ขจรกลับมาถึงสำนักก็ไปขึ้นคะแนนภารกิจ แล้ว แลกไฟโอสถพื้นฐานมา แต่ยังไม่ทันศึกษาวิธีหลอมโอสถ ศิษย์พี่มู่เตา บอกว่า รุ่งเช้าจะมอบหยกตำราการหลอมโอสถมาให้
ขจรกลับมาที่พักก็เอ่ยกับหินเจ้าปัญญาว่า
“ บอกมา ว่าข้าจะผ่านค่ายกลตะข่ายฟ้าได้ยังไง”
“ ค่ายกลตาข่ายฟ้า จะสร้างครอบคลุมทั้งเขานั้นต้องใช้ทรัพยากรมากมายมหาศาล ดังนั้น ค่ายกลนี้พอพบผู้บุกรุกมันจะเปิดการทำงานป้องกันทันที แล้วมันก็จะหยุดทำงานไปอีกห้านาที แล้วถึงจะกลับมาทำงานใหม่ได้อีกครั้ง ดังนั้นไม่มีทางที่คนเพียงคนเดียวจะคอยป้องกันได้ทั้งภูเขา”
“ หมายความว่า หากทำให้ค่ายกลทำงาน แล้วมันจะหยุดไปอีกห้านาที จังหวะนั้นค่อยหลบขึ้นไปบนดอยน้ำแข็งใช่หรือไม่”
“ ถูกต้อง แต่ปัญหาก็คือ เมื่อขึ้นเขาไปแล้ว จะลงมาได้อย่างไร ผู้พิทักษ์ต้องรู้แน่เพราะระดับมหาเซียน แค่ส่งสัมผัสออกไป ก็รู้ว่า เจ้าเคลื่อนไหวอยู่ตรงไหนบนดอยน้ำแข็ง”
ขจรเลยนิ่งไปสักพัก เพราะว่าครั้งนี้หากพลาดพลั้งถูกจับได้ คงจะหาทางช่วยแม่ลำบากขึ้นแน่ แต่ยังดีพอมีเวลาอีก 1 เดือน ก่อนที่พิธีอภิเษกจะเริ่มขึ้น ไม่ว่าอย่างไรต้องหาทางพาแม่หนีจากที่นี่ให้ได้
“ เรี่องนี้คงต้องวางแผนหลบหนีให้ดีก่อน ตอนนี้มีเรือเหาะและแท่นหินพลังงานพร้อมแล้ว เหลือแค่รอโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น”
“ ดี ตอนนี้มีเวลาว่าง ก็ฝึกฝนหลอมโอสถไปก่อน”
“ ท่านรู้วิธี?”
“ เรื่องแค่นี้ ง่ายดายจะตายไป ความจริง เจ้าสามารถสกัดเพลิงกิเลน ให้มาเป็นไฟโอสถระดับกลางก็ยังได้ ยังจะเหนือชั้นกว่า ไฟโอสถที่เจ้าแลกคะแนนภารกิจมาเสียอีก”
“ อ้าว แล้วทำไมเพิ่งจะมาบอกเอาตอนนี้”
“ เจ้าไม่ถามข้านี่”
“ แสดงว่าข้าผิดใช่ไหมที่ไม่ได้ถามท่าน”
“ ช่างเถอะ ข้าจะถ่ายทอดวิธีการสกัดเพลิงกิเลน ออกมาเป็น ไฟโอสถสีขาว ระดับกลางให้กับเจ้า แล้วก็ถ่ายทอดวิธีใช้ไฟโอสถไปพร้อมๆ กันเลยทีเดียว”
แล้วหินเจ้าปัญญาก็สองแสงข้อมูลเข้าไปในสมองของขจร เรื่องวิธีการสะกัดเพลิงกิเลนไฟสุริยันออกมาเป็นไฟโอสถระดับกลาง ไม่นานนักขจรก็ได้รับข้อมูลทั้งหมด
คืนนั้น ขจรได้ทำการสกัด ไฟโอสถสีขาวออกมาได้เป็นผลสำเร็จ แล้วเริ่มฝึกฝนโดยการนำสมุนไพรที่มีอยู่ในสวนหลอมโอสถหลายชนิด แต่ว่าไม่ค่อยประสบผลสำเร็จเท่าไร ทำให้เจ้าอสรพิษน้อย ที่หอมกลิ่นยาสมุนไพร ออกมากลืนกินเม็ดยาที่เสียหาย เข้าไปจนหมดไม่มีเหลือ
แล้วสุดท้ายมันก็ขับถ่ายออกมา กลายเป็นเม็ดยาขั้นเซียนสวรรค์ ทุกเม็ด
“ เฮ้อ ข้าคงฝึกไปก็เสียเวลาเปล่า ข้าให้เจ้ากินสมุนไพรเหล่านี้ แล้วถ่ายออกมาจะดีเสียกว่า”
เจ้างูน้อยเลื้อยไปมารอบตัวของขจร แล้วผงกหัวเห็นด้วยอย่างยิ่ง
ตอนเช้า ขจรถูกอาจารย์ชิวเรียกเข้าไปพบ แล้วมอบแหวนที่บรรจุสมุนไพร อยู่มากมาย เอาไว้ให้ แล้วยังมอบตำรายาต่างๆ พร้อมทั้งวิธีใช้ไฟโอสถ ขจรอ่านไปรอบหนึ่ง ก็คล้ายๆ กันกับที่หินเจ้าปัญญาได้สอนเอาไว้
“ เจ้าไปหาห้องฝึกฝนหลอมโอสถเบื้องต้นนี้ไปก่อน ตามปกติแล้ว ไฟโอสถพื้นฐาน อย่างมากก็จะได้เม็ดยาทั่วไปเท่านั้น เอาไว้เจ้าฝึกฝนจนชำนาญ ข้าจะส่งเจ้าไปหาไฟโอสถระดับสูงขึ้นกว่านี้ จะทำให้เม็ดยาที่หลอมออกมา อยู่ในขั้นเซียนได้ แต่ข้ายังไม่เคยเห็นใครหลอมเม็ดยาได้ถึงขั้นเซียนสวรรค์ เหมือนกับอาจารย์เซียนของเจ้ามาก่อนเลย”
“ แล้วไฟโอสถระดับสูง จะไปหาที่ไหนได้ครับ”
“ นอกกำแพง แต่ว่าที่นอกกำแพงมีพวกภูตหิมะ อาศัยอยู่เยอะ หากเจ้าเข้าไปหาก็อาจจะเอาชีวิตไปทิ้งเสียเปล่าๆ เจ้าหมั่นฝึกฝน ด้วยไฟโอสถพื้นฐานก่อนจะดีกว่า
แล้วเมื่อวาน ท่านแม่ทัพฉางคง นำหนังสือขอบคุณมาส่ง ต้องขอบใจเจ้าจริงๆ ที่ทำชื่อเสียงให้กับสำนัก เห็นเจ้ามู่เตาบอกว่า เจ้าไล่ผีเป็นด้วยรึ?”
“ ก็แค่สวดมนตร์ และ ใช้พลังแสงแห่งธรรมะแค่นั้น พวกภูตผีปีศาจ ก็เผ่นหนีกันไปหมดแล้ว”
“ อืม จริงซินะ เจ้ามีพลังอัฐิธาตุ เหล่าภูตผีปีศาจต้องหวาดกลัวเป็นของธรรมดา ดีจริง ต่อไปหากมีใครถูกผีเข้า ข้าจะให้เจ้าไปจัดการ”
“ เอ่อ.. อาจารย์เรื่องนี้ศิษย์ไม่อยากให้คนรู้กันเยอะ มิเช่นนั้น ศิษย์คงอยู่อย่างไม่สงบแน่”
“ เอาน่ะ อาจารย์แค่คิดเผื่อเอาไว้ แต่คงไม่มีใครถูกผีเข้ากัน บ่อยๆ นักหรอก”
วันนี้ขจรได้ฝึกฝนการทำหลอมโอสถด้วยไฟพื้นฐาน จนสมุนไพรหมดไปกว่าครึ่งแล้ว ขจรเลยลองนำไฟโอสถสีขาวระดับกลางออกมาทดลองบ้าง ผลปรากฏว่า ไฟโอสถสีขาว ระดับกลาง กลับหลอมโอสถได้ดีมีคุณภาพกว่ากันเยอะเลย ขจรฝึกฝนจนมีเม็ดยา เต็มห้อง เจ้าอสรพิษน้อยทนกลิ่นเม็ดยาไหม้ๆ ที่เสียๆ ไม่ไหวเลยพุ่งออกมากวาดลงท้อง จนท้องป่อง แต่ไม่นาน มันก็ถ่ายออกมา กลายเป็นเม็ดยาขั้นเซียนสวรรค์ เต็มไปหมด ขจรได้แต่เก็บเอาไว้ ไม่ยอมให้ใครได้เห็น
จนศิษย์พี่มู่เตา เข้ามาด้วยหน้าตาบวมปูดจมูกหัก หน้ามุ่ยเดินเข้ามาในห้องหลอมโอสถของขจร
“ ไปโดนใครเขาต่อยมาละเนี่ย”
“ ไม่มีอะไร แค่พวกศิษย์หอสัปยุทธ์ มาตั้งเวที ที่หน้าหอสมุนไพร มันท้าทายชัดๆ คิดหรือว่า พวกหอสมุนไพรอย่างเราจะกลัว พวกมัน”
ขจรดูดพลังจากเม็ดยากล้วยไม้ศักดิ์สิทธิ์มาไว้ในมือ ทั้งสองข้าง แล้วก็ตบหน้าศิษย์พี่ไปสามสี่ที แผลบวมปูด จมูกหัก ก็หายเป็นปกติทันที
“ เฮ้ย หายดีแล้ว ฝีมือตบรักษาของเจ้า นั้นใช้ได้จริงๆ ด้วย”
“ ไหนเล่าให้ฟังซิ หอสัประยุทธ์อะไรนั่น มาตั้งเวทีทำไม?”
“ ก็ไม่มีอะไร พวกมันฝึกฝนวิชาการต่อสู้ ทุกๆ เดือนมันจะไปตั้งเวที ที่หน้าหอต่างๆ ท้าสู้กับศิษย์ทั่วไปในสำนัก แต่ส่วนใหญ่ มันชอบมาตั้งที่หน้าหอสมุนไพรมากที่สุด เพราะหอของเรามีฝีมือการต่อสู้อ่อนด้อยที่สุดในสำนัก”
“ สู้แล้วได้อะไร?”
“ ก็ได้คะแนนภารกิจยังไงเล่า วันนี้ข้าเสียไปหมด 3 หมื่นภารกิจ หมดเกลี้ยงเลย ไม่มีเงินไปซื้อยาสมุนไพร มาหลอมไปขายแล้ว”
“ ไม่เป็นไร แล้วตอนนี้ศิษย์พี่มี คะแนนภารกิจเหลือบ้างไหม?”
“ ไม่มีแล้ว”
“ ข้าก็ใช้ไปหมดแล้วด้วย แล้วหากเอาเม็ดยานี่ไปขาย พอจะขายได้ไหม?”
ขจรนำยาขยายเส้นเอ็น ของกบหิมะ ออกมาให้ศิษย์พี่มู่เตาดู
“ นี่..มันเม็ดยาขยายเส้นเอ็น ของกบหิมะ ขั้นไหนวะเนี่ย ทำไมมันมีกลิ่นหอมอย่างนี้ เจ้าไปเอามาจากไหนกัน”
“ ก็อาจารย์เซียนของข้าเคยให้ไว้นานแล้ว หากว่าศิษย์พี่อยากได้ ข้าพอมีอีก สามเม็ด”
“ อะไรนะ นี่เจ้ามียังมีอีก 3 เม็ดเลยเร๊อะ ไม่ได้การ ตามข้ามาหาอาจารย์ก่อนเลย”
ขจรถูกพามาหาอาจารย์ชิว พอได้เห็นเม็ดยาก้อนเท่ากำปั้น อาจารย์ชิวก็อ้าปากค้างไปเลย
“ นี่อาจารย์เซียนของเจ้าก็ให้มาอย่างนั้นเร๊อะ”
“ ครับ”
“ เจ้าอยากขายเท่าไร อาจารย์จะช่วยซื้อขึ้นมาเอง อาจารย์มีคะแนนภารกิจเหลือไม่เยอะ เท่าไรนัก เอาไปก่อน สองแสน เดือนหน้า อาจารย์ค่อยให้อีก สองแสน ตกลงไหม”
“ แค่สองแสนคะแนนก็พอแล้วครับ”
“ ขอบใจมาก อาจารย์จะเก็บเอาไว้ศึกษา เม็ดยาระดับเซียนสวรรค์ ไม่มีผู้ใดหลอมไดอีกแล้วในโลกเซียนแห่งนี้”
ขจรเดินออกมาจากห้องอาจารย์ พร้อมกับคะแนนภารกิจ สองแสน ศิษย์พี่มู่เตาทำท่าเสียดาย เม็ดยาขยายเส้นเอ็น ขจรรู้เลยหยิบมาให้ ไป 1 เม็ด
“ ศิษย์น้อง เจ้าให้ข้าจริงๆ รึ?”
“ อืม เอาไปเถอะ ข้ายังมีอยู่อีก” ขจรไม่ได้บอก ว่าเขายังมีอยู่อีกหลายสิบเม็ด ตอนนี้ เจ้าอสรพิษน้อยถ่ายออกมาเกือบ เจ็ดสิบเม็ดแล้ว
“ ขอบคุณ ขอบคุณศิษย์น้อง” มู่เตาร้องไห้ด้วยความดีใจ
“ ไปกันเถอะ”
“ ไปไหน?”
“ ไปเอาเงินที่ศิษย์พี่เสียไปกลับคืนมาไงเล่า”
“ เจ้า..จะสู้มันได้รึ?”
“ เดี๋ยวก็รู้”
ทั้งสองออกมาจากหอสมุนไพร ก็เห็นเวทีชั่วคราวถูกตั้งขึ้น อยู่ด้านหน้าหอสมุนไพรเลย
มีคนของ หอสัประยุทธ์อยู่สิบกว่าคน กำลังเชียร์นักสู้ที่กำลังชกกันอยู่บนเวที
“ ส่วนใหญ่ที่ชกกับพวกมัน ก็เป็นคนของหอสมุนไพรเรา ไม่เคยมีใครชนะพวกมันได้เลยสักคน”
“ นี่ชกกันด้วย พลังร่างกายอย่างเดียว ไม่ได้ใช้พลังยุทธ์เลยใช่ไหม”
“ ใช่ เวทีแห่งนี้ ถูกระงับพลังยุทธ์ ใช้ได้แต่พลังในร่างกายเท่านั้น เพื่อไม่ให้มีใครบาดเจ็บล้มตาย”
“ ดี”
ขจรเดินเข้าไป ศิษย์หอสมุนไพรที่กำลังต่อสู้ ก็ถูกเตะกระเด็นร่วงมาจากเวที
ขจรต้องรีบไปรับ ไม่งั้น ตกเวทีมาแบบนี้บาดเจ็บสาหัสแน่
“ ขอบใจมากน้องชาย” ศิษย์หอสมุนไพรยื่นป้ายไปให้คู่ต่อสู้เพื่อดูดคะแนนภารกิจของตนไปอีก สามหมื่น
“ ว่าไง ศิษย์หอสมุนไพร มีใครอยากขึ้นมาต่อสู้อีก ข้าฟ่านหลี่ มืออันดับ10 ของหอสัประยุทธ์ขอท้าทายพวกเจ้าทุกคนๆ เลย ว่าไงเล่า ไม่มีใครกล้าอีกแล้วหรือไง ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“ ไม่ใช่ว่าไม่มี ข้าเดิมพันด้วยคะแนนภารกิจ 2 แสน เจ้ากล้าหรือไม่”
ขจรเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่ดังฟังชัด ทำให้ทุกคนหันมามอง ฟ่านหลี่มืออันดับสิบของหอสัประยุทธ์ ถึงกับหันไปมองข้างล่างเวที ซึ่งเป็นพี่ใหญ่ของหอสัประยุทธ์ เพราะมันเองหามีคะแนนภารกิจมากถึง 2 แสน ผู้ที่เป็นพี่ใหญ่มองขจรสักพัก ก็หันพยักหน้าให้กับ ฟ่านหลี่
“ ตกลง เจ้าบอกชื่อแซ่มาได้เลย”
“ ข้าเซี่ยจง ศิษย์หอสมุนไพร ยินดีที่ได้รู้จัก”
ขจรกระโดดข้ามเชือกขึ้นไปยืนบนเวที เผชิญหน้ากับ ฟ่านหลี่ ทุกคนเริ่มเข้ามามุงดูกันมากขึ้น เพราะการต่อสู้ครั้งนี้มีเดิมพันคะแนนภารกิจ ถึง 2 แสน มีหลายคนเข้ามาตั้งโต๊ะพนัน ให้ฟ่านหลี่ เป็นต่อถึงสองต่อหนึ่ง แต่ก็ยังไม่มีใครกล้า วางข้างของเซี่ยจงแม้แต่คนเดียว เพราะว่าไม่เคยเห็นฝีมือกันมาก่อน
ขจรพอยืนบนผืนผ้าใบที่สร้างขึ้น ก็สัมผัสได้ว่า ด้านล่างคงมีเครื่องลางบางอย่าง ที่ทำให้สะกดพลังยุทธ์ของทุกคนเอาไว้ แต่ขจรก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้อยู่แล้ว
กรรมการเดินเข้ามาหาทั้งสองคน แล้วกล่าวว่า
“ ห้ามกัด ห้ามจิก ห้ามโจมตีดวงตา กระดูกสันหลัง ลูกกระเดือก และ หว่างขาของคู่ต่อสู้ ล้มแล้วห้ามซ้ำ คู่ต่อสู้ยอมแพ้ ก็ต้องหยุดทันที และถูกอัดตกเวทีไป ก็ถือว่าพ่ายแพ้ไปทันที เข้าใจแล้วใช่ไหม”
ทั้งสองคนพยักหน้าเข้าใจ จึงถึงไล่กลับเข้าไปมุมของตัวเอง แล้วกรรมการก็เคาะระฆังสัญญาณต่อสู้
แก๊ง ๆ ๆ
ฟ่านหลี่ ร่ายรำวิชามวยหมัดภูผาเหล็ก โชว์ให้ทุกคนเห็นถึงความแข็งแกร่ง แล้วรวดเร็ว แล้วก็ก้าวท้าวเข้ามา เหวี่ยงหมัดภูผาเหล็กเข้าใส่ ท่ามกลางเสียงเชียร์ของ หอสัประยุทธ์ที่เข้ามามุงดูกันเกือบ สามสิบคน และศิษย์คนอื่นๆ ก็เข้ามาหลายสิบคน ส่วนคนของหอสมุนไพร มีไม่ถึง สิบคน
ขจรที่เห็นหมัดถูกส่งออกมาจากฟ่านหลี่อย่างดุดัน ก็ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ก่อนที่จะยกเท้าขึ้นถีบออกไปตรงๆ ในท่ามอญยันหลัก เท้าของขจรกระแทกเข้าหน้าอกของฟ่านหลี่ที่เดินเงื้อมหมัดมา แต่มือกับเท้านั้นความยาวมันต่างกัน แล้วหน้าอกถือเป็นเป้าใหญ่ที่ไม่ได้ป้องกันเอาไว้ เลยถูกยันไป กระเด็นไปติดมุมของตน ถึงกับหน้าแดง ลงไปคุกเข่ากับพื้น จุกจนแทบลุกไม่ขึ้น
“ ฟ่านหลี่ ลุกขึ้น ๆ ๆ” เสียงเชียร์ของหอสัประยุทธิ์กระตุ้นให้ ฟ่านหลี่ค่อยๆ พยุงกายขึ้นมาใหม่อีกครั้ง พร้อมกับหายใจช้าๆ เพื่อให้คลายความจุก ขจรก็ให้โอกาสอีกครั้ง ไม่อยากซ้ำเติม
“ ไอ้เด็กใหม่ แกทำให้ข้าต้องเอาจริงแล้ว” ฟ่านหลีคราวนี้เอาจริงแล้ว ปล่อยหมัดภูเผาเหล็กออกไปทีเดียวสองหมัด ขจรมองแล้วก็ยังสงสัย นี่มันไม่เข็ดอีกหรือไงกัน จึงหมุนตัวแล้วถีบแบบไซด์คิด เป็นท่าถีบที่รุนแรงของเทควันโด เพราะใช้แรงหมุนตัวเข้ามาช่วย ทำให้พลังที่ถีบออกไปมีมากกว่า ถีบด้วยหน้าเท้าตรงๆถึงสองเท่า ทำให้ฟ่านหลี่ ถูกถีบเข้าที่หน้าอกอีกครั้ง คราวนี้ถึงกับปลิวร่วงหล่น ตกเวที จุกหนักเป็นสองเท่า ได้แต่ใช้มือกุมท้อง ร้องโอดโอย ขจรเป็นฝ่ายชนะไปอย่างง่ายดาย
“ เย้ เห็นไหม ศิษย์น้องของข้าเอง มาเอามาเลย สองแสนคะแนน”
ศิษย์พี่เดินไปหาฝ่ายของหอสัประยุทธ์ แล้วนำ ป้ายประจำตัวดูดมาใส่ป้ายประจำตตัวของขจรสองแสนคะแนนทันที
“ มีใครอยากสู้ต่อไหม?” ขจรหันไปมองพี่ใหญ่ของหอสัประยุทธ์ที่นั่งมองด้วยความโมโห
“ เสือดำ จัดการสั่งสอนมันซะ”
ชายชุดดำ มีชื่อว่า เสือดำ เป็นมือวางอันดับ 5 พยักหน้ารับคำสั่ง แล้วกระโดดขึ้นบนเวทีทันที
“ ข้าเสือดำ แห่งหอสัประยุทธ์ มือวางอันดับ 5 ขอน้อมรับคำชี้แนะ”
“ เฮ้ย...ข้าไม่ชี้แนะคนไม่มีคะแนนภารกิจ อยากสู้กับข้า ต้องเดิมพันครั้งละ 2 แสนคะแนน”
เสือดำ หันไปมอง พี่ใหญ่ของมัน พอพี่ใหญ่พยักหน้า มันก็หันมาบอกว่า
“ ตกลง”
กรรมการเข้ามาบอกกติกาเหมือนเดิมอีกครั้ง
เสือดำ ยกมือตั้งท่า ตะปบเหยื่อ คล้ายกับเสือ ก้าวย่างไปมา ทั้งซ้ายและขวา คล้ายท่าทางของเสือไม่มีผิด
“ กรงเล็บพยัคฆ์สายฟ้า”
เสือดำพุ่งตัวเข้ามาทางด้านข้าง แล้วทำท่าตะกุยกรงเล็บเข้าใส่ขจรอย่างรวดเร็ว และจู่โจมทางด้านข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกขจรถีบ แบบฟ่านหลี่
แต่ขจรก็ไม่ได้ถีบ ได้แต่เตะตวัดออกไป เท้าที่พุ่งออกไปเป้าหมายที่ก้านคอของเจ้าเสือดำ แต่มันก็ไวทายาด หยุดการโจมตีแล้วใช้แขนออกมาต้านเอาไว้
เปรี้ยง !!
แขนของเจ้าเสือดำถูกเตะเข้าไป ถึงกับเจ็บปวดรวดร้าวขึ้นมา ขจรยังเตะอีกครั้งโดยที่เจ้าเสือดำไม่ทันตั้งตัว คราวนี้ ใช้สองแขนต้านเอาไว้ แต่ก็รับไม่ไหว ถูกเตะกระเด็นไปติดเชือก แขนรูดลงมาข้างลำตัวยกไม่ขึ้น
คราวนี้ขจรเตะเข้าก้านคออีกครั้ง แม้จะพยายามถอยห่าง แต่ว่าความเร็วที่เท้าขวาของขจรฟาดเข้ามา ทำให้หลบไม่พ้น เท้าขวาพาดกับก้านคอ ถึงกับตาค้าง เจ้าเสือดำ ล้มไปกับพื้นสลบไปในทันที
บรรยากาศรอบๆ สนามเงียบกริบ แต่ละคนตะลึงอ้าปาก ตาค้าง กันไปหมด
“ ฮ่า ฮ่า ศิษย์น้องข้าชนะอีกแล้ว มาเลยเอามาอีก 2 แสนคะแนน มีอีกไหม พวกหอสัประยุทธ์ จะต่อสู้อีกหรือไม่” ศิษย์พี่มู่เตา รีดคะแนนของพี่ใหญ่ฝ่าย หอสัประยุทธ์ได้มาอีก 2 แสนแล้วท้าทายแทนขจร ทันที ทำให้แต่ละคนล้วนมองหน้าพี่ใหญ่ที่ตอนนี้หน้าดำคร่ำเครียด
“ ไปตาม ต้าเฮยมา”
“ พี่ต้าเฮย! เอาจริงหรือศิษย์พี่”
“ เออ ไปเร็ว”
“ คราวนีเดิมพัน หกแสนคะแนนภารกิจ พวกเจ้ากล้าสู้หรือไม่”
ศิษย์พี่มู่เตา รีบกระโดดขึ้นไปบนเวที รีบบอกกับขจรด้วยสีหน้าตื่นเต้นว่า
“ แย่แล้ว มันเอานักสู้อันดับ 1 มาชกกับเจ้า มันจะเอาเปรียบกันไปแล้ว เราพอแค่นี้ดีกว่าไหม”
“ มันร้ายกาจขนาดนั้นเลย?”
“ ต้าเฮย มันมีฉายา ไอ้หมาบ้า มันไม่เคยเล่นตามกฏกติกา มันใช้อาวุธทุกชนิด มันเคยกัดคอคู่ต่อสู้จนเนื้อหลุด แล้วมันก็เคี้ยวกลืนลงคอไปด้วย ไอ้บ้านี่มันวิปริต อย่าไปแลกกับมันเลย ไม่มีใครอยากสู้กับมันแล้ว”
“ ใจเย็นก่อน ข้าอยากจะเจอกันไอ้หมาบ้าตัวนี้ซะแล้ว”
ขจรหันไปยกมือตอบรับการสู้กบ ต้าเฮยในครั้งนี้ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของฝ่านหอสัประยุทธ์ ที่อยากเห็นต้าเฮย กลับมาขึ้นเวทีอีกครั้ง หวังว่ามันคงจะกัดขจรให้เลือดสาดแบบที่เคยทำมากับคู่ต่อสู้คนอื่นๆ ของมัน.....