หนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล]

    ตอนที่ 37 หมากสุดท้ายของชายชรา

    จ้าวหยวนซานแทบสำลักเขามองชายหนุ่มอย่างมีเลศนัยแวบหนึ่ง “หวังว่าอีกเดี๋ยวเจ้าจะยังยิ้มได้นะ”

            พูดจบจ้าวหยวนซานก็ไม่สนใจจะลับฝีปากกับหลันเฟิงอีกบางเรื่องหลันเฟิงพูดออกมาได้ แต่เขากลับพูดไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรเสียพละกำลังและฐานะของทั้งสองก็ห่างชั้นกันหากพูดมากไปก็มีแต่จะทำให้คนอื่นหัวเราะเยาะว่าเขารังแกชนรุ่นหลังและยิ่งไปกว่านั้นฝีปากของหลันเฟิงก็ค่อนข้างแหลมคม เขาไม่มั่นใจว่าจะสู้ได้จริงๆ

            “ร้ายกาจ!” หยางจ้านแอบยกนิ้วโป่งให้หลันเฟิง

            ในตำบลเฟิงแห่งนี้มีผู้ที่ทำให้จ้าวหยวนซานเสียเปรียบด้านฝีปากได้ไม่มากนัก!

            หลันเฟิงหัวเราะน้อยๆไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ มันไม่ได้มีอะไรให้น่าภูมิใจนัก

            รอจนจ้านหยวนซานจากไปหยางเอ้าถึงได้หันหน้าไปเอ่ยกับหลันเฟิงด้วยเสียงแผ่วเบาพร้อมกับถอนหายใจ“หลันเฟิง เจ้าไปลับฝีปากกับเขา มันไม่ฉลาดเลย!”

            “เพราะอะไรหรือ”

            “ในการล่าประสบการณ์กลุ่มอาวุโสของพวกเราจะคอยปกป้องคุ้มครองพวกเจ้าอยู่ด้านหลังเพราะหากพวกเจ้าเจอปีศาจอสูรที่ร้ายกาจเกินไป และพวกเจ้ารับมือไม่ทันก็ต้องให้พวกเราออกหน้าจัดการ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของพวกเจ้า และครั้งนี้อาวุโสตระกูลจ้าวบังเอิญรับหน้าที่คุ้มครองสมาชิกตระกูลหยางของพวกเราพอดีเจ้าไปล่วงเกินเขาแบบนี้ หากเจ้าพบอันตราย เกรงว่าตาเฒ่านั่นคงละเลยหน้าที่ไม่ยอมช่วยเหลือเจ้าแน่” อาวุโสใหญ่หยางเอ้าขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วเอ่ยอย่างกังวลใจ

            เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้อาวุโสของตระกูลต่างๆช่วยเหลือลูกศิษย์ของตนเอง ทั้งสามตระกูลจึงคิดวิธีป้องกันเช่นนี้ออกมา

            เมื่อได้ยิน หลันเฟิงกลับส่ายหน้า“ท่านอาวุโสใหญ่คิดมากเกินไปแล้ว ข้าคิดว่าไม่ว่าข้าจะล่วงเกินจ้าวหยวนซานหรือไม่เขาก็เฝ้าภาวนาอยากให้ข้าตกตายอยู่ในป่าอสูรอยู่แล้วขอรับ”

            หยางเสวี่ยคนเดียวก็เพียงพอที่จะเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ของตระกูลจ้าวแล้วหลันเฟิงจึงยิ่งทำให้คนของตระกูลจ้าวเหมือนนั่งอยู่บนกองไฟ

            คนของตระกูลจ้าวไม่กล้าแตะต้องหลันเฟิงอย่างเปิดเผยจึงทำได้เพียงหวังว่าเขาจะตายอยู่ในป่าอสูรแห่งนี้!

            ด้วยเหตุนี้อาวุโสตระกูลจ้าวที่รับหน้าที่ปกป้องคุ้มครองเหล่าอัจฉริยะตระกูลหยางนั้นคงไม่มีทางลงมือช่วยเหลือตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

            เมื่อได้ฟังเช่นนี้อาวุโสใหญ่ก็เงียบขรึมไปก่อนยิ้มขื่น “นั่นสินะ ความคิดของพวกเขาคงเป็นเช่นนั้นจริงๆ”

            หยางเอ้าสูดลมหายใจลึกเข้าไปเฮือกหนึ่งจิตใจหนักอึ้ง เอ่ยด้วยเสียงเคร่งขรึมว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ระวังๆ หน่อย ในป่าอสูรมีปีศาจอสูรมากมายหากบังเอิญพบกับปีศาจอสูรที่ร้ายกาจเกินไปเข้าล่ะก็... เจ้าต้องดูแลตัวเองให้ดีล่ะ!”

            เมื่อเห็นหยางเอ้าพูดอย่างจริงจังเช่นนี้หลันเฟิงเองก็พยักหน้าอย่างจริงจัง “ข้าจะระวังตัวขอรับ”

            “เฮ้อหากรู้เช่นนี้ ตอนแรกข้าคงไม่รีบเสนอให้เจ้าเข้าร่วมการล่าประสบการณ์แล้ว” หยางเอ้ารู้สึกเสียใจภายหลัง

            ยามนี้หยางจ้านจึงเอ่ยปากปลุกปลอบเขา“ท่านปู่ ท่านเองก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกินไปนัก ยังมีพวกเราอยู่นะ”

            หยางเอ้าจ้องมองหยางจ้านอยู่ชั่วครู่แล้วพลันเอ่ยปากขึ้น“เสี่ยวจ้าน ปู่ต้องรบกวนเจ้าเรื่องหนึ่ง”

            เรื่องนี้ทำให้หยางจ้านตกใจจนสะดุ้งโหยงจึงรีบร้อนเอ่ยว่า“ท่านปู่สั่งมาได้เลย”

            “หลันเฟิงคืออัจฉริยะที่หายากในรอบร้อยปีของตระกูลหยางของเราหลังจากที่พวกเจ้าเข้าไปในป่าอสูรแล้ว ต้องระวังให้มากหากพบกับปีศาจอสูรที่ต้านทานไม่ไหว...” หยางเอ้าชะงักเล็กน้อย สูดลมหายใจเข้าลึกๆเฮือกหนึ่ง ก่อนเอ่ยข้างหูของหยางจ้านด้วยเสียงแผ่วเบา

            “ต่อให้เจ้าต้องสละชีพก็ต้องรักษาทางรอดไว้ให้หลันเฟิง! พวกเจ้าทั้งเก้า ผู้ใดก็ตายได้ทั้งนั้น มีเพียงหลันเฟิงที่ห้ามตาย!” เมื่อเอ่ยมาถึงประโยคนี้ น้ำเสียงของเขากลับสั่นเทา

            หยางจ้านกวาดตามองหลันเฟิงครู่หนึ่งด้วยแววตาสลับซับซ้อนก่อนหลับตาลงสูดลมหายใจลึกเข้าไปเฮือกหนึ่งแล้วพยักหน้าอย่างยากลำบาก

            จนถึงยามนี้เขาถึงได้เข้าใจว่าอาวุโสในตระกูลให้ความสำคัญกับหลันเฟิงขนาดไหน!

            มองชายหนุ่มหน้าตาหมดจดหยางจ้านรู้สึกอิจฉาริษยาอยู่หน่อยๆ จริงๆ !

            ทว่าแม้ใจจะไม่ค่อยสบายนักแต่สำหรับคำสั่งของท่านปู่ หยางจ้านกลับตัดสินใจจะทำตามโดยไม่ขัดขืน

            จากนั้นไม่นาน อาวุโสตระกูลหวังก็ทยอยกันเดินมานอกจากนี้ยังมีปรมาจารย์ตีเหล็กเฟิงเทียนกังเจ้าของร้านเฟิงหยาง รวมทั้งอาจารย์ยาเฝิงอี้เจ้าของร้านยาอวี้เหอ

            อาวุโสใหญ่หยางเอ้าและอาวุโสรองหยางเจิ้นเดินเข้าไปหาพวกเขาพลันล้อมวงปรึกษาอันใดกันด้วยเสียงแผ่วเบา

            หลังจากผ่านไปครึ่งเค่อในมือของพวกเขาก็ถือขวดหยกสีเขียวมรกตและกล่องไม้จันทน์เอาไว้พลางเดินมาเป็นขบวน

            ผู้ที่รับหน้าที่ดูแลตระกูลหยางคืออาวุโสรองหยางเจิ้น

            หยางเจิ้นเปิดจุกไม้ที่ขวดหยกออกกลิ่นหอมโชยออกมา ช่างเย้ายวนใจเป็นอย่างมาก

            “ในขวดบรรจุยามรกตไว้เมื่อกินเข้าไป ภายในสามวันไม่ว่าพวกเจ้าจะถูกปีศาจอสูรหรือมนุษย์สังหารเจ้าลงมือกับปีศาจอสูรหรือมนุษย์ ตรงหว่างคิ้วจะมีรอยสีเขียวปรากฏและในรอยสีเขียวนี้ก็มีกลิ่นอายเฉพาะของพวกเจ้าอยู่” หยางเจิ้นพูดพลางเทเม็ดยาสีเขียวขนาดเท่าหัวแม่มือออกมาจากขวดหยกแล้วแบ่งให้อัจฉริยะทั้งเก้าของตระกูลหยาง

            “ประโยชน์ของมันนั้นเข้าใจง่ายมากประการแรกคือทำสัญลักษณ์กับปีศาจอสูรที่ถูกเจ้าสังหาร เพื่อพิสูจน์ว่าปีศาจอสูรถูกพวกเจ้าสังหารจริงประการที่สองคือป้องกันไม่ให้คนนอกลงมือจัดการกับพวกเจ้า”

            หลังจากที่แบ่งยามรกตเสร็จแล้วหยางเจิ้นก็เปิดกล่องไม้จันทน์ออก ด้านในมีเข็มบางๆ เก้าเล่มวางอยู่

            “เข็มบางเหล่านี้มีชื่อว่าเข็มรวบรวมกลิ่นอายเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากพลังโบราณมันสามารถสัมผัสกลิ่นอายที่แฝงอยู่ในรอยสีเขียวได้ เมื่อพวกเจ้าสังหารปีศาจอสูรได้ก็แค่ต้องเอาเข็มรวบรวมกลิ่นอายปักเข้าไปในรอยสีเขียวตรงหว่างคิ้วก็จะเก็บกลิ่นอายพวกมันไว้ได้”

            เขามองไปรอบด้านก่อนเอ่ยต่อ “สุดท้ายนี้พวกเจ้าต้องเอาเข็มรวบรวมกลิ่นอายกลับมาด้วยพวกเราจะมีคนตรวจสอบจำนวนกลิ่นอายและระดับโดยเฉพาะ ส่วนคะแนนในการล่าประสบการณ์ก็จะจัดเรียงตามจำนวนกลิ่นอายและระดับที่รวบรวมได้ดังนั้นหากพวกเจ้าสังหารปีศาจอสูรได้ ก็อย่าลืมเอาเข็มรวบรวมกลิ่นอายจิ้มไปที่รอยสีเขียวบนหว่างคิ้วของมันเด็ดขาด”

            “ยามรกตเข็มรวบรวมกลิ่นอาย...จุ๊ๆ ช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก!”หลันเฟิงที่ได้ฟังคำแนะนำของหยางเจิ้นก็ตะลึงงัน

            ชายชราที่อยู่ด้านข้างพลันเอ่ยอย่างเหยียดหยาม“ต่อให้มหัศจรรย์แค่ไหน ก็เป็นแค่ของเล่นเท่านั้น!”

            หลันเฟิงยักไหล่แล้วเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ“ก็อาจจะกระมัง”

            ของเล่นเหล่านี้หากนำมาใช้ให้ถูกที่กลับสามารถเพิ่มประสิทธิภาพที่คาดไม่ถึงได้ เทียบได้กับยาลูกกลอนและศาสตรายุทธ์ที่น่าเย้ายวนใจเหล่านั้นทว่าชายชรากลับดูไม่ค่อยสนใจสิ่งเหล่านี้นัก

            “ใช่แล้วอีกเดี๋ยวเจ้าใช้คาถาเพลิงคลั่งสังหารปีศาจอสูรเสีย”ชายชราเงียบขรึมไปเล็กน้อยแล้วเอ่ยเตือนด้วยเสียงแผ่วเบา “อย่าเพิ่งใช้กระบี่จุยเฟิงหากพบกับปีศาจอสูรที่ใช้คาถาเพลิงคลั่งจัดการไม่ได้ ค่อยใช้กระบี่จุยเฟิง”

            พลานุภาพของกระบี่จุยเฟิงไม่ด้อยไปกว่าศาสตรายุทธ์ระดับสุดยอดปกติแล้วมีเพียงผู้ที่อยู่ในระดับอาวุโสของตระกูลใหญ่ต่างๆ ถึงจะได้ใช้

            เมื่อได้ยินหลันเฟิงก็อดที่จะเหลือบมองชายชราแวบหนึ่งไม่ได้“ปีศาจอสูรที่คาถาเพลิงคลั่งจัดการไม่ได้ แล้วกระบี่จุยเฟิงจะจัดการได้หรือ”

            แม้ว่าพลานุภาพของศาสตรายุทธ์ระดับสุดยอดจะยิ่งใหญ่แต่ก็คงไม่ร้ายกาจไปกว่าทักษะการควบคุมเปลวเพลิงสีเขียวระดับกลางที่พลานุภาพเทียบได้กับสีเขียวระดับสูงหรอกกระมัง

            ชายชราพลันรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมากกกับความฉงนในน้ำเสียงของชายหนุ่มนั้นเขากลอกตาพลางเบะปากเอ่ยว่า “หากอาศัยแค่กระบี่จุยเฟิงแน่นอนว่าย่อมกระตุ้นอานุภาพที่เหนือกว่าทักษะปราณสีเขียวระดับสูงได้ยาก ทว่า...เจ้าอย่าลืมล่ะตาเฒ่าอย่างข้าเคยพูดว่าจะสอนทักษะที่ร้ายกาจยิ่งกว่าให้เจ้าแม้แต่คาถาเพลิงคลั่งก็ไม่อาจเทียบเคียงได้”

            “ทักษะปราณอะไรถึงร้ายกาจขนาดนั้น”หลันเฟิงตกใจจนสะดุ้งโหยง

            “รอดูไปเถอะถึงยามนั้นเจ้าก็จะรู้เอง” ชายชราฉีกยิ้มลึกลับ

    คล้ายกับเรื่องหนึ่งดาบสังหาร ปรมาจารย์อสูร [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน