จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 130 ราชาปีศาจเยือนนคร

    ตอนที่ 130 ราชาปีศาจเยือนนคร

     

    “คือว่าวงเวทย์นี่มันมีจุดบกพร่องตรงไหนเหรอคะ” ลาซิเฟียยื่นสมุดในมือให้แก่กาลาเซีย ส่วนสูงของพวกนางมีความต่างกันไม่มากนัก ลาซิเฟียสูงกว่ากาลาเซียเพียงหนึ่งเซน กาลาเซียรับสมุดของลาซิเฟีย หญิงสาวพินิจตริตรองถึงวงเวทย์นี่อย่างละเอียด เพียงสามลมหายใจ นางจึงเอ่ยขึ้น “โครงสร้างทั้งหมดเรียกว่าสมบูรณ์แบบ ไม่มีเวทย์บทใดผิดเลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว ผลของเวทย์นี่คือการเปลี่ยนสภาพรูปลักษณ์ของวัตถุ แต่น่าเสียดายที่คงอยู่ได้แค่ครึ่งชั่วโมง หากลองสังเกตุดูให้ดีแล้ว วงเวทย์นี้กลับประกอบด้วยบทเวทย์จำนวนมหาศาลยิ่ง ต่อให้เป็นข้าเองก็คงใช้เวลาถึงหนึ่งปีเต็มในการร่ายบทเวทย์วงนี้…”

     

    กาลาเซียสบตาลาซิเฟียท่าทางขึงขัง “เจ้าไปได้วงเวทย์นี้มาจากไหน?”

     

    “พอดีศิษย์ได้มาจากในมิติภูเขาทศวรรษ” ลาซิเฟียโกหกหน้าตาย ทั้งที่ความจริงนางใช้เวลาเพียงหนึ่งวันในการร่างโครงเวทย์บทนี้ขึ้นมา แน่นอน ต่อให้เป็นราชาจอมเวทย์คิดจะสร้างโครงเวทย์นี้ขึ้น เขาจะต้องใช้เวลาสร้างถึงสิบปีเต็มและใช้เวลาร่ายอีกหนึ่งปีเต็ม ซึ่งผลการใช้งานมีผลแค่ครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

     

    “เจ้าอยากจะรู้อะไร?”

     

    “ศิษย์ต้องการให้เวทย์บทนี้มีผลคงอยู่ถาวร”

     

    หากตรงหน้าของลาซิเฟียคือราชาจอมเวทย์ มันคงรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดใส่ สิ่งที่นางขอมาไม่ได้ต่างอะไรไปจากให้เขาออกไปตามหาสิบหินที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกเลย ถ้าขอให้ตามหาสรวงสวรรค์เกรงว่ายังง่ายดายกว่า! โครงบทเวทย์ที่ลาซิเฟียสร้างขึ้นมีรายละเอียดมหาศาลสุดๆ หากไม่ใช่เซียนด้านเวทมนตร์จริงๆแล้วดันเข้าไปแทรกแซงหรือเติมแต่งเวทย์บทนี้ เกรงว่าบทเวทย์นี่คงใช้งานจริงไม่ได้ ลาซิเฟียไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวของเด็กสาวเอลฟ์ตรงหน้า นางมีอายุสิบสี่ปีก็จริง ทว่า บุคคลิกภาพกลับดูโตกว่าวัย ถึงการสอนของนางจะน่าทึ่งมากๆ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่านางจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์อย่างแท้จริง คราวแรก ลาซิเฟียไม่ได้มีความคิดที่จะมาถามกาลาเซียเลย ถ้านี่ไม่ใช่เพราะกาติรัสบอกนางก็คงไม่มา

     

    “ง่ายนิดเดียว” กาลาเซียตอบด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง นางหยิบพู่กันในเสื้ออาภรณ์ก่อนจะเขียนบางอย่างลงในสมุด ลาซิเฟียอ้าปากค้าง นางพยายามจะพูดห้ามกาลาเซียไม่ให้เขียนสมุดตนเอง เนื่องจากกลัวว่าโครงบทเวทย์นี้จะผิดเพี้ยนไป ลาซิเฟียไม่ได้ไว้ใจกาลาเซียเลย ทันใดนั้นเองที่กาลาเซียตวัดวาดพู่กันจนเสร็จ ความตกตะลึงงันกลับเข้าครอบงำสตรีผู้งดงาม ลาซิเฟียแข็งทื่อเมื่อมองไปยังบทเวทย์ของตนเองที่ถูกเติมแต่งจนเสร็จสมบูรณ์

     

    “นี่…นี่ไม่ใช่ภาษาเวทมนตร์” ลาซิเฟียสังเกตได้ในทันทีว่าสิ่งที่เติมแต่งเข้าไปไม่ใช่ภาษาเวทมนตร์ แต่ด้วยความสามารถในการคำนวณของหญิงสาว นางรู้สึกได้เลยว่าโครงบทเวทย์นี้สมบูรณ์แบบแล้วจริงๆ มันสามารถใช้งานได้จริงและมีผลคงอยู่ถาวร แต่ทำไมล่ะ? ทำไมมันถึงใช้งานได้ทั้งที่มีภาษาอื่นแทรกอยู่ด้วย?

     

    สิ่งที่กาลาเซียวาดเติมเข้าไปคือภาษาอักขระ เมื่อลองย้อนมองไปถึงต้นกำเนิดของภาษาอักขระ สาเหตุที่ภาษาอักขระมีคุณวิเศษมากมายขนาดนี้สืบเนื่องจากเป็นภาษาของเหล่าเทพเซียน ซึ่งภาษาอักขระสามารถทำความเข้าใจได้ยากอย่างถึงที่สุด และยังเป็นภาษาที่สาบสูญมิอาจเล่าเรียนได้จากที่ไหน คงเป็นโชคของพวกสิ่งมีชีวิตในโลกต้นกำเนิดที่ครั้งหนึ่ง เทพเซียนเคยมาเยือนโลกแห่งนี้ ภาษาอักขระจึงกลายเป็นที่แพร่หลายขึ้น

     

    “ข้าแค่เติมอักขระเข้าไป แค่นี้การแสดงผลของมันจะคงอยู่ถาวร แต่คงไม่มีใครบ้าที่จะคิดร่ายบทเวทย์นี้หรอกใช่ไหม ต่อให้เป็นข้า ตอนแรกก็คงใช้เวลาร่ายหนึ่งปีเต็มเพื่อแลกกับการแสดงผลของบทเวทย์นี้ครึ่งชั่วโมง แต่หลังจากข้าเติมอักขระเข้าไป มันจะใช้เวลาร่ายถึงสิบปีเต็ม นี่ข้าหมายถึงข้าเป็นคนร่ายเลยนะ” กาลาเซียกล่าวด้วยใบหน้าเรียบเฉย นางกำลังพูดถึงความสุดยอดของบทเวทย์นี่ นางคืออัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ ทั่วทั้งอาณาจักรเอลฟ์นางคือผู้ใช้เวทมนตร์ที่แข็งแกร่งที่สุดอย่างแน่นอน ถึงกระนั้น นางยังคงยืนยันว่าตนเองจะต้องใช้เวลาถึงสิบปีเต็มในการร่ายเวทย์ปลอมรูปลักษณ์

     

    “ขะ…ขอบคุณค่ะ” ลาซิเฟียน้อมคำนับเด็กสาวตรงหน้า นางเหลือบมองกาติรัสซึ่งกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ราวกับผู้ชนะ ในจุดที่ชายหนุ่มอธิบาย เขากล่าวถึงการเติมอักขระเอาไว้ด้วย แต่ทว่า ลาซิเฟียค้านหลังชนฝาว่าเป็นไปไม่ได้! โครงสร้างของเวทมนตร์ต้องถูกสร้างจากภาษาเวทมนตร์สิ! ถ้ามีภาษาอักขระเข้ามาด้วยมันจะใช้งานไม่ได้!! อย่างไรก็ตาม กาติรัสไม่ได้อธิบายไว้แค่การเติมภาษาอักขระ เขาพูดถึงการเติมภาษาเวทมนตร์ไว้ด้วย แต่ลาซิเฟียมิอาจทำความเข้าใจได้

     

    “ข้ายอมท่านก็ได้ หึ!” ลาซิเฟียบุ้ยปาก นางคือเด็กสาวที่ถูกชุบเลี้ยงโดยองค์ปฐมเทพลาปลาซ ทิฐิทางด้านเวทมนตร์ของหญิงสาวย่อมสูงล้ำทะลุฟ้า จะมีคนเก่งว่าบิดาของนางได้อย่างไรเล่า? จนกระทั่งนางเถียงแพ้กาติรัส…

     

    “ถ้าไม่มีธุระอะไรแล้ว ข้าก็ขอตัวล่ะ” กาลาเซียสาวเท้าก้าวเดินออกไปจากห้องโถง แม้กาติรัสจะอยากรู้ว่าเนตรพระเจ้าของนางทำอะไรได้บ้างก็จริง เพียงแต่ชายหนุ่มแค่ไม่ได้รีบร้อนอะไร เขาพึ่งเคยเห็นคำว่า ‘พระเจ้า’ ถูกใส่อยู่ในค่าสเตตัส มันจะต้องเป็นอะไรที่พิเศษมากแน่ๆ

     

    หลังจากกาลาเซียเดินห่างจากห้องโถงได้ราวสิบกิโลเมตร “ดูเหมือนข้อมูลที่แม่ทัพเอราฟามอบให้จะผิดอยู่ พวกตาแก่สี่คนที่มาดูในวันนี้คงเก่งเท่าระดับแม่ทัพใหญ่อย่างแม่ทัพเอราฟาและแม่ทัพเอวาดอฟ เพราะข้ามองไม่เห็นสเตตัสของพวกตาเฒ่านั่นเลย พวกนั้นคงเป็นปรมาจารย์ในดินแดนมนุษย์สินะ แต่ชายหนุ่มคนนั้นคือใครกัน? ข้ามองไม่เห็นสเตตัสของเขาเลย… เอ่อ…ช่างเถอะ! คงเป็นอุปกรณ์เวทมนตร์ปกปิดสเตตัสที่น่าทึ่งของพวกมนุษย์ที่แม่ทัพเอราฟาเคยพูดถึง” กาลาเซียพึมพำอยู่กับตัวเอง

     

    ในขณะนี้เองภายในห้องโถงการเรียนการสอน กาติรัสและลาซิเฟียกำลังจะเดินออกไป ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นขณะที่หญิงสาวอยู่เคียงข้าง “เจ้าจะไปไหนต่อ?”

     

    “ไม่รู้” ลาซิเฟียส่ายศีรษะเบาๆ หญิงสาวเหลือบมองกาติรัสเล็กน้อย นวลหน้างามล้ำพาดผ่านด้วยริบบิ้นสีแดง “ไปเดินเที่ยวในเมืองเทพมนุษย์กันไหม”

     

    กาติรัสตอบกลับเสียงราบเรียบ “ก็ดี”

     

    ….

     

    ในช่วงเวลานี้เองที่พระราชวังของเทพมนุษย์กำลังร้อนระอุดุจแดนทะเลเพลิง ภายในท้องพระโรงปรากฏกลุ่มคนจำนวนมากกำลังคุกเข่าคำนับต่อบัลลังก์เบื้องหน้า ชายวัยกลางคนรูปงามผู้หนึ่งกำลังทอดมองลงมาจากบัลลังก์ที่สูงขึ้นจากพื้นประดุจราชัน ขั้นบันไดไปสู่บัลลังก์มีมากถึงร้อยขั้นด้วยกัน แน่นอน ชายวัยกลางคนผู้นั้นก็คือเทพมนุษย์ ตัวตนสูงสุดในดินแดนมนุษย์แห่งนี้ ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลา ผิวขาวผ่อง ท่าทางเข้มแข็งแผ่บรรยากาศผู้สูงศักดิ์ไร้ต้าน ความน่าเกรงขามของเขาทำให้ผู้คนก้มหัวเคารพด้วยใจจริง

     

    กลุ่มคนเบื้องหน้าของเทพมนุษย์ก็คือหน่วยสำรวจของดินแดนมนุษย์ที่ขึ้นตรงต่อเทพมนุษย์ ทันใดนั้นเองที่ประตูท้องพระโรงเปิดออกปรากฏชายชราสี่คนก้าวขาเข้ามาอย่างเชื่องช้า ผู้คนในท้องพระโรงหันขวับไปทางเสียงประตู ทันทีที่ได้พบกับสี่ผู้ชรานัยน์ตาของหน่วยสำรวจวาบผ่านด้วยความยินดีหาใดเปรียบ ห้าปรมาจารย์มากันครบเลยทีเดียว! ปรมาจารย์ฝู่ชิงที่รออยู่ในท้องพระโรงอยู่ก่อนแล้วส่งสายตาทักทาย สี่ปรมาจารย์เดินมาทางปรมาจารย์ฝู่ชิงอย่างสงบเสงี่ยม

     

    ตอนนี้มีเพียงห้าปรมาจารย์ที่ไม่ต้องก้มหัวเคารพต่อเทพมนุษย์ เพียงสามลมหายใจหลังจากสี่ปรมาจารย์เดินเข้ามา พ่อบ้านไทรอสพลันทะยานเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยความรวดเร็วยิ่งดุจสายอัสนีเคลื่อนผ่าน

     

    “ฝ่าบาท ไทรอสรับสาส์นสำคัญจากท่านแล้ว ข้าละทิ้งหน้าที่ทุกอย่างและตรงดิ่งมาในทันทีพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านไทรอสเอ่ยขึ้นน้ำเสียงเคารพอย่างยิ่ง บรรยากาศภายในท้องพระโรงยิ่งตรึงเครียดมากขึ้น การที่บุคคลสำคัญระดับดินแดนมาพร้อมหน้ากันเช่นนี้ เนื่องจากเทพมนุษย์ได้รับข้อความสำคัญ

     

    “ในเมื่อมากันครบแล้ว…” เพียงชั่วพริบตาเดียวที่เทพมนุษย์เอื้อนเอ่ย บรรยากาศในท้องพระโรงพลันดิ่งฮวบลึกดุจตกก้นสมุทร พวกหน่วยสำรวจสัมผัสได้ถึงแรงกดดันสูงล้ำจนไม่กล้าแหงนศีรษะขึ้นมอง ในขณะที่พ่อบ้านไทรอสและห้าปรมาจารย์ไม่ได้รู้สึกกดดันแต่อย่างใด

     

    “หน่วยสำรวจในดินแดน บอกเหตุผลข้ามาว่าทำไมเราถึงยังไม่ได้ไม้อารักษ์จำนวนสิบตัน” เทพมนุษย์ไถ่ถาม

     

    หน่วยสำรวจของดินแดนมนุษย์แบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ หนึ่งคือหน่วยสำรวจนอกดินแดนและหน่วยสำรวจในดินแดน มนุษย์ที่เข้าร่วมเป็นหน่วยสำรวจได้ย่อมแข็งแกร่งอย่างไร้ข้อกังขา พวกเขาแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าผู้อาวุโสบางคนของพวกสามตระกูลใหญ่เสียอีก อย่างไรก็ตาม ภาระหน้าที่ซึ่งพวกเขาต้องแบกเอาไว้กลับหนักหนาสาหัสเกินไป พวกเขาขึ้นตรงต่อคำสั่งของเทพมนุษย์ย่อมเป็นการทำเพื่อดินแดนมนุษย์ ทำเพื่อมนุษย์ทั้งปวง!

     

    สี่ราชอาณาจักรที่อ่อนแอที่สุด ขนาดพวกสหภาพหกแผ่นดินยังไม่อยากไปเหยียบดินแดนแห่งนั้นด้วยความรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์ ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่รู้เลยว่าต้นไม้ราคาแพงหูฉี่เติบโตขึ้นที่นั่นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้เองที่มีเพียงยอดมีฝือและเป็นคนวงในเท่านั้นที่ทราบถึงเรื่องนี้ โดยปกติแล้วดินแดนมนุษย์จะส่งไม้อารักษ์ให้เผ่ายักษ์ทุกปี ปีละสิบตัน แน่นอน มันคือเรื่องของการค้าขายระหว่างดินแดน การที่ปีนี้ไม่ได้ไม้อารักษ์จำนวนสิบตันล้วนทำให้ดินแดนมนุษย์สูญเสียผลประโยชน์ไปจำนวนมากมายมหาศาล

     

    “คะ…คือว่า พะ…พวกกระหม่อมพบกำแพงปริศนาสูงเสียดฟ้าพ่ะย่ะค่ะ ยะ…ยังคาดว่า…เป็นกำแพงที่ทำจากหินสัตชีวะ…” หัวหน้าหน่วยสำรวจในดินแดนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออย่างถึงที่สุด ภาพเหล่านั้นยังคงติดตาของพวกเขา กำแพงมหึมาที่สูงทะลุฟ้าจนมองไม่เห็นยอด “ฝ่าบาท! ต้นไม้อารักษ์ถูกกำแพงนั่นขวางเอาไว้ พวกกระหม่อมจึงมิอาจนำไม้อารักษ์มาได้แม้แต่ต้นเดียวพ่ะย่ะค่ะ”

     

    “เหลวไหล!!” เทพมนุษย์ทุบบัลลังก์ด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดปูดโปนทั่วทั้งใบหน้า สีหน้าถมึงทึงเขม็งจ้อง “กำแพงหินสัตชีวะสูงเสียดฟ้า…” เสียงฟันกระทบกันดังกรอดๆ นี่มันเป็นเรื่องไร้สาระที่สุดในชีวิตของเขาเลย เขามีชีวิตมามากกว่าสองพันปี แต่กลับไม่เคยพบกระทั่งเศษเสี้ยวละอองของสิบหินที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลก แต่รายงานนี่กลับพูดถึงหินสัตชีวะที่ถูกสร้างเป็นกำแพงสูงเสียดฟ้า

     

    “ข้าให้โอกาสเจ้าพูดอีกครั้ง…” เทพมนุษย์กำหมัดตนเองแน่น หากมันยังโกหกอีก คราวนี้แหละที่เขาจะปลิดชีวิตมันเอง ถ้าจะหาข้ออ้างช่วยหาเหตุผลที่ดีกว่านี้ไม่ได้หรือยังไง? เทพมนุษย์ไม่เคยคิดว่าหัวหน้าหน่วยสำรวจในดินแดนจะเป็นคนโง่ขนาดนี้…

     

    ภายใต้เพลิงโทสะของเทพมนุษย์ ท้องพระโรงล้วนเงียบสงัดดุจป่าช้า ในที่สุดปรมาจารย์ยูไคก็เอ่ยปากด้วยตัวเอง “ฝ่าบาท ท่านอย่าไร้เหตุผลไปหน่อยเลย” ชายชรากล่าวน้ำเสียงธรรมดาอย่างยิ่งยวด ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทพมนุษย์เคยอ่อนแอกว่าเขา แต่ในตอนนี้มันไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว 

     

    “ฮึ่ม! ยูไค งั้นเจ้าก็ช่วยไถ่ความจริงจากมันให้ข้าสิ ข้าถามมันซ้ำเป็นสิบรอบแล้วมันกลับตอบเหลวไหลอยู่ได้”

     

    “อาจจะเป็นความจริงก็ได้นะฝ่าบาท” ปรมาจารย์ฝู่ชิงออกตัวด้วยเช่นกัน ภายในท้องพระโรงตอนนี้ เทพมนุษย์มีความเกรงใจในตัวของปรมาจารย์ฝู่ชิงมากที่สุด เนื่องจากเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่สามารถอ่านภาษาอักขระได้เพียงผู้เดียว แถมยังเป็นผู้ใช้อักขระระดับกลางอีกด้วย ความสามารถของฝู่ชิงกระทั่งพวกต่างแดนยังอยากได้มาเป็นพวก

     

    เทพมนุษย์เคลื่อนสายตามองไปทางปรมจารย์ฝู่ชิงด้วยสายตาขึงขัง “นี่พวกเจ้าก็เป็นไปกับมันด้วย?”

     

    “พวกข้าทั้งห้าคนตัดสินใจที่จะไปสร้างประสบการณ์ด้านการต่อสู้ให้กับลูกศิษย์จึงตัดสินใจเดินไปทางสหภาพหกแผ่นดิน ในตอนนั้นเองที่ข้าพบกับชายหนุ่มคนหนึ่ง มันเข้าร่วมการประลองสหภาพหกแผ่นดิน มันสามารถรับหมัดของปรมาจารย์ฝู่ชิงที่ออกแรงเต็มกำลังได้โดยเสียเลือดเพียงมุมปาก” ปรมาจารย์ยูไคอธิบาย

     

    “ก็แค่อัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ เจ้าจะสื่ออะไร” เทพมนุษย์ดูไม่มีท่าทีประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย ในมุมมองของเขา ปรมาจารย์ฝู่ชิงไม่ได้มีพลังกายสูงส่งอะไรเลย ฝู่ชิงโดดเด่นไปในด้านของพลังเวทย์ ถึงกระนั้น ฝู่ชิงก็มีค่าพลังกายสูงถึงหนึ่งล้านหน่วยอยู่ดี การที่รับหมัดพลังกายหนึ่งล้านหน่วยทั้งที่เป็นคนของสหภาพหกแผ่นดิน นับว่าสมควรได้รับคำชมจากเทพมนุษย์จริงๆ

     

    “มันสวมสร้อยข้อมือที่ทำจากหินสัตชีวะ”

     

    ท้องพระโรงพลันเงียบสนิท ความเงียบงันในครั้งแรกเป็นความเงียบที่เกิดจากแรงกดดันและเคร่งเครียด ทว่า ความเงียบในครั้งนี้เกิดมาจากความตกตะลึงลาน หินสัตชีวะที่ทำเป็นสร้อยข้อมือ? มันใช้ประโยชน์จากหินในตำนานได้น่าสมเพชนัก! ผู้คนในท้องพระโรงอยากจะกรีดเนื้อตัวเองออกมากินด้วยความคับแค้นใจ มันทำอย่างกับหินสัตชีวะมีอยู่ล้นโลกอย่างไรอย่างนั้น

     

    “จะ…เจ้าไม่ได้สังเกตผิดใช่หรือไม่” น้ำเสียงของเทพมนุษย์สั่นเครือ หากเป็นคนอื่นพูดเทพมนุษย์คงตวาดลั่นและกล่าวหาว่าคนผู้นั้นพูดปด แต่เบื้องหน้าของเขาคือปรมาจารย์ฝู่ชิง ถ้าไม่นับเฮนโรวและเทพสงคราม ฝู่ชิงคือมนุษย์ที่มีภูมิความรู้กว้างขวางหลากหลายที่สุดในดินแดนมนุษย์ มีหรือที่จะกล้าต่อล้อต่อเถียงกับเขา? ไม่เว้นแม้แต่เทพมนุษย์ก็ตาม

     

    “ข้ามิได้ตาบอดฝ่าบาท ชายหนุ่มผู้นั้นตัดสินใจเข้าเรียนในสถาบันมังกรอีกด้วย ถ้าฝ่าบาทไม่เชื่อกระหม่อมสามารถพาท่านไปพิสูจน์ได้ในทันที”

     

    เทพมนุษย์กลืนน้ำลายคำโต สีหน้าไม่สบอารมณ์ทอดมองไปทางหน่วยสำรวจในดินแดน “พวกเจ้าได้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับกำแพงนั่นมาบ้าง”

     

    “กราบบังคมทูลฝ่าบาท… พะ…พวกกระหม่อมไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับมันเลย กำแพงนั่นแผ่รัศมีกดดันประหลาด แค่พวกข้าเห็นมันขาก็ไม่ขยับแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

     

    เทพมนุษย์ใบหน้าบิดเบี้ยว เขาทนฟังเรื่องราวไร้สาระมานานขนาดนี้ได้เช่นไร ถ้าไม่ติดว่าหัวหน้าหน่วยสำรวจทำงานอย่างภักดีมาตลอดหลายสิบปี เทพมนุษย์คงปลิดชีพมันไปแล้ว เขาหันไปถามกับปรมาจารย์ฝู่ชิง “พวกเราควรทำเช่นไรกันต่อ”

     

    “เป็นไปตามที่ฝ่าบาทตรัสไว้ คงต้องพึ่งให้สิบเทพแห่งเงาออกไปสำรวจกำแพงนั่น พวกเราจำเป็นต้องมีข้อมูลเกี่ยวกับมันเสียก่อนมิอาจลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าได้ ถ้ากำแพงนั่นสร้างมาจากหินสัตชีวะจริง เราควรยิ่งต้องระวังเป็นการใหญ่”

     

    ..สเตตัสปัจจุบัน...


    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์

    เลเวล:11,546 พลังกาย:106,357,823 พลังเวทย์:112,507,991 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ

     

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิผีดิบ ที่คุณอ่าน