“หมอเทวดา...เหรอคะ?”
เซี่ยซูเหยาถามขึ้นเพราะไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
ทำไม “หมอเทวดา”ที่มีชื่อเสียงโด่งดังคนนั้นจึงมีท่าทางเหมือนตาลุงธรรมดาๆแบบนี้?
“ไม่มีคนเรียกฉันแบบนั้นหลายปีแล้วนะเนี่ย?”
อู๋เจี่ยหัวเราะเบาๆเขาไม่มีท่าทีหนักอกหนักใจเลยแม้แต่นิดเดียว ผิดกับเซี่ยซูเหยาที่เอาแต่จ้องมองเขาขึ้นๆลงๆไม่หยุด
“สาวน้อย...มองฉันทำไมเนี่ย?”
“พี่หญิงคะ...คือว่าคนๆนี้?”
“ไม่ใช่หรอก...คนๆนี้ไม่ได้มีร่างกายพิเศษเขาก็แค่คนอายุสี่สิบปลายๆธรรมดาๆนั่นแหละ...”
ไป่ฟานเซียนรู้ว่าเซี่ยซูเหยาจะถามอะไร เธอประเมินตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว อย่างมากหมอเทวดาคนนี้ก็มีอายุอานามไม่น่าจะเกินห้าสิบปีไปได้
“ถ้าแบบนั้นคุณก็ไม่มีสิทธิ์มาเรียกฉันว่าสาวน้อยค่ะ!” เซี่ยซูเหยาเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายอายุน้อยกว่าตนแน่นอรนแล้วก็เชิดหน้าขึ้นราวกับภูมิใจหน่อยๆ
“เดี๋ยวๆนี่อะไรเนี่ย?”
อู๋เจี่ยถามอย่างงุนงงตาลุงวัยกลางคนแบบเขาจะเรียกหญิงสาวอายุยี่สิบกว่าๆว่าสาวน้อยมันผิดตรงไหนกัน?
“ฉันอายุมากกว่าคุณค่ะเรียกฉันว่าพี่เซี่ย ปรมาจารย์เซี่ย หรือ คุณเซี่ยก็ได้นะคะ” หญิงสาวพูดอย่างอารมณ์ดีขึ้นมานิดหน่อย
“เซี่ย...?”
อู๋เจี่ยพึมพำขณะที่พยายามนึกแล้วเขาก็ต้องเบิกตากว้าง “อย่าบอกนะว่าเธอคือนางพญาแม่ม่ายแดง เซี่ยซูเหยาคนนั้น!?”
“ถูกต้องค่ะ”
อู๋เจี่ยเหม่อมองเซี่ยซูเหยาอย่างตกตะลึงชื่อของนางพญาแม่ม่ายแดงคือชื่อที่เขาย่อมเคยได้ยินในเส้นทางของผู้ฝึกตน ความน่ากลัวของเธอเป็นที่เลื่องลือขนาดที่มาถึงหูเขาได้ ตัวตนระดับปรมาจารย์ในยุคนั้นเป็นเหมือนเป้าหมายที่พวกเขาพยายามจะไปให้ถึง
แม้อู๋เจี่ยจะวุ่นวายกับการรักษาผู้คนรวมถึงฝึกตนแต่เขาก็พอจะรู้จักตัวตนที่มีชื่อเสียงมาบ้างเช่นกัน
ดังนั้นสิ่งที่เธอพูดย่อมเป็นความจริงเธออายุมากกว่าเขาเสียอีก!
แต่ดูแล้วเธอก็ไม่ได้ดูน่ากลัวนี่นา?
เขาเริ่มรู้สึกคันไม้คันมือตงิดๆอยากจะทดลองเพื่อค้นหาความลับของร่างกายที่ไม่แก่เฒ่านี่เสียแล้ว
“เอาเถอะ...เธอก็อายุมากกว่าฉันไม่เท่าไร”เขาถอนหายใจออกมาขณะที่สูดเอาสมุนไพรที่อัดเป็นแท่งนั้นเข้าไปในปอดสูดใหญ่
“...แล้วสาวน้อยอีกคนชื่ออะไร?”ชายกลางคนหันไปถามไป่ฟานเซียน บอกตามตรงเขาค่อนข้างจะสนใจสาวน้อยคนนี้มากกว่าเพราะตั้งแต่ที่นางเข้ามาเขากลับไม่สามารถรับรู้ระดับของนางได้เลยแม้แต่น้อย
“พี่หญิงไป่อายุมากกว่าฉันอีกค่ะ!”
เซี่ยซูเหยาพูดเสียงดุ พอได้รู้จักและค้นพบว่าเป็นคนจากมิติอื่นเช่นเดียวกันจึงทำให้พวกเขาสนิทใจกันได้ไม่ยาก ในสถานที่ซึ่งเหมือนกับอยู่ต่างบ้านต่างเมืองเช่นนี้การได้เจอคนที่มาจากที่เดียวกันจะคุยกันถูกคอก็ไม่แปลก
แต่คำพูดของหญิงสาวก็ทำให้อู๋เจี่ยอ้าปากค้าง
เขาขยี้ตาแล้วจ้องมองไป่ฟานเซียนชัดๆ
“ไม่มีทางๆ...ดูยังไงก็เป็นสาวน้อยอายุยี่สิบกว่าๆแน่นอน”
ไป่ฟานเซียนเองก็ขี้เกียจจะอธิบายอะไร นางปล่อยให้ทั้งสองคนสนทนากันต่อไป ทำให้พวกนางได้รับรู้เรื่องราวของหมอเทวดาคนนี้มากขึ้น
มันเป็นอย่างที่เคยคาดเดา อู๋เจี่ยสามารถบรรลุระดับปรมาจารย์ได้ตั้งแต่ปีแรกที่ปิดด่านฝึกตนแล้วเพียงแต่ก่อนที่เขาจะออกมากลับพบเข้ากับห้องลับที่ผนังถ้ำ และด้วยความขี้สงสัยเป็นเหตุเขาจึงโดนดูดเข้ามาที่มิตินี้ตั้งแต่ตอนนั้นเอง
“...เข้าใจแล้วทำให้ทางนั้นเป็นห่วงกันวุ่นวายเลยสินะ” อู๋เจี่ยถอนหายใจเขานึกไปถึงโลกทางฝั่งนู้นที่เขาจากมา ทั้งคนไข้ของเขา ชาวหมู่บ้านใต้เมฆาหรือลูกศิษย์ของเขาก็คงจะร้อนใจแน่ๆที่เห็นเขาหายไป
“เจ้าไม่พบวิธีการที่จะกลับไปหรือ?”ไป่ฟานเซียนถามสิ่งที่นางสัยสัยที่สุด
เพราะนี่ก็ผ่านมาหลายปีแต่เขาก็กลับยังไม่ยอมกลับไป ดังนั้นก็มีความเป็นไปได้ที่น่ากลัวที่สุดอย่างการที่ “ไม่มีวิธีกลับ”อะไรแบบนี้จะเกิดขึ้นจริงๆ
แต่ว่า
“มีสิวิธีกลับไปน่ะ”
“...”
ไป่ฟานเซียนรู้สึกว่าคิ้วนางกระตุกเบาๆ
ทำไมนางรู้สึกเหมือนกำลังโดนตาลุงนี่กวนประสาทอยู่อย่างไรก็ไม่รู้ โดยเฉพาะในตอนที่เขาตอบกลับมาด้วยสีหน้าปกติธรรมดาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้
“...แต่ฉันยังกลับไปไม่ได้หรอก”
ตอนที่อู๋เจี่ยพูดประโยคนี้ไป่ฟานเซียนสามารถรับรู้ถึงความมุ่งมั่นบางประการจากน้ำเสียงและแววตาของเขาได้
“ออกไปดูข้างนอกกันไหม?”
ที่ด้านนอกของบ้านอู๋เจี่ยคือแปลงสมุนไพรมากมายที่ไป่ฟานเซียนเห็นมาแล้วเมื่อครู่แต่เซี่ยซูเหยาที่ยังไม่เห็นกำลังเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“จะว่าไปพวกเธอหลุดเข้ามิตินี้มาสองคนเหรอ?” ระหว่างทางอู๋เจี่ยที่อยู่ในชุดกาวน์หันมาชวนคุยเขายังคาบบุหรี่สมุนไพรที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาเอาไว้อยู่
“ไม่ใช่หรอกค่ะ...ยังมีอีกหลายคน แล้วก็มีเด็กๆอีกสามคนด้วย”
พอพูดถึงตรงนี้เซี่ยซูเหยาก็เริ่มกังวลใจขึ้นอีกครั้ง
“...ไม่เป็นไรร่างกายของพวกนางไม่ได้อ่อนแอ มันมีพลังปราณและเจตจำนงของข้าปกป้องอยู่ อย่างน้อยในระยะเวลานี้พวกนางจะไม่เป็นไร”
ไป่ฟานเซียนปลอบนางไม่อยากให้เซี่ยซูเหยารู้สึกผิดอีก
ทั้งนางยังสามารถรับรู้ได้ว่าเด็กพวกนั้นยังปลอดภัยแน่นอน
อู๋เจี่ยเพียงรับฟังเงียบๆเขาสามารถรับรู้ถึงความเสียใจของเซี่ยซูเหยาได้ จึงพยายามที่จะเปลี่ยนเรื่อง
“แต่พวกเธอนี่ก็ซวยเหมือนกันนะ คงเป็นเพราะความสงสัยเหมือนกันล่ะสิท่าถึงได้ไปลองเปิดเจ้าประตูมิตินั่นน่ะ”
“แล้วคิดว่าเพราะใครหายไปกันล่ะคะ!” เซี่ยซูเหยาที่กำลังเศร้าเปลี่ยนอารมณ์ในทันทีเธอหันไปบ่นอู๋เจี่ยเสียหลายคำจนพบว่าตัวเองรู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย
บางทีผู้ชายคนนี้ก็คงจะเป้นหมอที่ดีคนหนึ่งจริงๆ...
บ้านของอู๋เจี่ยตั้งแยกออกมาเป็นเอกเทศแต่เมื่อเดินเข้าไปในบริเวณหมู่บ้านเขากลับได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหูสุนัขหรือหูแมวเมื่อเห็นอู๋เจี่ยเดินมาล้วนทักทายอย่างเป็นมิตรทั้งสิ้น
ในยามที่พวกเขาเห็นหญิงสาวทั้งสองคนพวกเขากลับมองอย่างตกใจ แต่ก็ไม่ได้กระทำการไม่สุภาพใดๆและแอบมองอย่างเงียบๆก็เท่านั้น
“เป็นคนดังน่าดูเลยนะคะ...”เซี่ยซูเหยาพูด ทุกคนในหมู่บ้านนี้ดูเหมือนจะรักและเคารพผู้ชายคนนี้มาก
อู๋เจี่ยหัวเราะเบาๆ
“พวกเขาเป็นผู้ที่หลบหนีจากปัญหาความขัดแย้งน่ะ”
เขาพูด ขณะเดียวกันก็มีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่มีหูแมวและหูสุนัขอยู่บนหัววิ่งเข้ามาหา
“คุณหมอจะไปไหนเหรอคะ?”
หนึ่งในนั้นดึงเสื้อกาวน์ของอู๋เจี่ยและถามอย่างไร้เดียงสา
ชายวัยกลางคนยิ้มให้กับเด็กๆขณะที่ปากก็ยังอธิบายสถานการณ์ของโลกมิตินี้ให้ทั้งสองคนฟัง
“อย่างเช่นเด็กๆพวกนี้ พวกเธอสูญเสียครอบครัวไปเพราะการต่อสู้ระหว่างเผ่าพันธุ์ พวกเธอไม่ได้ผิดอะไรเลย แค่พวกเธอเกิดมาก็ต้องมาแบกรับความแค้นที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษแบบนี้แล้ว”
อู๋เจี่ยล้วงเข้าไปหยิบเอาสิ่งที่คล้ายลูกอมเม็ดกลมๆจากกระเป๋าเสื้อมาแจกเด็กๆ ไป่ฟานเซียนรู้ว่านั่นคือโอสถระดับแรกชนิดหนึ่งที่มีรสหวาน
เด็กๆที่ได้รับขนมล้วนตื่นเต้นดีใจพวกเธอหันมาขอบคุณอู๋เจี่ยก่อนจะโบกมือให้พวกเขาจนลับสายตา
“หมู่บ้านนี้คือการรวมตัวกันของผู้อพยพผู้ที่สูญเสียบ้าน สูญเสียร่างกายหรือเจ็บป่วย สำหรับพวกเขาแล้วสงครามและความขัดแย้งมันก็แค่เรื่องไร้สาระพวกเขาแค่อยากจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเท่านั้น”
ตอนที่พูดจบอู๋เจี่ยก็เดินมาจนถึงที่หน้าหมู่บ้านซึ่งติดกับป่าแล้ว
“ในป่าแห่งนี้มีสัตว์อสูรซึ่งมีพลังต่อสู้ระดับจอมยุทธ์อยู่ประปราย...สำหรับมิติแห่งนี้ที่ไม่มีตัวตนระดับปรมาจารย์อาศัยอยู่แค่สัตว์อสูรพวกนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้มันถูกเรียกว่าป่าต้องห้ามแล้ว”
“เพราะฉะนั้นฉันจึงจำเป็นต้องอยู่ที่นี่...และสร้างหมู่บ้านขึ้นที่อีกฝั่งของป่าแบบนี้ ถ้ามีตัวตนระดับปรมาจารย์ปกป้องอยู่ต่อให้จะเป็นกองทัพของฝ่ายใดหรือสัตว์อสูรในป่าก็ทำอะไรพวกเขาไม่ได้”
ไป่ฟานเซียนเข้าใจในสิ่งที่หมอเทวดาคนนี้ทำ
จากที่ได้ยินมาตั้งแต่อยู่โลกปัจจุบันเขาก็คอยช่วยเหลือและรักษาให้เหล่าผู้ฝึกตนและชาวบ้านอย่างไม่รังเกียจและแบ่งแยกว่าอยู่ฝั่งใดสิ่งที่เขาทำก็แค่ช่วยเหลืออย่างเต็มที่และรักษาพวกเขาเหล่านั้นให้หายดีเท่านั้น
ดังนั้นพอมาโผล่ในมิตินี้แม้จะพบหนทางกลับบ้าน แต่คนเหล่านี้ยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากเขาอยู่ หากอู๋เจี่ยจากไปชาวบ้านและเด็กๆที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ต้องไม่รอดอย่างแน่นอน
“ก็แบบนั้นแหละ...เดี๋ยวฉันจะบอกวิธีกลับบ้านให้พวกเธอก็กลับไปก่อนแล้วกัน”
ตอนที่พูดคำนี้อู๋เจี่ยเต็มไปด้วยความผ่อนคลายหมายความว่าผู้ชายคนนี้เตรียมใจมาดีแล้ว
เซี่ยซูเหยาและไป่ฟานเซียนหันมามองหน้ากัน พวกนางสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นของหมอเทวดาคนนี้จากท่าทางและการแสดงออกได้เป็นอย่างดี
“...ความจริงข้ามีเรื่องอยากจะถามเจ้าเรื่องหนึ่ง”
ไป่ฟานเซียนพูดขึ้นหลังจากที่ขบคิด
“ก่อนหน้านี้เจ้ามีปัญหาในการฝึกตนใช่หรือไม่?...ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สามารถที่จะก้าวสู่ระดับรวมปราณขั้นแรกได้?”
คำถามของไป่ฟานเซียนทำให้อู๋เจี่ยประหลาดใจเพราะเรื่องนั้นมีเพียงไม่กี่คนที่เคยรู้ ก่อนที่เขาจะถูกเรียกว่าหมอเทวดาก็ไม่ได้โด่งดังอะไรมากมายนัก
“ใช่แล้วล่ะ...เธอถามทำไมเหรอ?”
“...มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นเหมือนเจ้า ข้าอยากขอร้องให้เจ้ารักษานาง” ไป่ฟานเซียนพูดเสียงอ่อน เขาคนนี้คือความหวังเดียวที่จะช่วยเหลือฮุ่ยเอ๋อได้
อู๋เจี่ยที่ได้ยินก้มลงทำสีหน้าครุ่นคิด ก่อนที่สักพักเขาจะถอนหายใจออกมา
“...พาเด็กคนนั้นมาหาฉันได้ไหม?”
“...ข้าจะพยายาม” ไป่ฟานเซียนโล่งใจไปได้เปราะหนึ่งตอนนี้ปัญหาใหญ่ของนางก็คือการตามหาเด็กๆพวกนั้นรวมถึงผู้ติดตามของนางให้เจอ ส่งฮุ่ยเอ๋อให้หมอเทวดารักษา แล้วก็ให้เขาบอกวิธีการที่จะกลับไปยังบ้านของพวกนาง
“ถ้าพวกเธออยากจะหาข่าวสารก็ลองไปที่เมืองดูสิ”
อู๋เจี่ยแนะนำหลังจากที่เข้าใจจุดประสงค์ทั้งหมด เขาจะพยายามช่วยเหลือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ดังนั้นการไปค้นหาจากในเมืองที่มีทั้งพ่อค้าและนักเดินทางรวมตัวกันอยู่ก็น่าจะช่วยได้ระดับหนึ่ง
“...แต่ขอเตือนพวกเธอไว้เรื่องหนึ่ง” ชายวัยกลางคนหยุดคิด “สำหรับมิตินี้แล้วมนุษย์อย่างเราๆค่อนข้างที่จะเป็นตัวตนที่แปลกประหลาด”
“ตามตำนานของพวกเขาคนที่พามนุษย์สัตว์มาที่มิตินี้ก็คือมนุษย์มนุษย์ถ่ายทอดวิทยาการและความรู้ไว้ให้จนพวกเขาสามารถอยู่รอดได้ด้วยตัวเองก่อนที่มนุษย์ทุกคนจะหายตัวไป”
“ดังนั้นสำหรับพวกเขานอกจากเผ่าพันธุ์แล้วสิ่งที่แบ่งแยกพวกเขาอีกอย่างก็คือ ศาสนา”
“มนุษย์สัตว์ครึ่งหนึ่งยังนับถือและศรัทธาในตัวมนุษย์ พวกเขาเชื่อว่ามนุษย์คือผู้มีพระคุณและสำนึกในบุญคุณนั้นเสมอมา”
“แต่อีกศาสนาหนึ่งกลับมีความเชื่อว่ามนุษย์นั้นทอดทิ้งพวกเขาอย่างไม่มีเหตุผล พวกเขากลุ่มนี้จะเกลียดชังมนุษย์มากแม้จะไม่พบเจอมนุษย์ตัวเป็นๆมาหลายยุคหลายสมัย แต่คำสอนที่ว่ามนุษย์เป็นศัตรูก็ยังฝังรากลึกอยู่ ดังนั้นพวกเธอต้องระมัดระวังตัวให้ดี”
เมื่อพูดจบเซี่ยซูเหยาก็เริ่มเป็นกังวลขึ้นมาเธอหันไปถามอู๋เจี่ยว่า
“แล้วเวลาที่คุณออกไปข้างนอกคุณทำยังไงเหรอคะ?”
เธอพอจะเข้าใจว่าชาวหมู่บ้านนี้น่าจะสำนึกและนับถืออู๋เจี่ยอย่างยิ่งจากการแสดงออกที่เห็นเมื่อครู่ มันจึงไม่เป็นปัญหาที่จะเปิดเผยตัวตนที่นี่ แต่มันก็ใช่ว่าอู๋เจี่ยจะอยู่แต่หมู่บ้านเสียเมื่อไร ก่อนจะสร้างที่นี่เขาก็ย่อมต้องเคยผจญภัยอยู่ที่ด้านนอกม่าอนเหมือนกัน
“...ฉันปลอมตัวน่ะ”
อู๋เจี่ยดูจะไม่อยากตอบคำถามนี้เท่าไรเขามีท่าทีอ้อมแอ้มทั้งยังไม่กล้าสบตากับหญิงสาวทั้งสองคน
“ปลอมตัว?”
เมื่อเห็นว่าคงจะเลี่ยงไม่ได้แล้ว อู๋เจี่ยก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อกาวน์แล้วหยิบบางสิ่งออกมา
“...ที่คาดผมหูแมว...เหรอคะ?”
“อื้ม”
ชายวัยกลางคนพยักหน้ารับ ในมือของเขามีหูแมวสีดำและสีชมพูสองอันที่ดูเหมือนของจริงอยู่เขาเกาหน้าด้วยความรู้สึกกระดากใจแปลกๆที่ต้องอธิบายอะไรแบบนี้
“ก็เหมือนกับคอสเพลย์ในโลกของเรานั่นแหละ...แค่พวกเธอติดหูแมวกับหางแมวที่ทำพิเศษพวกนี้เอาไว้ก็ไม่มีใครจับได้แล้ว”
เขาพูดจบก็หยิบเอาหางแมวที่เข้าคู่กันออกมาให้ด้วย
“...ฉันไม่บังคับพวกเธอหรอกนะจะใส่หรือไม่ใส่ก็แล้วแต่” อู๋เจี่ยรู้สึกขนลุกแปลกๆยามที่สายตาของไป่ฟานเซียนจับจ้องมาทางนี้เขารีบส่ง “อุปกรณ์ปลอมตัว” ทั้งหมดใส่มือเซี่ยซูเหยาอย่างรวดเร็ว
“...”
เซี่ยซูเหยาขมวดคิ้วในตอนที่รับของเล่นคอสเพลย์พวกนี้ไว้ เธอกำลังจะส่งเสียงบ่นอู๋เจี่ยไปสักคำ แต่เมื่อเธอคิดอะไรบางอย่างได้ก็รีบหันขวับไปทางไป่ฟานเซียน
เธอจับจ้องไปยังพี่หญิงของเธออย่างไม่วางตา
แม้แต่ไป่ฟานเซียนยังรู้สึกแปลกๆเมื่อสบเข้ากับสายตาของเซี่ยซูเหยา
อู๋เจี่ยที่อยู่ข้างๆรู้สึกว่าลมหายใจของแม่คนนี้เริ่มจะรุนแรงขึ้นแปลกๆ ทั้งใบหน้าก็เริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อ
“...ใส่กันเถอะค่ะพี่หญิง”
น้ำเสียงของเซี่ยซูเหยาสั่นเบาๆยามที่เริ่มจินตนาการถึงพี่หญิงที่ทั้งแสนงดงามและทรงอำนาจ ท่าทางการแสดงออกของนางนั้นแสนจะเย็นชา แต่บนศรีษะกลับปรากฏหูแมวสีดำอันเล็กที่กำลังขยับดุ๊กดิ๊กเอาไว้อยู่
แค่เธอเริ่มคิดเซี่ยซูเหยาก็รู้สึกว่าเลือดกำเดาของเธอกำลังจะไหลออกมาอย่างควบคุมไม่ได้แล้ว!
“...จะดีรึ?”
ไป่ฟานเซียนเองก็ไม่คิดว่าเซี่ยซูเหยาจะเปลี่ยนใจเร็วขนาดนี้ไม่ใช่ว่าตอนแรกเธอคนนี้ยังทำท่าดูจะไม่พอใจอยู่เลยไม่ใช่หรือไร?
“ดีสิคะ!ดะ...โดยเฉพาะเจ้าหางนี่?”
อู๋เจี่ยรีบเขยิบออกมาเว้นระยะห่างจากแม่สาวที่กำลังถือหางสีดำของแมวไว้ด้วยสองมือและสายตาของเธอกำลังจับจ้องไปยังส่วนใดส่วนหนึ่งบนร่างกายไป่ฟานเซียน
...นั่นมันก็แค่หางที่ติดกับเข็มขัดไม่ใช่หรือไง!?
ว่าแล้วเชียว “นางพญาแม่ม่ายแดง”นี่น่ากลัวยิ่งกว่าข่าวลือที่ได้ยินมาเสียอีก!