ตึง! ตึง! ตึง! เสียงกลองดังสนั่น ณ งานเทศกาลเฉลิมฉลองประจำปีของแคว้นเกษพล ผู้คนมากมายเดินสวนกันไปมาพลุกพล่านบรรยากาศโดยรอบสุดแสนครึกครื้น ผู้คนจากหมู่บ้านน้อยใหญ่ต่างพากันหลั่งไหลเข้ามาร่วมงานเทศกาลประจำปี ซึ่งนับว่าเป็เทศกาลแห่งปีที่จะรวบรวมผลผลิตของเหล่าพี่น้องเกษตรกรที่ตรากตรำทำงานหนักมาตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ออกมาให้สาธารณชนได้ชื่นชมผลงานของพวกเขา
มีเหล่าเกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่นำผลผลิตของตนเองออกมาตั้งแผงค้าขาย ซึ่งก็ทอดยาวไปตลอดแนวทางเดินไกลสุดลูกหูลูกตา มีทุกอย่างสำหรับผู้คนที่้าเข้ามาจับจ่ายใช้สอย อาทิเช่น สมุนไพรหลากคุณประโยชน์นานาพันธุ์ พืชผักใบเขียว และยังรวมไปถึงผลหมากรากไม้หลากหลายชนิดที่สุกงอมได้ทีพร้อมรับประทาน
ยังไม่หมดเพียงแค่นั้น งานเทศกาลนี้ไม่ได้มีเพียงแค่การค้าขายผักผลไม้เพียงอย่างเดียว ยังมีการรับประกวดผลไม้สวยงามอีกด้วย เป็การเอาผลไม้ที่มีลักษณะโดดเด่น ผลไม้ที่มีรูปทรงสวยงามมาแข่งขันกัน โดยมูลค่าสำหรับรางวัลชนะเลิศก็มากโข นอกเหนือไปกว่านั้น สิ่งดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้ามาร่วมเทศกาลอย่างบ้าคลั่งในทุกครั้งที่จัดงานนั้นก็คือ การประกวดสัตว์สวยงาม การนำสัตว์หลากหลายชนิดที่มีลักษณะสง่างามเฉพาะตัวเข้ามาประชันกัน นี่ถือเป็การประกวดที่มีผู้คนจำนวนมากตั้งหน้าตั้งตารอ
ไม่เว้นแม้แต่องค์ราชินีของแคว้นอย่างพระมเหสีเมรีที่ตอนนี้พระองค์ทรงประทับอยู่ในห้องโถงใหญ่ (ซึ่งก็เป็พระราชตำหนักส่วนพระองค์) ปกติแล้วพระมเหสีเมรี พระองค์จะเป็ประธานเปิดงานเทศกาลเฉลิมฉลองนี้ในทุกๆ ปี แต่เพลานี้พระองค์ทรงมีพระครรภ์แก่ใกล้จะคลอดเต็มทีแล้ว ผู้ที่เป็พระสวามีอย่างพระมหากษัตริย์วรทัศน์ เกรงว่านางจะเดินทางยากลำบาก จึงจะไหว้วานให้เสนาอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่ทางเดินไปเป็ประธานเปิดงานแทนภริยาของตน
“หม่อมฉันจะไปเพคะ หม่อมฉันคิดว่าหม่อมฉันไปได้” พระมเหสีเมรีเอ่ยออกมากับบุรุษที่อยู่ตรงหน้าอย่างกษัตริย์วรทัศน์ผู้เป็สวามี
“นี่เ้าจะไปได้อย่างไร ครรภ์เ้าแก่ขนาดนี้” กษัตริย์วรทัศน์ตอบทันควัน คิ้วของพระองค์ขมวดแทบจะจรดกันอย่างสงสัย
“คราวนี้ขอให้ท่านอำมาตย์ ไปแทนเ้าเสียเถิด” องค์าากล่าวต่อ
“ท่านพี่ ข้าไปได้จริงๆ อีกอย่างหมอหลวงก็พึ่งบอกเองว่า ลูกของเรามีกำหนดคลอดอีกตั้งเดือนหน้า ไม่มีอะไรต้องเป็ห่วงหรอกเพคะ” องค์ราชินียืนกรานพลางส่งสายตาออดอ้อน ทำเอากษัตริย์วรทัศน์ถึงกับส่ายหัวอย่างหน่ายอกหน่ายใจ แต่พระองค์ไม่อยากจะถกเถียงอะไรให้มากความ
‘คงจะห้ามนางไม่ได้สินะ’ พร้อมกับกล่าวพร่ำเพ้ออยู่ในหัว ‘ในเมื่อนางยืนกรานว่าจะไป มันก็ต้องเป็ไปตามนั้น’
ในขณะเดียวกันเพียงแค่ดูจากสายตา มเหสีเมรีก็รู้ได้เลยว่าสวามีของนางนั้น จำยอมให้นางแล้ว ทั้งสองพระองค์ไม่ได้สนทนาใดๆ ต่อกันอีก พระมเหสีก็รีบบึ่งออกไปแต่งองค์ทรงเครื่องเตรียมตนเตรียมตัวในทันทีทันใด โดยไม่สนใจบุรุษที่มองตามแผ่นหลังของนางอย่างตาละห้อยเลยแม้แต่น้อย
กษัตริย์วรทัศน์ถอนหายใจเฮือกใหญ่และหันหน้าไปทางท่านอำมาตย์ที่ยืนดูพระองค์กับมเหสีพูดคุยกันอยู่ห่างๆ ทางด้านหลัง
“ดูแลนางให้ดีท่านอำมาตย์ อย่าให้เกิดอะไรขึ้นกับนางเป็อันขาด” กษัตริย์วรทัศน์ตรัสเสียงเข้ม เป็คำสั่งให้กับเสนาอำมาตย์คนสนิท
“แน่นอนขอรับฝ่าา ข้าจะดูแลพระมเหสีอย่างดีที่สุดขอรับ” ท่านอำมาตย์โค้งศีรษะและกล่าวน้อมรับคำสั่งขององค์าา
ต่อมาไม่นานขบวนรถเกวียนของพระมเหสีเมรีก็เคลื่อนตัวออกจากพระราชวัง มุ่งหน้าตรงไปยังสถานที่จัดงานเทศกาลประจำปี
กรุบกรับ! กรุบกรับ! กรุบกรับ! เสียงเดินกรุบกรับของสัตว์กีบเท้าขนาดใหญ่ โดยที่มันมีเชือกสีแดงสนตะพายอยู่กับโครงหน้าเรียวยาว ปรากฏเห็นเป็ชายแก่จูงควายตัวใหญ่กำลังเดินเข้ามาร่วมงาน ควายสีเทาที่เกือบจะดำสนิท สันเขาของมันโค้งเว้าสัดส่วนรูปทรงสง่างาม ชายแก่พาควายของตัวเองเดินผ่านหมู่ผู้คนไป
“-- ขนมหวานจ้า ขนมหวานไหมจ๊ะ มีมากมายหลากอย่าง แวะมาดูก่อนได้จ้า”
เสียงของแม่ค้าขนมหวานนางมีชื่อว่า รจนา เอ่ยชักชวนให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาแวะเข้ามาซื้อขนมหวานของตัวเอง รจนาเป็หญิงสาวที่หน้าตาสะสวย ผิวพรรณผุดผ่อง ผมเผ้าสีดำยาวตรงสง่างาม นางเป็เ้าของแผงขายขนมหวานที่ตั้งค้าอยู่ริมถนน
รจนานั่งเปล่งเสียงเรียกลูกค้าอยู่สักพัก นางก็บังเอิญหันมองไปเห็นสิ่งที่สะดุดตาเข้า นางบังเอิญหันไปเห็นเด็กหญิงตัวกระจ้อยผมสั้นประบ่ายืนอยู่ข้างคุณพ่อที่กำลังเลือกซื้อผัก ผลไม้อยู่แผงค้าขายข้างๆ ไม่ไกลนัก
นางเห็นเด็กหญิงคนนั้นจ้องมองมาที่ถาดกว้างวางเรียงรายของขนมเสน่ห์จันทร์ ขนมหวานลูกกลมๆ สีเหลืองอร่ามมีดวงดาวสีดำวางทับอยู่้า ประดับประดาด้วยทองคำเปลววางอยู่กึ่งกลาง สายตาเปล่งประกายของเด็กหญิงตัวกระจ้อยที่จ้องมองขนมเสน่ห์จันทร์มันช่างน่าเอ็นดู หนูน้อยนางกลืนน้ำลายกลับเข้าไปในลำคอในแบบที่นางไม่ได้ตั้งใจ
ทำเอาคนที่แอบมองดูอยู่อย่างรจนาเผลอยิ้มออกมา เห็นกระนั้นรจนาจึงไม่รอช้า รีบหยิบขนมเสน่ห์จันทร์ออกมาจากถาดหลายลูก หยิบเอาใส่กระทงใบตองที่ได้ตระเตรียมเอาไว้ แล้วจัดวางเรียงรายกันอย่างเหมาะสม มีอยู่ด้วยกันแปดลูกเห็นจะได้ รจนาลุกขึ้น นางค่อยๆ เดินไปยื่นมันให้กับหนูน้อยตัวจิ๋ว เด็กหญิงยื่นมือออกมารับด้วยความไร้เดียงสา
ขณะเดียวกันนั้นเอง พ่อของหนูน้อยก็หันมาเจอเข้าพอดี เขาแลเห็นลูกสาวตัวเองกำลังเคี้ยวขนมเสน่ห์จันทร์อย่างเอร็ดอร่อย
“อ้าวลูก!” คุณพ่อทักขึ้นด้วยท่าทางใ เขาเงยหน้าขึ้นอย่างเร่งรีบ
“ขนมนี่มีราคาเท่าไร่งั้นหรือ” พ่อเด็กรีบถามแม่ค้าขนมหวานที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ไม่เป็ไรเ้าคะ ข้าไม่คิดเงิน” รจนาตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“คิดเงินมาเถิดนาง ของซื้อของขายไม่ต้องเกรงใจ ดูจากลูกสาวข้าขนมของเ้าคงจะอร่อยน่าดู” พ่อเด็กหญิงเอ่ย พลางแลดูลูกสาวตัวเองขย่ำเคี้ยวขนมเสน่ห์จันทร์อย่างมูมมาม
“ไม่เป็ไรจริงๆ เ้าคะ ข้าเต็มใจให้แม่หนูคนนี้ เ้าค่ะ” รจนากล่าวปฏิเสธอีกครั้ง
พ่อของหนูน้อยยิ้มปลื้มปริ่ม เขาก้มโค้งหัวให้กับรจนาเล็กน้อย “งั้นก็ขอบใจเ้ามากนะ ลูกพ่อขอบใจพี่สาวเขาสิลูก”
เด็กหญิงเมื่อได้ยินพ่อของตนบอกนางก็ทำตามในทันที “ขอบใจมากจ๊ะ”
หนูน้อยเอ่ยออกมาเสียงแหลมปรี๊ดพลางก็เคี้ยวขนมอยู่เต็มปากและทั้งสองพ่อลูกก็ได้เดินจากไป