ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 บทที่ 139 เตรียมพร้อมเก็บตัว

            ตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น หลินหยางแทบไม่มีเวลาว่างเลยเขายุ่งมากเสียจนไม่มีเวลาย้อนกลับมาดูแลหัวใจตัวเองเลยสักครั้ง

            แต่เพราะคำพูดกระตุ้นเตือนของหลินเฮ่ายวนเมื่อครู่นี้ทำให้เขาตั้งคำถามกับตัวเองตลอดเวลาที่กำลังเดินกลับจากพระราชตำหนักไปยังคฤหาสน์ตระกูลเวินว่าอันที่จริงแล้ว ตัวเขานั้นรู้สึกอย่างไรกับชิงชิงและสวี่เหยากันแน่?

            มันอาจจะเป็นเพราะความทรงจำของจักรพรรดิฟ้าหลีหั่วก็ได้ที่ทำให้เขายากที่จะเกิดความรู้สึกหวั่นไหวกับหญิงสาวธรรมดาได้อีกถึงแม้ว่าสวี่เหยาจะสามารถสร้างผลงานได้โดดเด่นขนาดนี้แล้วก็ตามแต่สุดท้ายหลินหยางก็รู้สึกว่าตัวเขามองหญิงสาวผู้เข้มแข็งคนนั้นเป็นเพียงแค่สหายหรือเพื่อนร่วมต่อสู้คนหนึ่งในชีวิตก็เท่านั้นไม่ได้เกิดความรู้สึกแบบพิเศษขึ้นกับนางเลยแม้แต่น้อย

            แต่เมื่อครู่นี้ ตอนที่เขาแอบมองชิงชิงจากที่ไกลๆ พร้อมกับที่กำลังฟังคำพูดพร่ำเพ้อราวกับคนบ้ากำลังละเมออยู่นั้นหลินหยางพลันรู้สึกว่าหัวใจของตัวเองมันอ่อนโยนลงเป็นอย่างมาก

            เขาถึงกับรู้สึกว่าตัวเองกำลังตื่นเต้นจนหัวใจเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            สาวน้อยตรงหน้านี้เปรียบเสมือนนางฟ้าที่ช่วยเหลือเขาออกมาจากซากวัดร้างหลังจากนั้นก็ยังคอยปกป้องเขาแม้ว่าจะต้องหักหน้ากับผู้เป็นพี่ชายแท้ๆ ของตัวเองต่อมาก็เจอเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายร่วมกันจนต้องห่างจากกันไปพักหนึ่งและสุดท้ายคือการที่นางพยายามฝึกวรยุทธ์อย่างสุดชีวิตเพื่อที่จะได้วิ่งไล่ตามรอยเท้าของเขาให้ทัน...

            ทั้งหมดทั้งมวลนี้ได้ทำให้หัวใจที่ถูกผนึกเอาไว้นานมากจนกลายเป็นดั่งน้ำแข็งอันเย็นชาไร้ความรู้สึกของหลินหยางเริ่มเกิดอาการหวั่นไหวขึ้นอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

            อาการใจเต้น... มันรู้สึกอย่างนี้เองหรือ?

            หลินหยางค่อยๆ ก้าวเดินออกไปโดยเขาคิดจะเข้าไปโอบกอดสาวน้อยน่ารักตรงหน้านี้จากข้างหลังแต่ก็แอบเกิดความรู้สึกเขินอายขึ้นมาอยู่บ้าง

            เขาเพิ่งจะรู้สึกตัวขึ้นมาว่าสุดท้ายแล้วตัวเองก็ยังเป็นแค่เด็กอายุสิบห้าคนหนึ่งเท่านั้นเรื่องราวความรักระหว่างชายหญิงนั้น ถึงแม้ว่าจะเห็นมาเยอะแต่สุดท้ายเขาก็ยังอ่อนหัดอยู่ดี

            ในที่สุด หลินหยางก็เลือกที่จะส่งเสียงกระแอมไอออกมา “อะแฮ่ม...”

            “ใคร!!” แม่หนูน้อยกระโดดดึ๋งขึ้นมาอย่างรวดเร็วใบหน้าของนางนั้นดูแดงเรื่อราวกับแอปเปิลสุก

            โดยเฉพาะตอนที่เวินชิงชิงมองเห็นหลิงหยางแล้วใบหน้าที่แต่เดิมก็ออกแดงเรื่ออยู่แล้ว ตอนนี้มันยิ่งแดงเด่นขึ้นไปอีก

            “หลินหยาง เจ้า... เจ้ามาแอบฟังคนอื่นพูดได้อย่างไร!!!!”

            หลินหยางที่ปกติเป็นคนเย็นชาและปากคอเราะร้ายตอนนี้กลับกำลังยืนเกาหัวทำตัวไม่ถูก “ข้า ข้าไม่ได้ตั้งใจนะ แต่ว่าก็ไม่ได้ยินอะไรเยอะหรอกแค่ได้ยินเรื่องที่ไม่สมควรได้ยินทั้งหมดแค่นั้นแหละ...”

            เวินชิงชิงกำหมัดพุ่งเข้ามาหาหลินหยางทันที “ไอ้บ้าหลินหยาง ไอ้โง่หลินหยางเจ้ากล้าล้อข้าเล่นหรือ!! เอาหมัดไปกินซะ!!!!”

            หลินหยางเพิ่งสังเกตเห็นว่าเวินชิงชิงตอนนี้ได้ฝึกฝนจนสามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในขอบเขตพลังระดับเซียนเทียนแล้วความเร็วในการพัฒนานั้นเร็วกว่าที่เขาจินตนาการไว้มากโข

            แต่ถึงอย่างนั้น หมัดที่เวินชิงชิงชกเข้าใส่เขานั้นอย่าเรียกว่าการต่อยเลยเพราะนางก็ไม่ได้ออกแรงอะไรมาก ก็แค่ทำให้หลินหยางคันๆ เท่านั้นมันรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูกมากกว่า

            หลินหยางหยอกล้อกับเวินชิงชิงอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็สวมกอดเวินชิงชิงเอาไว้ในอ้อมอกอย่างกะทันหันมันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นและใกล้ชิดในแบบที่เขาไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

            “ชิงชิง”

            เวินชิงชิงที่กำลังดิ้นอยู่ พอได้ยินเสียงเรียกของหลินหยางแล้วก็สงบลงพร้อมกับตอบรับด้วยสีหน้าเขินอาย

            “ไอ้บ้าหลินหยาง มีอะไร?”

            “ขอบคุณนะ”

            “หา?”

            เวินชิงชิงที่เป็นพวกซื่อบื้อนั้นไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าคำพูดเมื่อก่อนหน้านี้มันทำให้หลินหยางหวั่นไหวได้มากขนาดไหน

            “ไม่ต้องมาไม้นี้เลย ปล่อยข้าไปนะไม่อย่างนั้นข้าจะให้ท่านพ่อมาจัดการเจ้าแล้วนะ!!”

            “ฮ่าฮ่า เขาสู้ข้าไม่ได้สักหน่อย!!”

            “อ้าว หลินหยาง ร้ายนักนะเดี๋ยวนี้!! ถ้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่แรก ข้าคงไม่ช่วยเจ้ากลับมาหรอก”

            “สายไปแล้วละ สายไปแล้ว”

            คนหนึ่ง คือสาวน้อยวัยแรกแย้ม

            คนหนึ่ง คือชายหนุ่มสุดแข็งแกร่งที่เคยเห็นประสบการณ์นับไม่ถ้วนในอดีตมาแล้วแต่ก็ยังเกิดความหวั่นไหวขึ้นอยู่

            ทั้งสองคนได้ใช้เวลาร่วมกันในค่ำคืนอันแสนหวานชื่นและมีความสุขมากที่สุดในชีวิต

            ..................................

            สามวันต่อมาหลินหยางได้กลับไปที่พระราชวังชูอวิ๋นด้วยความรู้สึกเบาหวิว

            เรื่องราวน้อยใหญ่ทั้งหลายล้วนถูกเตรียมการไว้หมดแล้วซึ่งชีวิตของหลินหยางในตอนนี้ก็ได้มีโซ่ตรวนเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเส้นแต่ก็เป็นโซ่ตรวนแห่งความสุข

            หลินหยางได้ใช้เวลาอีกสองวันที่เหลืออยู่เพื่อเสพสุขกับช่วงเวลาอันแสนหวานชื่นและสุขสบายอย่างนี้ไปกับเวินชิงชิงซึ่งยากนักที่เขาจะมีโอกาสได้ทำอะไรแบบนี้

            นี่ไม่ใช่การปล่อยตัว

            หลินหยางรู้ว่าความรู้สึกรักใคร่นั้นไม่ใช่อุปสรรคของวิถียุทธ์พวกที่บอกว่าไม่ต้องการให้ความรักมาขัดขวางการฝึกฝนนั้นมันก็เป็นแค่ข้ออ้างของพวกที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ก็เท่านั้น

            หากในใจมีรัก มีความอาวรณ์ มีสิ่งที่ต้องปกป้องอยู่ละก็บางครั้งมันก็สามารถระเบิดพลังอันมหาศาลที่เหนือกว่าขีดจำกัดของคนๆ หนึ่งได้อย่างคาดไม่ถึง

            ดังนั้น ยามที่หลินหยางได้กลับมาที่พระราชตำหนักอีกครั้งภายในกายเขานั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังอันมหาศาลในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนใบหน้าที่มักจะดูเย็นชาตลอดเวลาเองก็ดูอ่อนโยนลงไม่น้อย

            “ว่าอย่างไร!!” หลินเฮ่ายวนเมื่อได้พบกับหลินหยางที่บริเวณพระราชวังหลังก็ดูออกทันทีว่าเด็กคนนี้เปลี่ยนไป “พอได้กลับไปสามวันแล้วเปลี่ยนไปจริงๆ!! ฮ่ะฮ่ะ ไหนบอกพ่อมาสิเจ้าได้ข้ามเส้นแบ่งระหว่างชายหญิงไปแล้วใช่ไหม กับคนไหนรึ? ชิงชิงหรือว่าสวี่เหยา?”

            ข้ามบ้าน... ท่านสิ!!

            หลินหยางที่กำลังอารมณ์ดีๆ อยู่พลันถูกพ่อของเขาทำให้เสียหมดเลย

            ทำไมถึงได้มีพ่อแบบนี้อยู่บนโลกด้วยล่ะนี่?

            ท่านแม่คงไม่ใช่เพราะถูกอันธพาลแบบนี้หลอกมาจากนั้นก็ปล่อยให้เลยตามเลยไปทั้งอย่างนั้นหรอกนะ...

            หลินหยางพยายามข่มกลั้นความรู้สึกที่อยากพุ่งเข้าไปต่อยคนเอาไว้จากนั้นเอ่ยปากถามขึ้นว่า “จะเริ่มฝึกได้รึยัง?”

            “ได้อยู่แล้วสิ!! ตาต้วน...”หลินเฮ่ายวนส่งเสียงเรียกออกไปต้วนเทียนหยาพลันปรากฏออกมาราวกับวิญญาณ

            บางครั้งหลินหยางก็แอบสงสัยว่าสองคนนี้มาเจอกันได้อย่างไร

            คนหนึ่งก็ดูเรื่อยๆ เปื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา

            คนหนึ่งก็ไม่เคยส่งเสียงเลยสักครั้ง

            เป็นคู่ที่พิลึกมาก

            “ทางนี้ ตามข้ามา” ต้วนเทียนหยาได้เดินผ่านหลินหยางไปอีกด้านหนึ่งแล้ว

            “สู้ๆ นะไอ้ลูกชาย!! ถ้าข้าจัดการธุระตรงนี้เสร็จแล้วจะรีบตามไปดูว่าเจ้าจะโดนอัดท่าไหนบ้าง!!”

            หลินหยางเดินตามต้วนเทียนหยาไปโดยไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับมามอง

            และในตอนที่เขาก้าวเท้าออกไปจากห้องโถงใหญ่นั้นสีหน้าของหลินเฮ่ายวนที่แต่เดิมดูยิ้มแย้มนั้นก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมาเขามองไปที่แผ่นหลังของหลินหยาง แววตาของเขานั้นดูหนักแน่นอย่างบอกไม่ถูก

            “เหลือเวลาไม่มากแล้วลูกเอ๋ยอย่าถือโทษที่พ่อต้องเข้มงวดกับเจ้าเลยนะ...”

            หลินหยางเดินตามต้วนเทียนหยาเข้าไปในส่วนลึกของพระราชวังหลัง

            ระหว่างทางนั้นก็มีบรรดาทหารองครักษ์ของราชวงศ์ที่มองเห็นหลินหยางซึ่งพวกเขาดูตื่นเต้นดีใจกันสุดขีดตามคาด แต่หลินหยางตอนนี้รู้สึกเคยชินไปแล้วจึงเดินหน้าต่อไปทั้งอย่างนั้น

            หลังจากที่เดินมาสักพักหลินหยางและต้วนเทียนหยาก็ได้เดินเข้าไปลึกมากขึ้นเรื่อยๆไม่นานก็เดินออกมาถึงด้านนอกของกำแพงพระราชวังที่ดูเปลี่ยวสุดขีดซึ่งตรงกลางนั้นมีประตูบานไม้ที่สีตกแล้วตั้งอยู่บานหนึ่ง กุญแจที่ล็อกอยู่บนนั้นถึงขั้นขึ้นสนิมไปแล้ว

            “ที่นี่ที่ไหน?” หลินหยางรู้สึกแปลกใจที่ในพระราชวังยังมีสถานที่ที่ผุพังขนาดนี้อยู่ด้วย

            “ตำหนักเย็น” ต้วนเทียนหยายังคงหวงคำพูดดุจทองคำเหมือนเดิม

            ตำหนักเย็น?

            หลินหยางแอบบ่นในใจว่า นี่เราจะถูกจับขังในตำหนักเย็นแล้วรึ?

            แต่ไม่นานหลังจากนั้นทันทีที่เขากับต้วนเทียนหยาก้าวเข้าไปด้านในตำหนักนั้นแล้วเขาก็ถึงกับตกตะลึงกับสภาพภายในตำหนักนี้

            ภายในตำหนักเย็นที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวแห่งนี้มีห้องฝึกซ้อมลับถูกสร้างขึ้นที่ชั้นใต้ดินเหมือนกับของตระกูลเวินเลย!!

            และที่ทำให้หลินหยางอึ้งไปก็คือระดับของห้องฝึกซ้อมแห่งนี้สูงกว่าของตระกูลเวินหลายเท่ามากนักมันมีขนาดประมาณเกือบครึ่งหนึ่งของพระราชวัง พื้นที่รอบๆ ล้วนถูกสร้างขึ้นจากวัตถุดิบชั้นยอดที่สามารถตัดเสียงและพลังงานต่างๆไม่ให้ภายนอกสามารถรับรู้ได้ ไม่มีใครสามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของห้องลับนี้ได้เลย

            และที่น่าตะลึงยิ่งกว่านั้นคือ ภายในนี้ยังมีห้องการช่างห้องปรุงยา และห้องอื่นๆ อีกหลากหลายประเภทตั้งอยู่ ในโกดังก็มีโอสถที่มีระดับสูงกว่าระดับสี่หลายประเภทถูกเก็บรักษาเอาไว้ปริมาณของมันนั้น เกรงว่าแม้แต่ราชอาณาจักรทั่วไปยังไม่สามารถเทียบได้ด้วยซ้ำ

            “พ่อของเจ้าเตรียมไว้ให้” ต้วนเทียนหยาที่ชี้ไปที่โอสถเหล่านั้นทำให้หลินหยางแอบรู้สึกหวั่นไหวขึ้นเล็กน้อย

            โดยเฉพาะหลังจากที่เขาเห็นว่าโอสถพวกนี้ล้วนเป็นโอสถธาตุไฟทั้งสิ้นเขาก็เริ่มรู้สึกบ้างแล้วว่าพ่อแท้ๆ ของเขาคนนั้นก็ยังพอจะพึ่งพาได้บ้างเหมือนกัน

            ก่อนที่จะมาที่นี่หลินหยางได้วางแผนการเก็บตัวฝึกหนักของตัวเองเอาไว้เรียบร้อยหมดแล้ว

            โดยเขามีเป้าหมายสามข้อคือ

            ด้านวิถียุทธ์ระดับขั้นของหลินหยางตอนนี้ได้มาถึงจุดสูงสุดแล้วพลังต่อสู้พื้นฐานของเขาจึงเพิ่มขึ้นอีกได้ยากมากนอกจากว่าเขาจะสามารถทะลวงขีดจำกัดขึ้นไปสู่ระดับอวิ้นหลิงได้

            สิ่งที่เขาต้องการตอนนี้ก็คือประสบการณ์การต่อสู้จำนวนมหาศาลเพื่อนำมาใช้บ่มเพาะเป็นวิถียุทธ์แบบฉบับของตัวเองจากนั้นเขาจึงจะสามารถเพาะสร้างหลิงไท (จุดกำเนิดพลัง) ในแบบที่เหมาะสมกับตัวเขามากที่สุดขึ้นมาได้

            ขั้นตอนนี้นั้น นอกจากการต่อสู้แล้วยังต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งและกลั่นกรองความคิดออกมาจำนวนมากซึ่งมันก็จะสามารถไปช่วยเหลือด้านการฝึกฝนพลังจิตของตัวเองในเป้าหมายที่สองได้พอดี

            ซึ่งหลินหยางได้ลงพนันที่มีชีวิตของตัวเองเป็นเดิมพัน ซึ่งมีเวลาให้เตรียมตัวแค่สิบปีเท่านั้นเอาไว้ทำให้เขาสามารถเปิดเส้นทางแห่งวิถีพลังจิตขึ้นมาได้ด้วย

            การเพิ่มพูนพลังนั้นใช้เวลานานมาก ต้องค่อยๆ สั่งสมไปเรื่อยๆ

            แต่หลินหยางยังมีคัมภีร์ “ตำราฝึกเทพ”ที่เป็นสุดยอดวิชาด้านพลังจิตอยู่ในมือเขาจะไม่ปล่อยให้ตัวเองต้องแพ้พนันในอีกสิบปีให้หลังจนต้องเสียร่างกายนี้ไปแน่ๆ

            ขณะเดียวกัน หลินหยางยังต้องคอยใช้พลังจิตที่ตัวเองฝึกขึ้นมาไปหล่อเลี้ยง“วิญญาณดาบกิเลนแดง” ที่ถูกเก็บรักษาเอาไว้ในจิตสำนึกของเขาด้วย

            จักรพรรดิฟ้าหลีหั่วเคยบอกไว้ว่าถ้าหากเราเลี้ยงวิญญาณดาบเอาไว้ มันจะนำมาซึ่งข้อดีจำนวนนับไม่ถ้วนทำให้หลินหยางคาดหวังกับมันไว้มากเช่นกัน

            และเป้าหมายสุดท้าย นั่นก็คือวิชาการช่าง

            ครั้งนี้ หลินหยางไม่ได้จะสร้างอุปกรณ์อะไรใหม่ๆแต่เขาต้องการจะพัฒนาของที่มีอยู่แล้วต่างหาก

            นั่นก็คือศพโลหิตหนึ่งตัวที่มีพลังเหนือกว่าจอมยุทธ์แทบทั้งหมดในทวีปชี่อู่แห่งนี้ขอแค่มีวัตถุดิบและเวลาที่มากพอเขามั่นใจว่าจะสามารถปรับปรุงเครื่องจักรต่อสู้ตัวนี้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นจนกลายเป็นเครื่องจักรสังหารอันไร้เทียมทาน

            แค่พลังดั้งเดิมของศพโลหิตก็สามารถเอาชนะยอดฝีมือระดับอวิ้นหลิงขั้นสูงสุดได้แล้วถ้าหากมันถูกปรับแต่งจากหลินหยางอีกครั้งความแข็งแกร่งของมันจะสูงมากขึ้นกว่าเดิมไปถึงขั้นไหนกันนะ?

            ไม่อยากจะคิด... ไม่อยากจะคิด...

    คล้ายกับเรื่องราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน