เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 155 แม่ที่ตามใจลูกมากเกินไปน่ากลัวมาก

            เหล่าแม่ทัพที่เดิมทีไม่มีสติอยู่กับเนื้อกับตัวจู่ๆ ถูกเสียงดังสนั่นนั้นทำให้แข้งขาอ่อนจนล้มลงนั่งกับพื้นหิมะด้วยความตกใจพวกเขาทุกคนต่างเบิกตากว้าง และใช้เวลานานกว่าจะตั้งสติได้

            กงจื้อหมิงยังพอรับไหวแต่เพราะเหตุการณ์ผิดพลาดเมื่อครู่ เขาจึงไม่ได้ยกมือปิดหู ทำให้ตอนนี้รู้สึกมึนงงและมีเสียงอื้ออึงในหู

            เขาตกใจจนต้องหันไปมองติงเหว่ยเห็นนางเพิ่งจะยกมือออกจากหูด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและร้องว่า“ท่านแม่ทัพดูสิ!”

            ไม่ต้องให้นางพูดเพราะลมหนาวพัดพาควันสีเขียวออกไป แล้วที่เกิดการระเบิดก็ปรากฏสู่สายตาของทุกคน

            หุ่นฟางที่วางไว้แต่แรกนั้นไม่มีเหลืออีกต่อไปมีเพียงบางส่วนที่ยังคงลุกไหม้ส่วนก้อนหินที่กดทับหุ่นฟางก็ถูกระเบิดจนปลิวกระจายไปไกล…

            ในแววตาของกงจื้อหมิงปรากฏแสงสว่างวาบขึ้นมาเขาก้าวเข้าไปสำรวจหลุมใหญ่ที่เกิดจากการระเบิดบรรดาแม่ทัพที่ปกติเฉลียวฉลาดบางคนคงจะนึกถึงอะไรบางอย่างได้ จึงรีบลุกขึ้นมาลากขาที่อ่อนแรงของตนเองเข้าไปดู

            เมื่อครู่ทุกคนยังแค่ตกใจแต่ตอนนี้สิ่งที่ได้เห็นกับตาตนเอง กลับทำให้รู้สึกหวาดกลัวอย่างที่สุด

            ข้างในกระบอกไม้ไผ่เล็กๆนั่นมันบรรจุอะไรเอาไว้ถึงได้รุนแรงขนาดนี้?

            พื้นดินในฤดูหนาวอาจไม่ได้แข็งเท่ากับเหล็กแต่ก็ค่อนข้างแข็งพอตัว แต่ตอนนี้มันกลับถูกระเบิดจนเป็นหลุม ยิ่งไม่ต้องพูดถึงก้อนหินที่“แตกเป็นเสี่ยงๆ” และหุ่นฟางที่ไม่เหลือร่องรอยแม้แต่นิดเดียว

            ถ้ากระบอกไม้ไผ่เล็กๆนี้ถูกขว้างไปในกลุ่มคน หรือขว้างไปบนกำแพงเมืองหรือแม้กระทั่งยิงออกไปพร้อมกับลูกธนู มันคงจะ…

            ทุกคนต่างรู้สึกหนาวสั่นรีบหันไปมองหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ที่ห่อหุ้มตนเองด้วยผ้าจนแน่นหนาโผล่ออกมาเพียงใบหน้าขาวๆ ที่ดูไร้เดียงสา แต่มองอย่างไรก็อดคิดไม่ได้ว่านางอาจมีอะไรบางอย่างซ่อนอยู่ใบหน้าของพวกเขายิ่งซีดขาวยิ่งขึ้นและเริ่มสำรวจดูว่าในแต่ละวันตนเองเคยทำอะไรไม่เคารพนางโดยไม่รู้ตัวหรือไม่

            หากมีคงต้องรีบคุกเข่าขอขมาถ้าเกิดนางจำใส่ใจขึ้นมาแล้วขว้างกระบอกไม้ไผ่เข้ามาในกระโจมตอนที่พวกเขากำลังหลับอยู่พวกเขาคงจะไม่พ้นได้ไปดื่มเหล้ากับเยี่ยนหวังเย่ทันทีเป็นแน่…

            ติงเหว่ยถูกจ้องจนรู้สึกอึดอัดนางจึงกะพริบตาแล้วหัวเราะเบาๆ ว่า “ข้าแค่รู้สึกว่าช่วงปีใหม่นี้เงียบเหงาเกินไปเลยคิดทำของเล่นเล็กๆ ให้อันเกอเอ๋อร์ได้ยินเสียงเล่นบ้างแต่คิดไม่ถึงว่าจะทำของใหญ่ขนาดนี้ออกมา”

            ทุกคนต่างกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกันหรือว่าชะตาโลกเปลี่ยนไปแล้ว? คนเป็นแม่ตามใจลูกเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้แต่เพื่อให้ลูกได้ยินเสียงเล่นถึงกลับสร้างระเบิดร้ายแรงเช่นนี้ออกมา คงมีเพียงนางคนเดียวในโลกแน่ๆดีแล้ว ดีแล้วจริงๆ! ที่เด็กคนนี้เป็นลูกของท่านแม่ทัพ และนางก็รักท่านแม่ทัพนี่นับว่าเป็นโชคดีของแผ่นดินซีเฮ่า…

            แต่สายตาของกงจื้อหมิงที่มองติงเหว่ยกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความอ่อนโยนบางเรื่องไม่ต้องพูดออกมาเขาก็เข้าใจดีหญิงสาวที่ปกติกลัวเสียงฟ้าร้องจนต้องกอดลูกและหาข้ออ้างมาหลบข้างเขา คงไม่ได้ทำระเบิดขึ้นมาเพียงเพื่อความสนุกสนานตามที่นางพูดแต่เพื่อช่วยเขาทำให้แผ่นดินซีเฮ่าเป็นหนึ่งเดียวและแน่นอนว่านางก็คงต้องการป้องกันตนเองด้วยเช่นกัน สุดท้ายแล้วคงไม่มีใครยอมรับภรรยาของท่านแม่ทัพที่ทำอาหารเก่งเท่าภรรยาของท่านแม่ทัพที่ชาญฉลาดอย่างแน่นอนหรือแม้กระทั่งความยำเกรง…

            ชายหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่แต่ไม่สามารถทำให้หญิงสาวที่เขารักอยู่อย่างสุขสบายได้กลับทำให้นางต้องคิดถึงการป้องกันตนเองอยู่ตลอดเวลาเขาเป็นคนรักที่ล้มเหลวหรือเปล่า?

            ติงเหว่ยรู้สึกว่าถ้าถูกจ้องนานกว่านี้นางคงจะเป็นรูไปทั้งตัวแน่ๆ รอจนกงจื้อหมิงเดินกลับมาอย่างยากลำบาก นางจึงรีบพูดว่า“หากอันเกอเอ๋อร์ตื่นมาไม่เห็นข้าคงจะงอแงเป็นแน่ วิธีทำระเบิดกับการปรับแต่งเล็กๆน้อยๆ นี้อวิ๋นอิ่งเข้าใจอย่างชัดเจน เดี๋ยวให้อวิ๋นอิ่งอยู่ต่อเพื่อฟังคำสั่งจากท่านที่นี่เถอะข้าจะกลับไปแล้ว”

            กงจื้อหมิงพยักหน้าแล้วยกมือขึ้นจัดเสื้อคลุมให้นางอีกครั้งก่อนจะพยุงนางให้ลุกขึ้น

            “ไม่ต้องห่วง”เสียงต่ำที่แหบพร่าเล็กน้อยของเขาเหมือนจะมีความหมายอะไรบางอย่างมากกว่าปกติติงเหว่ยเงยหน้าขึ้นมอง และอ่านความรู้สึกที่อ่อนโยน ความรู้สึกผิดและแม้กระทั่งความภาคภูมิใจจากดวงตาสีดำสนิทของเขา หัวใจของนางรู้สึกหน่วงๆขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ การที่นางเลือกบุรุษที่มีความสามารถในการปกครองแผ่นดินมาเป็นคู่ชีวิตก็ทำให้นางต้องทุ่มเทสุดตัวเพื่อให้สามารถยืนเคียงข้างเขาได้อย่างเต็มภาคภูมิต้องเสียสละอะไรหลายๆ อย่าง และรับแรงกดดันอย่างมหาศาล

            แต่นางก็เต็มใจ…

            ตังกุยนั่งลงอย่างระมัดระวังเพื่อให้นางขึ้นหลังเหลียนเชี่ยวและคนอื่นๆ ช่วยกันเก็บเก้าอี้และสิ่งของต่างๆจากนั้นพวกนางก็พากันเดินอ้อมภูเขากลับไปยังค่ายทหาร

            กงจื้อหมิงมองตามนางจนลับตาแล้วจึงหันกลับไปมองหลุมใหญ่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นด้วยอาวุธเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะรวมแผ่นดินซีเฮ่าให้เป็นหนึ่งแต่อาจรวมทั้งแผ่นดินได้ทั้งหมด!

            “อวิ๋นอิ่งเล่าถึงวิธีการปรับแต่งระเบิดไม้ไผ่นี้ให้ข้าฟังหน่อยสิ?”

            “เจ้าค่ะท่านแม่ทัพ” อวิ๋นอิ่งไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดจู่ๆสมองนางก็คิดถึงคำพูดของเฟิงจิ่วที่พูดไว้ในคืนนั้นขึ้นมาไม่ว่าหญิงสาวจะงดงามเพียงใดก็ไม่อาจเทียบเท่าหญิงสาวที่ชาญฉลาดอย่างนายหญิงของนางได้หญิงสาวเช่นนี้ต่างหากที่เหมาะสมที่สุดสำหรับท่านแม่ทัพ!

            “แม่นางของเราบอกว่าหากเปลี่ยนจากกระบอกไม้ไผ่เป็นลูกเหล็ก และเพิ่มผงยาที่ผสมเศษเหล็กเข้าไปแรงทำลายล้างจะยิ่งมากขึ้น แต่ต้องห้ามมีเปลวไฟอยู่ใกล้เพราะเพียงสะเก็ดไฟก็ก่อให้เกิดการระเบิดได้แล้วไม่ได้ทำให้คนอื่นบาดเจ็บซ้ำยังทำให้บาดเจ็บเสียเองได้...”

            ติงเหว่ยไม่รู้ว่าพวกเขาทำอะไรกันในหุบเขาหลังจากนางรู้สึกว่าตนเองทำภารกิจใหญ่เสร็จสิ้นก็มีเวลาว่างหันมาเล่นกับลูกชายอย่างหาได้ยากแม้กระทั่งปั้นตุ๊กตาหิมะสองตัวข้างกระโจมที่มีตาเป็นสีดำและจมูกสีแดงทำให้อันเกอเอ๋อร์และเอ้อหวาพากันดีใจยกใหญ่

            มื้อกลางวันในวันนั้นนางลงมือทำอาหารด้วยตนเองนางต้มหม้อไฟกระดูกแกะร้อนๆ และโยนเต้าหู้แช่แข็งลงไปหนึ่งจานอีกจานหนึ่งเป็นผักดอง และยังใส่ต้นหอมเขียวสดเข้าไปอีกหนึ่งกำ ทั้งสีสัน กลิ่นและรสชาติครบครัน

            ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าทุกคนต่างก็กินข้าวเพิ่มอีกหนึ่งชามแม้แต่ฉู่ชีซีที่ไม่เห็นหน้ามาหลายวันก็ได้กลิ่นหอมจนต้องตามมาร่วมโต๊ะด้วย

            เดิมทีฉู่ชีซียังรู้สึกอายอยู่บ้างเพราะคิดว่าตนเองทำเรื่องไม่เหมาะสมเมื่อครั้งที่มาโวยวายไปจึงกลัวว่าติงเหว่ยและคนอื่นๆ จะเมินเฉย แต่ไม่คิดเลยว่าทุกคนจะยังคงต้อนรับนางเหมือนเดิมเชิญนางมาร่วมกินดื่มด้วยกันพอเก็บโต๊ะแล้วติงเหว่ยยังชวนนางมานั่งทำงานเย็บปักและพูดคุยกันอีกด้วย

            ข่าวเรื่องการแต่งงานระหว่างสองตระกูลอย่างตระกูลฉู่และตระกูลฟางได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งค่ายแล้วติงเหว่ยเองก็ได้ยินมาเช่นกัน

            นางรู้สึกโล่งใจในใจจึงไม่ได้รู้สึกอึดอัดอะไร และแซวฉู่ชีซีแบบไม่ไว้หน้าทำให้หญิงสาวที่แสนจะตรงไปตรงมาคนนี้หน้าแดงเหมือนปูสุก

            ทุกคนต่างพากันหัวเราะพอถึงตอนท้ายจึงพูดถึงอาหารจากที่ต่างๆ ติงเหว่ยนึกอะไรขึ้นมาได้จึงเล่าเรื่องประเพณีที่แปลกประหลาดจากต่างแดนให้ฉู่ชีซีฟัง

            เป็นอย่างที่คาดไว้หญิงสาวคนนี้ตกใจจนดวงตาเบิกกว้างโดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่ามีผู้หญิงที่ได้เป็นฮ่องเต้ด้วยทำให้นางอยากจะบินไปเห็นด้วยตาตนเองเสียเดี๋ยวนี้เลย ติงเหว่ยจึงไม่รอช้านำภาพวาดเรือที่นางเพิ่งจะวาดเสร็จไม่กี่ภาพออกมาจากนั้นก็เรียกให้เหลียนเชี่ยวไปเชิญฟางซิ่นมาดู

            เมื่อฉู่ชีซีได้ยินก็รีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีราวกับมดบนกระทะร้อนนางอยากจะลุกหนีไปแต่ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดถึงไม่อยากจากไปแต่จะอยู่ต่อก็เขินอายจนหน้าแดงไปหมด

            ติงเหว่ยแทบจะหลุดขำจนท้องแข็งในที่สุดนางก็หยิบพู่กันออกมา แล้วหาข้ออ้างให้ฉู่ชีซี “ข้าเจ็บขาไม่สะดวกที่จะเขียนหนังสือ น้องสาวช่วยข้าเขียนหน่อยได้ไหม?”

            “อ๋อได้สิ!”ฉู่ชีซีรีบกลับมานั่งลงทันทีและตอบรับไปอย่างไม่ทันคิด “เจ็บกระดูกต้องพักหนึ่งร้อยวันพี่ติงอย่าฝืนเลยนะ พี่อยากจะเขียนอะไรก็บอกข้ามาได้เลย ข้าเขียนเก่งนะ!”

            ในหัวของนางเต็มไปด้วยความคิดถึงฟางซิ่นจนไม่ทันได้คิดเลยว่าคำพูดนี้มันแปลกอย่างไร

            แต่ทุกคนในกระโจมกลับทนไม่ไหวอีกต่อไปและพากันหัวเราะจนตัวงอแม้แต่เฉิงเหนียงจื่อที่ซื่อสัตย์และจริงใจยังหัวเราะจนทำน้ำชาหก

            ติงเหว่ยเองก็ซบหน้าลงบนไหล่ลูกชายหัวเราะจนตัวสั่นไม่หยุด เจ้าหนูน้อยไม่รู้ว่ามีอะไรขำ แต่ก็เผยยิ้มอวดฟันขาวเหมือนเมล็ดข้าวตามไปด้วย

            ฉู่ชีซีมองคนอื่นอย่างงงๆจนในที่สุดก็เข้าใจ แล้วนางก็รู้สึกอายจนแทบอยากจะหายตัวไป

            “ไอ๊หยา!พี่ติง พี่แกล้งข้า!”

            “ทำไมถึงดูครึกครื้นกันขนาดนี้?”พอดีกับที่ฟางซิ่นเปิดม่านกระโจมเข้ามาเขาได้ยินเสียงหัวเราะของทุกคนก็เลยถามขึ้นมาพอเห็นสีหน้าของฉู่ชีซีที่หน้าแดงไปถึงคอเขาก็อึ้งไปครู่หนึ่งอย่างไม่รู้จะพูดอะไรดี

            ฉู่ชีซีรู้สึกร้อนที่ใบหน้าจนแทบทนไม่ไหวสุดท้ายก็อายจนทนไม่ไหวจริงๆ จึงวางกระดาษกับพู่กันลงแล้ววิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็ว

            ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าทุกคนยิ่งหัวเราะกันหนักเข้าไปอีก

            ติงเหว่ยหยุดหัวเราะได้อย่างยากลำบากแล้วยื่นลูกชายตัวอ้วนๆ ให้เฉิงเหนียงจื่อดูแลจากนั้นจึงเชิญฟางซิ่นให้นั่งลงที่โต๊ะ แล้วพูดว่า “เมื่อครู่ไม่มีอะไรหรอกแค่พูดเล่นกันนิดหน่อย”

            ฟางซิ่นมองไปยังม่านที่ยังสั่นไหวอยู่แล้วลังเลเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า “แม่นางฉู่เป็นคนตรงไปตรงมา จริงๆแล้วนางก็ไม่ได้คิดร้ายอะไร”

            ติงเหว่ยหัวเราะอย่างมีเลศนัย“อ๋า พี่ใหญ่ ข้าไม่ได้พูดว่าแม่นางฉู่ไม่ดีสักหน่อยนะ?”

            ฟางซิ่นกระแอมออกมาสองสามทีอย่างประหม่าแล้วรีบเปลี่ยนเรื่องพูด “เจ้าวาดภาพอะไรอีกล่ะ เอามาให้ข้าดูหน่อย”

            ติงเหว่ยเองก็ไม่กล้าแซวอีกจึงรีบยื่นภาพวาดไปให้

            “ข้าวาดกลไกการส่งกำลังอีกอันหนึ่งวางไว้ที่ใต้เรือ จะช่วยประหยัดแรงของฝีพายได้มากขึ้น”

            “อย่างนั้นหรือข้าขอดูหน่อย”

            ฟางซิ่นได้ส่งจดหมายไปหาสหายที่เฉวียนโจวแล้วในช่วงหลายวันที่ผ่านมาและยังให้คนกลับบ้านไปหาคนที่ไว้ใจได้มาเขาเดินวนอยู่ในร้านหนังสือหลายรอบในเมืองฉยงโจว ไม่ว่าเล่มไหนที่มีคำว่า “ทะเล”เขาก็ซื้อกลับมาทั้งหมด เรียกได้ว่าทั้งใจของเขาบินไปอยู่ที่ชายฝั่งแล้ว

            ติงเหว่ยเองก็ยังคิดถึงการค้าที่ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำนี้อยู่แต่ก็ลำบากใจว่าจะส่งใครไปกับคนสกุลฟางที่เฉวียนโจวดี

            เพราะในอนาคตเมื่อต้องส่งกองเรือออกทะเลไม่เพียงแต่จะต้องจัดการกิจการเท่านั้น แต่ยังต้องเผชิญกับอันตรายมากมายถึงขั้นอาจเกือบเสียชีวิตได้

            เมื่อส่งฟางซิ่นกลับไปแล้วนางก็เขียนรายชื่อคนที่พอจะใช้ได้ทั้งหมดออกมา แม้แต่ครอบครัวของแม่นางหลี่ก็ยังติดอยู่ในรายชื่อด้วยน่าเสียดายที่คัดไปคัดมาก็ยังไม่มีใครเหมาะสม

            นางโยนพู่กันและกระดาษลงด้วยความหงุดหงิดคิดว่าจะพูดคุยกับกงจื้อหมิงในตอนเย็นว่าขอยืมหลินลิ่วมาใช้สักพักดีหรือไม่

            เนื่องจากวันก่อนที่ลุงอวิ๋นอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปขีดเขียนมั่วซั่วไปหมดเขาก็เลยชอบกระดาษกับพู่กันมาก ตอนนี้เห็นแม่กำลังเขียนวาดอะไรอยู่ก็พยายามดิ้นรนที่จะไปใกล้ ๆ

            เฉิงเหนียงจื่อขัดขวางเขาไม่ได้กลัวว่าจะทำให้แขนน้อยๆ ของเขาเจ็บ จึงต้องอุ้มเขาเข้ามาใกล้ๆ แทน

            ติงเหว่ยกำลังปวดหัวด้วยความคิดหนักพอเห็นลูกชายเดินเข้ามาก็แกล้งทำหน้าดุใส่เขา แต่สุดท้ายก็กอดเขาไว้ในอ้อมแขน

            อันเกอเอ๋อร์ได้กระดาษกับพู่กันแล้วก็ดีใจขึ้นมาทำให้เฉิงเหนียงจื่อหัวเราะและพูดว่า “คุณชายน้อยชอบเขียนหนังสือขนาดนี้โตขึ้นคงเก่งทั้งบู๊และบุ๋นแน่ๆ”

            ติงเหว่ยตอบอย่างเกียจคร้านว่า“ถ้าเขาโตขึ้นทันทีได้ก็คงดี ข้าจะได้ไม่ต้องปวดหัวเรื่องหาคนแล้ว”

            เฉิงเหนียงจื่อที่ปกติไม่ค่อยพูดมากนักแต่คราวนี้กลับถามขึ้นว่า “แม่นาง กำลังหาคนไปทำงานอะไรหรือเจ้าคะ?”

            “ข้ากำลังหาคนไปที่เฉวียนโจวกับคนสกุลฟางแต่ว่า... ไอ๊หยา! เจ้าตัวแสบ ทำไมเจ้าถูแขนเสื้อแม่แบบนี้!”ติงเหว่ยพูดไปได้ครึ่งทางก็ถูกลูกชายจอมซนขัดจังหวะเจ้าตัวน้อยไม่เพียงแต่ถูทั้งมือและหน้าของตนเอง ยังทำให้เสื้อคลุมตัวน้อยของมารดาเปื้อนไปด้วย

            เฉิงเหนียงจื่อรีบหยิบผ้ามาช่วยเช็ดทำความสะอาดให้ทั้งแม่และลูกสุดท้ายก็หาข้ออ้างออกไปตามหาเฉิงต้าโหยว

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    ชายาคนงามของท่านอ๋องจอมโหด [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.36M 891