ดึ่งลึกสองวิญญาณ บทแรก
“ทำไมเหลือคุณผักอยู่บนจานหนูล่ะจ๊ะ คุณผักจะไม่เสียใจแย่เหรอที่เป็นอาหารที่หนูเขี่ยทิ้งทั้งที่คุณผักมีประโยชน์มาก”
“แต่คุณผักไม่อร่อย หนูจะอ้วกถ้าหนูพยายามกลืนคุณผักลงไป..อาหารอย่างอื่นที่คุณแม่ทำก็จะออกมาด้วย.. หนูกลัวอาหารอื่นกับคุณแม่เสียใจถ้าหนูอ้วกทุกอย่างออกมา ครั้งนี้ปล่อยคุณผักไปก่อนนะคะ.. ”
“ก็ได้ๆ ลูกใครเนี่ย หัวหมอแต่เด็กเลย.. แต่ต้องทานนมให้หมดด้วยนะ.. นี่เป็นนมหวานเพราะฉะนั้นแก้ตัวไม่ได้นะ”
“ค่ะ.. หนูทานไอศกรีมสตรอวเบอร์รี่ได้มั้ยคะ”
“ไม่ได้จ้า.. ตอนนี้เย็นแล้วกินไอศกรีมตอนเย็นไม่ดีต่อสุขภาพ ทานอาหารดื่มนมเสร็จล้างมือก่อนนะค่อยไปดูละคร”
“ค่า”
| ทำไมต้องเริ่มด้วยบทสนทนาในอดีตที่นานมากแล้วเหรอ หืม..ก็เธอถามฉันว่าเห็นมาตั้งแต่เกิดหรือเปล่า นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกที่ฉันจำได้ว่าเห็นอะไรบางอย่าง.. ก่อนหน้านั้นอาจจะเห็นแต่ฉันจำไม่ได้.. แล้วไงต่อ??.. ก็ไม่มีอะไร หลังจากดูละครจบฉันก็เข้านอนตามปกติ.. ใช่ตอนนั้นแหละที่เริ่มเห็นแล้วจำได้ |
ฮืออ….. ซซ.. ฮืออ…….
| คืนนั้นฉันได้ยินเสียงร้องไห้.. ใช่มันไม่ได้เริ่มด้วยการเห็น.. ฉันขอโทษฉันเล่าพลาดเอง.. มันเริ่มด้วยการได้ยินเสียง ดังมาจากมุมหนึ่งของห้อง มันเป็นเสียงร้องไห้ของเด็กผู้ชาย ฉันมองไปแล้วก็เห็นเขา.. นั่งกอดเข่าเอาหน้าฝังไว้กับหัวเข่าแล้วก็ร้องไห้.. ร่างกายเขามีหลายส่วนที่เป็นสีเขียวและสีม่วง.. ฉันคุยกับเขา ถามเขา ด้วยความอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ |
“นายเป็นอะไร เจ็บตรงไหนหรือเปล่า?? “
| แน่นอนว่าเด็กคนนั้นหันมาตอบฉัน.. จริงๆฉันว่าเขาตะโกนนะ.. |
“ผมไม่ผิดด!!!! ผมแค่พยายามทำตัวมีประโยชน์กับทุกคนนน!!!!.. มันไม่ควรจะเป็นแบบนี้!!!!!!!!!!!!!! ทำไมผมถึงถูกเกลียด..!!!! ทำไมถึงผลักไสผม!!!!!!!!!! ผมไม่ผิดดดดดดดด!!!!!!! อ๊าาาา!!!!!!!!!!!!!!!”
| ตอนนั้นฉันคิดว่าไงเหรอ?..ตอนนั้นฉันยังเด็ก..ฉันไม่รู้อะไรมาก ก็ได้แต่เดาแบบเด็กๆ.. ฉันไม่ได้กลัวอะไรมาก อาจจะเสียใจนิดหน่อยแค่นั้น.. ใช่.. เสียใจได้ยินไม่ผิดหรอก คืนนั้นผ่านไปเช้าวันใหม่มาถึง.. |
“ว้าว.. วันนี้เด็กน้อยหัวหมอกินผักหมดเลยทำไมวันนี้ถึงพยายามกินจนหมดได้”
“หนูกลัวคุณผักเสียใจ.. เดี๋ยวคุณผักจะร้องไห้อีก คุณผักแค่พยายามจะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคน หนูไม่อยากผลักไสคุณผัก… อุ๊บบ!!”
ตึกๆๆๆ
อ้วกกก!!!
| ฉันพยายามทานผักในมื้อเช้าวันนั้น และใช่ฉันอาเจียนออกมาเพราะรสชาติมันแย่สุดๆคุณแม่เองก็พยายามลูบหลังฉันในตอนนั้น ฉันเห็นความภาคภูมิใจในสายตาของเธอนิดหน่อย |
“ไหวมั้ยลูก… ใจเย็นๆคนเก่ง.. ดีขึ้นรึยัง ไม่เป็นไรนะ ลูกพยายามดีมากแล้ว”
“แต่คุณผักจะร้องไห้อีกแน่ๆเลย”
“ไม่เป็นไรหรอกจ๊ะลูก.. คุณผักจะต้องเข้าใจว่าลูกพยายามแล้ว.. เดี๋ยววันนี้แม่อนุญาติให้ทานไอศกรีมสตรอวเบอร์รี่ได้”
“ตอนเย็นด้วยได้มั้ยคะ”
“โอเค.. แค่วันนี้วันเดียวนะเป็นรางวัลสำหรับความพยายาม”
| ใช่ๆ ฉันคิดว่าผักมานั่งร้องไห้ในคืนก่อนหน้า.. ขำไปเถอะ ก็อย่างที่บอก ฉันเป็นแค่เด็กจะให้ฉันคิดถึงอะไรกับเด็กชายที่มีสีเขียวช้ำทั้งตัว.. อย่างน้อยฉันก็ปะติดปะต่อเรื่องราวกับที่คุณแม่เล่าได้.. ฉันคิดว่าฉันเป็นเด็กฉลาดนะ..และคืนนั้นฉันก็เจออีก.. |
ฮืออ.. ฮืออ…..
“เราขอโทษนะ.. เราพยายามทานแล้วแต่สุดท้ายก็ไม่ไหว”
ฮือออ….
| ก็ถ้าเด็กนั่นเป็นผีผักเขียวช้ำ คราวนี้ฉันก็เจอผีไอศกรีมสตรอวเบอร์รี่ ผู้หญิงชั่วร้ายทำลายสุขภาพในตอนเย็นที่ย้อมไปด้วยสีแดงทั้งตัว |
“หุปปาก!!!! ร้องไห้อะไรของแก.. หนวกหู!!! เป็นความผิดแกเองที่มาอยู่ในสภาพนี้ เพราะแกฉันถึงได้เป็นแบบนี้!!”
“คุณป้าอย่าดุเค้าเลยนะคะ.. เขาอาจจะแค่พยายามเป็นประโยชน์กับทุกคนจริงๆ”
“หุบปาก.!!!!หุบปาก!!!..หุบปากกกกกกก”
| ผีผักเขียวนั่งร้องไห้ตัดพ้อ ผีไอศกรีมสตรอวเบอร์รี่กรีดร้องด่าทอ และเริ่มพุ่งเป้ามาที่ฉัน กรีดร้องด่าทอใส่ฉันทั้งคืนจนฉันแทบไม่สามารถนอนได้
ตอนนั้นฉันเชื่อคุณแม่หมดใจ ไอศกรีมสตรอวเบอร์รี่ยามเย็นนั้นแย่มาก ฉันเห็นใจผีผักเขียวที่ตัดพ้อ แต่ฉันไม่ชอบผีไอศกรีมสตรอวเบอร์รี่จริงๆ เธอทำให้ฉันกลัวจนนอนไม่หลับ
ฉันไม่รู้ว่าหลับหรือกลัวจนสลบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เช้าวันรุ่งขึ้นฉันตื่นสาย คุณแม่เข้ามาปลุกฉันและฉันฉี่รดที่นอน ฉันกลัวร้องไห้โผเข้ากอดคุณแม่ตอนนั้นคุณแม่เข้าใจว่าฉันฝันร้ายแต่ก็ยังคอยถามว่าเกิดอะไรขึ้นและปลอบโยนด้วยความเอาใจใส่ |
“มีอะไรเหรอจ๊ะ.. ไหนลองเล่าให้แม่ฟังสิ”
| ฉันเล่าเรื่องเกี่ยวกับผีผักเขียวและผีไอศกรีมสตรอวเบอร์รี่ให้คุณแม่ฟังและเธอยังคงปลอบโยนฉันอย่างอ่อนโยน เธอเชื่อว่านั่นเป็นเพียงจินตนาการของเด็กๆ เช้าวันนั้นเธอยังคงพยายามให้ฉันทานผักและหลีกเลี่ยงไอศกรีมสตรอวเบอร์รี่ ซึ่งฉันเต็มใจสุดๆ ครั้งนี้ฉันไม่อ้วก แต่ก็พยายามสุดความสามารถที่จะกลั้นไว้
เพราะความพยายามของฉันในการทานผัก และความหวาดกลัวในตอนเช้า แม่ฉันตัดสินใจให้รางวัลและปลอบโยนฉันพร้อมกันในทีเดียวด้วยการพาฉันไปซื้อตุ๊กตาที่ฉันต้องการในชอปของเล่นที่ห้างสรรพสินค้าใกล้ๆบ้าน ระหว่างเดินทางพวกเราเห็นรถตำรวจและคนมากมายอยู่ที่บ้านแห่งหนึ่งที่ห่างจากบ้านเราไปประมาณ 300 เมตรพวกเราสงสัยแต่ก็ผ่านไปจนถึงที่ห้างสรรพสินค้า.. |
“ไปเดินเลือกเลยจ๊ะ.. เดี๋ยวแม่จะคุยกับคุณอาบีมสักพัก”
| ตอนนั้นพอไปถึงชอปของเล่นคุณแม่ก็พบกับคุณอาที่อยู่บ้านถัดจากเราไปสองหลัง มารู้ทีหลังว่าแม่คุยกันเรื่องคดีที่เกิดกับบ้านที่อยู่ห่างออกไป 300 เมตรจากบ้านเรา เห็นว่ามีเด็กชายและผู้หญิงเสียชีวิตจากการฆาตกรรม คงเหมือนที่ฉันโยงผักและไอศกรีมสตรอวเบอร์รี่กับสิ่งที่ฉันเห็น แม่ก็คงโยงเรื่องที่ฉันเล่าให้ฟังในตอนเช้าให้เข้ากับคดีที่บ้านหลังนั้นในทันที ความบังเอิญที่อาจจะตลกร้ายที่สุด..
แม่หน้าซีดเมื่อมองมาที่ฉันในตอนนั้น พอกลับถึงบ้านแม่ถามซ้ำๆเกี่ยวกับสิ่งที่ฉันเห็นเธอไม่ได้มองว่านั่นเป็นเพียงจินตนาการของเด็กอีกต่อไป
แม่ไม่ยอมห่างจากฉัน โอบกอดฉันไว้ตลอดเวลา ตอนที่เรากลับถึงบ้านคุณแม่คิดจะโทรหาคุณพ่อ แต่ดูเหมือนว่าผีจะน่ากลัวน้อยกว่าความจนทำให้คุณแม่ตัดสินใจไม่โทรหาเพราะยังเป็นเวลางาน
เธอโทรหาเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้บ้านหลังที่เกิดเหตุแทนและพยายามถามรายละเอียดเพิ่มเติม
จากที่เพื่อนบ้านบอกที่นั่นเป็นครอบครัว 3 คน พ่อ แม่และลูก เด็กนั้นเสียชีวิตก่อน เขาเป็นลูกติดของฝั่งชาย ในเวลาที่เด็กเสียชีวิต พ่อของเด็กออกไปทำงานที่ต่างจังหวัดทำให้เด็กชายต้องอยู่กับแม่เลี้ยงกันแค่สองคน
ด้วยความที่เป็นเด็ก จึงมักจะมีบางมุมที่ซุกซน เพื่อนบ้านได้ยินเสียงดุด่าต่อว่าจากแม่เลี้ยงค่อนข้างบ่อย ซึ่งเพื่อนบ้านคิดว่าตอนนั้นเธออาจจะทุบตีเด็กด้วย เด็กไม่ได้เสียชีวิตในตอนนั้นและไปเสียชีวิตในภายหลังเพราะบาดเจ็บสะสมจากการถูกทารุณ
แม่เลี้ยงค่อนข้างกลัวเมื่อในตอนเช้าเธอเห็นว่าเด็กเสียชีวิตและสามีของเธอกำลังจะกลับมา เธอไม่มีเวลาคิดมากพอ ทำให้สิ่งที่เธอคิดออกในตอนนั้นคือการวางแผนฆ่าสามี
แน่นอนว่าแผนล้มเหลว สามีรู้ว่าเธอทุบตีเด็กจนเสียชีวิตและยังพยายามสังหารเขา เขาจึงบันดาลโทสะด้วยการฟาดงานศิลปะคริสตัลรูปม้าที่ซื้อมาเพื่อเป็นของขวัญสำหรับเธอ ฟาดซ้ำๆจนเลือดท่วมม้าคริสตัล… ภรรยา.. และตัวเขาเอง….
แม่ของฉันคิดยังไงกันนะเมื่อได้ยินเรื่องพวกนี้….. |