บทที่ 28 ฉันแค่ไม่อยากจำนนต่อชะตาชีวิตมันผิดนักรึไง (รีไรท์)
“ผมคิดว่าที่นักเรียนฟางจัวพูดนั้นก็มีเหตุผล เอาอย่างนี้แล้วกัน รบกวนคุณครูเซี่ยช่วยไปเรียกเสิ่นทิงหง เสิ่นชิงชิง และนักเรียนร่วมโต๊ะเดียวกับฟางจัวมาหน่อยนะครับ เสิ่นทิงหงก็คือคนที่กระติกน้ำร้อนถูกทำพังคนนั้น เสิ่นชิงชิงกับเธอนั่งด้วยกัน หาง่ายมากครับ” คุณครูเฉินพูด
คุณครูเซี่ยก็คือคุณครูที่ก่อนหน้านี้ออกมาปกป้องเสิ่นทิงหง จริง ๆ แล้วเธอยังรู้สึกชอบเด็กคนนี้อยู่ไม่น้อย เด็กสาวไม่แข็งกร้าวจนดูเย่อหยิ่ง แต่ไม่อ่อนน้อมเกินควรจนดูต้อยต่ำ การพูดการจาดูมีเหตุมีผล
ตอนนี้เลยอดรู้สึกเห็นใจขึ้นมาไม่ได้ ไม่รู้ทำไมเด็กคนนี้ถึงได้ดวงตกนักถึงต้องมาที่ห้องธุรการถึงสองรอบในวันเดียว แต่ยังไงก็ต้องตามมาอยู่ดี
พอเดินไปถึงหน้าชั้นเรียนของเสิ่นทิงหง แค่มองปราดเดียวก็เจออีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว
ยังไงซะเด็กหน้าตาดีอย่างเสิ่นทิงหงก็ไม่ได้มีให้พบเห็นบ่อย ๆ
เวลานี้ถึงเวลาเลิกเรียนพอดี คุณครูเซี่ยจึงกวักมือเรียกไปทางเสิ่นทิงหงยิก ๆ
“นักเรียนเสิ่นทิงหง”
เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าเสียงที่เอ่ยเรียกนั้นคุ้นหู เหมือนเพิ่งได้ยินมาไม่นานนี้ พอหันไปตามเสียงก็เห็นคุณครูผู้หญิงท่านนั้นที่คอยปกป้องเธอเมื่อตอนเที่ยง
เธอรู้แก่ใจดีอยู่แล้วว่าเป็เื่อะไร จึงรีบเดินไปหาเธอทันที
“คุณครูเรียกหนูเหรอคะ?”
“ใช่จ้ะ มีเื่บางเื่ที่ต้องให้เธอและเสิ่นชิงชิง รวมถึงเพื่อนร่วมโต๊ะของฟางจัวไปหาที่ห้องธุรการหน่อยน่ะ คุณครูเฉินวานให้ครูมาเรียกพวกเธอ แต่ครูไม่รู้จักนักเรียนที่เหลืออีกสองคน เธอช่วยเรียกให้หน่อยได้ไหมจ๊ะ” คุณครูเซี่ยพูดด้วยน้ำเสียงอบอุ่น
“ได้ค่ะ” เสิ่นทิงหงพยักหน้าแล้วหมุนตัวเดินกลับเข้าห้องเรียนไปหาเสิ่นชิงชิงและเพื่อนร่วมโต๊ะของฟางจัว
เพื่อนร่วมโต๊ะของฟางจัวชื่อว่าหลิวิ เขาเป็เด็กผู้ชายที่ดูต่างจากฟางจัวมาก รูปร่างทั้งผอมทั้งคล้ำ พอได้มานั่งคู่กับฟางจัวแล้วไม่ต่างอะไรกับเซียนอ้วนผอมเลย
หลิวิกับเสิ่นชิงชิงต่างรู้สึกงุนงงที่เห็นคุณครูเซี่ยยืนอยู่ข้าง ๆ ส่วนเสิ่นทิงหงเองก็ไม่สะดวกที่จะบอกเสิ่นชิงชิง เพราะงั้นสายตาของเสิ่นชิงชิงจึงเต็มไปด้วยความสงสัยมาตลอดทาง
พอเสิ่นทิงหงเดินมาถึงห้องธุรการถึงเพิ่งรู้ว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนก็อยู่ด้วย ทำให้รู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย
เสิ่นชิงชิงเองก็มองเห็นเยี่ยเสิ่นเหยียนเหมือนกัน พวกเราต่างเป็คนในหมู่บ้านเดียวกัน ย่อมรู้จักกันอยู่แล้ว เสิ่นชิงชิงจึงรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยและกำลังจะทักออกไป
เยี่ยเสิ่นเหยียนส่งสายตามาที่พวกเธอ แต่ดูเหมือนเสิ่นชิงชิงจะไม่รู้ตัว เสิ่นทิงหงจึงรีบเอามือไปปิดปากเพื่อนแล้วขยิบตาให้อย่างไว
เยี่ยเสิ่นเหยียนเป็คู่หมั้นของเธอ และเมื่อรายงานการแต่งงานของเ้าหน้าที่ในกองทัพถูกยื่นไปแล้วก็ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะยกเลิก หากไม่มีเื่ไม่คาดคิดอะไรเกิดขึ้น ทั้งสองย่อมได้แต่งงานกันในที่สุด
ทั้งสองครั้งที่ได้เจอหน้าว่าที่คู่ครองของตัวเอง เยี่ยเสิ่นเหยียนล้วนไม่ได้เอ่ยทักทาย และเสิ่นทิงหงเองก็รู้สึกได้ว่าอาจจะมีเื่สำคัญที่ทำให้เขาต้องมาอยู่ที่นี่
แล้วยังเื่ที่ไม่สะดวกเข้ามาทักทายพวกเธอ รวมเข้ากับการส่งสายตามาของเยี่ยเสิ่นเหยียนเมื่อครู่ก็เหมือนเป็เครื่องยืนยันความคิดของเธอแล้ว
เสิ่นชิงชิงคบหาเป็พี่น้องกับเสิ่นทิงหงมานาน ย่อมมีความเข้าใจกันโดยสัญชาตญาณ จึงรีบปิดปากแน่น
เสิ่นทิงหงทำตัวราวกับว่าไม่เคยเห็นไม่เคยรู้จักเยี่ยเสิ่นเหยียนมาก่อน แล้วลากเสิ่นชิงชิงไปยืนข้าง ๆ คุณครูเฉิน เป็ไปตามคาด คุณครูเฉินเรียกพวกเธอมาถามเกี่ยวกับเื่ของฟางจัว แต่ไม่ได้ถามออกมาตรง ๆ และถามว่า
“เสิ่นทิงหง เสิ่นชิงชิง หลิวิ ฉันมีเื่อยากจะถามพวกเธอสักหน่อย พวกเธอรู้ไหมว่าที่บ้านฟางจัวทำงานอะไร เื่ที่เกี่ยวกับที่ทำงานของพ่อแม่ฟางจัวน่ะ”
คำถามของคุณครูเฉินถามอย่างอ้อมค้อม เสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงพอรู้เื่รู้ราวมาบ้างจึงพอจะเข้าใจ แต่หลิวิกลับไม่เข้าใจอะไรเลย
ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมคุณครูถึงถามแบบนี้ แต่หลิวิก็ตอบออกไปตามตรงว่า “ผมรู้ครับ ก่อนหน้านี้ผมเคยถามฟางจัวด้วยความอยากรู้ ฟางจัวเลยบอกว่าพ่อเขาเป็ผู้อำนวยการโรงงานเนื้อสัตว์ ส่วนแม่เป็หัวหน้างานอยู่ที่โรงงานสิ่งทอครับ”
คุณครูเฉินพยักหน้า แม้แต่หลิวิยังรู้ เสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ยังคงต้องถามออกไป
“พวกเธอทั้งคู่ก็รู้ใช่ไหม?”
เสิ่นชิงชิงและเสิ่นทิงหงพยักหน้าพร้อมกัน
จากนั้นคุณครูเฉินก็หันหน้าไปทางซ่งเจี๋ย
“นักเรียนซ่งเจี๋ย ฉันว่าจิตใต้สำนึกของเธอต้องมีปัญหาแน่ ๆ ถ้าเธอยังอยากยืนกรานในสิ่งที่เธอพูดไว้ก่อนหน้านี้ พวกเราคงได้แต่ขอให้เ้าหน้าที่จากคณะปฏิวัติเป็คนจัดการแทนแล้วละ”
เพราะเื่นี้เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ถ้าให้คณะปฏิวัติมาจัดการ เื่นี้ก็จะกลายเป็เื่ร้ายแรงอย่างมาก
คุณพ่อซ่งคุณแม่ซ่งและซ่งเจี๋ยต่างหน้าซีดลง
คุณพ่อซ่งคุณแม่ซ่งใช้ชีวิตมานานหลายปี ถ้ายังไม่รู้อีกว่าลูกสาวตัวเองโกหกก็ถือว่าใช้ชีวิตมาอย่างเสียเปล่าแล้ว
“นังเด็กบ้า บอกแม่มาให้ชัดนะว่าเกิดอะไรขึ้น!?” คุณแม่ซ่งโกรธมากจนเอื้อมมือไปหยิกแขนลูกสาว
ซ่งเจี๋ยเจ็บจนต้องเอี้ยวหลบ ปากขยับขึ้นลงแต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ตอนนี้ไม่ว่าเธอจะพยายามพูดอะไร ปัญหานี้ก็ได้บทสรุปแล้วว่าตัวเองไม่สามารถป้ายความผิดไปที่ฟางจัวได้
ในเวลานี้ คุณครูใหญ่ได้พูดขึ้น
“นักเรียนหญิงที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ความคิดความอ่านล้วนมีปัญหา โรงเรียนของเราไม่สามารถให้อยู่ต่อได้แล้วละนะ”
เดิมทีหากไม่มีเื่นี้ ซ่งเจี๋ยสามารถพูดได้ว่าตัวเองเป็ฝ่ายลาออก แต่พอครูใหญ่พูดออกมาแบบนี้ จึงกลายเป็ว่าเธอถูกไล่ออก
ในเวลานี้ ฟางเสิ่งพ่อของฟางจัวก็ลุกขึ้นยืน
“คุณครูทุกท่าน ครูใหญ่ และท่านหัวหน้า เื่นี้เกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของลูกชายผม ในเมื่อพวกคุณได้จัดการแล้วก็ถึงเวลาที่ผมต้องจัดการบ้าง เมื่อครู่ผมเพิ่งแจ้งไปทางสถานีตำรวจ อีกไม่นานตำรวจจะมาเพื่อจัดการเื่นี้ ลูกชายของฟางเสิ่งไม่ใช่คนที่ใครจะมาป้ายความผิดกันได้ง่าย ๆ”
“ถ้าวันนี้ผมไม่ทำอะไรเลย ต่อไปก็จะมีเพื่อนนักเรียนอีกหลายคนที่เอาอย่าง ถ้าทุกคนต่างพากันมาบอกว่าเป็ว่าที่ลูกสะใภ้ของบ้านตระกูลฟาง จะให้พวกเราทำยังไง?”
ฟางเสิ่งเป็หัวหน้าคนมาหลายปี กลิ่นอายทั่วตัวเต็มแผ่ซานด้วยความดุดัน ทำให้คุณพ่อซ่งคุณแม่ซ่งถึงกับแข้งขาอ่อนลงอย่างรวดเร็ว
ซ่งเจี๋ยเองก็กลัวมาก เดิมทีเธอแค่ต้องยอมรับชะตากรรมของตัวเองเท่านั้น ยังไม่คิดว่าตัวเองทำอะไรผิดไป กลับคิดว่าหรือต้องให้เธอยอมจำนนต่อชะตากรรมตัวเองกลับบ้านไปแต่งงานคลอดลูกงั้นเหรอถึงจะพอใจกัน?
เธอแค่อยากต่อสู้เพื่อให้มีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้นเอง มันผิดด้วยเหรอ?
แต่ว่าเธอไม่กล้าจะพูดอะไรอีกแล้วในตอนนี้ ทำได้แต่หลั่งน้ำตาเท่านั้น
แผนนี้ของเธอวันนี้ใช้ออกมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง แรกเริ่มพวกคุณครูอาจยังมีความรู้สึกเห็นใจให้ แต่ตอนนี้ก็บอกได้เลยว่าไม่มีเหลือแล้ว
เธอพยายามใส่ร้ายคนอื่นทีละคน เมื่อตอนแรกก็พยายามว่าร้ายถึงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเสิ่นทิงหงและเสิ่นชิงชิง ภายหลังยังป้ายสีว่าคนอื่นเป็คู่ครองของตัวเอง
เป็คุณครูมาหลายปี แต่กลับเป็ครั้งแรกที่เคยเห็นนักเรียนที่มีพฤติกรรมแบบนี้
ถือว่าได้เปิดมุมมองใหม่จริง ๆ