ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 61 ถ้าได้กินเนื้อซวนหนีหยกทมิฬสักคำ...

            “พี่จะบอกว่าคณบดีทั้งสามท่านถ่ายทอดภาพการต่อสู้ของฉันให้ทุกคนดูอย่างนั้นเหรอ?”

            หลังจากฟังสิ่งที่ซินซวงเล่าเจียงจืออวี๋ก็เหลือบตาขึ้นเล็กน้อย พลางมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ

            แม้แต่ไป๋ฉางเซิงเองเมื่อได้ยินประโยคนี้ก็อดรู้สึกตกใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้

            เขาเคยคิดว่าด้วยพรสวรรค์ของเจียงจืออวี๋เธอต้องเป็นตัวท็อปในมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่ และคงใช้เวลาไม่นานนักในการสร้างชื่อเสียง

            แต่เขาไม่คาดคิดเลยว่า...นี่มันแค่เพึ่งวันแรกเองนะ!

            แถมยังดึงดูดความสนใจจากคณบดีทั้งสามท่านพร้อมกันถึงขั้นโชว์เหนือต่อหน้าเหล่านักศึกษานับพันคนอีก...

            “ใช่แล้ว”

            ซินซวงพยักหน้าก่อนจะเม้มริมฝีปากเบาๆ

            “ไม่ใช่แค่นั้นนะ หลังจากที่เธอผ่านชั้นเจ็ดคณบดีทั้งสามท่านยังประกาศว่าจะจัดประลองล่ารางวัลขึ้นด้วย”

            “ในอีกสามเดือนข้างหน้าใครก็ตามที่สามารถคว้าอันดับหนึ่งของนักศึกษาปีหนึ่งมาได้จะได้รับสิทธิ์เป็นศิษย์เอกสืบทอดวิชาของคณบดีทั้งสามท่าน!”

            ศิษย์เอกคณบดี?

            เจียงจืออวี๋รู้ซึ้งดีว่าคำว่า‘ศิษย์เอกสืบทอดวิชา’ นั้นหมายถึงอะไร

            นั่นคือการสอนสั่งในฐานะทายาทผู้สืบทอดวิชาความรู้ทั้งหมดของตนเองหากไม่ใช่เพราะมั่นใจในตัวลูกศิษย์ทั้งด้านนิสัยและพรสวรรค์อย่างที่สุดแล้วละก็ไม่มีทางที่คนระดับนั้นจะให้คำมั่นสัญญาเช่นนี้ออกมาง่ายๆ

            จะว่าไปชาติก่อนเธอก็เคยรับศิษย์เอกเป็นผู้หญิงไว้คนหนึ่งเหมือนกันแต่ถ้าคำนวณตามอายุแล้ว เจ้าตัวเล็กคนนั้นน่าจะอีกสักสองปีถึงจะเกิด

            ด้วยไหวพริบที่เฉลียวฉลาดเพียงแค่ได้ยินคำสำคัญไม่กี่คำ เจียงจืออวี๋ก็พอจะเดาเรื่องราวทั้งหมดได้คร่าวๆ

            คณบดีทั้งสามท่านตั้งใจจัดประลองล่ารางวัลขึ้นมาเพราะพรสวรรค์ของเธอโดยมีจุดประสงค์ชัดเจนคือเพื่อรับเธอเป็นลูกศิษย์

            นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย...

            เจียงจืออวี๋ทำได้เพียงถอนหายใจด้วยความจนใจ

            ในแผนการของเธอภาคเรียนแรกที่เข้ามาอยู่ในสุ่ยมู่ ควรจะเป็นช่วงเวลาที่เธอได้เติบโตอย่างมั่นคง

            อย่างน้อยก่อนจะถึงระดับโหวแห่งยุทธ์สำหรับเธอแล้วไม่มีคอขวดใดๆ ทั้งสิ้น ขอแค่ค่อยๆสะสมทรัพยากรและฝึกฝนไปตามขั้นตอนก็พอ

            แต่ใครจะไปคิดว่าแผนการจะสู้การเปลี่ยนแปลงไม่ได้

            เพียงเพราะต้องการหาแต้มคะแนนมาใช้เลยไปบุกหอพิชิตดาวกลับกลายเป็นว่าสร้างความฮือฮาใหญ่โตขนาดนี้!

            ทีนี้ล่ะเป็นไงต่อให้เธออยากจะทำตัวต่ำต้อยแค่ไหน ก็คงมีดวงตานับพันคู่คอยจ้องมองเธออยู่ตลอดเวลาไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ซ่อนตัวเลยแม้แต่นิดเดียว

            แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้เรื่องนี้จะเกิดขึ้นกะทันหันไปหน่อยเจียงจืออวี๋ก็ยอมรับความจริงได้อย่างรวดเร็ว

            การประลองล่ารางวัลครั้งนี้เธอจะเข้าร่วมชิงชัยด้วย

            สืบทอดวิชาราชันยุทธ์น่ะเธอไม่ได้สนใจเลยสักนิดแต่การมีราชันยุทธ์เป็นอาจารย์นั้น ทรัพยากร เส้นสาย และการสนับสนุนที่แข็งแกร่งคือสิ่งที่เธอกำลังขาดแคลนอยู่ในตอนนี้พอดี

            “สามเดือน...”

            เจียงจืออวี๋พึมพำเบาๆพลางเหลือบมองอันดับบนกระดานจัดอันดับหอพิชิตดาว แล้วก็เข้าใจสถานการณ์

            ระหว่างเธอและอันดับสองห่างกันถึงสามชั้นเต็มๆ

            และยิ่งชั้นหลังๆของหอพิชิตดาวก็ยิ่งทวีความยากขึ้นไปอีก

            เวลาสามเดือนคนอื่นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะแซงหน้าเธอ

            ยิ่งไปกว่านั้นเธอไม่มีทางย่ำอยู่กับที่ตลอดสามเดือนนี้แน่

            เมื่อมีรางวัลจากเก้าชั้นแรกของหอพิชิตดาวเป็นแรงหนุนพลังของเธอหลังจากนี้จะเข้าสู่ช่วงก้าวกระโดดอย่างแน่นอน!

            “จริงด้วยจืออวี๋ อันนี้ให้เธอนะ”

            ซินซวงพูดพลางยื่นการ์ดใบหนึ่งในมือขวามาให้

            “นี่คือการ์ดฝึกฝนของจางสิง”

            “เขาซื้อเวลาใช้ห้องฝึกฝนระดับอี่ไว้หนึ่งเดือนแล้ว ถือการ์ดใบนี้ไว้เธอสามารถไปรูดใช้งานเวลาฝึกฝนได้เลย”

            เจียงจืออวี๋เอียงคอเล็กน้อยมองอีกฝ่ายด้วยความสงสัย

            “ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าขายซากราชันหมาป่ากระดูกเหล็กให้มหาลัยไปแล้วเหรอ?”

            “นอกจากรางวัลที่เป็นเงินแล้ว มหาลัยยังให้คะแนนสะสมมาอีกไม่น้อยเลยพอดีกับที่เอาไปแลกเวลาห้องฝึกฝนระดับอี่ได้สามเดือน”

            “ประจวบเหมาะกับที่ตอนนี้เธอได้เป็นนักศึกษาใหม่ของสุ่ยมู่แล้วจะได้ใช้งานพอดี”

            “ฉันรู้ว่าเธอเพิ่งผ่านเก้าชั้นแรกของหอพิชิตดาวมาคงไม่ขาดแคลนเวลาห้องฝึกฝนหรอก แต่สิ่งนี้คือส่วนที่พวกเราควรจะให้เธอ”

            “มันอาจจะดูน้อยไปหน่อย หวังว่าเธอคงไม่ถือสากันนะ”

            ซินซวงพูดด้วยท่าทางจริงใจอย่างยิ่ง

            ไป๋ฉางเซิงที่ฟังอยู่ตรงนี้ก็พอจะเข้าใจแล้วว่าทำไมปกติเจียงจืออวี๋ที่ไม่ค่อยสุงสิงกับคนอื่นนอกจากหลินจิงเหยาถึงยอมร่วมทางกับซินซวงและจางสิงตั้งแต่แรกเห็น

            นิสัยของสองคนนี้ยอดเยี่ยมอย่างไร้ที่ติจริงๆ

            ถ้าเป็นคนอื่นป่านนี้คงแอบเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบๆ แล้วเพราะยังไงมันก็เป็นสิ่งที่ตกลงกันไว้ตั้งแต่ต้น

            ถึงแม้จะไม่รู้ว่าทั้งสองตัดสินใจทำแบบนี้เพราะเห็นพรสวรรค์ของเจียงจืออวี๋หรือมีความคิดนี้อยู่ก่อนแล้วก็ตาม แต่การกระทำในตอนนี้ถือว่าไม่มีที่ติ

            ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับการ์ดฝึกฝนที่มีมูลค่าคะแนนไม่น้อยเจียงจืออวี๋กลับส่ายหน้า

            “การ์ดฝึกฝนใบนี้ คืนให้รุ่นพี่จางเถอะค่ะ”

            “การ์ดฝึกฝนของฉันมีเวลาใช้งานหนึ่งปีอยู่แล้ว และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดหลังจากสามเดือนไป ฉันก็คงไม่ขาดแคลนห้องฝึกฝนให้ใช้หรอก”

            “เมื่อเทียบกันแล้ว เห็นได้ชัดว่าพวกพี่จำเป็นต้องใช้มันมากกว่าฉัน”

            สิ่งที่เจียงจืออวี๋พูดนั้นไม่มีที่ให้โต้แย้ง

            ซินซวงและจางสิงย่อมรู้ดีว่าเธอหมายถึงอะไร

            ด้วยพรสวรรค์ของเจียงจืออวี๋บวกกับท่าทีของคณบดีทั้งสามท่านถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด หลังจากผ่านไปสามเดือนเจียงจืออวี๋คงได้เรียนอยู่ที่สุ่ยมู่ในฐานะศิษย์เอกของคณบดี

            และด้วยสถานะระดับคณบดีมีหรือจะปล่อยให้ลูกศิษย์ตัวเองขาดแคลนห้องฝึกฝน?

            อย่าว่าแต่ห้องระดับอี่เลยต่อให้เป็นระดับเจี่ย ก็คงมีให้เจียงจืออวี๋ใช้งานได้ตามใจชอบ

            “นี่มัน...”

            ซินซวงลังเลหันไปมองจางสิง ส่วนจางสิงกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่างแต่กลับมีร่างสามร่างปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขาเสียก่อน

            นั่นคือคณบดีทั้งสามท่านที่จู่ๆก็หายตัวไปเมื่อครู่นั่นเอง

            เพียงแต่ว่าเมื่อเทียบกับท่าทีที่ดูเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อกันเมื่อครู่ตอนนี้ทั้งสามคนดูจะใจเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

            คำพูดที่จางสิงตั้งใจจะพูดจึงถูกกลืนลงคอไปทันทีที่เห็นคณบดีทั้งสามปรากฏตัว

            “ศิษย์ขอคารวะคณบดีทั้งสามท่าน”

            พวกเขาก้มตัวคำนับเล็กน้อยก่อนจะถูกคณบดีทั้งสามยิ้มรับให้ลุกขึ้นอย่างเป็นกันเอง

            “พวกเรามีธุระอยากจะคุยกับนักศึกษาเจียงจืออวี๋หน่อยถ้าพวกเธอสองคนมีธุระอะไร ก็ล่วงหน้าไปก่อนเถอะ”

            เมื่ออยู่ต่อหน้านักศึกษาทั่วไปพลังอำนาจของคณบดีทั้งสามยังคงเปี่ยมล้น

            เมื่อซินซวงและจางสิงได้ยินดังนั้นก็รีบปรับสีหน้าให้สำรวมทันทีพวกเขาขานรับและเอ่ยลาเจียงจืออวี๋ก่อนจะเดินเลี่ยงออกไปไกลๆ

            ดูเหมือนคณบดีทั้งสามจะร้อนใจจนรอให้ทั้งสองเดินไปไกลกว่านี้ไม่ไหวแล้ว

            คณบดีหลี่จากคณะเวทมนตร์โบกมือวูบหนึ่งสร้างม่านมิติกระจกเงาขึ้นมาครอบคลุมตัวเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงเอาไว้

            สิ่งที่ต่างจากครั้งก่อนคือครั้งนี้คณบดีอีกสองท่านก็ถูกรวมเข้ามาอยู่ในอาณาเขตนี้ด้วย

            “สวัสดีนักศึกษาเจียง แนะนำตัวก่อนนะฉันคือคณบดีจี้จากคณะวิถียุทธ์พลังเลือด”

            “ก่อนหน้านี้พวกเราเคยเห็นหน้ากันที่ทะเลสาบเลือดมังกรมาบ้างเธอคงยังจำได้นะ”

            คณบดีจี้พูดพลางยิ้มละไมหวังจะเริ่มบทสนทนาแบบเป็นกันเองก่อน

            ส่วนเจียงจืออวี๋ย่อมไม่คิดจะแฉความจริงที่ว่าวันนั้นจริงๆ แล้วไม่ได้มีการพูดคุยอะไรกันเลย เธอเม้มปากเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า

            “นักศึกษาเจียงจืออวี๋ ขอคารวะคณบดีจี้ค่ะ”

            ในขณะเดียวกันไป๋ฉางเซิงที่แอบมองตาแก่เฉียนซึ่งเอาแต่จ้องเขาเขม็งมาตั้งแต่ต้นก็อดไม่ได้ที่จะหดคอลงเล็กน้อย

            ถ้าเขาดูไม่ผิดสัตว์อสูรระดับราชันอย่างซวนหนีหยกทมิฬตัวนั้นก็คือสัตว์เลี้ยงวิญญาณของตาแก่คนนี้ใช่ไหม?

            ยากจะจินตนาการจริงๆว่าตาแก่หน้ายิ้มที่ดูใจดีคนนี้ จะสามารถเรียกสัตว์อสูรระดับราชันออกมาได้ทุกเมื่อ

            ทว่าในขณะที่รู้สึกหวาดกลัวอยู่นั้นในใจของไป๋ฉางเซิงก็ผุดความคิดที่แสนจะกล้าหาญขึ้นมา

            ถ้าเกิดว่า...เขาได้กินเนื้อของซวนหนีหยกทมิฬสักคำละก็เขาไม่วิวัฒนาการจนบินขึ้นสวรรค์ไปเลยเหรอ?

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน