ฉู่ซีฟงเคยสอนซูฉางอันหลายอย่าง
ซึ่งคำสอนเหล่านั้น ล้วนแต่เป็นสิ่งที่สำคัญกับนักดาบเป็นอย่างมาก
เช่นนั้น ซูฉางอันจึงเชื่อมั่นในคำสอนเหล่านั้นมาโดยตลอด
ยกตัวอย่างเช่นในตอนนี้ ตู้หงฉางที่ถูกสวมรอยโดยใครก็ไม่รู้ผู้นี้มีการเตรียมตัวมาอย่างดีต่างจากซูฉางอันอย่างสิ้นเชิง เขารู้ว่าหากยังถกเรื่องนี้ต่อไป เรื่องนี้ย่อมจบไม่สวยแน่เพราะวู๋ถงยังมีชีวิตอยู่จริงๆ และนี่ก็คือช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดของซูฉางอัน...
แทนที่จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป สู้เหวี่ยงฟันไปเสียดีกว่า เมื่อถึงเวลานั้นความจริงย่อมปรากฏ และทุกคนย่อมรู้เองว่าใครกันแน่ที่ผิด และใครที่ทำถูกต้อง
เช่นนั้น ดาบนี้จึงพุ่งออกไปด้วยความเฉียบคมเป็นอย่างมาก ซูฉางอันทุ่มพลังทั้งหมดที่มีลงในดาบนั้นไม่ว่าจะเป็นพลังแห่งดาบ เพลิงศักดิ์สิทธิ์ หรือสายฟ้าก็ตาม พลังทุกอย่างปะทุออกจากร่างแล้วระเบิดขึ้นภายในโถงขนาดใหญ่ ดั่งคลื่นยักษ์ซัดกระหน่ำ
ดาบนี้ไม่อาจสังหารตู้หงฉางลงได้...
...เขารู้ข้อนั้นดี
อีกอย่าง ในโถงแห่งนี้ก็มียอดฝีมืออยู่มาก พวกเขาย่อมไม่ปล่อยให้ซูฉางอันประพฤติอันสามหาวเช่นนี้แน่ลำพังแค่พลังที่ยังไม่อาจประเมินได้ของตู้หงฉางก็ทำให้ซูฉางอันรู้แล้วว่าการจะสังหารศัตรูในกระบวนดาบเดียวดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้สักเท่าไรนัก
อีกอย่าง การสังหารตู้หงฉางในดาบเดียวไม่เป็นผลดีกับซูฉางอันแม้แต่น้อยยิ่งไปกว่านั้น เขายังจะถูกมองว่าเกรงกลัวต่อความผิดจนอยากจะฆ่าปิดปากเสียด้วยซ้ำไป
ด้วยเหตุนี้ แม้เขาจะเหวี่ยงดาบตรงไปที่ใบหน้าของตู้หงฉางทว่าความจริงแล้ว เขามีจุดประสงค์อื่นต่างหาก
เห็นได้ชัดว่าผู้คนรอบด้านล้วนคาดไม่ถึงว่าซูฉางอันจะบังอาจถึงเพียงนี้
ผู้คนรอบด้านสติหลุดลอยไปจนสิ้น ไม่มีใครตามสถานการณ์ตรงหน้าทันเลยแม้แต่คนเดียว
ซูฉางอันไม่อยากทำให้เรื่องยุ่งยากมากไปกว่านี้จึงส่งเสียงคำรามขึ้นอีกครั้ง!
“อัสนีคำราม!”
เสียงสายฟ้าปะทุขึ้นในเสี้ยววินาที เสียงนั้นดังมาจากภายนอก และดังสะท้อนอยู่ในหัวของคนทั้งหลายราวเป็นเสียงจากระฆังยักษ์ซึ่งถูกตีที่กลางใจของพวกเขาเช่นนั้น
ทุกคนหยุดการเคลื่อนไหวลงชั่วขณะ
แต่เพราะพลังของเขาอ่อนแอเกินไป หากฉู่ซีฟงเป็นผู้ลงมือใช้ไม้นี้ ไม่แน่เขาอาจชิงลงมือและสังหารศัตรูได้สำเร็จ แต่กับซูฉางอันพลังอันแสนต่ำต้อยของเขาทำให้วิธีนี้ได้ผลเพียงเล็กน้อยเหลือเกิน
อินซานโจ๋วเป็นหนึ่งในคนที่ฟื้นสติจากห้วงความตื่นตะลึงได้เร็วที่สุด...
เมื่อเห็นดังนั้น แม้จะตกใจกับความใจกล้าของซูฉางอันแต่ด้วยฐานะและตำแหน่งของตู้หงฉางในสำนักปาฮวง ไม่ว่าอย่างไร เขาย่อมให้ความช่วยเหลืออย่างเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี“เจ้าเด็กบ้า บังอาจนัก!” อินซานโจ๋วคำรามดังลั่น
จากนั้น พลังวิญญาณที่ทั้งเย็นเฉียบ ทั้งยังมหาศาลก็ปะทุขึ้นในเสี้ยววินาทีพลันแขนเพียงข้างเดียวที่ยังเหลือกลายเป็นกรงเล็บขนาดใหญ่ ราวกับกรงเล็บอสูร พุ่งเข้าโจมตีซูฉางอันอย่างฉับพลัน
ไอเย็นเข้าเกาะกุมหัวใจของซูฉางอันทันทีที่รับรู้ได้ถึงกรงเล็บที่พุ่งเข้าหาด้วยความเร็วประดุจสายฟ้าแต่บัดนี้ดาบของเขายังห่างจากตู้หงฉางอยู่ไม่น้อย แต่ถึงกระนั้นเขาก็หยุดลงเพียงเท่านี้ไม่ได้จริงๆ...
ไม่เช่นนั้น เขาคงอธิบายเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ได้ เดิมทีนี่ก็เป็นการเดิมพันที่เสี่ยงไม่เบา ทว่า ในเมื่อของเดิมพันขึ้นโต๊ะพนันเป็นที่เรียบร้อยนักพนันย่อมไม่อาจถอนตัวได้อีก
เช่นเดียวกับดาบที่เมื่อออกจากฝัก ต้องได้ดื่มเลือดของศัตรูทุกครั้ง
นี่เป็นกฎของนักพนัน และเป็นกฎของนักดาบเช่นกัน
“มู่กุยอวิ๋น!” เขาคำรามดังลั่น ทว่าดาบในมือกลับไม่มีทีท่าจะหยุดลงเลยสักนิดกลับกัน มันเหวี่ยงฟันออกไปด้วยความเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิมเสียอีก บัดนี้ สิ่งที่อยู่ในสายตาของเขามีเพียงศีรษะของคนตรงหน้าเท่านั้น...
และนี่คือดาบจากนักดาบ
เป็นดาบของมั่วทิงอวี่ เป็นดาบของฉู่ซีฟงแต่ก็เป็นดาบของซูฉางอันด้วยเช่นกัน
เพียงดาบวาดผ่านไป ความทรงพลังจากมันก็ทำให้สรรพสัตว์นับแสนก้มศิโรราบสยบลงแทบเท้าไม่ว่าเทพหรือภูตผี ต่างก็วิ่งหนีกระเจิงด้วยความหวาดกลัวในเสี้ยววินาที
“ดาบนี้มี ‘อำนาจ’ เป็นของตัวเองทั้งยังเอื้อมแตะแดนอำนาจ หรือที่เรียกกันว่าเขตแห่งดาบได้บ้างแล้ว”ชายชราที่นั่งอยู่บนโต๊ะประธานกล่าวชื่นชมอย่างเสียไม่ได้ ทุกคนต่างรู้โดยทั่วกันว่าศิษย์ของเขามู่กุยอวิ๋นเป็นยอดอัจฉริยะที่หาได้ยาก ซึ่งเทียบชั้นกับมั่วทิงอวี่ได้เลยทีเดียวแต่ไม่คิดไม่ฝันจริงๆ ว่าเด็กหนุ่มที่มั่วทิงอวี่เก็บกลับมาจากดินแดนทางเหนือผู้นี้จะมีพลังมากถึงเพียงนี้ทั้งที่อายุยังน้อย และเพิ่งเริ่มฝึกวิชาได้ไม่นานเท่านั้นเกรงว่ามั่วทิงอวี่ในช่วงที่มีอายุเท่ากัน ก็ยังแข็งแกร่งไม่เท่าเด็กคนนี้เลย...
ชายชราคิดขึ้นเช่นนั้น ขณะที่มู่กุยอวิ๋นผู้เป็นศิษย์รักกลับเข้าใจความต้องการของซูฉางอันได้ทันทีที่สิ้นการคำราม
แม้จะยังสงสัยและไม่เข้าใจว่าด้วยเหตุใดซูฉางอันถึงวู่วามผิดปกติแต่เขาก็เลือกที่จะเชื่อใจซูฉางอันในที่สุด เหตุนี้ ทันทีที่สิ้นเสียงเขาและหอกยาวในมือก็กลายเป็นลำแสงแห่งพลังแล้วพุ่งออกไปด้วยความเร็วประดุจสายฟ้าทันที
“มังกรเหินเวหา!” มู่กุยอวิ๋นคำรามดังลั่นพลันแสงแห่งพลังก็ระเบิดออกมาจากร่างของเขาในทันที ขณะที่หอกในมือก็เปลี่ยนไปเป็นมังกรฟ้าพุ่งไปที่กรงเล็บของอินซานโจ๋วอย่างไร้ซึ่งความลังเลใดๆ ทั้งสิ้น
“มีพลังแค่ระดับคุมพิภพแท้ๆ ยังกล้ามาขวางทางข้าด้วยอย่างนั้นหรือ?วันนี้ข้าจะสอนเจ้าเองว่าตั๊กแตนที่บังอาจมาหยุดรถลากจะมีจุดจบเช่นใด!” อินซานโจ๋วรู้ว่าผู้มาเยือนเป็นใครตั้งแต่คราแรกที่ได้เห็นแต่เขาก็ไร้ซึ่งความหวั่นเกรงใดๆ ทั้งสิ้น เขามีพลังอยู่ในระดับปราบวิญญาณซึ่งเป็นระดับพลังที่สูงกว่ามู่กุยอวิ๋นถึงสองระดับเต็มๆ ต่อให้มู่กุยอวิ๋นจะมีพรสวรรค์มากเพียงไรก็ไม่มีวันสู้เขาได้แน่นอน
พอดีเลย ฉวยโอกาสนี้ เล่นงานให้สำนักจิงหลุนขายหน้าไปด้วยก็ดีไม่หยอกให้พวกเขาได้รู้เสียบ้างว่าสำนักใดเป็นสำนักอันดับหนึ่งของเมืองฉางอันกันแน่ อินซานโจ๋วคิดขึ้นเช่นนั้นแล้วเผยประกายรอยยิ้มอำมหิตขึ้นที่มุมปาก พลันกรงเล็บที่แสนคมเฉียบก็สาดประกายแสงเจิดจ้าขึ้นพุ่งปะทะกับมังกรฟ้าที่มู่กุยอวิ๋นอัญเชิญขึ้นจากคมหอกอย่างไม่กลัวเกรง
และทุกอย่างก็เป็นเช่นที่คาดเอาไว้ มังกรของมู่กุยอวิ๋นฝืนต้านกรงเล็บคมกริบได้เพียงไม่ถึงอึดใจเท่านั้นเพียงพริบตาเดียว ร่างยาวของมังกรก็แหลกสลายลงเสียแล้ว
รอยยิ้มบนใบหน้าของอินซานโจ๋วเด่นชัดมากขึ้นกว่าเดิมทว่าแรงโจมตีที่ฝ่ามือกลับลดลงไปมาก อย่างไรเสีย ที่นี่ก็เป็นถิ่นของสำนักจิงหลุนอีกทั้งอินหลีเซิง ผู้ดูแลสูงสุดของสำนักจิงหลุนยังอยู่ที่นี่ด้วยตัวเอง หากทำให้สำนักจิงหลุนขายหน้าเล็กๆน้อยๆ ย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ทว่าหากทำให้มู่กุยอวิ๋นได้รับบาดเจ็บ แม้สำนักปาฮวงจะไม่กลัวสำนักจิงหลุนแต่เกรงว่าหากเป็นเช่นนั้นจริง วันนี้เขาต้องจบไม่สวยแน่
อินซานโจ๋วอยู่ในเมืองฉางอันมานานนับสิบปีย่อมรู้จักขอบเขตและความเหมาะสมเป็นอย่างดี
และในจังหวะที่เขาลดพลังโจมตีลง พลางหันหลังเพื่อเตรียมจะพุ่งกรงเล็บไปที่ซูฉางอันอีกคราทันใดนั้น เสียงเย็นเยียบของมู่กุยอวิ๋นก็ดังขึ้น
“มังกรกลายร่าง!”
อินซานโจ๋วหัวใจกระตุกวูบ แน่นอน เขาย่อมเคยได้ยินชื่อเสียงที่น่าเกรงขามของวิชามังกรคำรามของบุตรแห่งเสนาบดีเป็นแน่
วิชามังกรคำรามของเขาแบ่งออกเป็นสามกระบวนท่าด้วยกัน ได้แก่มังกรเหินเวหามังกรกลายร่าง และมังกรฉาย กระบวนท่าเหล่านี้ล้วนทรงพลังเป็นอย่างมากทว่าก็จำเป็นต้องใช้พลังวิญญาณในปริมาณมหาศาล ซึ่งสามกระบวนท่านี้นั่นเองที่ทำให้มู่เหลียงเปี้ยนครองตำแหน่งเสนาบดีแห่งแผ่นดินต้าเว่ยได้นานร่วมหกสิบปีจนได้รับขนานนามว่าเป็นผู้ไร้เทียมทานในหมู่ของนักรบที่มีพลังต่ำกว่าระดับดาราจักรไปในที่สุด
หากจะว่ากันตามจริง ด้วยพลังที่มู่กุยอวิ๋นมีในตอนนี้ เพียงแสดงกระบวนท่าที่หนึ่งมังกรเหินเวหาออกมาได้ ก็นับเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมากแล้ว คาดไม่ถึงว่าเขาจะแสดงกระบวนท่าที่สองออกมาได้ด้วย
อาจเป็นเพราะเสียหน้าจากคนรุ่นหลังมามากหรืออาจเป็นเพราะชื่อเสียงของวิชามังกรคำรามน่าเกรงขามจนเกินไป อินซานโจ๋วจึงไม่กล้าประมาทไปเลยแม้แต่น้อยเขารีบขับเคลื่อนพลังวิญญาณทั้งหมดที่มีขึ้นมาป้องกันตัว เตรียมหันไปสู้กับมู่กุยอวิ๋นอย่างสุดความสามารถทันที
ทว่าสิ่งที่พบกลับเป็นมู่กุยอวิ๋นที่ยืนอยู่กับที่ ไม่แม้แต่จะขยับตัวด้วยซ้ำมีเพียงมุมปากที่เผยประกายรอยยิ้มเย้ยหยันขึ้น อินซานโจ๋วสะดุ้งตกใจ เขาตระหนักได้ว่าตนหลงกลเข้าแล้วแต่ครั้นจะหันกลับไปช่วยตู้หงฉางในตอนนี้ก็ดูจะสายเกินไปเช่นกันเขารู้สึกหนักอึ้งขึ้นในใจรีบหันกลับไปมองที่ซูฉางอันกับตู้หงฉางด้วยความกังวลใจอย่างรวดเร็ว
และในตอนนั้นเองในตอนที่ดาบของซูฉางอันอยู่ห่างจากใบหน้าของตู้หงฉางเพียงไม่กี่คืบในที่สุดตู้หงฉางก็ได้สติกลับมาเสียที
แม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดซูฉางอันถึงวู่วามได้ขนาดนี้ แต่ต่อให้เขาจะฆ่าตนสำเร็จอย่างที่ต้องการซูฉางอันก็จะถูกมองว่าร้อนตัวเพราะกระทำความผิด จึงคิดจะฆ่าปิดปากตู้หงฉางอยู่ดีหากเป็นเช่นนั้น ถือเป็นการเปิดโอกาสให้ฝูงหมาป่าที่จ้องจะเล่นงานซูฉางอันแต่ก็หาโอกาสไม่ได้มีข้ออ้างที่จะโจมตีเขาในที่สุด ด้วยเหตุนี้ตู้หงฉางจึงมองว่าการกระทำของซูฉางอันช่างโง่งมสิ้นดี
อีกอย่าง ตอนนี้เขาไม่ใช่ตู้หงฉางคนเดิมอีกต่อไป ซูฉางอันฆ่าเขาไม่ได้แน่!
เขาเลิกคิ้วขึ้นสูง พลางผุดประกายรังสีแห่งความกลั่นแกล้งขึ้นทางแววตาราวได้เห็นซูฉางอันล้มลงตรงหน้า และตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากแล้วเช่นนั้น...
“ใสซื่อเสียจริง!”น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยการเย้ยหยัน
จากนั้น พลังวิญญาณรอบตัวตู้หงฉางก็ปะทุขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำเอาผู้คนภายในงานสะดุ้งตกใจไปตามๆกัน รังสีแห่งอำนาจในระดับนี้มีเพียงนักรบระดับสั่งฟ้าเท่านั้นจึงจะมีอยู่ในครอบครอง ในเวลาเดียวกันกระบี่เล่มหนึ่งพลันถูกดึงออกมาจากข้างเอวของเขา แสงที่เย็นยะเยือกก็ประกายเจิดจ้าขึ้นเพียงเท่านั้น ก็รับการโจมตีอันแสนทรงพลังของซูฉางอันเอาไว้ได้อย่างง่ายดาย...
เสียงหนึ่งดังขึ้นทันทีที่ดาบและกระบี่ปะทะเข้าด้วยกัน
ซูฉางอันหัวใจกระตุกวูบ เขาคาดเอาไว้แล้วว่าตู้หงฉางในตอนนี้มีพลังต่างไปจากเดิมราวคนละคนจึงเริ่มโจมตีในตอนที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตั้งตัวนั่นเองแต่คิดไม่ถึงเลยว่าถึงกระนั้น อีกฝ่ายก็รับการโจมตีเอาไว้ได้อย่างง่ายดายอยู่ดี
เขาขมวดคิ้วมุ่น เมื่อรู้ว่าพลังวิญญาณของตนไม่อาจสู้ตู้หงฉางที่มีพลังอยู่ในระดับสั่งฟ้าได้แน่นอนจึงแข็งใจคำรามขึ้นอีกครั้ง
“กระบี่สิบทิศ!”
กระบี่ในฝักเบื้องหลังกระตุกวูบราวสัตว์ร้ายแห่งบรรพกาลกำลังจะพุ่งออกมาจากตัวกระบี่เช่นนั้น
จากนั้น เขาก็เก็บพลังกลับมาจากดาบ ขับเคลื่อนพลังวิญญาณทั้งหมดที่มีเพื่อปกป้องส่วนหัวใจเอาไว้จนในวินาทีต่อมา ร่างของเขาถูกพลังที่น่าสยดสยองของตู้หงฉางกระแทกจนถอยกรูดออกไปไกลอย่างรวดเร็ว
ทว่าในตอนนั้นเองกระบี่ยาวที่มีสีแสงประกายอยู่รอบด้าน และมีเงาแห่งกระบี่อีกหลายเล่มรายล้อมก็มาปรากฏอยู่ในมือของซูฉางอันตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ
“โจมตี!”เขาคำรามออกไปเบาๆ ก่อนกระบี่ยาวจะพุ่งออกไปราวกับมีชีวิตจิตใจเป็นของตนเช่นนั้นมันพุ่งเข้าหาตู้หงฉางด้วยรัศมีที่ยากจะรับมือ...
เมื่อเห็นเช่นนั้น ตู้หงฉางก็หัวเราะเย็นเยียบขึ้นในใจ พลางนึกว่าซูฉางอันยังไม่ยอมสยบอีกหรือนี่...เอียงหัวเล็กน้อย เพียงเท่านั้น เขาก็หลบการโจมตีไปได้อย่างง่ายดาย
แต่สิ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายก็คือ ที่เบื้องหลังของกระบี่กลับยังมีเงากระบี่อีกหลายเล่มพุ่งตามมาด้วย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกระบี่อีกเล่มที่พุ่งโจมตีด้วยรัศมีที่ต่างไปจากกระบี่เล่มอื่น กล่าวคือพุ่งเข้ามาจากทางด้านข้างนั่นเองตู้หงฉางหัวใจกระตุกวูบ แม้จะหลบการโจมตีเหล่านั้นไปได้อย่างฉิวเฉียดทว่าท้ายที่สุด ใบหน้าก็ยังถูกบาดจนเกิดบาดแผลจนได้
ทางด้านของซูฉางอัน ร่างของเขาลอยถลาออกไปไกลถึงขนาดที่กู่เซี่ยนจวินต้องช่วยพยุงเอาไว้ เขาจึงจะหยุดยืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้งแต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่วาย กระอักเลือดคำใหญ่ออกมา สีหน้าของเขาแลดูหมดเรี่ยวแรงไปในเสี้ยววินาที
เมื่อเห็นดังนั้น ความโกรธที่ใบหน้าถูกกรีดก็มลายไปสิ้นตู้หงฉางกล่าวระคนหัวเราะขึ้น “คุณชายซูช่างอารมณ์ดีเสียจริง แค่พูดจาไม่เข้าหูก็ชักดาบเข้าใส่เสียแล้วหรือเจ้าคิดว่าข้า ตู้หงฉางอ่อนแอจนรังแกได้ง่ายๆ?หรือว่า...”
เมื่อกล่าวมาจนถึงตรงนี้ จู่ๆ เขาก็ชะงักลง หันไปมองผู้คนรอบๆ เมื่อพบว่าฝูงชนกำลังมองมาทางนี้ด้วยสีหน้าประหลาดใจและตกตะลึงจึงนึกขึ้นในใจว่าคนเหล่านี้เองก็ไม่เข้าใจ และตกใจไปกับการกระทำของซูฉางอันเช่นกันเป็นแน่แท้...
“หรือเป็นเพราะข้าพูดถูก เจ้าจึงร้อนตัว แล้วโมโหเช่นนี้?” เขายังคงกล่าวต่อไปความได้ใจในน้ำเสียงของเขาช่างเด่นชัดจนไม่อาจปิดบังเลยทีเดียว
หลังพูดจบก็หันไปมองซูฉางอันอีกครั้ง เขาเริ่มจินตนาการภาพขึ้นในหัวว่าซูฉางอันในตอนนี้กำลังมีสีหน้าย่ำแย่ และทำตัวไม่ถูกเพียงไหนเมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็สะใจอย่างไม่อาจพรรณนาได้
แต่น่าผิดหวังที่แม้ซูฉางอันจะมีสีหน้าย่ำแย่เพราะได้รับบาดเจ็บหนักแต่ที่มุมปากของเขากลับยังเผยประกายรอยยิ้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอยู่ดี
ภาพที่เห็นทำให้เขาหัวใจกระตุกวูบ ราวจะตระหนักเรื่องบางอย่างขึ้นได้...
เขาสะดุ้งเฮือก และได้สติกลับมาอีกครั้ง ในตอนนั้นเองที่เขาพบว่าสายตาของมวลชนหาได้จับจ้องไปที่ซูฉางอันไม่ แต่เป็นตัวเขาเองต่างหาก!
ซูฉางอันผละมือของกู่เซี่ยนจวินที่พยุงเขาเอาไว้ออกไปเบาๆแล้วก้าวไปข้างหน้าอย่างยากลำบากหลายครั้ง รอยยิ้มที่มุมปากก็เด่นชัดขึ้นเช่นกัน เขารู้ดีว่าการเดิมพันครั้งนี้...เขาชนะแล้ว