ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 2 บทที่ 59 เพื่อเจียงจืออวี๋ เหล่าคณบดีถึงกับจะวางมวยกันแล้ว!

            ตัวตนระดับระดับราชันยุทธ์นั้นสามารถหยั่งรู้กฎเกณฑ์ปกติแล้วพวกเขามักจะเดินทางไปมาอย่างไร้ร่องรอยหากไม่มีธุระจำเป็นส่วนใหญ่จะเลือกกักตนฝึกวิชาหรือไม่ก็ออกไปต่อสู้เสี่ยงตายอยู่ในเขตทุ่งร้าง

            หากไม่มีเหตุบังเอิญจริงๆคนธรรมดาทั่วไปย่อมไม่มีโอกาสได้พบเจอยอดฝีมือระดับราชันยุทธ์เลย

            แม้ว่าเธอจะกลับชาติมาเกิดใหม่จากระดับจักรพรรดิแต่เจียงจืออวี๋ก็รู้ดีว่าด้วยพละกำลังในตอนนี้เธอยังไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้พบราชันยุทธ์

            ทว่าความจริงที่ปรากฏคือราชันยุทธ์ทั้งสามท่านนี้กำลังจ้องมองมาที่เธอความหมายนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยปาก พวกเขาตั้งใจมาหาเธอโดยเฉพาะ

            เมื่อประกอบกับสายตาของเหล่านักศึกษาที่มองมาแต่ไกลเจียงจืออวี๋ก็พอจะเดาอะไรได้ลางๆ

            คาดว่าคงเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เธอเพิ่งทำลงไปในหอพิชิตดาว

            ในเมื่ออยู่ที่สุ่ยมู่แถมยังมีฐานะราชันยุทธ์ ตัวตนของทั้งสามท่านนี้จึงเดาได้ไม่ยาก

            “สวัสดีคณบดีทั้งสามท่านค่ะ”

            ชาติก่อนแม้เธอจะไม่ได้มาศึกษาที่สุ่ยมู่แต่เธอก็คุ้นเคยกับโครงสร้างของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้แต่ละแห่งเป็นอย่างดี

            มหาวิทยาลัยสายต่อสู้ทั่วไปอธิการบดีมักจะอยู่ในระดับโหวแห่งยุทธ์ส่วนมหาวิทยาลัยชั้นยอดอธิการบดีจะเป็นราชันยุทธ์

            จะมีก็แต่สุ่ยมู่ที่พิเศษที่สุดเพราะไม่เพียงเคยมีระดับจักรพรรดิถือกำเนิดขึ้นแต่อธิการบดีแต่ละรุ่นยังเป็นตัวตนในระดับจักรพรรดิยุทธ์อีกด้วยหากใครบรรลุถึงระดับจักรพรรดิยุทธ์ระดับสูงก็จะกลายเป็นอธิการบดีกิตติมศักดิ์

            ส่วนระดับราชันยุทธ์ในสุ่ยมู่ก็คือตำแหน่งคณบดีนั่นเอง

            คำพูดประโยคเดียวของเจียงจืออวี๋ทำให้ทั้งสามคนชะงักไปเล็กน้อยแต่ก็ตอบสนองกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

            สำหรับคนที่มีพรสวรรค์ระดับนี้การมีไหวพริบปฏิภาณว่องไวจึงถือเป็นเรื่องปกติ

            “นักเรียนเจียง สวัสดี ฉันคือคณบดีเฉียนจากคณะควบคุมสัตว์อสูร...”

            คณบดีเฉียนชิงเปิดปากก่อนแต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูว่า“มิติกระจกเงา”

            ไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋รู้สึกว่าพื้นที่รอบตัวบิดเบี้ยวไปชั่วขณะวินาทีต่อมา พื้นที่โดยรอบก็ถูกตัดขาดจากภายนอกราวกับคนละโลก

            สิ่งที่เห็นด้วยตาเปล่าคือคณบดีเฉียนที่กำลังคุยกับเจียงจืออวี๋เมื่อครู่ตอนนี้เขากำลังตบลงบนพื้นที่ตรงหน้าอย่างแรงแต่กลับถูกม่านพลังล่องหนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าขวางกั้นเอาไว้

            มีเพียงแสงสว่างเท่านั้นที่ส่องผ่านเข้ามาได้แต่เสียงกลับส่งเข้ามาไม่ได้เลย

            และหากดูจากรูปปากแล้วคณบดีคณะควบคุมสัตว์อสูรท่านนี้ดูเหมือนกำลังสบถด่าด้วยคำศัพท์พื้นบ้านอย่างเมามัน

            ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวยังมีชายชราอีกท่านที่ผมและหนวดเคราขาวโพลนไปหมดเขากำลังตบกำแพงล่องหนนั่นอย่างแรงเหมือนกับคณบดีเฉียน

            แต่สิ่งที่ต่างกันคือทุกครั้งที่ชายชราท่านนี้ตบลงไป ม่านพลังจะเกิดระลอกคลื่นสั่นสะเทือนขึ้นมา

            “นักเรียนเจียง สวัสดี ฉันคือคณบดีหลี่จี้ฝ่าจากคณะเวทมนตร์”

            เสียงหนึ่งดึงความสนใจของไป๋ฉางเซิงและเจียงจืออวี๋ไปน้ำเสียงนั้นนอกจากจะกังวานก้องแล้ว ยังแฝงไปด้วยกลิ่นอายแห่งเทวสภาพบางอย่าง

            เพียงแค่ได้ยินประโยคเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าความแข็งแกร่งของท่านนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน

            ทว่าเจียงจืออวี๋ย่อมฟังออกว่าในน้ำเสียงเมื่อครู่นั้นมีการใช้พลังแห่งกฎเกณฑ์เข้าข่ม

            ในเมื่อดูออกแต่ไม่จำเป็นต้องหักหน้าเจียงจืออวี๋จึงไม่ลังเลที่จะค้อมตัวคำนับชายชราเคราขาวที่ถือคทาเวทมนตร์อยู่ตรงหน้าไป๋ฉางเซิงเองก็รู้กาลเทศะ จึงก้มหัวลงเล็กน้อย

            “ศิษย์เจียงจืออวี๋ คารวะคณบดีหลี่ค่ะ”

            คณบดีหลี่ดูจะพอใจกับท่าทีของเจียงจืออวี๋เป็นอย่างมากเขายิ้มกว้างพลางพยักหน้าเล็กน้อย ขณะกำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง จู่ๆเขาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติภายนอกมิติกระจกเงา สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที

            “โธ่เอ๊ย! เจ้าแก่หนังเหนียวสองคนนั้น พวกแกกล้าเหรอ!”

            คำอุทานหลุดออกมาคำโตมาดความสุขุมที่อุตส่าห์ใช้พลังแห่งกฎเกณฑ์สร้างขึ้นมาเมื่อครู่พังทลายหายวับไปกับตา

            เมื่อมองตามสายตาของคณบดีหลี่ไปเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงก็ต้องมุมปากกระตุกพร้อมกัน

            คณบดีเฉียนที่เดิมทีดูเหมือนจะจนปัญญาต่อม่านพลังไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เขาเรียกสัตว์เลี้ยงวิญญาณของตัวเองออกมา

            มันมีความสูงเกินกว่าห้าสิบเมตรรูปร่างคล้ายสิงห์คลั่ง แต่ตามลำตัวกลับปกคลุมด้วยเกล็ดหยกทมิฬแผงคอก็เป็นสีดำสนิท ดูลึกลับและเปี่ยมด้วยอำนาจอย่างบอกไม่ถูก

            รูปลักษณ์เช่นนี้เพียงแค่มองปราดเดียวเจียงจืออวี๋ก็จำสายเลือดของมันได้ทันที

            “ระดับราชันอสูร! ซวนหนีหยกทมิฬ!”

            มังกรมีบุตรเก้าจำพวกและซวนหนีก็คือหนึ่งในนั้น แต่น่าเสียดายที่มีคำว่าหยกทมิฬพ่วงท้ายซึ่งแสดงถึงสายเลือดที่ไม่บริสุทธิ์ ไม่อย่างนั้นตัวตรงหน้านี้คงจะเป็นเทพอสูรไม่ใช่เพียงราชันอสูรแล้ว

            แต่ถึงอย่างนั้นมันก็ยังเป็นตัวตนที่ผู้คนมากมายใฝ่ฝันแต่ยากจะครอบครอง

            ส่วนไป๋ฉางเซิงนั้นทันทีที่เห็นซวนหนีหยกทมิฬความรู้สึกสั่นสะท้านจากส่วนลึกของจิตวิญญาณก็พุ่งพล่านขึ้นมาร่างกายแสดงสัญชาตญาณตั้งรับโดยไม่รู้ตัว

            แม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้แสดงเจตนาประสงค์ร้ายต่อเขาเลยแม้แต่นิดเดียวแต่เพียงแค่แรงกดดันที่แผ่ออกมาโดยไม่ตั้งใจก็ทำเอาไป๋ฉางเซิงเสียวสันหลังวาบจนเหงื่อซึม

            นี่น่ะเหรอระดับราชันอสูร!

            ถึงแม้ในใจจะตื่นตระหนกเพียงใดแต่ไป๋ฉางเซิงก็กัดฟันฝืนทน เงยหน้าขึ้นจ้องมองอีกฝ่ายตรงๆ

            หากแม้แต่ความกล้าที่จะจ้องมองยังไม่มีแล้วจะเติบโตต่อไปได้อย่างไร?

            ทว่าในตอนนี้ราชันอสูรตนนั้นกลับชูอุ้งเท้าขึ้นสูง ทำท่าเตรียมจะโจมตี

            นอกจากนี้ชายชราที่ยืนอยู่ข้างคณบดีเฉียน ในมือก็ปรากฏหอกโลหะผสมขึ้นมาเล่มหนึ่ง

            เมื่อหอกอยู่ในมือกลิ่นอายแห่งวิถีอันยากจะบรรยายก็โอบล้อมรอบตัวหอก

            กลิ่นอายนี้ไม่ได้รุนแรงแต่มันกลับแฝงไปด้วยเจตนาอันคมกล้าที่พร้อมจะทะลวงทำลายทุกสรรพสิ่งในโลก

            เมื่อเทียบกันแล้ววิชาหอกวายุคลั่งและหอกทะลวงทองคำที่เจียงจืออวี๋เคยแสดงออกมาก่อนหน้านี้กลายเป็นของเด็กเล่นไปเลย

            ทักษะยุทธ์ระดับนภาเดิมทีก็เป็นวิชาเฉพาะของราชันยุทธ์อยู่แล้วหากพละกำลังไม่ถึงและไม่มีพลังแห่งกฎเกณฑ์เสริมก็จะทำได้เพียงแค่เลียนแบบท่าทางแต่ไร้ซึ่งจิตวิญญาณ

            แต่การเอะอะโวยวายขนาดนี้ในมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่คนหนึ่งถึงกับเรียกสัตว์เลี้ยงวิญญาณระดับราชันอสูรออกมาอีกคนก็รีดเร้นทักษะยุทธ์ระดับนภาเต็มกำลัง นี่พวกท่านคิดจะทำอะไรกันแน่?

            เจียงจืออวี๋ไม่รู้เหตุผลแต่คณบดีหลี่ย่อมรู้ดี

            และเขาก็รู้ด้วยว่าหากตนยังไม่สลายมิติกระจกเงาออกไปตาแก่สองคนนี้คงจะลงมือจริงๆ แน่ลงมือต่อหน้าเหล่านักศึกษานับพันคนในรั้วมหาวิทยาลัยเนี่ยนะ!

            ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เคลื่อนไหวอะไรต่อก็มีแรงสั่นสะเทือนที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าพุ่งมาจากที่ไกลๆ

            เพียงชั่วพริบตาซวนหนีหยกทมิฬที่สูงกว่าห้าสิบเมตรก็หายวับไปคณบดีจี้ที่เตรียมออกกระบวนท่าก็อันตรธานไปเช่นกันแม้แต่คณบดีหลี่ผู้สร้างมิติกระจกเงาก็ไม่รู้ว่าสลายมิติและหายตัวไปตั้งแต่เมื่อไหร่

            ที่หน้าหอพิชิตดาวทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบเหมือนเมื่อครู่ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทว่าในใจของทุกคนต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เห็นเมื่อกี้คือเรื่องจริง

            คณบดีทั้งสามท่าน...เกือบจะเปิดศึกซัดกันเพราะเจียงจืออวี๋จริงๆ!

            หากไม่ใช่เพราะแรงสั่นสะเทือนลึกลับนั้นพาทั้งสามคนออกไปป่านนี้คงได้เห็นการปะทะกันวินาศสันตะโรไปแล้ว

            ด้วยความตื่นตระหนกที่ยังไม่จางหายทุกสายตาจึงค่อยๆ เคลื่อนมาหยุดอยู่ที่เจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงเป็นจุดเดียว

            พวกเขารู้ว่าเจียงจืออวี๋มีพรสวรรค์โดดเด่นจนทำให้คณบดีทั้งสามเกิดความเมตตาอยากรับเข้าสำนัก

            แต่ใครจะไปคิดว่าความเมตตาเอ็นดูของเหล่าคณบดี จะรุนแรงถึงระดับนี้!

            โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ก่อนหน้านี้ยังคิดจะชิงอันดับหนึ่งของรุ่นไปจากเจียงจืออวี๋

            เมื่อเห็นภาพที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาพวกเขาก็เริ่มจะหาเหตุผลมาปลอบใจตัวเองไม่ได้แล้ว

            ต่อให้เจียงจืออวี๋ไม่แย่งชิงและพวกเขาสามารถก้าวข้ามจนเป็นที่หนึ่งได้จริงๆคณบดีทั้งสามท่านก็ใช่ว่าจะยอมรับพวกเขาเป็นศิษย์เอกสืบทอดวิชาจริงๆ เสียเมื่อไหร่

            ส่วนเจียงจืออวี๋นั้นเธอเพียงแค่เม้มริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะพาไป๋ฉางเซิงเดินตรงไปหาซินซวงและจางสิงที่ยืนอยู่ไกลๆ ด้วยท่าทีสงบนิ่ง

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน