Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

    บทที่ 41 บรรจุผักลงกล่อง

    บรรจุผักลงกล่อง

     

                เมื่อความปรารถนาถูกเติมเต็มกัสก็เริ่มรู้สึกง่วงและอ่อนเพลียขึ้นมาบ้างก็เลยเดินกลับไปบ้านแล้วล้มตัวลงนอนบนเตียงที่ให้ความรู้สึกเหมือนเตียงใหม่พลางโอบกอดน้องสาวทั้งสองหลับไปอย่างมีความสุข

                เช้าของวันใหม่มาถึงกัสก็ตื่นขึ้นมาก่อนใครในสภาพที่สดชื่นแจ่มใส่มีความรู้สึกว่าได้นอนจนเต็มอิ่มและมีร่างกายที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลัง

                ‘ยอดเยี่ยม..นอกจากความอึดที่เพิ่มมากขึ้นแล้วความสามารถในการฟื้นตัวยังดีขึ้นมาก นอนแค่ไม่กี่ชั่วโมงก็รู้สึกเต็มอิ่มแล้ว’

                กัสยิ้มออกมาด้วยความพอใจก่อนจะเลิกคิ้วเล็กน้อยเมื่อพบว่าน้องสาวทั้งสองยังหลับอยู่ซึ่งต่างจากปกติที่พวกเธอจะตื่นขึ้นมาก่อนเขาและเตรียมอาหารเอาไว้รอให้เขาตื่น

                เมื่อคิดถึงจุดนี้กัสก็นึกถึงค่ำคืนที่ร้อนแรงขึ้นมาและได้แต่ส่ายหน้าพลางยิ้มฝืนๆให้กับตัวเองที่เป็นต้นเหตุของการนอนตื่นสายของน้องสาว

                กัสใช้ความพยายามอย่างสุดฝีมือลุกออกจากเตียงโดยไม่ให้น้องสาวทั้งสองตื่นจากนั้นก็ออกไปจากบ้านด้วยความพยายามเต็มที่เช่นเดียวกันจนไปถึงลานกว้างเขาก็ยังมองไม่เห็นใครอื่น

                ไม่มีอิจิโกะกับน้องมาคอยต้อนรับเหมือนทุกเช้าทำให้กัสยิ้มฝืนๆ อีกครั้งเมื่อคิดว่าค่ำคืนที่ผ่านมาตัวเขาเองก็จัดหนักสามพี่น้องจนหมดสติไปเช่นเดียวกันเกรงว่าคงอีกสักพักใหญ่เด็กสาวทั้งห้าคนถึงจะตื่น

                คิดถึงจุดนี้แล้วกัสก็ยิ้มออกมาบางๆจากนั้นเดินไปยังครัวที่ตั้งอยู่ข้างบ้านจากนั้นเริ่มจัดการเตรียมอาหารเช้าแบบง่ายๆด้วยฝีมือที่พอจะกินได้เท่านั้นของตัวเอง

                เมนูอาหารเช้าของวันนี้ประกอบด้วยเนื้อเนื้อและก็เนื้อมีผักปนมานิดหน่อยรวมกับไข่จำนวนน้อยนิดและแผ่นแป้งปิ้งที่ไหม้เกรียมนิดหน่อยกองใหญ่

                กัสจัดเตรียมอาหารด้วยความยากลำบากอยู่บ้างเพราะไม่คุ้นเคยกับหน้าที่นี้เลยจริงๆเพราะตั้งแต่เกิดเขาก็มีแม่และพี่สาวน้องสาวคอยช่วยดูแลตั้งแต่เด็ก

                ชีวิตที่แล้วของเขาหลังจากสูญเสียทุกคนไปเขาก็กินทุกอย่างในสภาพที่ยังดิบโดยไม่ผ่านการปรุงอะไรเลยเขาเลยไม่มีทักษะใดๆ ในการทำอาหาร

                หากไม่ติดว่าในความทรงจำที่ยาวนานของชีวิตก่อนทั้งตอนที่ยังมีชีวิตและตอนที่กลายเป็นราชาอันเดธไปแล้วเขาได้เฝ้าดูการทำอาหารของน้องสาวและใครคนหนึ่งที่มีชะตากรรมอันเลวร้ายร่วมกับเขาแล้วละก็เขาก็คงทำอาหารออกมาไม่ได้เป็นแน่

                คิดแล้วกัสก็มองขึ้นไปบนท้องฟ้าครุ่นคิดถึงอดีตที่เลวร้ายไปจนถึงเพื่อนร่วมชะตากรรมที่น่าสงสาร

                ‘ข้าได้โอกาสที่สองแล้ว..แล้วพวกเจ้าละมีโอกาสที่สองด้วยหรือไม่’

                ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายนี้ทำให้กัสต้องส่ายหน้าจากนั้นก็ขยับมือต่อจัดวางจานชามช้อนส้อมตามความทรงจำจนเป็นระเบียบจากนั้นจึงหันไปให้ความสนใจกับซุปที่ดูไม่จืดเอาเสียเลยเพราะมันทำยากเกินไปในความคิดของเขา

                หลังจากผ่านไปอีกราวครึ่งชั่วโมงเศษประตูบ้านก็มีการเคลื่อนไหวมันสั่นไหวอย่างรุนแรงครั้งหนึ่งก่อนจะออกพร้อมกับการปรากฏตัวของน้องสาวคนโตที่โผล่มาในสภาพที่ไม่เรียบร้อยเท่าที่ควร

                “ท..ท่านพี่! ขออภัยด้วยค่ะน้องจะรีบเตรียมอาหารเดี๋ยวนี้ละคะ”

                พอเห็นท่าทีที่ร้อนรนของน้องสาว กัสก็ส่งยิ้มอ่อนๆให้แล้วชี้ไปยังโต๊ะอาหารที่ถูกจัดเตรียมจนใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว

                เห็นแบบนั้นน้องสาวคนโตก็มีสีหน้าแตกตื่นตกใจยิ่งกว่าครั้งไหนๆเธอผงะไปสองก้าวด้วยความทึ่งกับอาหารบนโต๊ะที่ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ

                แม้ว่าหน้าตาของมันจะดูไม่งดงามเท่าไหร่แต่ก็พอดูได้จนไม่น่าเชื่อว่านี้คือฝีมือของพี่ชายที่ไม่เคยเข้าครัวมาก่อนเลยตลอดทั้งชีวิตของเธอ

                “อย่ามองแบบนั้นสิ ถึงข้าจะไม่เคยเข้าครัวทำอาหารมาก่อนแต่ข้าเฝ้ามองพวกเจ้าทำมาตลอด ถึงฝีมือจะไม่ได้เรื่องแต่ข้าคิดว่ามันพอจะกินได้ละนะ เช้านี้ก็ทนไปก่อนก็แล้วกัน..”

                พูดจบกัสก็หันกลับไปขมวดคิ้วมองดูซุปหม้อใหญ่กำลังปรุงอยู่ทำเอาน้องสาวที่เดินมาด้วยท่าทีที่ไม่สู้ดีนักต้องขยับตัวมาหาอย่างเร่งรีบก่อนจะอ้าปากค้างให้กับซุปที่มีสีขุ่นๆดูไม่น่าทานเอาเสียเลย

                “ให้น้องช่วยเถอะค่ะ ซุปมันไม่ใช่อาหารที่มือใหม่แบบท่านพี่จะรับไหว”

                “ก็จริงของเจ้านะ..ขอโทษทีนะ ฝากด้วย”

                กัสยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดีและส่งต่ออุปกรณ์ทำอาหารไปให้น้องสาวอย่างว่าง่ายจากนั้นจึงไปเดินเล่นรอบดินแดนตามกิจวัตรประจำวันของตัวเอง

                ในขณะที่เดินกัสก็ครุ่นคิดไปเรื่อยเขาคิดที่จะหาแต้ม DP จำนวนมากมาซื้อหัวผักกาดแก้วมรกตให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อตรวจสอบร่างกายที่น่าจะมีความผิดปกติของตัวเอง

                เรื่องนี้จะบอกว่าเป็นเรื่องใหญ่ก็นับว่าใหญ่แต่จะบอกว่าเป็นเรื่องเล็กก็นับว่าเล็ก

                ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาไม่รู้สึกว่าร่างกายของเขาจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่มีอันตรายทว่าตัวเขาก็ไม่อาจปล่อยมันไปได้ง่ายๆโดยไม่ตรวจสอบเพราะกลัวว่าเส้นทางที่มันพัฒนาไปจะไม่ถูกต้อง

                สำหรับเรื่องนี้เขาไม่อาจใช้สัญชาตญาณของเผ่าอสูรในการวิเคราะห์ได้หากแต่ต้องวิเคราะห์จากข้อมูลจริงที่ได้จากการตรวจสอบแล้วเท่านั้นกัสถึงจะรู้สึกสบายใจ

                ส่วนเวลานี้ภารกิจหลักของเขาคือการหาDP จำนวน 800 หน่วยมาซื้อหัวผักกาดแก้วมรกต

                “ถ้าจำไม่ผิดตอนนี้มี DP ราวๆ 300ได้ มันต้องเผื่อไว้ใช้ในการซื้ออาหารสักหน่อย เช่นนี้จำนวนที่ใช้ได้ก็คงมีราวๆ250 DP ถ้ารวมกับของที่จะได้ในวันนี้ด้วยก็ราวๆ 500DP ดูเหมือนว่ายังไงก็ยังขาดอยู่สินะ”

                คิดไปแล้วกัสก็ต้องขมวดคิ้วพลางมองดูดินแดนของเขาไปเรื่อยๆเพื่อหาวิธีสร้าง DP จำนวนมากในระยะเวลาสั้นๆ

                ในขณะที่มองสายตาของกัสก็เหลือบไปเห็นต้นฟักทองเนื้อแก้วที่ตอนนี้ออกผลแล้วเหลือแค่รอให้ผลของมันสุกงอมมากพอเท่านั้นก็จะเก็บเกี่ยวได้

                “จริงสิ ต้นฟักทองเนื้อแก้วทั้ง 200ต้นใกล้จะเก็บเกี่ยวได้แล้ว ถ้าเราปลูกผักวิเศษอีกสักรอบละก็ มันก็น่าจะพอแล้วละนะ”

                เมื่อคิดถึงวิธีแก้ไขขึ้นมาได้กัสก็สบายใจก่อนจะเดินต่อไปเพื่อมองดูความเรียบร้อยของดินแดนไปจนถึงโรงเลี้ยงไก่ที่เต็มไปด้วยเสียงร้องของลูกเจี๊ยบตัวน้อยที่กำลังออกหากิน

                กัสยิ้มน้อยๆแล้วเดินเข้าไปในโรงเลี้ยงเขาจัดการหยิบเอาไม้กวาดจากผนังมาจัดการกวาดมูลของลูกเจี๊ยบพวกนี้ไปทิ้งแล้วทำความสะอาดถาดน้ำและรางอาหารรอบหนึ่งก่อนจะทำการให้อาหารพวกมันจนเต็มรางตามมาด้วยการเติมน้ำสะอาดลงไปในรางน้ำก่อนจะมองดูพวกลูกเจี๊ยบที่ส่งเสียงร้องอย่างสดใสและวิ่งไปจิกกินอาหารอย่างมีความสุข

                วิถีชีวิตที่เรียบง่ายและสงบสุขเช่นนี้ทำให้กัสอดคิดถึงชีวิตที่แล้วของเขาไม่ได้ในตอนนั้นดินแดนของเขาขยายใหญ่ไปมากจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างโรงเลี้ยงสัตว์ชนิดต่างๆ

                ชีวิตที่มีเพียงการปลูกผักนั้นเงียบเหงามากมันขาดสีสัน แต่เมื่อมีการเลี้ยงสัตว์เกิดขึ้น แม้ว่าชีวิตจะยังยากลำบากเช่นเดิมแต่ทุกคนก็มีรอยยิ้มแตกต่างจากช่วงชีวิตที่เอาแต่ปลูกผักที่ไม่อาจส่งเสียงร้องหรือแสดงท่าทางใดๆโดยสิ้นเชิง

                “ไม่เลวเลย..รู้แบบนี้น่าจะเลี้ยงมันตั้งนานแล้ว”

                ในขณะที่กัสบ่นอยู่เบาๆ กับตัวเองประตูของโรงเลี้ยงไก่ก็เปิดออกโดยฝีมือของน้องสาวคนเล็กที่เดินกึ่งวิ่งมาด้วยท่าทีที่สดใสแต่แล้วก็ต้องหยุดไปเมื่อเห็นพี่ชายของเธออยู่ในโรงเลี้ยงไก่

                “อ๊ะ พี่กัส! ทำไมพี่มาอยู่นี้ได้อะ”

                “ข้าแค่อยู่ว่างๆ นะเลยมาดู เจ้าทำงานได้ไม่เลวเลยนะแม่ตัวเล็กดูเหมือนว่าจะชินกับพวกมันแล้วสินะ”

                “อือ! พวกมันน่ารักสุดๆ ไปเลย เวลาข้าเบื่อๆก็มานั่งเล่นแถวนี้ละ สนุกดี พวกลูกเจี๊ยบพวกนี้มันตลกดีเหมือนกันนะพี่กัส”

                พูดแล้วเด็กสาวก็เดินไปยังผนังที่แขวนไม้กวาดเอาไว้เพื่อเตรียมตัวที่จะทำความสะอาดแต่แล้วเธอก็มองเห็นความผิดปกติของโรงเลี้ยงที่ไม่มีมูลของลูกเจี๊ยบอย่างที่เธอคิดไว้

                พอมองดูพี่ชายของเธอดีๆเธอก็สังเกตเห็นฝุ่นดินที่ติดอยู่บริเวณรองเท้าเห็นแบบนั้นเด็กสาวก็เข้าใจและยิ้มน้อยๆด้วยความขอบคุณก่อนจะโยนไม้กวาดไปเก็บที่เดิมแล้วเริ่มเดินเข้าไปหาลูกเจี๊ยบทีละตัวๆ

                เมื่อเห็นท่าทางที่มีความสุขของน้องสาวแล้วกัสก็อมยิ้มน้อยๆก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปเพื่อตรวจสอบพื้นที่ส่วนอื่นต่อ

                เขาเดินไปถึงโรงปั้นก็มองเห็นอิจิโกะกับน้องที่กำลังตรวจสอบปริมาณดินและขนถ่ายไหเคลือบดินเผาที่เผาทิ้งไว้เมื่อวันก่อนออกมาวางเรียงรายไว้ที่ด้านหน้าของโรงปั้นเพื่อเตรียมที่จะขาย

                ทั้งสามสังเกตเห็นกัสได้ในทันทีและส่งเสียงทักทายด้วยท่าทีที่ขัดเขินอยู่บ้างเพราะคิดถึงศึกรักที่เร่าร้อนเมื่อคืน

                กัสเองก็ยิ้มกว้างพลางตีก้นสาวๆคนละทีสองทีเป็นการทักทายที่ทำให้เด็กสาวทั้งสามยิ้มหน้าแดงไปตามๆกันจากนั้นก็ช่วยทุกคนขายไหเคลือบดินเผาชุดใหม่และได้ DP มาอีก 250 หน่วย

                หลังจากขายเสร็จก็เริ่มสายบ้างแล้วทุกคนก็เลยรีบไปทานอาหารที่น้องสาวคนโตจัดเอาไว้ให้กินเสร็จก็เริ่มงานต่ออย่างจริงจัง

                ส่วนกัสนั้นหลังจากที่ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงานเขาก็ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมพลางมองดูแปลงผักด้วยสีหน้าครุ่นคิด

                “ปลูกอย่างอื่นบ้างดีไหมนะ..ความสามารถของข้าในตอนนี้น่าจะรับมือกับหัวผักกาดสองหัวได้..ถ้างั้นจะดีกว่าไหมถ้าเลือกผักวิเศษที่มีระดับสูงกว่า”

                กัสหมุนตัวกลับเข้าไปในบ้านแล้วเปิดหน้าต่างระบบของดันเจี้ยนขึ้นมาอีกครั้งรายการของเมล็ดผักวิเศษถูกดึงขึ้นมาดูซ้ำอีกรอบแล้วเริ่มคัดกรองผักวิเศษที่ปลูกได้ในดินแดนหลักที่แสนสงบ

                สายตาของกัสกวาดมองไปตามรายการและราคาที่แสดงอยู่รวมไปถึงชื่อของผักวิเศษพลางทบทวนความทรงจำของตัวเองไปเรื่อยๆ

                ไม่นานนักกัสก็หยุดนิ้วลงที่ผักวิเศษชนิดหนึ่งที่มีระดับความยากสูงกว่าหัวผักกาดแก้วมรกตอยู่หนึ่งระดับ

                “ไอ้นี่ก็ไม่เลว กะหล่ำปลีหยกขาว ถ้าจำไม่ผิด ราคาหัวละ15 DP สินะ แพงกว่าเจ้าหัวผักกาดนิดหน่อย”

                กัสยืนคิดอยู่นานสองนานด้วยความลังเลใจก่อนจะตัดสินใจซื้อมันมาแล้วเดินออกไปปลูกทันที

                คราวนี้กัสไม่ได้บอกให้ใครทราบก่อนว่าเขาจะปลูกผักวิเศษเพราะทุกคนเข้าใจดีแล้วว่าหากได้ยินเสียงแมลงดังขึ้นแสดงว่าเขากำลังปลูกผักวิเศษ

                หากมีเวลาว่างก็มาช่วยได้แต่ถ้ามีงานก็ให้ทำต่อไป

                แน่นอนว่าทุกอย่างถูกจัดเตรียมเอาไว้ตั้งแต่แรกหรืออาจจะพูดได้ว่านับตั้งแต่ที่กัสเริ่มปลูกผักวิเศษด้วยตัวเองเพียงคนเดียวพื้นที่พิเศษนี้ก็มีอุปสรรควางเอาไว้ตลอด

                ไม่ว่าจะเป็นตาข่ายหรือกระถางดอกไม้ล้วนถูกวางเอาไว้ในตำแหน่งที่สามารถใช้งานได้ทุกเมื่อตั้งแต่แรก

                ในตอนนี้กัสคุ้นเคยดีแล้วกับการปลูกผักวิเศษเขาเลยลงมือได้อย่างไม่ลำบากอะไรเริ่มจากขุดดินหยอดเมล็ดและฝังก่อนจะปิดท้ายด้วยการรดน้ำเป็นสัญญาณเริ่มต้นการปลูกผักวิเศษ

                อึดใจเดียวแมลงก็บินมาถึงและถูกหัวสิงโตสีดำหนึ่งหัวบินออกไปกัดจนตายในพริบตาก่อนจะถูกนำมาส่งถึงมือของกัส

                “1 ตัวเท่ากันงั้นหรือ”

                กัสหยุดคิดเล็กน้อยจากนั้นก็บดขยี้แมลงแล้วหลอมละลายมันด้วยพลังเวทจนกลายเป็นปุ๋ยสีเขียวข้นหยดลงบนหลุมผักกะหล่ำปลีหยกขาว

                อึดใจต่อมาเสียงแมลงก็ดังขึ้นมาอีกครั้งนี้กัสก็ไม่ได้ประมาทเขาส่งหัวสิงโตออกไปจัดการทันทีจนทำให้แมลงทั้งสองตัวแหลกละเอียดแล้วถูกส่งลงไปยังถังไม้ใบใหญ่ด้วยการช่วยเหลือของหัวสิงโตที่ตัวเขาบังคับได้ราวกับแขนขา

                ในขณะที่กัสจัดการแมลงไปสองตัวนั้นหัวสิงโตหัวหนึ่งที่เขากำลังจะสลายมันทิ้งไปก็เกิดปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมา

                พริบตาเดียวเท่านั้นมันก็บินออกไปจู่โจมใส่แมลงที่คลานอยู่บนพื้นดินตัวหนึ่งจนแหลกละเอียด

                เห็นแบบนั้นกัสก็นิ่งไปชั่วขณะก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมเมื่อตระหนักว่าผักกะหล่ำปลีหยกขาวต้นนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด

                เมื่อรู้ความแตกต่างแล้วกัสก็ไม่คิดที่จะประมาทอีกใส่ปุ๋ยรอบแรกจาก 1 กลายเป็น 3 รอบสองก็กลายเป็น 5 และเพิ่มขึ้นทีละ 2ตัวไม่มีหยุดจนสุดท้ายก็กลายเป็น 22 ตัวจากการเพิ่มขึ้นถึง 3ตัวในครั้งสุดท้ายซึ่งเกือบจะทำให้กัสพลาดแล้วหากไม่ใช่ว่าเขาระมัดระวังตัวมากกว่าเดิมหลายเท่า

                ในช่วงเวลาที่รับมือกับพวกแมลงกัสก็ไม่ลืมที่จะทำหน้าที่ของเขาให้สมบูรณ์ด้วยการส่งพลังเวทออกไปหลอมละลายซากแมลงจากระยะไกลที่แม้จะใช้พลังเวทเยอะกว่าบ้างแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาในตอนนี้

                วิชาใหม่ที่ยังไม่สมบูรณ์นั้นตัวเขาไม่กล้าที่จะใช้งานมันเต็มที่ก็จริงแต่ถ้าเป็นการกระตุ้นหัวใจเพียงอย่างเดียว เขายังกล้าที่จะทำมันอยู่

                ด้วยการส่งผ่านพลังเพียง5 เปอร์เซ็นต์ไปยังหัวใจพลังเวทของเขาก็ฟื้นฟูได้เร็วกว่าปกติมากทำให้กัสไม่จำเป็นต้องกลัวว่าพลังเวทจะหมดเลยสักนิด

                เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วน้องสาวคนเล็กก็วิ่งมาถึงแปลงผักด้วยท่าทีที่ตื่นเต้นยินดีเอามากๆและทันทีที่เธอมาถึงเด็กสาวก็วิ่งเข้ามากอดเอวของกัสเป็นอย่างแรกตามมาด้วยการลูบไปตามหน้าท้องด้วยความหวังที่เปี่ยมล้น

                แต่พริบตาเดียวก็กลายเป็นความผิดหวังเมื่อพบว่าหน้าท้องของกัสไม่ได้ขยายใหญ่ขึ้นเลย

                “อะไรกัน! ทำไมมันไม่ใหญ่ขึ้นละ”

                คำถามนี้ทำให้กัสยิ้มขำๆ พลางส่ายหน้าน้อยๆแทนการปฏิเสธและคิดในใจอย่างอดไม่ได้ว่าตัวเขาเองก็สงสัยเช่นกัน

                ซึ่งจริงๆแล้วกัสเริ่มสงสัยมาตั้งแต่ 3 ชั่วโมงแรกแล้ว

                เนื่องจากจำนวนของแมลงมันมากกว่าของหัวผักกาดแก้วมรกต3 ชั่วโมงของกะหล่ำปลีหยกขาวก็เลยเท่ากับ 5 ชั่วโมงของหัวผักกาดแก้วมรกตทำซึ่งตัวเขาที่รับมือพวกมันมาจนถึงจุดนี้ก็สมควรที่จะรู้สึกหิวโหยแล้ว

                แต่มันก็น่าแปลกที่เขายังไม่หิวเท่าไหร่นอกจากของกินเล่นที่กัสส่งเข้าปากไปแบบไม่คิดอะไรแล้วเขาก็ไม่ได้กินเสบียงที่พกมาด้วยเลยสักนิด

                เรื่องนี้นับเป็นเรื่องแปลกแต่มันก็สามารถมองเห็นความก้าวหน้าได้เช่นเดียวกันซึ่งทำให้กัสพึงพอใจไม่น้อยอยู่เหมือนกันแต่ก็แอบคิดหนักอยู่ในใจเช่นกันว่ามันจะมีอะไรไม่ถูกต้องหรือไม่

                คิดไปคิดมากัสก็ต้องส่ายหน้าพลางสะบัดหัวแรงๆ สองสามครั้งเพื่อสลัดความคิดที่น่ารำคาญนี้ทิ้งไป พลางขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความรู้สึกว่ามันไม่ใช่ตัวเขาเลยจริงๆ

                ‘แปลก..ข้าเป็นพวกย้ำคิดย้ำทำแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน’

                ตั้งแต่เมื่อวันก่อนที่น้องสาวคนเล็กทักเขาเรื่องการวางแผนกัสก็เริ่มมองดูตัวเองบ่อยๆ และพบว่านิสัยบางส่วนของเขาเปลี่ยนแปลงไปจริงๆ

                ในส่วนที่เปลี่ยนไปมากที่สุดนั้นคือนิสัยช่างคิดซึ่งต่างจากในอดีตที่เขาไม่ค่อยคิดเยอะหากจะพึ่งพาสัญชาตญาณเสียมากกว่าซึ่งก็เป็นไปตามนิสัยของเผ่าอสูร

                ทว่าตัวเขาในตอนนี้คิดเยอะมากคิดบ่อยและคิดอย่างลึกซึ้งมากกว่าเดิม แม้กระทั่งเรื่องที่สงสัยก็ยังถูกคิดอย่างละเอียดต่างจากเดิมที่แค่ได้คำตอบก็พอใจแล้ว

                ‘ไม่ไหวๆไม่ใช่ว่าวิญญาณของเจ้าบลูไซต์มันมาสิงข้าหรอกนะ’

                คิดๆ กัสก็ส่งเสียงหัวเราะขมๆออกมาจากนั้นโบกมือออกไปส่งคลื่นกระแทกเข้าใส่แมลงตัวหนึ่งจนกระเด็นออกไปก่อนจะถูกหัวสิงโตสีดำที่ไล่ตามมากัดเข้าเต็มเขี้ยว

                เมื่อน้องสาวคนเล็กมาส่งอาหารกลางวันเธอก็ทานกับกัสในแปลงผักเลยพอทานเสร็จก็หยุดมองกัสอยู่นานสองนาน จนกระทั่งเห็นว่ากัสรับมือได้อย่างสบายๆเธอก็เริ่มเบื่อเลยเดินออกไปหาอะไรอย่างอื่นทำแทน

                ส่วนตัวกัสก็นั่งคิดไปเรื่อยเปื่อยโดยไม่รู้สึกลำบากกินแรงอะไรความหิวโหยก็เพียงแค่เล็กน้อยจนกัสแทบไม่รู้สึกอยากกินเองก็เลยโยนเนื้อไปสองสามก้อนให้หัวสิงโตกินแทนเขาซึ่งเร็วกว่ามาก

                พริบตาเดียว10 ชั่วโมงก็ผ่านไปกะหล่ำปลีหยกขาวก็ถูกเก็บเกี่ยวทำให้ฝูงแมลงหยุดปรากฏตัวถือเป็นการจบการปลูกผักวิเศษที่ง่ายดายเป็นที่สุด

                กัสมองดูกะหล่ำปลีในมือจากนั้นก็ใส่ลงไปในกระเป๋าแล้วไปมองดูถังไม้ที่เต็มไปด้วยปุ๋ยสีเขียวข้น

                “นี่สิถึงจะเรียกว่างาน”

                เมื่อเทียบกับการปลูกผักวิเศษที่ทำได้เพียงนั่งๆ นอนๆเพื่อรอให้เวลาผ่านไปแล้ว กัสกลับคิดว่าการเอาปุ๋ยออกไปรดผักต่างหากถึงจะเรียกว่างานของจริง

                ในขณะที่คิดกัสก็ปีนขึ้นไปบนเก้าอี้แล้วส่งบัวรดน้ำลงไปตัดปุ๋ยขึ้นมาแล้วเริ่มเดินไปรดแปลงผักที่ปลูกฟักทองเนื้อแก้วเอาไว้ทีละแถวๆ

                ด้วยการใส่ปุ๋ยจนเต็มอัตรากัสยังต้องใช้เวลาอีก2 ชั่วโมงเศษกว่าฟักทองจะสุกเต็มที่และสามารถเก็บเกี่ยวได้

                ปุ๋ยส่วนที่เหลือก็ถูกนำไปรดผักชนิดอื่นซึ่งช่วยให้พวกมันเติบโตขึ้นอีกราว1 ส่วนโดยประมาณเพราะจำนวนที่มากเกินไปหน่อยของพวกมัน

                พอตกเย็นกัสก็ชวนทุกคนมาเก็บฟักทองเพื่อนำไปขายจากนั้นก็คิดคำนวณอีกเล็กน้อยก่อนจะนำกะหล่ำปลีหยกขาวมาทำกินเป็นมื้อเย็นแทนที่จะนำออกไปพร้อมกันด้วย

                เหตุผลที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะผักต่างชนิดไม่สามารถใส่กล่องเก็บใบเดียวกันได้ด้วยหลักการเดียวกับตะกร้าเก็บผัก

                แต่จะให้นำไปขายเพื่อเอาDP แค่ 15 หน่วยก็ไม่น่าพอใจสู้เอามากินให้อร่อยแทนน่าจะดีกว่าและมีประโยชน์ต่อสาวๆที่สูญเสียพลังกายไปมากจากค่ำคืนก่อนและงานที่หนักหนาสาหัสในวันนี้ด้วย

                ต่อจากนั้นกัสก็ซื้อหัวผักกาดแก้วมรกตมา40 หัวด้วยเงินที่ได้จากการขายฟักทอง 600 DP และ DP ที่ได้จากการขายไหเคลือบดินเผาอีก

                ตามมาด้วยกล่องเก็บที่มีสีสันเรียบง่ายแต่มองดูหรูหราซึ่งเก็บหัวผักกาดแก้วมรกตได้กล่องละ10 หัว ซึ่งกัสต้องซื้อมันถึง 4 กล่องรวมเป็น DP ถึง 40 DP

                พอเสร็จงานที่หนักหนาสาหัสและนำผักมาบรรจุใส่กล่องเรียบร้อยกัสก็เปิดปากบอกกับทุกคนเรื่องที่เขาจะออกไปจากดันเจี้ยนชั่วคราวเพื่อติดต่อกับทางตระกูล

                คำพูดนี้ของกัสราวกับระเบิดที่ถูกทิ้งลงกลางวงทำให้เด็กสาวทุกคนหยุดนิ่งไปในทันที

                สีหน้าของเหล่าเด็กสาวเต็มไปด้วยความหวังความคิดและความปรารถนาที่มากล้นจนมองเห็นได้ผ่านดวงตาที่ทอประกายวาววับของพวกเธอ

                เมื่อเห็นปฏิกิริยาตอบสนองนี้กัสถึงกับหมดสิ้นคำพูดไปในทันทีโดยไม่จำเป็นต้องตีความภาษากายของพวกเธอ เขาก็รู้สิ่งที่พวกเธอต้องการได้ไม่ยาก

                “บอกเอาไว้ก่อน..ข้าไม่ได้ไปเที่ยวแต่ต้องไปติดต่อกับสาขาของตระกูลในเมืองและอาจจะต้องอยู่ในสาขาตลอดเวลาที่ทำธุระซึ่งไม่สามารถบอกได้ว่านานขนาดไหนและพวกเจ้า..หากจะตามไปด้วยก็ไปได้แค่1คนเท่านั้นและคนที่ไปพร้อมกับข้าห้ามไม่ให้ออกจากสาขาของตระกูลจนกว่าข้าจะเสร็จสิ้นธุระ”

                คำพูดที่เด็ดขาดนี้ทำให้ความหวังของเด็กสาวหม่นแสงลงในทันทีความคิดที่จะได้ออกไปเที่ยวในเมืองสูญสลายหายไปจนกลายเป็นความผิดหวัง

                ทุกคนเริ่มลังเลใจเพราะว่าการออกไปครั้งนี้คงไม่มีเวลาให้เที่ยวเล่นอย่างที่กัสพูดจริงๆนอกจากนั้นพวกเธอก็ยังสงสัยว่าทำไมกัสต้องทำอะไรแบบนี้ด้วยจึงพากันมองมายังกัสด้วยท่าทีที่แตกต่างกัน

                กัสเองก็ยิ้มฝืนๆให้กับเด็กสาวทุกคนจากนั้นก็สงบจิตใจและเริ่มเล่าเรื่องบางเรื่องที่คิดว่าน่าจะเล่าได้ให้พวกเธอฟัง

                “พวกเจ้าคิดว่า..เมืองแห่งดันเจี้ยนของดันเจี้ยนแห่งนี้สงบสุขจริงๆหรือ ดูอย่างเจ้าหนูท่อที่พวกเราเจอในวันนั้นสิ..นั่นนะคือด้านมืดของเมืองแห่งนี้นอกจากนั้นแล้วสายข่าวของตระกูลยังมีข้อมูลอีกมากที่บอกให้รู้ว่าภายในเมืองนี้มีคลื่นใต้น้ำที่น่ากลัวเยอะมากมายโดยเฉพาะ..การลักพาตัวเด็กสาวๆ อย่างพวกเจ้าไปเพื่อเรียกค่าไถ..”