ตอนที่ 11 แรกเข้าสู่เขาต้าชิง (1)
เดิมหลี่ซินหมายจะจับจิ้งจอกขาวไว้ แต่เมื่อคิดถึงสถานการณ์ปัจจุบันของนางในสกุลหลี่แล้ว ไม่ใช่เื่ฉลาดนักที่จะนำจิ้งจอกขาวตัวหนึ่งกลับไปแบบนั้น บางทีหากไม่ทันระวัง มันอาจจะกลายเป็ผ้าพันคอผืนหนึ่ง หรือเป็ของตนอื่นไปเลยก็ได้
จิ้งจอกที่ทั้งน่ารักและแสนรู้เช่นนี้ นางทำใจไม่ลงจริงๆ ทว่า สามารถคิดหาวิธีนำมันไปไว้ในมิติได้ ไว้เล่นคลายเครียดในยามว่างก็ไม่เลวเหมือนกัน
สามพี่น้องมองอยู่พักหนึ่ง เห็นว่ามันกินอย่างมีความสุข พวกเขาก็ไม่รบกวนอีก ต่างคนต่างแบ่งเนื้อชิ้นใหญ่และกินลูกซานเย่ากันอีกหลายลูก
ถึงจะไม่มีน้ำมันหรือเกลือ แต่หลี่ซินก็ล้างทำความสะอาดและแช่ด้วยน้ำพุิญญาในมิติ ยิ่งกว่านั้น สำหรับผู้ที่ไม่ได้ลิ้มรสเนื้อมาเป็เวลานานอย่างพวกเขาแล้ว นี่ถือว่าเป็อาหารโอชะอันหาได้ยากด้วยเช่นกัน
ไก่ย่างหนึ่งตัว ไม่ได้มากมายสำหรับคนสามคนและจิ้งจอกขาวอีกหนึ่งตัวจริงๆ หนึ่งคนแบ่งเนื้อชิ้นใหญ่หนึ่งชิ้น ก็ไม่เหลือแล้ว ขาไก่ที่เหลือหนึ่งชิ้น สามพี่น้องต่างเป็อันเข้าใจตรงกันและไม่มีใครแตะต้อง เพียงห่อมันไว้เพื่อจะเอากลับไปให้ท่านแม่กิน
หลี่ซินเห็นท่าทีที่ยังไม่อิ่มหนำใจของหลี่เฉินก็เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “หรือว่า พวกเราย่างกระต่ายตัวนี้กินเสียเลย แล้วเก็บส่วนหนึ่งไว้ให้ท่านแม่ ส่วนไก่ป่าตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็นำไปที่บ้านของท่านอาฮวาไว้ตุ๋นเป็น้ำแกงกิน หรือไม่ก็แอบเอาไปขายแลกเป็เงินสักเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ใครนึกเสียดาย”
หลี่เฉินมองสัตว์บนพื้น แล้วมองเนื้อย่างในมืออีกครั้ง ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ สุดท้ายกัดฟันพร้อมกับผงกศีรษะ สำหรับเขาแล้ว การนำของพวกนี้กลับไปให้คนเ่าั้เอาเปรียบยังไม่สู้ให้พวกเขาได้ทานเยอะอีกนิดดีกว่า ท่านแม่และน้องหญิงไม่ได้ลิ้มรสกลิ่นคาวเนื้อมานานมากแล้ว
นึกถึงตรงนี้แล้ว หลี่เฉินก็ผงกศีรษะ หลี่ซินจึงย่างกระต่ายป่าอีกครั้ง กระต่ายตัวนี้ขนาดไม่เล็ก หลังจากเอาขนออกแล้ว มันก็ยังมีน้ำหนักถึงห้าหกชั่ง ซึ่งเพียงพอสำหรับสมาชิกสี่คนที่จะทานอิ่มไปหนึ่งมื้อ
สามพี่น้องกินเนื้อย่างไปพลาง และดื่มน้ำพุิญญาที่หลี่ซินแอบสับเปลี่ยนออกมาจากในมิติไปพลาง รู้สึกเพียงสบายตัวหาใดเปรียบ เป็เสี่ยวสือโถวที่ถามขึ้นมาว่า “ทำไมถึงรู้สึกว่าน้ำในวันนี้หวานเป็พิเศษ”
หลี่ซินยิ้มตอบกลับไปด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “อาจเป็เพราะวันนี้พวกเราอารมณ์ดี และมีเนื้อย่าง ก็เลยรู้สึกว่าไม่ว่าอะไรก็อร่อยกว่าปกติน่ะ”
สือโถวได้ยินก็ไม่คิดอะไรมาก ยังคงผงกศีรษะเห็นด้วยว่าเป็เช่นนั้น ถือว่าเป็อันข้ามเื่นี้ไป
สามพี่น้องกินอย่างอิ่มอกอิ่มใจเสร็จแล้วก็หาใบไม้ที่มีขนาดใหญ่หน่อยในูเามาล้างจนสะอาด และห่อเนื้อกระต่ายที่เหลือยัดซ่อนใส่ไว้ในด้านล่างสุดของตะกร้า แล้วถึงจะเดินกลับบ้าน
ในขณะเดียวกันกับที่หลี่ซินกำลังครุ่นคิดอยู่ในใจว่าทำอย่างไรจึงจะได้จิ้งจอกน้อยตัวนั้นมาไว้ในมือ
กลับนึกไม่ถึงว่า ทั้งสามคนเพิ่งเดินไปได้ไม่ถึงสองก้าว จิ้งจอกขาวเมื่อครู่ตัวนั้นก็วิ่งเข้ามาขวางทางทั้งสองพลางส่งเสียงร้องใส่พวกเขาไม่หยุด ท่าทางดูลุกลี้ลุกลน อยากเข้าไปใกล้แต่กลับไม่กล้า ทว่าอุ้งเท้าหน้ายังคงทำท่าทางเหมือนกำลังจะบอกอะไรบางอย่างไม่หยุด
“มันกำลังขอความช่วยเหลือจากพวกเ้า เ้าของของมันเหมือนจะตกอยู่ในหลุมพรางบางอย่าง และพบกับอันตราย”
เสียงเกียจคร้านของอาชิวดังขึ้นในหัวอีกครั้ง หลี่ซินผงะ อดรู้สึกเสียใจเล็กน้อยไม่ได้ ที่แท้เ้าตัวเล็กนี่ก็มีเ้าของแล้วสินะ ช่างน่าเสียดายนัก
หลี่ซินคิดดูแล้วก็พูดกับจิ้งจอกขาวว่า “เ้าอยากให้พวกเราตามเ้าไปอย่างนั้นหรือ”
หลี่เฉินมองหลี่ซินอย่างประหลาดใจ แล้วหันมองไปที่จิ้งจอกขาวอีกครั้ง กลับเห็นจิ้งจอกขาวพยักหน้าให้พวกเขา ก็อดตะลึงในใจไม่ได้ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจิ้งจอกขาวตัวนี้จะฟังภาษามนุษย์เข้าใจด้วย
“เ้านำทางอยู่ข้างหน้าเถอะ”
หลี่ซินทบทวนดูแล้วยังคงตัดสินใจที่จะไปดู การช่วยชีวิตคนดีกว่าการสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น ตอนนี้จิ้งจอกขาวถึงขั้นมาขอร้องตนตรงหน้าแล้ว ตนไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่ไปดู บางที อาจจะช่วยเหลือได้จริงๆ ก็เป็ได้
นอกจากนี้ ฟังจากความหมายของอาชิวแล้วน่าจะไม่มีอันตรายอะไร นึกถึงฉากที่จิ้งจอกขาวแย่งเนื้อย่างไปกินเมื่อครู่ หลี่ซินอดรู้สึกนึกขำไม่ได้ นี่ช่างเป็จิ้งจอกจะกละจริงๆ เมื่อกินอิ่มหนำสำราญแล้ว ถึงนึกขึ้นได้ว่าเ้าของตนยังอยู่ในความเดือดร้อน
จิ้งจอกขาวได้ยินก็รีบพยักหน้าทันที จากนั้นภายใต้ความตกตะลึงของหลี่เฉินสองพี่น้อง มันก็พาทั้งสามวิ่งไปอีกทางหนึ่งของูเา เดินไปไม่กี่ก้าวก็จะหันกลับมาดูว่าพวกเขายังตามมาอยู่หรือไม่
หลี่ซินก้าวเท้าตามไป ส่วนสือโถวตามติดข้างหลังนางไปโดยไม่ลังเลสักนิด
หลี่เฉินนั้นใจนึกอยากห้าม ทว่าหยุดความอยากรู้อยากเห็นในใจไม่ได้ เห็นน้องชายและน้องสาวเดินกันไปไกลแล้ว พลันกัดฟันตามไปด้วยเช่นกัน และนึกปลอบตัวเองในใจว่า แค่ตามไปดูเท่านั้น จะต้องไม่เกิดเื่อะไร
“พี่หญิง ท่านเข้าใจในสิ่งที่จิ้งจอกขาวพูดได้อย่างไรหรือ” เสี่ยวสือโถวเดินตามหลังมา และอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถามอย่างสงสัย
“ข้าก็แค่เดาไปมั่วๆ เท่านั้น” หลี่ซินตอบแบบขอไปที
“อ้อ” เสี่ยวสือโถวตอบอ้อเสียงหนึ่ง ไม่พูดอะไรมากอีก
ปีนขึ้นบนเนินเขาลูกนี้แล้ว ทั้งสามก็ได้มาถึงด้านล่างของูเาต้าชิง ซึ่งต่างจากูเาที่ตัดฟืนไปก่อนหน้านี้ โดยบนเขาลูกนี้เรียกได้ว่าต้นไม้ชุกชุมอุดมสมบูรณ์ ถึงจะใกล้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แต่กลับยังคงเขียวชอุ่มอยู่
“ซินเอ๋อร์ พวกเราอย่าเข้าไปดีกว่า บนเขาต้าชิงนี้มีงูอยู่ด้วย แม้แต่คนที่ล่าสัตว์ก็ยังไม่กล้าเข้าไปข้างใน อย่างมากก็แค่เดินอยู่รอบนอกูเา”
หลี่เฉินรั้งสองพี่น้องไว้ตรงทางเข้าป่า พลางเอ่ยขึ้นอย่างเป็ห่วง
หลี่ซินมองดููเาใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า ยังไม่ได้เดินเข้าไปก็รู้สึกได้ถึงความเป็ป่าดงดิบ สถานที่แห่งนี้ไร้ผู้คนอาศัย ในป่าเขามีสิ่งกีดขวางมากมาย เต็มไปด้วยพืชพรรณหนาแน่น และไม่มีทางเดินที่ชัดเจน หากถูกตัวอะไรกัดเข้า คงเป็เื่ได้ไม่คุ้มเสีย