้น
“หวาดูสิเพื่อนมือข้าเหม็นเขียวชะมัด”
“ข้าหิวจังเลย!!” ทหารหลายๆคนบ่น
จากนั้นทุกคนมานั่งล้อมวงกันทานข้าวผมค่อยๆตักแกงจืดตำลึงแบ่งให้ทุกๆคน
“นี่หรอต้มอาหารหมู” เสียงทหารคนหนึ่งพูดขึ้น
“ผมเรียกมันว่าต้มจืดตำลึงครับ ลองทานดูเถอะอร่อยแน่นอน” ผมบอกทหารนายนั้น
“ขอโทษครับ แหะๆ” จากนั้นทหารนายนั้นค่อยๆตักชิม
“นี่มันอร่อยมากเลย น้ำซุปได้รสเค็มอ่อนๆ แถมมีรสชาติของเนื้ออยู่ในน้ำซุปด้วย ส่วนตำลึงนี่ไม่น่าเชื่อว่าทั้งๆที่เหม็นเขียวแบบนั้น แต่พอนำมาทำอาหารมันจะให้รสชาติที่หวานขนาดนี้” โหนี่พี่เป็นนักชิมอาหารระดับประเทศรึไงฟระ
“ตอนนี้ข้ารู้สึกเสียดายจริงๆ ที่มันเป็นเพียงแค่อาหารหมู” มีอีกคนพูดขึ้นมา
“แต่ข้าว่าถ้าชาวบ้านรู้ว่ามันเป็นได้มากกว่าอาหารหมูจะดีมากเลยนะ ตำลึงมันปลูกง่ายราคาถูก จะช่วยประหยัดได้มากเลย” ผมได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้า ผมตัดสินใจแล้ว ขากลับผมจะหาวิธีนำมันไปปลูกที่เมืองของผมมันโตง่ายขึ้นตามกำแพงบ้านยังได้ จะให้มันกลายเป็นพืชผักสวนครัว ที่ทุกบ้านมีซะเลย
คืนนั้นพวกเราทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อยและแยกย้ายกันไปช่วยทำยาแก้คันจนเสร็จ
หลายวันผ่านไปในวังหลวง
อเล็กซ์กำลังทำงานอยู่ในห้องของตนเอง
“อืม รายงานเกี่ยวกับการทหารปีนี้ น่าปวดหัวจริงๆ พบก๊อบลินและออร์คไปทั่วอาณาจักรเลย เมื่อสองสัปดาห์ก่อน มีทหารรายงานมาว่าพบก๊อบลินปิดล้อมหมู่บ้านเมเปิ้ลสินะ แต่เมื่อทหารเดินทางไปถึงหมู่บ้านก็ปลอดภัยแล้ว มีเพียงรายงานว่ามีคณะเดินทางจากมาจัดการให้ ส่วนรายละเอียดยังไม่รู้สินะ" อเล็กซ์วางเอกสารลงและอ่านเอกสารต่อๆไป
“ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้างคะ” เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้อเล็กซ์ต้องเงยหน้าขึ้นมา
“เป็นอย่างไรบ้างลูก” เป็นฟีน่านั่นเองที่เดินเข้ามา
“ก็กำลังฝึกเวทย์มนต์อยู่ค่ะ เพราะปีหน้าก็ต้องเข้าโรงเรียนแล้ว” อเล็กซ์พยักหน้า
“แล้วนั่นเอกสารอะไรคะ” ฟีน่าชี้ไปที่เอกสารกองใหญ่
“อ๋อนี่เป็นเอกสารภาษีน่ะลูก” อเล็กซ์บอก
“อ๋อภาษีนี่เองลูกลืมไปว่าเดือนนี้เป็นเดือนที่ทั่วทั้งอาณาจักรต้องนำภาษีมาส่งให้เมืองหลวง” ฟีน่าทำท่าร้องอ๋อเมื่อนึกได้
“แล้วนี่กล่องอะไรคะท่านพ่อ” ฟีน่าเห็นกล่องวางอยู่บนโต๊ะ
“นั่นของขวัญจากเมืองบาร็อคน่ะลูก ไม่น่าเชื่อเลยนะว่าปีนี้เมืองบาร็อคจะส่งภาษีมาให้มากขนาดนี้ ถือว่ามากที่สุดในอาณาจักรเลย” อเล็กซ์พูดขึ้นมา
“ก็แน่นอนสิคะท่านพ่อ ตอนนี้เครื่องปรุงได้กระจายออกไปทั่วอาณาจักรเราแล้วรวมทั้งอาณาจักรอื่นๆด้วย” ฟีน่าบอกจากนั้นค่อยๆเปิดดูกล่องบนโต๊ะ
“นี่มัน.............”
จบ...