ในขณะที่เขาพุ่งตัวเข้าหาชายชราลึกลับ เหลียงเฉินขบกรามแน่นนิ้วชี้และนิ้วกลางแนบทาบทับลงบนตัวกระบี่
กระบี่สีเงินในมือพลันส่องแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นราวกับดวงอาทิตย์ได้เริ่มสาดทอประกาย ในยามแสงแรกแห่งรุ่งอรุณยามเช้า และอักขระเวทสีส้มก็พลันหมุนวนเป็วงกลมขึ้นสามชั้น ปรากฏที่ส่วนโคนของตัวกระบี่สีเงินใกล้ด้ามจับ
ส่วนชายลึกลับผู้มาเยือน ก็ถือไม้เท้าในมือกำเอาไว้แน่น เมื่ออักขระเวทของเขาเองก็ถูกวาดขึ้นอย่างรวดเร็วเช่นกัน ทำให้ลูกแก้วที่ส่องประกายสีฟ้าอ่อนจางพลันปรากฏแสงสว่างเจิดจ้ามากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าและอักขระเวทก็ปรากฏหมุนวนอยู่ล้อมรอบหัวไม้เท้าที่อยู่ในมือ
ชั่วขณะไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ บนศีรษะของเขาที่สูงขึ้นไปราวสิบจั้ง บังเกิดมีหมู่เมฆขนาดใหญ่สีเทาหม่นหมองดูแล้วช่างน่าหวาดกลัวประหวั่นพรั่นพรึงยิ่ง แล้วเริ่มก่อตัวจนเกิดเป็แกนพายุขนาดใหญ่หมุนวนอยู่้าพร้อมกับเสียงของฟ้าผ่าคำรามลั่นถี่รัวอย่างเกรี้ยวกราด
แล้วยังมีเส้นสายฟ้าจำนวนห้าเส้น ที่ปรากฏขึ้นที่หัวไม้เท้าของเขาอีก ขณะที่กำลังสะบัดพลิ้วไปมาราวกับแส้เพลิงมรณะ
จุดเด่นของเคล็ดวิชาธาตุเวท ‘อัสนีเพลิงแผดเผา’วิชานี้สามารถสร้างสายฟ้าขึ้นได้ในทันที หลังจากผู้ใช้วาดอักขระเวทเสร็จสิ้นและเส้นสายฟ้าทั้งหมดห้าสาย ที่ถูกล้อมรอบด้วยเปลวเพลิงมรณะสามารถสังหารคนจนกลายเป็เถ้าธุลีได้ชั่วแค่กะพริบตา หากแม้นว่าโดยเฉียดเข้าที่ร่างกายของบุคคลธรรมดาหรือกระทั่งผู้มีพลังคุ้มกันร่างกายไม่แข็งแกร่งมากพอไม่ว่าจะโดนส่วนหนึ่งส่วนใดก็ตาม
ในระยะไม่ถึงสามจั้ง เหลียงเฉินขบฟันแน่นในมือของเขากุมกระบี่สีเงินแแ่ขึ้นไปอีกก่อนจะชี้ปลายกระบี่อันคมกริบไปยังชายชราลึกลับ แล้วเสียงวิ้งก็ดังขึ้นครั้งหนึ่ง ทำให้บริเวณปลายกระบี่ของเขาก็พลันบังเกิดก้อนพลังส่องสว่างแสบตาขึ้นมา แล้วพุ่งวาบออกไปราวกับลูกไฟขนาดั์
เสียงะเิตูมตามดังสนั่นไปทั่วทั้งหุบเขา
ทำให้แสงสว่างเจิดจ้าที่เกิดจากเคล็ดวิชาธาตุเวทระดับสามวิถี และพลังปราณิญญาระดับสองดาราของพวกเขาลุกวาบขึ้นครั้งหนึ่งเมื่อเกิดการปะทะ ก่อนแตกกระจายออกเป็ระลอกคลื่นจากจุดศูนย์กลางกระเพื่อมไหวฉีกออกเป็วงกว้าง ราวกับก้อนหินั์ตกลงไปในทะเลสาบ
เฟยอวิ๋นที่หลบอยู่ในห้องของตนอย่างเงียบเชียบสะดุ้งโหยงผงะหงายใด้วยความหวาดกลัว ทว่าครั้งนี้เขาไม่อยากหนีอีกแล้ว เพราะเขาเป็ห่วงท่านลุงเนื่องจากที่ผ่านมาครั้งก่อนหน้า สถานการณ์มันไม่ดูเลวร้ายถึงขั้นนี้มาก่อนถึงแม้จะเคยปะทะกับศัตรูมาหลายครั้งจนถึงขั้นเฉียดตายก็จริง แต่ว่าในแต่ละครั้งผู้บ่มเพาะทั้งหลายที่มาเยือนเ่าั้พลังปราณิญญาล้วนอยู่ในระดับเท่าเทียมกับท่านลุง หรือไม่ก็อยู่ในระดับที่อ่อนกว่าและแต่ละคน ก็ล้วนแล้วแต่ไม่มีใครหยิบยกเคล็ดวิชาธาตุเวทออกมาสู้เลยสักคนเดียว
“ข้าจะทำยังไงดี?” ่เวลาเช่นนี้ทำให้เฟยอวิ๋นรู้สึกว้าวุ่นในใจอย่างสับสน
เพราะถ้าหากว่าเขาเข้าร่วมในการต่อสู้ครั้งนี้อาจนำมาซึ่งเป็ภาระของท่านลุงมากขึ้น
และอีกอย่างหนึ่ง เฟยอวิ๋น ‘ไม่มีพลังปราณิญญา’ในร่างกายเลยแม้แต่ขั้นเดียว!!!...
เฟยอวิ๋นในขณะนี้ ตัวเขาเองมีเพียงแค่ความเร็วและความแข็งแกร่งของร่างกายเท่านั้น หากะโลงไปช่วยเหลือ ไม่เท่ากับว่าต้องหาเื่ใส่ตัวทั้งเขาและท่านลุงหรอกเหรอไหนจะทำให้ตัวเองเป็ภาระอีก เพราะพลังปราณิญญาของผู้ที่มาเยือนท่านนั้นแค่เขาจามครั้งเดียวร่างคงแหลกเป็ชิ้นๆ แน่นอน
สายลมหอบหมุนม้วนฝุ่นธุลีจางหาย
ชายลึลับยังคงยืนแน่นิ่งด้วยสีหน้าอันเรียบเฉย เขายังไม่ขยับเขยื้อนถอยหลังไปแม้แต่ก้าวเดียวแต่ทว่าท่านลุงกลับนั่งคุกเข่าลงทั้งสองข้าง เลยห่างจากจุดปะทะราวห้าจั้งสองมือกำด้ามกระบี่สีเงิน ค้ำยันร่างเอาไว้แน่นด้วยอาการสั่นเทาระริก
ก่อนที่เขาจะพ่นโลหิตออกมาหนึ่งกอง และที่สองมุมปากก็มีโลหิตสีแดงเข้มยังคงไหลซึมออกไม่หยุดหย่อน
“เ้ารู้จักชื่อข้า และข้าก็รู้แล้วว่าเ้าเป็ใครเช่นกัน?”เหลียงเฉินพูดพลางแสยะยิ้ม เผยให้เห็นร่องฟันที่เต็มไปด้วยโลหิต
“เ้าคือเอ่อตงเว่ย ซึ่งเป็ถึงรองประมุขเ้าตำหนักจรัสแสง นับว่าศึกครั้งนี้ช่างเป็เกียรติของข้าโดยแท้ฮ่าฮ่าฮ่า!!!...ข้าชักจะเชื่อเ้าแล้วจริงๆ ว่าหลานของข้ามีสิ่งที่พวกเ้าตามหามันขนาดที่เ้าอยู่ในดินแดนทางใต้ของ ‘อัสนีทักษิณ’ที่อยู่ไกลโพ้นสุดขอบแผ่นดินปราณอรูณ ยังสนอกสนใจในเื่นี้หึหึ...แล้วอีกสองดินแดนก็คงเป็เช่นเดียวกัน ข้ารู้สึกยินดียิ่งนักยินดีที่ได้ทดสอบฝีมือกับพวกเ้า!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า...เหลียงเฉิน เมื่อเ้ารู้เช่นนี้แล้ววันนี้เ้าเองก็คงไม่อาจรอดพ้นจากความตายได้เช่นกัน!!! ข้าสูญเสียทรัพยากรไปมากรวมทั้งศิษย์ที่ตกตายจากฝีมือเ้าก็ไม่น้อย เฮ้ออ...แต่ทว่าข้ามาคิดดูแล้วในวันนี้ข้าไม่ได้มาเสียเที่ยวจริงๆ”
เอ่อตงเว่ยกล่าวจบ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนมืดครึ้มขึ้นทันทีเขาขบกรามแน่นพลางสะบัดแขนเสื้อขึ้นหนึ่งครั้ง
เมฆครึ้มที่้าที่มีเสียงฟ้าคำรามลั่นลอยอยู่เหนือศีรษะของเขา ก็พลันหายวับไปราวกับอากาศธาตุก่อนจะยืนไพล่หลังสายตาจับจ้องมองมาทางท่านลุงด้วยสายตาเย็นเยียบ
เหลียงเฉินกระอักโลหิตออกมาเป็ครั้งที่สองใบหน้าของเขาดูซีดเผือดลงอย่างเห็นได้ชัดแต่ทว่าจิตใจและความมุ่งมั่นยังคงไม่จางหาย ต่อให้เขาต้องตาย ยังไงเสียในเวลานี้เขาก็ต้องรักษาชีวิตเฟยอวิ๋นเอาไว้ให้ได้ นั้นเป็คำสั่งอันเด็ดขาดที่อาจารย์ได้ฝากฝังเขาเอาไว้ตลอด่เวลาที่ต้องดูแลเด็กหนุ่ม
“หลานข้าเ้าจงหนีไปให้ไกลที่สุด!!!” เหลียงเฉินแผดร้องะโสุดเสียง โดยที่ไม่หันหลังกลับไปมองเฟยอวิ๋น
“หนีอย่างงั้นเหรอ!...เ้าคิดว่ามันจะหนีข้าพ้นหรือยังไงกัน?” เอ่อตงเว่ยแววตาฉายประกายความโเี้ก่อนสาวเท้ามาด้านหน้าสามก้าว ทันใดนั้นเสียงคำรามลั่นของสายฟ้าก็กระหึ่มกึกก้องที่เหนือศีรษะของเขาอีกครั้งไม้เท้าที่อยู่ในมือก็ลอยเคว้งขึ้นไปบนท้องฟ้าและลูกแก้วก็ส่องสว่างมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว
สายฟ้าทั้งห้าเส้นไม่ปรากฏให้เห็นอีกแล้วแต่ตอนนี้มันกับรวบควบกันหลงเหลืออยู่เพียงเส้นเดียวแต่ทว่าความน่าสะพรึงกลัวของมัน กับเพิ่มขึ้นเท่าทวีคูณอย่างน่าหวาดหวั่นพร้อมกับกลิ่นอายสังหารแผ่พุ่งออกมา ราวกับว่าเผชิญหน้ากับภูติผีปีศาจร้าย
เหลียงเฉินขบฟันแน่นสูดหายใจเข้าลึก ก่อนพลางจะหยัดกายลุกขึ้นอย่างยากลำบากด้วยอาการที่ยังสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง ดวงตาทั้งสองแดงก่ำราวกับเปลวเพลิงที่คั่งแค้นหรี่ตาจ้องมองไปยังเส้นสายฟ้าที่หนาเท่าแขนตนแล้วอดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านไปทั่งร่าง
“พลังธาตุเวทของมัน! น่าหวาดกลัวขนาดนี้เชียวรึ?” เขาเองก็ตระหนักได้ถึงพลังอันน่ากลัวนั้นแล้ว
แต่สองมือก็ยังกุมกระบี่สีเงินเอาไว้แน่นขนัดยกตั้งฉากไว้ยังเบื้องหน้าของตน และทันใดนั้นก็ปรากฏก้อนแสงส่องประกายวาบราวกับดวงอาทิตย์พลันสว่างจ้าขึ้นบนเหนือศีรษะของเขาเช่นกัน
เหลียงเฉินปล่อยมือจากกระบี่ให้มันลอยเคว้งอยู่เบื้องหน้าไอปราณิญญาพร่าเลือนห่อหุ้มเอาไว้เลือนราง ทันใดนั้นก็ปรากฏ ‘แก่นปราณจิติญญาธาตุ’ ขึ้นที่บนฝ่ามือของเขา
สีของมันสว่างวาบเป็สีฟ้า แต่ทว่าก็ค่อนข้างเข้มเล็กน้อย ส่องแสงระยิบระยับงดงามมีขนาดราวเกือบหนึ่งชุ่น
ซึ่งในระดับนี้จะเรียกว่า ‘แก่นปราณจิติญญาธาตุฟ้าดิน’
“เอ่อตงเว่ย เ้ารู้ไหม?...ว่า แก่นปราณจิติญญาธาตุในมือข้ามันเป็ของลูกศิษย์คนใดของเ้า ฮ่าฮ่าฮ่า!!!”เหลียงเฉินะโกล่าวด้วยถ้อยคำที่ยั่วยุ พร้อมทั้งแสยะยิ้มอย่างหยามเหยียด
แต่ทว่าภายในจิตใจห้วงระหว่างขบคิด ครั้งนี้เขาอาจจะทำได้เพียงแค่ต้องต้านรับเพราะการต่อสู้เมื่อครู่ที่ผ่านมา ทำให้เขารู้ว่าอีกแค่ไม่กี่ขบวนท่าเขาก็คงมิอาจจะต้านทานมันได้เป็แน่ เพราะพลังธาตุเวทของเอ่อตงเว่ยนั้นช่างร้ายกาจกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้มาก แต่ถ้าหากว่าเขาสามารถหยุดพลังธาตุเวทเพลิงอัสนีแผดเผาครั้งนี้ได้เฟยอวิ๋นเองคงจากไปไกลแล้วในตอนนี้ นั้นคือสิ่งที่เขาคิด
ทันใดนั้น ‘แก่นปราณจิติญญาธาตุ’ที่เป็เหมือนดั่งแก้วผลึกสีฟ้างดงามที่อยู่ในมือของเหลียงเฉินก็พลันกลายเป็ลำแสงพุ่งหายวับเข้าไปในปากที่กำลังอ้ารอ
เหลียงเฉินพลันกล้ำกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เพื่อไม่ไห้สำลักโลหิตออกเป็ครั้งที่สามสองมือกำเข้าหากันแน่นจนดูซีดจาง พลางเชิดหน้ามองไปบนท้องฟ้าที่กว้างไกลก่อนจะแผดเสียงคำรามลั่น หลังจากร่างกายเริ่มดูดซับพลังจากแก่นปราณจิติญญาธาตุดวงนั้น
ขณะที่ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวเหยเก แสดงถึงความเ็ปออกมาไม่น้อย เหงื่อเม็ดใหญ่เท่าถั่วก็พลันผุดพลายขึ้นเต็มใบหน้าอาภรณ์ที่สวมใส่ก็ปลิวสะบัดไหว ราวกับถูกคลื่นลมพัดกระหน่ำรุนแรงเส้นผมที่ดกดำก็ปลิวชี้กระจายขึ้นบนท้องฟ้าจนดูยุ่งเหยิง
ทั่วทั้งร่างของเขาในตอนนี้ ราวกับมีเปลวเพลิงปะทุอยู่ภายในพลังปราณิญญามากมาย ก็หมุนวนราวกับคลื่นมหาสมุทรที่กำลังบ้าคลั่งซึ่งขั้นตอนนี้เรียกว่า ‘ขั้นรวมประสานแก่นจิติญญาธาตุ’
“บัดซบ!!!...จะ..จะ...เ้าสารเลว เ้ามัน...เหลียงเฉิน!วันนี้เ้าไม่ได้ตายดีแน่!!!” ตอนนี้ เอ่อตงเว่ยหน้าดำคร่ำเครียดแล้วจริงๆ
เอ่อตงเว่ยในตอนนี้ ใบหน้าแดงก่ำราวกับกินพริกไปหลายเม็ด ก่อนจะขบฟันแน่นขนัดจนมันแทบจะแตกละเอียดภายในปาก พร้อมกับรังสีสังหารแผ่พุ่งออกมาราวกับน้ำพุแตกความเกรี้ยวกราดโกรธแค้นในหัวใจ พุ่งไต่ระดับขึ้นจนถึงขีดสุดก่อนที่จะยกมือสะบัดนิ้ว แล้วชี้ไปทางเหลียงเฉินในทันที
ฉับพลันนั้น สายฟ้าหนึ่งเส้นที่อ่อนช้อยวูบไหวเริงระบำ ที่กำลังส่องสว่างอยู่บนท้องฟ้าตรงหัวไม้เท้าก็กลายเป็ลำแสงสีส้มเส้นตรง พุ่งดิ่งเร็วยิ่งกว่าลูกธนูเสียอีกพร้อมกับประกายเพลิงสีแดงจางๆ ล้อมรอบ มุ่งตรงเข้าหาเหลียงเฉินอย่างรวดเร็ว
ส่วนกระบี่สีเงินที่ลอยเคว้งอยู่กลางอากาศของเหลียงเฉิน ก็หวีดเสียงแหลมพุ่งตรงเข้าหาเส้นลำแสงนั้นด้วยเช่นกัน
‘ฝ่ายหนึ่งรุกเพื่อหมายสังหาร!อีกฝ่ายหนึ่ง...เหมือนตั้งรับเพื่อรออะไรบางอย่าง!’
เสียงปะทะกันของพลังธาตุเวททั้งคู่ ที่พวกเขาขับเคลื่อนเหนี่ยวนำมันด้วยพลังปราณิญญาถูกรีดเร้นออกมาจากร่างกายจนถึงขีดสุดของแต่ละคน
พลันก็บังเกิดเสียงะเิตูมดังสนั่นกึกก้องขึ้นท่ามกลางความเงียบงันระลอกคลื่นพลังปราณิญญา แผ่พุ่งกระเพื่อมไหวออกเป็วงกลมกว้างอีกครั้งทำให้พื้นปฐีถึงกับสั่นไหวไปทั้งแนวของสันเขาแม้แต่สัตว์น้อยใหญ่ที่กำลังหลับฝันหวาน ยังผวาใแทบขี้ราดฉี่พุ่งนึกว่าแผ่นดินถล่ม
แต่ทว่าครั้งนี้ เหลียงเฉินกับถอยหลังห่างออกไปแค่ไม่กี่ก้าวเขาแสยะยิ้มมุมปาก ด้วยท่าทีเหยียดหยามในพลังฝีมือของฝ่ายตรงข้ามเล็กน้อย
“เอ่อตงเว่ย!!!...เ้ามีดีมากพอแค่ไหนที่จะสังหารข้า ฮ่าฮ่าฮ่า”
.
.
.
.
.
………………………………
ด้วยอานุภาพของมันนั้น ช่างแตกต่างจากครั้งแรกโดยสิ้นเชิง ความเกรี้ยวกราดสุดขีดของพลังปราณิญญาจากเอ่อตงเว่ยและพลังปราณิญญามากมายของท่านลุงเอง ก็ถูกเหนี่ยวนำไปพร้อมอักขระเวททำให้การปะทะกันในครั้งนี้ เหลียงเฉินเองก็มิอาจทนรับไหวได้เช่นกันคงมีแต่ต้องตายสถานเดียวเท่านั้นในเวลานี้!