ตอนที่ 88 หากผู้ใดมาทำดีโดยไร้ซึ่งเหตุผล นั่นก็เนื่องด้วยเพราะเขาเพียงคิดมิซื่อกับตนเอง
เพียงพริบตา เวลาก็ล่วงเลยไปครึ่งเดือน
หลังจากที่เยี่ยนจีเดินทางกลับมาที่ตระกูลกู้เพื่อรายงานภารกิจ กู้ฉางเกอก็ได้รับทราบถึงข่าวคราวเกี่ยวกับกู้เซียนเอ๋อร์
ดูเหมือนทุกอย่างจะมิผิดไปจากที่เขาคาดการณ์ไว้
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องการควักเอากระดูกออกจากร่างกาย ผนวกกับหมู่บ้านลึกลับที่มีต้นท้อโบราณอันเป็นปริศนา ในฐานะผู้ที่เคยข้ามภพมาก่อน เขาย่อมเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้มากกว่าผู้อื่น
ในตอนนี้ เบื้องหลังของกู้เซียนเอ๋อร์นั้นมีผู้แข็งแกร่งปริศนาลึกลับซ่อนอยู่
นอกจากนี้ ตามที่เยี่ยนจีกล่าวเล่ามา หมู่บ้านท้อปริศนาแห่งนั้นได้ถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกแห่งความอลหม่าน และยังซุกซ่อนไว้ซึ่งบรรยากาศอันแปลกประหลาดเอาไว้
สิ่งนั้นบ่งบอกได้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้คงมิใช่มีเพียงแค่ต้นท้อโบราณเพียงอย่างเดียว
ทว่าอาจจะมีผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ซ่อนตัวอยู่ด้วย
เมื่อคิดทบทวนถึงเรื่องราวทั้งหมดนี้ กู้ฉางเกอก็เริ่มมีแผนการในใจ เขตแดนรกร้างแห่งสวรรค์ที่แท้แล้วนั้นก็คือสถานที่อันห่างไกลและกันดารแห่งแดนสวรรค์เบื้องบน
หมู่บ้านลึกลับในดินแดนกันดารแห่งนั้น
อาจเป็นไปได้ว่าได้ซุกซ่อนบรรดาอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่อยู่ในสภาพร่างกายพิกลพิการ ทว่ากลับทรงพลังอำนาจของกู้เซียนเอ๋อร์เอาไว้
เส้นเรื่องที่ซ้อนทับกันเหล่านี้ จะให้เขาเอ่ยพูดสิ่งใดได้อีก
แน่นอนว่ากู้ฉางเกอหาได้กังวลไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว กู้เซียนเอ๋อร์ก็เป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆ คนหนึ่งเท่านั้น สำหรับเขาแล้ว การจัดการนางนั้นนับว่ามีวิธีการอีกมากมาย
ต่อมา เมื่อกู้ฉางเกอทราบที่อยู่ของกู้เซียนเอ๋อร์ เขาก็เริ่มออกเดินทางเตรียมตัวกลับสู่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
ในตอนนี้ แม้ว่าเขาจะเป็นทายาทสกุลกู้ อีกทั้งบิดาของเขาก็ยังอยู่ในช่วงรุ่งเรืองถึงขีดสุด
ทว่าในตระกูลกู้นั้น แทบจะมิมีเรื่องใดที่เกี่ยวข้องกับเขาโดยตรง
ดังนั้นจึงได้เวลาอันเหมาะสมที่เขาควรจะเดินทางกลับไปยังตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เพื่อวางแผนเรื่องราวอื่นๆ ต่อไปแล้ว
…
ดินแดนอนันต์สวรรค์ ในเขตแดนชั้นในแห่งแดนสวรรค์
ดินแดนอนันต์สวรรค์นี้ถือเป็นเขตศูนย์กลางที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดแห่งหนึ่งในแดนสวรรค์ ภายในอาณาเขตนี้เต็มไปด้วยดินแดนลี้ลับและโอกาสวาสนาอันนับมิถ้วน อีกทั้งยังเป็นสถานที่ให้กำเนิดผู้มีพรสวรรค์อันล้ำเลิศและเกรียงไกรจนสะท้านทั้งโลกหล้ามาแล้วนับมิถ้วน
นอกจากนี้ ดินแดนอนันต์สวรรค์ยังเป็นดินแดนที่เหล่าชนเผ่าและสำนักโบราณอันรุ่งเรืองมาตั้งแต่อดีตกาลตั้งอยู่
มิว่าจะเป็นตระกูลเซียนแห่งยุคบรรพกาล สำนักอมตะนิรันดร์ หรือสำนักมรรคาสูงสุด ล้วนสามารถพบเห็นร่องรอยหรือรากฐานของพวกเขาได้ในอาณาเขตแห่งนี้
สำหรับตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในดินแดนอนันต์สวรรค์นั้น มีที่มาลึกลับและยาวนาน ยืนหยัดอยู่เหนือกาลเวลาโดยมิเสื่อมสลาย
ว่ากันว่าตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ครอบครองจารึกของเซียนที่แท้จริง บันทึกคัมภีร์เซียน และเส้นทางลับสู่การบรรลุเซียน
สิ่งเหล่านี้ทำให้ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์กลายเป็นสถานที่ที่เหล่าศิษย์จากตระกูลและสำนักต่างๆ ปรารถนาจะเข้าสังกัด
โครงสร้างภายในตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นั้นซับซ้อนยิ่ง แทบจะเรียกได้ว่าทุกสำนักในแดนสวรรค์ล้วนมีเงาของมันเกี่ยวข้อง
ทั้งนี้เพราะศิษย์ของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ล้วนกระจายอยู่ในทุกสำนักอันทรงอิทธิพล
ณ เวลานี้ บริเวณหน้าประตูภูผาอันยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นที่ตั้งของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
ต่างเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญเพียรที่สัญจรไปมา บรรยากาศคึกคักยิ่ง
ที่แห่งนั้นสามารถพบเห็นสิ่งมีชีวิตหลากหลายเผ่าพันธุ์ บ้างมีปีกคู่บนหลัง บ้างมีเขาคู่บนศีรษะ บ้างมีโลหิตสีเงินหรือดวงตาสีแดงฉานบนใบหน้า ผู้บำเพ็ญเพียรแต่ละคนต่างเปี่ยมไปด้วยพลังอันน่าตื่นตะลึง
นอกจากนี้ ยังมีสัตว์พาหนะโลหิตบริสุทธิ์สูงศักดิ์ที่เหล่าศิษย์จากสำนักต่างๆ บรรทุกผ่านมา เพื่อเดินทางกลับสู่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์
เบื้องล่างของประตูภูผาแห่งนี้ยังมีตลาดการค้าขนาดใหญ่
ปรากฏเสียงพูดคุยและซื้อขายดังระงมไปทั่วบริเวณ
“แผนภาพสิบหญิงงามแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์! มีผู้ใดสนใจหรือไม่ สิบยอดสาวงามสะท้านฟ้า! เหล่าชายหนุ่มผู้กล้า ท่านมิอยากได้ไว้ในครอบครองหรือ แต่ละคนล้วนเป็นบุปผาเซียนอันเลอค่า รอคอยที่จะได้พบพานกับท่าน!”
“เคล็ดวิชาอันทรงพลังที่สูญหายไปของตระกูลเซียนโบราณ พลังทะลุฟ้าสะเทือนแผ่นดิน เป็นหนึ่งเดียวในใต้หล้า! โอกาสนี้มิควรพลาด พลาดแล้วพลาดเลย!”
“เคล็ดลับสมบัติแห่งเทพอาทิตย์วิหคเพลิง! ผู้ใดเสนอราคาสูงสุดจะได้ไปครอบครอง แม้จะมิสมบูรณ์ ทว่ากลับชี้ทางสู่จุดสูงสุดแห่งวิถีธาตุไฟ ชี้แนะให้เจาะลึกถึงความล้ำลึกของไฟ ก้าวสู่เส้นทางอันยิ่งใหญ่ของตนเอง!”
“สมุนไพรเซียนระดับกึ่งศักดิ์สิทธิ์! ต้นอายุแปดหมื่นปี แผ่รัศมีศักดิ์สิทธิ์คล้ายกับกำลังจะกลายเป็นสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์! ผู้ใดสนใจเชิญร่วมประมูล นับเป็นของล้ำค่าแห่งยุค!”
“เดินผ่านไปผ่านมาแต่อย่าเพิ่งผ่านเลยไป เข้ามาดูชมสักหน่อยเถิด!”
…
หญิงสาวในอาภรณ์เขียวรูปร่างบอบบางผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางตลาดร้านค้า เผยสีหน้าขมวดคิ้วมุ่น ขณะสำรวจสิ่งของเหล่านี้ บนบ่าของนางมีวิหคสีแดงเพลิงเกาะอยู่
นางก็คือกู้เซียนเอ๋อร์
หลังจากเดินทางจากเขตแดนชั้นนอก ฟันฝ่าผ่านความยากลำบากมานับมิถ้วน เดินทางเคลื่อนผ่านค่ายกลส่งตัวหลายแห่ง ในที่สุดก็มาถึงเขตแดนชั้นในได้
ที่แห่งนี้ทำให้นางได้พบเห็นกับความรุ่งเรืองและเจริญงดงามอย่างแท้จริง เผ่าพันธุ์นับมิถ้วนยืนเรียงรายให้เห็นทั่ว
และยังได้สัมผัสกับความยิ่งใหญ่กว้างไกลเกินจินตนาการ
ระหว่างทาง นางได้พบกับเหล่าผู้ที่เรียกตนเองว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์มากมาย ทว่าพวกเขากลับล้วนพ่ายแพ้ให้กับนางอย่างย่อยยับ มิมีแม้แต่ผู้เดียวที่ทำให้นางต้องลงแรงใช้พลังอย่างเต็มกำลังเพื่อต่อกร
“ของพวกนี้จะจริงหรือปลอมกันนะ เมื่ออยู่ภายใต้ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์เช่นนี้ ก็มิน่าจะมีผู้ใดกล้าขายของปลอมใช่หรือไม่”
กู้เซียนเอ๋อร์ฟังเสียงตะโกนขายของรอบข้างด้วยความสับสน รู้สึกว่าทุกครั้งที่เดินผ่านไป นางกลับเหมือนพลาดโอกาสอันล้ำค่ามากมาย
ความคิดนี้ทำให้นางซึ่งมีนิสัยชอบสะสมของล้ำค่าเป็นพิเศษยิ่งรู้สึกลำบากใจ
วิหคแดงเพลิงบนบ่าของนางได้ยินถ้อยคำพึมพำเหล่านี้ก็ถึงกับกลอกตา
ยามปกติแล้วดูเหมือนนางจะเฉลียวฉลาด ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าสมบัติอันว่ากันว่าสุดล้ำค่าเหล่านี้ เหตุใดนางกลับดูราวกับผู้โง่เขลาได้
กู้เซียนเอ๋อร์เดินผ่านตลาดแห่งนี้ไปด้วยคิ้วที่แทบจะขมวดแน่นเข้าเป็นปม
ในตลาดต่างเต็มไปด้วยเสียงแลกเปลี่ยนสมบัตินานาชนิด เสียงตะโกนเรียกลูกค้ามิขาดสาย
เสียงเหล่านี้ทำให้นางรู้สึกเวียนศีรษะอย่างยิ่ง
นางอยากควักเงินซื้อมัน
ทว่าปัญหาก็คือนางอับจนข้นแค้นนัก
หากจะถามว่านางยังมีสิ่งใดเหลือบ้าง ก็คงได้แต่ตอบว่า...ความจนข้นแค้นที่มีเป็นกระบุง!
อาจารย์ของกู้เซียนเอ๋อร์จากหมู่บ้านท้อโบราณได้มอบสิ่งของดีๆ ให้แก่นางมากมาย ทว่าสิ่งที่มิได้ให้กับนางเลยนั้นก็คือ...เงิน
ระหว่างทาง นางมิรู้ว่าจะต้องลอบโจมตียอดอัจฉริยะสักกี่คนเพื่อรวบรวมค่าพาหนะสำหรับการเดินทางมาได้
ดังนั้น เมื่อเห็นสมบัติทั้งหลายที่วางขายอยู่รอบตัว นางจึงรู้สึกดวงตาแวววาว จับจ้องสิ่งต่างๆ ด้วยความปรารถนาจะได้มาครอบครอง
เหล่าอัจฉริยะผู้อื่นมักจะมีข้าทาสบริวารมากมายติดตาม ทว่านางกลับมีเพียงคนรับใช้ชราเพียงผู้เดียวซึ่งก็มิได้ร่ำรวยอันใดนัก
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ กู้เซียนเอ๋อร์ถึงกับกัดฟันแน่นในใจ พลางบันทึกความแค้นเล็กๆ เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งข้อในใจให้กับพี่ชายที่แสนดีของนาง
ใกล้กับตลาดแห่งนี้ มีนครโบราณขนาดใหญ่มหึมาตั้งอยู่ ซึ่งมีนามว่านครโบราณมรรคาสวรรค์
แม้จะเรียกว่านครโบราณ ทว่าแท้จริงแล้วกลับเป็นการรวมตัวของนครเล็กๆ หลายแห่งเข้าด้วยกัน เพียงแต่กำแพงเมืองทั้งหมดมิได้ถูกสร้างขึ้นมาแบ่งกั้น จึงกลายเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน
เมื่อรวมนครเล็กๆ เหล่านี้เข้าด้วยกัน พื้นที่จึงกว้างใหญ่จนแทบจะเกินกว่าที่นครขนาดใหญ่มาตรฐานจะเทียบได้
แน่นอนว่า บริเวณนี้มิมีการสร้างกำแพงป้องกัน ดังนั้นเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรจึงสามารถเดินผ่านเข้าออกได้อย่างอิสระ
บรรยากาศทั้งหมดเต็มไปด้วยความคึกคักของตลาด
ด้วยเหตุที่นครแห่งนี้อยู่ติดกับสำนักอมตะนิรันดร์อันยิ่งใหญ่ จึงมิมีความจำเป็นจะต้องสร้างกำแพงเมืองมาป้องกันใดๆ
คิดหรือว่าจะมีผู้ใดกล้ามาสร้างความวุ่นวายในสถานที่แห่งนี้ได้
เว้นเสียแต่ว่าคนผู้นั้นจะไร้สติ หรือไม่ก็ปรารถนาจะตายตกสิ้นชีพไป
“คุณหนู พวกเราไปหาผู้อาวุโสใหญ่ที่ตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์กันก่อนเถิด”
ชายชราผู้เป็นบ่าวรับใช้ของกู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยความเวทนาเมื่อเห็นนางมองสมบัติทั้งหลายอย่างตาละห้อย เขารู้สึกเจ็บปวดที่ตนเองมิสามารถสะสมทรัพย์สมบัติมากพอที่จะช่วยนางได้
มิเช่นนั้น คุณหนูของเขาคงมิต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้
“เจ้าค่ะ ท่านลุงฝู เช่นนั้นพวกเราไปหาผู้อาวุโสใหญ่กันก่อนเถิด”
กู้เซียนเอ๋อร์เอ่ยรับคำอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นแววตาของบ่าวรับใช้ผู้ซึ่งดูแลนางราวกับเป็นญาติผู้ใหญ่มาตลอดหลายปี
นางจะมิละเลยความรู้สึกของท่านลุงฝูเด็ดขาด
ในขณะนั้นเอง เสียงอึกทึกในฝูงชนก็ดังขึ้น เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายต่างเผยสีหน้าถอดสี รีบถอยหลีกทาง
บุรุษหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่มีท่าทีหยิ่งผยองเดินกร่างเข้ามา
เบื้องหลังของพวกเขานั้น มีบุรุษหนุ่มรูปร่างสง่างามถือพัดพับเดินตามมาด้วยท่าทางสงบนิ่ง
ชายหนุ่มผู้นี้สวมอาภรณ์ยาวสีทอง หัวของเขาประดับด้วยเขาเล็กๆ หลายอันงอกขึ้นบนศีรษะ ดูเปล่งประกายราวกับทำจากทองคำเซียนแกะสลัก พร้อมด้วยบรรยากาศแห่งวิถีเซียนที่ล่องลอยอยู่รอบตัว
เขาจับจ้องไปที่กู้เซียนเอ๋อร์ ดวงตาเผยแววตื่นตะลึงขึ้นแวบหนึ่งก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็ว
“กระดูกแห่งเทพ รูปลักษณ์เซียน ความงามที่ประทานจากสวรรค์ งดงามเหนือโลกีย์ แม้ว่ายังเยาว์วัย ทว่าก็สามารถมองเห็นโฉมงามที่จะทำให้โลกหล้าปั่นป่วนในอนาคตได้ ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าในโลกหล้านี้ยังมีสาวน้อยเช่นนี้ดำรงอยู่…”
ชายหนุ่มในอาภรณ์ยาวสีทอง จ้องมองด้วยสายตาร้อนแรง เขาสังเกตเห็นความมิธรรมดาสามัญของกู้เซียนเอ๋อร์ตั้งแต่ยังอยู่ในฝูงชน
ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงเดินเข้ามาใกล้เพื่อมองให้ชัดเจนมากขึ้น
ทว่าเขามิคาดคิดว่าเพียงแค่จับจ้องมองนาง นัยน์ตาของเขาก็แทบจะจับจ้องจนนิ่งงันไป เขาฝึกฝนเคล็ดวิชาเนตรสวรรค์ที่สามารถมองเห็นสิ่งที่คนทั่วไปมิอาจเห็นได้
ดังเช่นพรสวรรค์ คุณสมบัติ และโอกาสพิเศษ
เมื่อใช้เนตรสวรรค์จ้องมองกู้เซียนเอ๋อร์ เขากลับพบว่าสาวน้อยในอาภรณ์เขียวผู้นี้น่าทึ่งยิ่งนัก มิว่าจะเป็นพรสวรรค์หรือคุณสมบัติใดก็ล้วนยากจะหาผู้ใดเทียบเทียม
นอกจากนี้ หลังจากเฝ้าสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง
เขากลับพบว่าสาวน้อยผู้นี้แต่งกายเรียบง่าย และบ่าวรับใช้ที่ติดตามก็ดูธรรมดายิ่ง ในขณะที่เดินผ่านร้านค้าที่มีสิ่งของน่าดึงดูด นางกลับมิใช้จ่ายซื้อสิ่งใด
จากนั้นเขาจึงสันนิษฐานได้ว่า นางอาจมิได้มีพื้นเพที่สูงส่ง หรืออาจมิใช่ผู้บำเพ็ญเพียรจากเขตแดนสวรรค์ชั้นในด้วยซ้ำ
ทว่ากลับดูเหมือนผู้ที่เดินทางมาอย่างเหน็ดเหนื่อยจากแดนไกล
ในขณะนั้นเอง ชายหนุ่มในอาภรณ์สีทองเริ่มมีความคิดบางอย่าง เขายิ้มให้กับกู้เซียนเอ๋อร์พลางเอ่ยขึ้นว่า
“ข้ามีนามว่าจินอวี่ มิทราบว่าคุณหนูมีนามว่าอันใด เมื่อครู่ข้าเห็นคุณหนูดูเหมือนจะสนใจสิ่งของบางอย่าง พอดี…”
กู้เซียนเอ๋อร์ที่เดิมทีเผยสีหน้าตกใจเล็กน้อย กลับกลายเป็นมีสีหน้าเย็นชาในทันที นางขัดจังหวะคำพูดของเขาโดยมิลังเล
“มิจำเป็น ข้ามิชอบ พี่ชายมิต้องลำบากใจแทนข้าไป”
เดิมที กู้เซียนเอ๋อร์ยังคิดว่าเขาจะมีเรื่องสำคัญอันใด
ทว่าคนตรงหน้าก็มิต่างจากพวกที่หลงใหลอยากได้ตัวนาง
หากผู้ใดมาทำดีกับนางโดยไร้ซึ่งเหตุผล นั่นก็เนื่องด้วยเพราะเขาเพียงคิดมิซื่อกับตัวนาง
ประโยคนี้เป็นคำสอนที่อาจารย์สามของนางคอยย้ำเตือนอยู่เสมอ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มในอาภรณ์สีทองก็เผยสีหน้าแข็งค้างไปในทันที
ความรู้สึกของเขาผสมปนเป ทั้งกระอักกระอ่วนและโกรธเคือง
เขาอุตส่าห์พูดจาดีๆ ทว่าสาวน้อยผู้นี้กลับมิเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาเสนอเลยงั้นหรือ
“เด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นผู้ใด”
จินอวี่เลิกแสร้งทำตัวเป็นคนดี ก่อนฉีกกระหน้ากากเมื่อครู่ออก เพื่อเผยให้เห็นสีหน้าอันหยาบโลนซึ่งเต็มเปี่ยมไปด้วยความหลงใหลในตัวนาง
ผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ใกล้เคียงเมื่อเห็นชายหนุ่มในอาภรณ์สีทองผู้นี้ก็ต่างแสดงอาการหวาดเกรง
ผู้ที่สามารถมายังบริเวณรอบตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ได้ ก็ล้วนแล้วแต่มีพรสวรรค์อันโดดเด่นและพื้นเพที่มิธรรมดา
โดยทั่วไปแล้ว ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพื้นเพใกล้เคียงกันก็มักจะมิเกรงกลัวซึ่งกันและกัน
ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณเชิงเขาของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ยังมีหน่วยรักษากฎคอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่เสมอ จึงมิมีผู้ใดกล้าสร้างความวุ่นวายโดยง่าย
ทว่าชายผู้มีนามว่าจินอวี่ผู้นี้กลับแตกต่างออกไป
เนื่องด้วยพี่ชายของเขาเป็นศิษย์เอกของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ อีกทั้งยังมีผู้อาวุโสที่ทรงอิทธิพลหนุนหลัง
นอกจากนี้ เบื้องหลังตระกูลของจินอวี่คือตระกูลมนุษย์เขาทองคำ ซึ่งเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคบรรพกาล
ผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนต่างรู้จักเขาดี และมิมีผู้ใดกล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือท้าทายเขาเลยแม้แต่น้อย
“ข้าจะไปสนใจว่าเจ้าเป็นผู้ใดกันด้วยเหตุใด หากมิมีธุระอันใดก็หลีกไปเสีย” กู้เซียนเอ๋อร์ขมวดคิ้วงาม สีหน้าเต็มไปด้วยความมิพอใจ
นางมิได้หวาดกลัวชายหนุ่มในอาภรณ์สีทองตรงหน้า
เพียงแต่นางมิอยากหาเรื่องยุ่งยาก โดยเฉพาะในพื้นที่ใต้เชิงเขาของตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์นี้
ระหว่างเดินทางมานางได้ย้ำเตือนกับตนเองเสมอว่าต้องเก็บตัวมิให้เป็นจุดเด่น และที่สำคัญอย่าได้ดึงดูดความสนใจจากกู้ฉางเกอเป็นอันขาด
“หึๆ เด็กน้อย เจ้าคงมิเคยลิ้มรสความลำบากสินะ! มิรู้เลยหรือว่าอันใดที่เจ้าควรยุ่ง และอันใดที่มิควรยุ่ง”
สีหน้าของจินอวี่เย็นเยียบลงทันที เขาโบกมือสั่งเหล่าคนรับใช้ให้จับตัวหญิงสาวไร้มารยาทผู้นี้
กู้เซียนเอ๋อร์หาได้หวาดหวั่นไม่ สีหน้าของนางกลับยิ่งเยือกเย็น ทันใดนั้น อักขระสีทองอันน่ากลัวก็ปรากฏขึ้นในฝ่ามือ
แต่แล้ว…
“โฮกก!”
เสียงคำรามสะท้านฟ้าสะเทือนปฐพีดังขึ้น
เสียงร้องของมังกรดังก้องไปทั่วสวรรค์และโลกหล้า
จากระยะไกล มังกรสวรรค์ครามเก้าหัวอันใหญ่โตมหึมาก็ได้พาดผ่านท้องนภาอันกว้างใหญ่ ปิดบดบังแสงตะวัน มันทอดตัวเป็นแนวยาวราวกับเทือกเขา ทะยานพุ่งมาอย่างรวดเร็วในพริบตา
เบื้องหลังมังกรสวรรค์ครามเก้าหัว มีราชรถสีขาวหยกถูกลากมาจากห้วงมิติ พุ่งตรงมายังที่แห่งนี้
ผู้บังคับราชรถคือชายชราในอาภรณ์ดำ ผู้เปี่ยมไปด้วยบรรยากาศอันสงบนิ่งทว่าทรงพลัง
บนราชรถมีอักษรกู้สลักไว้อย่างเด่นชัด
เมื่อเห็นเช่นนั้น เหล่าผู้บำเพ็ญเพียรในบริเวณหน้าประตูภูผาแห่งตำหนักเซียนมรรคาสวรรค์ต่างพลันเผยสีหน้าซีดเผือดโดยพร้อมเพรียงกัน เสียงกระซิบกระซาบอันสั่นเครือดังขึ้น
“ท่านผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้น...กลับมาแล้วหรือ”