โอสถสีแดงสี่ห้าเม็ดถูกติงเซิ้นซากลืนลงไปในครั้งเดียวทันใดนั้น ร่างของติงเซิ้นซาก็เปลี่ยนรูปทันทีร่างของเขาเริ่มพองขึ้นอย่างต่อเนื่อง ชุดขาวที่ห่อหุ้มร่างเขาฉีกขาด แล้วเศษผ้าเหล่านั้นก็แขวนอยู่ตามตัวของเขา
“อันเจิง ข้าเสียใจแล้ว!ข้าเปลี่ยนความคิดแล้ว ข้าไม่อยากจับเจ้ากลับไปดูเพื่อนของตัวเองถูกฆ่าตายทีละคนแล้วเพราะข้าจะฆ่าเจ้าเสียตอนนี้เลย!”
ร่างของติงเซิ้นซาเปลี่ยนเป็นพองกลมเสียงที่เปล่งออกมาก็น่าเกลียดอย่างมากเหมือนเสียงลมที่พัดเข้ามากระแทกและเสียดสีกับหิน และเหมือนเสียงเหล็กกล้าที่ถูกลากลงบนพื้นเสียงนี้เปล่งออกมาพร้อมความน่ากลัว
ติงเซิ้นซาแทงหอกยาวในมือลงบนพื้นเพียงชั่วพริบตา บนพื้นก็กลายเป็นรูใหญ่ จากนั้นก็เหมือนมีเงาดำของวิญญาณจำนวนมากลอยออกมาจากรูนั้น
“ยืมพลังมาร!”
ติงเซิ้นซาคำรามเสียงดัง จากนั้นเงาดำก็ออกมาจากรูอย่างต่อเนื่องราวกับกำลังต่อสู้เพื่อหนีอะไรบางอย่าง เงาดำเหล่านั้นยื่นมือไปจับที่ข้อเท้าของอันเจิง
“อสุรกายจากนรก”
อันเจิงเปล่งเสียงที่เย็นยะเยือกจากนั้นก็ใช้เท้าเหยียบไปด้านล่าง “ข้าจะชนะเจ้าอย่างโปร่งใส!”
หลังจากเท้าของอันเจิงเหยียบลงพื้นดินก็สนั่นหวั่นไหว กำแพงที่เหลือกว่าครึ่งก็ถล่มลงมา อสุรกายจากนรกที่ยื่นมือออกมาจับอันเจิงราวกับถูกเหยียบอยู่ด้านล่างก้อนหินร่วงหล่นลงอย่างต่อเนื่อง ส่วนร่างอันเจิงและติงเซิ้นซาลอยอยู่กลางอากาศ ไม่ได้ร่วงหล่นตามลงไป
“จิตใจเจ้าถูกพลังมืดครอบงำไปหมดแล้วเก็บเจ้าไว้เกรงว่าจะนำหายนะมาได้!”
อันเจิงโบกมือ กระดิ่งแก้วลอยออกไปยังติงเซิ้นซาจากนั้นก็เปล่งเสียงออกมาอีกครั้ง
“มาไม้เดิมอีกแล้วเจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของข้าตั้งนานแล้ว!”
ติงเซิ้นซาคำรามเปล่งเสียงที่แสบแก้วหูออกมา จากนั้นคลื่นพลังที่มหาศาลก็พ่นออกมาจากปากเขาและกระทบเข้ากับพลังเสียงที่กระดิ่งแก้วส่งออกไป เพียงครู่เดียวก็มีคลื่นพลังลอยออกไปรอบด้านแม้แต่เมฆที่อยู่สูงก็ถูกพัด ก้อนหินและเศษดินปลิวออกไป
“ข้าได้เข้ามาในโลกใบใหม่อย่างสมบูรณ์แล้ว”
ติงเซิ้นซาหัวเราะเสียงดัง “พลังในขอบเขตสุมารุสามารถแปลงพลังภายในเป็นพลังภายนอกส่วนพลังในขอบเขตกิเลสมารสามารถแปลงกายได้!”
ติงเซิ้นซาพุ่งไปยังด้านหน้า “ทีนี้เจ้าจะชนะข้าได้อย่างไร”
อันเจิงชี้ไปยังด้านหน้าเกล็ดมัจฉาทั้งสี่ชิ้นพุ่งออกไปกดทับราวกับกำลังบดขยี้เนื้อหมู
“แปลงเป็นทองคำแข็ง!”
ติงเซิ้นซาคำรามออกมาเกล็ดมัจฉาทั้งสี่ชิ้นพุ่งตรงไปกระแทกร่างของเขาอย่างแรง แต่ทว่าร่างเขากลายเป็นเหมือนทองคำแข็งก็ไม่ปานร่างนั้นชนจนเกล็ดมัจฉาแยกออกจากกัน
“แปลงเป็นคลื่นลม!”
ติงเซิ้นซาพุ่งไปยังด้านหน้าจากนั้นแขนของเขาก็แยกออกจากร่าง แล้วกลายเป็นคลื่นลมสีดำ
อันเจิงฟาดหมัดออกไป ทันใดนั้น แขนนั้นก็แตกออกทันทีหมัดของอันเจิงเจอเข้ากับลมที่ว่างเปล่า แต่กลับไม่อาจทำอันตรายกับแขนนั่นได้เลยหลังจากหลบหมัดนี้ของอันเจิง แขนของติงเซิ้นซาก็กลับเข้ามารวมกับร่างอีกครั้งจากนั้นแขนข้างหนึ่งก็อ้อมไปยังด้านหลังของอันเจิงพร้อมกับการโจมตี
ติงเซิ้นซาใช้แขนอีกข้างชูหอกยาวขึ้นมาส่วนทางด้านหลังอันเจิง แขนข้างนั้นถือมีดที่เปล่งลำแสงพุ่งเข้ามาใกล้แล้ว
เกล็ดมัจฉาทั้งสี่ชิ้นลอยออกไปบังเอาไว้ แต่ร่างของอันเจิงก็ถูกแรงกระแทกอยู่ดี
กระดิ่งแก้วลอยออกไปโจมตีติงเซิ้นซาหอกยาวสีดำในมือติงเซิ้นซาหมุนกลางอากาศแล้วปะทะกับกระดิ่งแก้ว อาวุธมารทั้งสองชิ้นนี้ราวกับมีความโกรธแค้นอะไรต่อกันมาก่อนเมื่อเจอหน้าก็ต้องปะทะกันอย่างเดียว อาวุธมารทั้งสองชิ้นปะทะกันอยู่กลางอากาศอย่างต่อเนื่องจนเกิดแสงกะพริบราวกับฟ้าผ่า
ติงเซิ้นซาฟาดหมัดออกไปอย่างต่อเนื่อง“ด้วยพลังที่ข้ามี ตอนนี้มันมากพอสำหรับกดเจ้าลงไปแล้ว”
อันเจิงเงียบไปครู่หนึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้เปิดประตูที่หนักอึ้งนั้นต่อเขาไม่รู้ว่าตอนนี้มีคนซ่อนตัวแล้วแอบดูเขาอยู่หรือไม่หากตัวเองเผยพลังที่มีทั้งหมดออกมาละก็อย่างนั้นต่อไปก็คงยากต่อการจะทำเรื่องอะไรแล้ว
ในตอนนี้เขาลังเลครู่หนึ่ง ติงเซิ้นซาฟาดหมัดออกไปทำให้เกล็ดมัจฉาแตกออกจากนั้นหมัดนี้ก็ฟาดไปที่ร่างของอันเจิง
ขณะนี้ ติงเซิ้นซาได้กุมพลังในขอบเขตกิเลสมารหนึ่งส่วนแล้วและพลังนี้ก็มากกว่าพลังที่อันเจิงมีหลายเท่า เกล็ดมัจฉาถูกพลังพุ่งชนจนแยกออกจากกันและไม่อาจคุ้มครองอันเจิงได้ฉะนั้นหมัดนี้จึงถูกอันเจิงเต็ม ๆ
พลังจากหมัดนี้มากจนน่ากลัวต่อให้จะเป็นผู้ฝึกพลังที่มีพลังในขอบเขตกิเลสมารขั้นต้นก็ตามเพียงแค่หมัดเดียวก็สามารถทะลุกำแพงเมืองจนเป็นรูได้
โชคดีที่อันเจิงมีสร้อยลูกประคำโลหิต
สร้อยลูกประคำโลหิตดูดซับพลังการโจมตีไปบางส่วนส่วนสมุนไพรที่อยู่ในสร้อยลูกประคำโลหิตก็ใช้พลังออกมารักษาร่างกายของอันเจิง
ฉะนั้นต่อให้หมัดนี้จะโดนร่างอันเจิงอย่างจังก็ตามมากสุดอันเจิงก็แค่บาดเจ็บสาหัส แต่ทว่าไม่ถึงตาย
“ควรจบได้แล้ว”
อันเจิงเช็ดเลือดที่มุมปาก โอสถวิญญาณระดับสีทองที่เปล่งแสงประกายก็ลอยออกมาจากสร้อยลูกประคำโลหิตโอสถนี้เป็นของที่อันเจิงได้มาจากหลี่ชางหลี่ นั่นก็คือโอสถวิญญาณเทวดานั่นเองโอสถวิญญาณระดับนี้ถือได้ว่าเป็นของล้ำค่าแล้วอันเจิงอ้าปากแล้วกลืนโอสถวิญญาณเทวดาลงไป เพียงครู่เดียวร่างอันเจิงก็มีลำแสงสีทองเปล่งประกายออกมา
โอสถวิญญาณเทวดาเป็นโอสถระดับสีทองมีพลังที่แข็งแกร่งมาก สามารถช่วยให้คนที่กินมีพลังข้ามไปหนึ่งขั้น
“พลังในขอบเขตกิเลสมารของเจ้าคือของปลอมหากว่าด้วยระดับพลังแล้ว เจ้าก็เหมือนก้าวเท้าเข้าไปในขอบเขตกิเลสมารเพียงขาเดียวเท่านั้น”
อันเจิงสูดหายใจเข้าลึก ๆเขารู้สึกว่าร่างกายตัวเองพลุ่งพล่านไปด้วยพลัง
“นี่ต่างหากที่เป็นพลังในขอบเขตกิเลสมารอย่างแท้จริง”
นี่เป็นโอสถวิญญาณเทวดาที่ไม่ได้อยู่ขั้นสูงมากมาย แต่ก็ช่วยให้พลังของอันเจิงข้ามเข้าไปในขอบเขตกิเลสมารได้แต่ทว่าพลังนี้จะคงอยู่ในร่างกายได้เพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น เดิมทีชวีหลิวซีอยากช่วยอันเจิงเลื่อนระดับพลังของโอสถวิญญาณเทวดาก่อนแต่ตอนนี้กลับเป็นโอกาสดีที่อันเจิงจะใช้มันแล้ว
ลำแสงสีทองบนตัวอันเจิงเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องดูราวกับอันเจิงเป็นเทพบุตรที่ตกลงมาจากฟากฟ้า
“พลังทำลายล้าง”
อันเจิงโบกมือ ทันใดนั้น ร่างของติงเซิ้นซาก็ราวกับถูกอะไรบางอย่างที่มีขนาดใหญ่ชนเข้าอย่างจังร่างของเขาจึงลอยออกไป ติงเซิ้นซาหมุนตัวแล้วลอยไปในแนวตรงทำให้พุ่งชนก้อนหินที่ไกลออกไปจนแตกเป็นรูใหญ่ จากนั้นร่างก็ร่วงลงบนพื้นในรัศมีร้อยเมตร บนพื้นดินเกิดหลุมใหญ่ขึ้นทันที
เศษฝุ่นและเศษหินลอยขึ้นกลางอากาศจากนั้นก็ลอยสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ
ติงเซิ้นซาคลานออกมาจากหลุมอย่างยากลำบากในแววตาทอประกายความหวาดกลัวออกมาแล้ว เขาไม่เคยคาดคิดเลยว่าอันเจิงจะมีโอสถวิญญาณที่พิเศษอย่างนั้นนั่นเป็นถึงโอสถวิญญาณเทวดาที่ไม่ใช่จะหากันได้ง่าย ๆต่อให้ด้วยอำนาจที่ตระกูลเกามี ก็ไม่อาจจะหาโอสถระดับสีทองได้ง่ายดาย
โอสถวิญญาณเทวดาหนึ่งเม็ดก็มากพอสำหรับก่อความวุ่นวายในเจียงหูแล้วแต่อันเจิงกลับหยิบมันออกมาราวกับเป็นลูกอมที่หาได้ง่าย ๆจากนั้นก็กินมันลงไปราวกับไม่มีความหมายสำหรับเขาเลย
เมื่อเทียบกันแล้วโอสถสีแดงของเขาช่างไม่เข้าตาและเทียบไม่ได้เลยสักนิด!
อันเจิงลอยตัวลงมาอย่างช้า ๆ พลางถามขึ้น“เจ้าจะแปลงกายรึ?”
อันเจิงยื่นมือออกไป แขนของติงเซิ้นซาที่ก่อนหน้านี้ถูกแปลงเป็นคลื่นลมถูกพลังล่องหนที่เหมือนมือจับเอาไว้
“การแปลงกายของเจ้าก็เป็นวิธีที่เด็ก ๆใช้เท่านั้นแหละ ตอนนี้ข้าจะให้เจ้าได้เห็น ว่าอะไรคือพลังในขอบเขตกิเลสมารอย่างแท้จริง”
อันเจิงกำมือแน่น แขนดำที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ดิ้นและงอตัวไปมาราวกับอสรพิษที่ถูกจับผ่านไปครู่หนึ่งจึงแปลงกลับเป็นแขนดังเดิม ติงเซิ้นซายังคงพยายามแปลงแขนนั้นเป็นพลังสีดำและเปลี่ยนเป็นงูยักษ์อีกด้วย แต่ไม่ว่าเขาจะแปลงเป็นอะไร หรือดิ้นรนมากเท่าไหร่ก็ถูกพลังที่เหมือนมือจับเอาไว้แน่นอยู่ดี
“ทำลาย!”
อันเจิงพูดขึ้นเบา ๆ
ตูม!
แขนข้างนั้นระเบิดออกกลางอากาศมันกลายเป็นคลื่นพลังสีดำที่แตกออกรอบด้าน เศษเนื้อ เศษกระดูกและเลือดกระจายในอากาศราวกับสายฝนตอนนี้แขนของติงเซิ้นซาได้แหลกละเอียดไปแล้ว
“โอ๊ย!” ติงเซิ้นซาเจ็บจนครวญครางออกมาด้วยใบหน้าที่หงิกงอ
อันเจิงเดินไปด้านหน้าทีละก้าวราวกับทุกย่างก้าวของเขากำลังเหยียบลงบนศักดิ์ศรีของติงเซิ้นซา “ข้าเคยบอกแล้วไม่ว่าเจ้าจะแข่งอะไรก็แพ้ข้าอยู่ดี ในใต้หล้านี้มักจะมีคนอย่างเจ้าเสมอ นึกว่า...เมื่อตัวเองดุร้ายมากพอก็จะได้ทุกสิ่งทุกอย่างแต่เจ้าไม่มีวันเข้าใจ พลังที่แท้จริงไม่ใช่ความดุร้ายแต่เป็นพลังที่กดทับความดุร้ายนั่นต่างหาก”
กลางอากาศมีเสียงดังขึ้นหอกยาวสีดำที่แตกหักก็ร่วงลงมาแล้วหล่นลงข้างเท้าติงเซิ้นซาส่วนกระดิ่งแก้วที่ชนะก็ลอยกลับเข้ามาอยู่ข้างอันเจิงเกล็ดมัจฉาที่กลับมารวมตัวกันอีกครั้งค่อย ๆ หมุนรอบตัวอันเจิงราวกับดอกไม้ที่ผลิบาน
“พลังที่แท้จริงไม่มีวันเป็นพลังที่ดุร้ายแต่เป็นพลังที่กดทับและทำลายความดุร้ายต่างหาก”
“สำหรับคนอย่างพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องใช้ความเมตตาและความดีมาทำให้พวกเจ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ต้องใช้ก็คือความดุร้ายที่มากกว่าเจ้าเท่านั้นเองใช้ความชั่วร้ายที่มากกว่ามากำจัดความชั่วร้าย!”
“แตกออกซะ!” อันเจิงพูดขึ้นเบา ๆ ร่างของติงเซิ้นซาก็แตกออกทันที
เริ่มแรกร่างติงเซิ้นซาถูกแรงพลังทำลายจนแตกออกเป็นรูใหญ่จากนั้นพลังสีดำก็ลอยออกมาจากรูที่แตกออก พลังสีดำนี้ออกมาอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ตัวของติงเซิ้นซาจึงกลับมาขนาดเล็กเท่าเดิม
แขนเขาได้รับบาดเจ็บอย่างแสนสาหัสเลือดไหลออกมาราวกับลำธารสายเล็ก ๆ
“ทำลายวรยุทธ์ของเจ้าทำลายพลังวัตรที่เจ้ามี”
อันเจิงยื่นมือออกไป พลังมหาศาลก็กดลงไปบนตัวของติงเซิ้นซาทันใดนั้น ร่างเขาก็บิดงออย่างไม่อาจควบคุมได้ แกรก! กระดูกที่เข่าของติงเซิ้นซาหักทันทีกระดูกแทงเนื้อออกมา ขาทั้งสองของเขารับพลังจากแรงกดนี้ไม่ไหวจึงต้องคุกเข่าลงบนพื้นที่คุกเข่ากลายเป็นหลุมยุบลงไป
อันเจิงยกมือขึ้น หอกยาวสีดำที่หักถูกอันเจิงหยิบขึ้นมาจากนั้นเขาก็ยกหอกนี้ขึ้น “เจ้าถามว่าข้าจะจัดการเรื่องในวันนี้อย่างไรตอนนี้ข้าจะบอกเจ้าให้ ไม่ว่าจะเป็นตอนไหนวิธีที่ดีที่สุดก็คือไม่พ่ายแพ้ให้กับคนอย่างเจ้า”
เขาหยิบหอกยาวและแทงลง!
เพียงวินาทีเดียวก่อนที่ติงเซิ้นซาจะถูกหอกยาวแทงเข้าที่คอตำราขนาดเล็กเล่มหนึ่งก็ลอยออกมาจากด้านในเสื้อของเขา ตำราเล่มนี้เปิดออกเองหน้ากระดาษพลิกอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ตามมาด้วยกลุ่มพลังสีดำที่พวยพุ่งออกมาจากตำรา จู่ ๆ ก็มีมือยื่นออกมาจากกลุ่มพลังนี้ แล้วลากตัวติงเซิ้นซาเข้าไปอย่างรวดเร็ว
หอกในมืออันเจิงแทงเข้ากลางอากาศเมื่อดูอีกทีก็พบว่าติงเซิ้นซาหายไปแล้ว
อันเจิงมองไปยังรอบด้านและพบว่าไม่มีอะไรเลย
ราวกับติงเซิ้นซาหายเข้าไปในโลกอีกใบและไม่เหลือแม้แต่เงา
ขณะเดียวกันเมืองฟางกู้ราวกับระเบิดลงก็ไม่ปาน
เหล่าผู้มีอำนาจต่างพุ่งความสนใจไปที่สำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาระหว่างสำนักวรยุทธ์เบิกสวรรค์และตระกูลติงอีกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเรื่องนี้สามารถเชื่อมโยงไปถึงปัญหาของตำหนักจิงเซี่ยวและตำหนักวิหารสวรรค์เลยก็ได้และหากเรื่องนี้ถูกนำมาเป็นประเด็น เมืองฟางกู้ต้องมีเลือดท่วมแน่
รถม้าคันหนึ่งกำลังวิ่งอยู่กลางถนนด้วยความเร็วสูงสุดรถม้านี้ไม่หลบผู้คนตามท้องถนนเลยสักนิด มันพุ่งตรงไปยังทิศทางของตำหนักจิงเซี่ยวผู้บังคับรถม้ามีเหงื่อไหลมาจากหน้าผาก ส่วนคนที่อยู่ในรถม้าก็ด่าทออย่างต่อเนื่อง
ติงวู่เกลียด...เกลียดอันเจิงที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงติงไท่ชุนบุตรชายคนโตของเขาก็โง่เง่า แต่อย่างไรเขาก็เป็นบุตรชาย ความแค้นที่อันเจิงฆ่าบุตรชายคนโตอย่างไรเขาก็ต้องฆ่าอันเจิงและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ให้ได้อย่างแน่นอน
ในขณะนี้เอง มีร่มกระดาษสีดำร่วงหล่นลงมาอย่างช้าๆ จากกลางอากาศและตกลงบนรถม้าพอดี
ฉับพลันรถม้าก็ระเบิดออก
ไม่เพียงแค่ตัวรถม้า ยังมีม้าที่ลากรถคนที่บังคับม้า และแน่นอนว่า รวมไปถึงติงวู่ที่อยู่ในรถม้าอีกด้วย
ร่มกระดาษสีดำเป็นเหมือนหลุมดำมันบดขยี้ทุกอย่างให้แหลกเป็นผุยผง
ห่างไปหนึ่งกิโลเมตรเฉินเซ่าป๋ายเบ้ปากอย่างเบื่อหน่าย “ยังต้องให้ข้ามาเป็นแม่ซื้อช่วยเจ้าอีก...ยุ่งยากจริงๆ”