จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 183 แส่เรื่องชาวบ้าน

                ไป๋หยุนเฟยริมฝีปากกระตุกแลดูคล้ายกับเบื่อหน่ายต่อเด็กหนุ่มตรงหน้าที่กล่าววาจาไม่หยุด

                “การทดสอบพรสวรรค์ธาตุไฟครั้งนี้รับผิดชอบโดยศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์นามว่าซ่งหลินเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณแห่งด่านบรรพวิญญาณระดับปลาย!ท่านดูยามที่เขาปรากฏตัว ท่วงท่าช่างองอาจนัก! ผู้คนหลายพันเพียงพริบตาเดียวก็เงียบเสียงลงหากไม่ได้รับการบอกกล่าวจากลุงจ้าวข้าคงเข้าใจว่าทั้งหมดสำนึกตัวได้จึงเงียบเสียงลง! เฮ้อ ขอถามพี่ไป๋สักคำไฉนท่านจึงสวมหมวกฟางเก่าขาดจนดูซอมซ่อเช่นนี้? ลุงจ้าวบอกว่าท่านยังฝีมือร้ายกาจกว่าเขาอีกจริงหรือไม่? แล้วเหตุใดท่านจึงอยากเข้าสำนักช่างประดิษฐ์?ข้าและพี่หลิวหมางที่มาก็เพราะอยากสร้างวัตถุวิญญาณด้วยตัวเอง แล้วท่านเล่า...”

                เด็กหนุ่มผู้นี้นามว่าจงซูหาวอายุสิบสองเป็นผู้มีมนุษย์สัมพันธ์เป็นเลิศหลังจากได้พบกับไป๋หยุนเฟยก็ชักชวนสนทนาราวกับเป็นสหายเก่าที่สนิทสนมกันมานาน มันกล่าววาจาแล้วกลับไม่อาจหยุดปากฟังจากที่แนะนำตัว อีกฝ่ายเป็นนายน้อยของตระกูลหนึ่งในเมืองทางตอนใต้ของอาณาจักรครั้งนี้เดินทางไกลหลายพันลี้พร้อมกับลูกพี่ลูกน้องมายังสำนักช่างประดิษฐ์ด้วยความมั่นใจอย่างสูงที่อยู่ข้างกายมีอายุไล่เลี่ยกันคาดว่าจะเป็นผู้ที่นามว่าหลิวหมาง* ดูไปก็ไม่เสียทีที่ได้ชื่อนี้เพราะมันพยายามสอดส่ายสายตามองหาสาวงามในหมู่คนอยู่ตลอดเวลาโดยไม่คิดจะสนทนากับจงซูหาวเพียงหมกมุ่นพึมพำกับตนเองด้วยท่าทีน่าสมเพช

                ทั้งสองคนอายุเพียงสิบสองแต่กลับบรรลุถึงด่านปัจเจกวิญญาณระดับกลาง นับได้ว่ามีพรสวรรค์โดดเด่นอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับคนในวัยเดียวกัน

                ที่อยู่ด้านข้างทั้งคู่เป็นชายวัยกลางคนซึ่งจงซูหาวเรียกหาเป็น‘ลุงจ้าว’ อีกฝ่ายก็คล้ายจะมีสีหน้าเหนื่อยหน่ายต่อนายน้อยของตนเช่นเดียวกัน

                “พลังที่แผ่ออกมาช่างแผ่วจางก่อนหน้านี้ข้ากลับไม่อาจพบเห็น แต่เชื่อว่าต้องเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณที่พลังไม่ด้อยกว่าด่านภูตวิญญาณอย่างแน่นอนเป็นนายน้อยตระกูลใหญ่ใดกัน? ไม่น่าเป็นไปได้ มีเพียงพวกเราที่‘เรียกตนเอง’ว่าเป็นตระกูลใหญ่เท่านั้นที่จะมาร่วมการทดสอบเพื่อเข้าสำนักเช่นนี้หากเป็นตระกูลใหญ่ที่แท้จริงจะนำลูกหลานมาที่สำนักเพื่อขอเข้าเป็นศิษย์โดยตรง...หรือจะเป็นอัจฉริยะที่ผุดขึ้นจากชนบท?”

                ลุงจ้าวมองดูจงซูหาวสนทนากับไป๋หยุนเฟยในใจแม้เกิดความกังขาไม่แน่ใจ แต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา

                ไป๋หยุนเฟยด้านหนึ่งก็รับมือกับการพูดคุยอย่างสนิทสนมของจงซูหาวส่วนอีกด้านหนึ่งก็สังเกตการณ์โดยรอบมันพบว่าที่ด้านหลังยังมีคนยืนต่อแถวมากมายเช่นเดียวกับด้านหน้าในแถวส่วนใหญ่มองดูก็รู้ว่าเป็นลูกหลานตระกูลร่ำรวยมีคนคอยติดตามอารักขาบางคนสงบยิ่ง บางคนก็หยิ่งยโส แต่แทบทุกคนล้วนเป็นผู้ฝึกปรือวิญญาณคาดว่าจะเป็นเหล่าผู้เยาว์ของตระกูลที่หวังมาเสี่ยงโชคเผื่อว่าได้เข้าสำนักช่างประดิษฐ์จะได้ก้าวหน้ามีอนาคตอันสดใส

                ยามนั้นเอง เสียงร่ำร้องแสบแก้วหูก็ดังมาจากด้านข้างไป๋หยุนเฟยหันไปมองก็เห็นหลี่เจี้ยนหนานนำหน้าบริวารเดินจากไปใบหน้ามันแดงก่ำปากก็ก่นด่าราวกับจะระบายความโกรธแค้น

                “เฮอะ!เจ้าหลี่เจี้ยนหนานตกรอบก็สมควรแล้วคนเช่นนี้ไม่มีคุณสมบัติจะเป็นศิษย์สำนักช่างประดิษฐ์แม้แต่น้อย!” จงซูหาวมองดูหลี่เจี้ยนหนานที่เดินจากไปก่อนจะกล่าวด้วยนำเสียงดูแคลน

                “หา? อะไรกัน เจ้ารู้จักมันด้วย?” ไป๋หยุนเฟยถาม

                “ไม่รู้จัก แต่ว่าระหว่างทางบังเอิญได้พบกันก็แค่คุณชายเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม ระหว่างเดินทางมันพบกับคุณหนูตระกูลเหลียงจึงคิดจะล่วงเกินยังดีที่พวกเราอยู่ด้วย ไม่เช่นนั้นคุณหนูเหลียงคงต้องเผชิญเคราะห์กรรมแล้วน่าอับอายแทนตระกูลของมันนัก ต้องมีสักวันที่มันถูกผู้คนทุบตีแน่!” จงซูหาวก่นด่าด้วยน้ำเสียงจริงจังเพียงแต่สีหน้ากลับแสดงออกถึงความไร้เดียงสาเห็นได้ชัดว่าอย่างไรมันก็ยังเป็นเด็กน้อยอายุสิบสองเพียงแต่วางท่าราวกับคุณชายที่เติบใหญ่สมบูรณ์เท่านั้น

                ไป๋หยุนเฟยร้องอ้อตอบรับแต่ก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจ เหล่าคุณชายตระกูลใหญ่เช่นนี้มีอยู่นับไม่ถ้วน ที่เห็นเด่นชัดก็เช่นจางหยางเป็นต้นแม้ไป๋หยุนเฟยจะเห็นคนพวกนี้เป็นที่ขัดตา แต่ก็ใช่ว่าจะลงมือสั่งสอนเสมอไปนอกจากว่าไปพบพวกมันก่อเรื่องอยู่เท่านั้น ไม่เช่นนั้นแล้วไป๋หยุนเฟยก็คร้านจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย

                ยามนี้ที่ด้านหน้ามีอีกคนที่ผ่านการทดสอบด้วย‘พรสวรรค์ระดับสูง’ ทั้งยังเป็นเด็กหนุ่มที่บรรลุด่านวีรชนระดับปลาย เรื่องนี้จึงทำให้ผู้คนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น

                จงซูหาวกระโดดขึ้นหวังจะได้เห็นเหตุการณ์ที่ผู้อื่นกล่าวถึงไป๋หยุนเฟยเองก็หันกลับไปมอง แต่จู่ๆก็ขมวดคิ้วราวกับพบเห็นเรื่องบางอย่างหลังจากใคร่ครวญชั่วครู่จึงเดินออกจากแถวอย่างเงียบงันก่อนจะแทรกหายเข้าไปในฝูงชน

                “พี่ไป๋ ท่านดูคนผู้นั้นน่าจะอายุมากกว่าข้าเพียงเล็กน้อย แต่บรรลุถึงด่านวีรชนวิญญาณระดับปลายแล้วช่างร้ายกาจนัก มันฝึกปรื...” จงซูหาวร้องเรียกพร้อมกับหันไปหา แต่เมื่อหันไปมองก็ต้องตกตะลึง “เอ๊ะ? พี่ไป๋เล่า? ไฉนจึงไม่เห็นแล้ว?”

                แม้แต่ลุงจ้าวก็ลอบตระหนกหลังจากกวาดตามองโดยรอบก็ไม่พบเห็นแม้แต่เงาของไป๋หยุนเฟย มันจึงเอ่ยปากเสียงค่อย “ข้าละความสนใจเพียงชั่ววูบ มันก็หายไปแล้ว โดยที่ข้าไม่ทันรู้สึกตัว...”

                ……

                เฉินลู่มองดูหลี่เจี้ยนหนานที่เดินนำหน้าจากนั้นจึงกระซิบเกลี้ยกล่อม “นายน้อย ท่านไม่ควรทำเช่นนี้ ที่นี่เป็นพื้นที่ของสำนักช่างประดิษฐ์หากถูกพบเห็นจะกลายเป็นความยุ่งยาก ข้าทราบดีว่ายามนี้ท่านคับข้องใจ แต่ข้าว่าพวกเราควรกลับไปที่เมืองชีเหยียนก่อน...”

                “หุบปาก!นายน้อยผู้นี้ย่อมมีความคิดของตนเอง! ที่นี่ก็ห่างไกลจากสนามทดสอบไม่น้อยแล้วพวกเราออกไปอีกสักระยะค่อยลงมือ ย่อมไม่มีผู้ใดรับรู้หรือให้ความสนใจ!”หลี่เจี้ยนหนานจับจ้องไปที่เบื้องหน้าพร้อมกับแลบลิ้นเลียริมฝีปากด้วยสีหน้าต่ำช้า“คิดว่าคงติดตามครอบครัวออกมาชมดูเรื่องสนุกสนานฮี่ ฮี่ ช่างงดงามนัก! รอนายน้อยผู้นี้นำเจ้ากลับไปที่บ้านแล้วข้าจะทนุถนอมเจ้าให้มาก...”

                เฉินลู่ขมวดคิ้วมันรับทราบความชื่นชอบของนายน้อยตนเป็นอย่างดี แม้จะไม่พอใจเท่าใดนักแต่ก็ไม่อาจห้ามปรามได้เพราะมันถูกเลี้ยงดูฝึกฝนจากตระกูลหลี่ยามที่จะบรรลุด่านภูตวิญญาณนั้นก็พึ่งพาศิลาบรรพกาลของตระกูลหลี่จึงพบกับความสำเร็จยามนี้มันเป็นเพียงองครักษ์ย่อมไม่อาจชี้นิ้วสั่งการต่อผู้เป็นนาย จึงได้แต่ภาวนาให้เป็นไปดังที่นายน้อยกล่าวไม่น่าจะมีผู้ใดรับรู้หรือให้ความสนใจ...

                ห่างจากสนามทดสอบออกไปราวสองลี้เศษเป็นพื้นที่ป่าเฉินลู่กับองครักษ์อีกสองคนติดตามอยู่ด้านหลังหลี่เจี้ยนหนานพวกมันก้าวเท้าไปด้านหน้าอย่างแช่มช้า ที่ด้านหน้ามีน้ำเสียงสดใสบริสุทธิ์ดังแว่วมามองดูแต่ไกลเป็นเด็กสาวที่งดงามราวเทพธิดากำลังกระโดดโลดเต้นขณะที่ปากก็คลอเพลงเนื้อหาแปลกประหลาดออกมา

                “ลาลาลา... เสี่ยวโหรวโหรว เจ้าซ่อนอยู่หนใด? รีบออกมาแต่โดยดี ข้าจะพบเจ้าแล้ว...” ที่แท้คนที่หลี่เจี้ยนหนานลอบสะกดรอยตาม ก็คือเด็กสาวสดใสบริสุทธิ์ที่ก่อนหน้านี้นั่งชมการทดสอบจากด้านข้างภายหลังเพื่อตามหา‘เสี่ยวโหรวโหรว’จึงออกจากบริเวณนั้นมาถึงที่นี่เด็กสาวเดินตามหาเรื่อยมาโดยไม่รู้ตัวว่ามาไกลถึงที่นี่แล้ว

                เด็กสาวยิ้มไปหัวเราะไปแต่ทันใดก็ชะงักเท้าลง นางจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าพร้อมกับเอียงคอถามด้วยความสงสัย“เอ๊ะ? เจ้าเป็นใครกัน? ไฉนจึงต้องมาขวางต้ายต้ายเอาไว้?หรืออยากจะเล่นซ่อนหาด้วยอีกคน?”

                ใบหน้าหลี่เจี้ยนหนานกลายเป็นแดงก่ำมันพลุ่งพล่านจนใบหน้าบิดเบี้ยว ท่าทีของเด็กสาวทำให้มันรู้สึกร้อนวูบอยู่ภายในหลี่เจี้ยนหนานไม่คิดแม้แต่จะเสแสร้งเป็นคนดีมันฉีกยิ้มแค่นหัวเราะย่างสามขุมเข้าหาเด็กสามเตรียมจะคร่ากุมตัวกลับไปนำตัวไปจากที่นี่ก่อนแล้วค่อย‘หาความสำราญ’

                เด็กสาวมองดูหลี่เจี้ยนหนานด้วยสีหน้าใสซื่อราวกับไม่ทราบถึงเจตนาของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย

                “เฮ้!เจ้าคิดจะทำเช่นนั้นจริงหรือ? ขอเตือนเอาไว้ ล้มเลิกความตั้งใจจะดีกว่าไม่เช่นนั้น ข้าจะให้เจ้าเผชิญความเจ็บปวดอย่างน่าสมเพช”

                ชั่วขณะที่หลี่เจี้ยนหนานเดินเข้าใกล้เด็กสาวห่างอีกเพียงไม่กี่วาจู่ๆก็มีเสียงเรียบเฉยดังมาจากด้านซ้าย สร้างความแตกตื่นแก่หลี่เจี้ยนหนานกับพวกจนต้องหันขวับไปมองก็เห็นที่ด้านซ้ายห่างออกไปราวสิบวามีชายหนุ่มสวมหมวกฟางซึ่งไม่ทราบว่ามาถึงตั้งแต่เมื่อใดกำลังนั่งอยู่บนกิ่งไม้มองลงมาด้วยสีหน้าเฉยชา

                หลี่เจี้ยนหนานแตกตื่นจนล่าถอยไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวกระทั่งเฉินลู่มาถึงข้างกายจึงค่อยเรียกสติกลับมาได้มันมองไปที่ไป๋หยุนเฟยพร้อมกับตะโกนด้วยเสียงเกรี้ยวกราด “เด็กน้อยเจ้าเป็นใคร อย่าได้แส่เรื่องชาวบ้าน!ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าข้านายน้อยไม่เตือน!”

                “เฉินลู่ เจ้าเด็กน้อยผู้นี้กล้าสอดมือยุ่งเกี่ยวเจ้าไปจัดการมัน!” หลี่เจี้ยนหนานสั่งการต่อเฉินลู่จากนั้นจึงหันไปทางเด็กสาวที่กำลังกระพริบตาปริบๆมองดูไป๋หยุนเฟยมันใช้สายตาหื่นกระหายมองดูพร้อมกับเดินเข้าไปหาเด็กสาวขณะเดียวกันปากก็กล่าวกลั้วหัวเราะว่า “โลลิน้อย มาเป็นของนายน้อยเถอะ...” (แปลกใจหรือไม่ที่โลกนี้ก็มีคำว่า‘โลลิ**’ด้วย?)

                เฉินลู่ใช้สีหน้าเคร่งขรึมมองดูไป๋หยุนเฟยหลังจากได้ยินหลี่เจี้ยนหนานสั่งการ มันก็ลอบฝืนยิ้ม เจ้ากลับสั่งอย่างมักง่ายนักที่นี่ไม่ใช่เมืองชุนฉางที่คิดจะทำอะไรก็ทำได้ เจ้าคนที่อยู่ตรงหน้านี้แม้แต่ข้าก็ยังประเมินไม่ออกแล้วเจ้าคิดหรือว่าจะจัดการได้โดยง่าย?

                เห็นคนต่ำช้านี้กลับเพิกเฉยต่อตนเองอย่างโอหังไป๋หยุนเฟยก็ขมวดคิ้วแนบแน่น ขณะจะลงมือหยุดอีกฝ่ายไม่ให้ล่วงเกินเด็กสาวชั่วพริบตาที่จะเคลื่อนไหวก็เกิดเหตุเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝันขึ้น!

                เด็กสาวนั้นกลับ...

    ---------------------------------------------------------------

    (*) หลิวหมางพ้องกับเสียงของคำว่า กุ๊ยหรือคนบ้าตัณหา

    (**) ต้นฉบับจีนใช้คำว่า 萝莉 ที่แปลว่าโลลิจริงๆ