ก๊อก ก๊อก
ชายหนุ่มเ้าของผมสีทองเงยหน้าจากเอกสารบนโต๊ะทำงานมองประตูไม้สีเข้ม เขารู้อยู่แล้วว่าคนที่ปรากฏตัวหลังประตูบานนี้คือใครเพราะมีไม่กี่คนที่เคาะประตูแล้วไม่พูดอะไรสักคำ
“ เข้ามา ”
ผู้เป็มือขวาสาวเท้าเนือยๆเข้าหาเ้านายพร้อมเอกสารฉบับหนึ่งในมือ ใบหน้าคมเข้มดูเหนื่อยล้าจากขอบตาที่คล้ำขึ้นเพราะพักผ่อนไม่เพียงพอ
“ มีอะไรคืบหน้าไหม ? ” จอตโตเอ่ยถามเสียงเบาไร้พลังงานไม่ต่างกัน ่สิ้นปีเป็่เวลาที่วองโกเล่งานยุ่งชนิดที่ไม่มีเวลากินข้าวหรือนอนหลับ แล้วยิ่งพวกเขามีธุรกิจเป็ร้อยที่ต้องดูแล ทุกคนจึงทำงานหามรุ่งหามค่ำกันทุกวันเป็ปกติ
จีส่ายหน้าแทนคำตอบ ดวงตาสีเพลิงฉายความผิดหวังไม่ต่างจากคนฟัง
“ นักสืบที่ส่งไปยังไม่เจอข้อมูลอะไรเพิ่มเติมเลย เื่มันผ่านมาตั้งห้าปีแล้วด้วย คงต้องใช้เวลาอีกสักพัก ”
“ ช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว เรายังมีงานต้องเคลียร์อีกมาก ่ปีใหม่คือ่ที่ยุ่งที่สุดนายก็รู้ ” ผู้เป็บอสกุมขมับ เสียงลอบถอนหายใจดังในความเงียบ เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้หนัง หยุดเท้าข้างหน้าต่างใหญ่ ยืนมองต้นไม้ที่เหลือแต่กิ่งในขณะที่กำลังใช้ความคิด
“ คงทำได้แค่ตามรอยจดหมายั้แ่ถูกส่งจากที่นี่อย่างละเอียดอีกที ” จีเสนอความเป็ไปได้แต่อีกฝ่ายยังคงยืนเงียบ
จอตโตหันกลับมามองหน้าเพื่อนสนิทนิ่ง นิ่งจนเ้าตัวอยากสวนกลับว่า ‘ มีอะไรก็พูด ’
“ เรียกประชุมผู้พิทักษ์ด่วนตอนนี้ที่ห้องประชุมชั้นสองแล้วเย็นนี้เตรียมเก็บกระเป๋าเดินทางไปอังกฤษสองอาทิตย์ บินพรุ่งนี้เลย เราจะไปตามหาจดหมายกัน ”
“ เดี๋ยว! นายเพิ่งกลับจากเยอรมันมาไม่ถึงเดือนเลยนะ ”
เ้าของเส้นผมสีแดงพูดขัด ในฐานะมือขวาของวองโกเล่พรีโม่ เขามีหน้าที่ขัดขวางการทำงานที่หนักเกินไปของเ้านายแม้ส่วนมากจะห้ามไม่ค่อยได้ก็เถอะ
“ ฉันไม่เป็ไรหรอก ดีกว่าทนนอนไม่หลับเพราะไม่สบายใจ ”
จียังคงแสดงสีหน้ากังวล คิ้วหนาขมวดจนอาจเกิดริ้วรอย จอตโตเห็นแบบนั้นก็หลุดหัวเราะ มือขวาของเขามักจะกังวลเกินเหตุเสมอ ทั้งๆที่เขาก็ไม่ใช่เด็กอ่อนแอเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
“ อย่าทำหน้าแบบนั้นสิคิดว่าหนีไปเที่ยวก็ได้ ไปกันเถอะ ” มือใหญ่ดันแผ่นหลังกว้างในเสื้อเชิ้ตสีครีมซึ่งไม่เคยติดกระดุมเม็ดบนไปทางประตู คำพูดติดตลกช่วยให้อีกฝ่ายผ่อนคลายความกังวลลงได้บ้าง
.
.
.
เช้าวันใหม่เมฆครึ้มไร้แดดพร้อมกับลมหนาวอุณหภูมิเลขตัวเดียว ชายหนุ่มทั้งสองกระชับเสื้อโค้ทตัวใหญ่เดินนำหน้าชายในชุดสูทคนหนึ่งซึ่งสองมือถือกระเป๋าเดินทางให้
เครื่องบินสีขาวเรียบจอดรออยู่แล้ว ใช้เวลาเพียงสองสามชั่วโมงจากมิลาน ทิวทัศน์ที่มองจากที่สูงก็เปลี่ยนไป มองเห็นแม่น้ำเทมส์ซึ่งเลื้อยผ่านอยู่กลางเมืองได้อย่างเด่นชัด
อุณหภูมิในเมืองลอนดอนอุ่นกว่าเล็กน้อยแต่ท้องฟ้ายังคงเป็สีเทาหม่น หลังจากเข้าเช็คอินโรงแรมในเครือของวองโกเล่แล้ว พนักงานขับรถก็เริ่มหน้าที่ขับพาเ้านายทั้งสองไปยังบ้านหลังหนึ่งกลางเมืองใหญ่
ผู้มาเยือนยืนอยู่หน้าบันไดเหล็กสีดำซึ่งทอดตัวขึ้นไปยังประตูใหญ่สีเดียวกัน คฤหาสน์สูงสามชั้นกว้างสิบห้องนอนสิบห้องน้ำตั้งตระหง่านท่ามกลางห้องแถว อิฐสีขาวกับเสาดอริกที่ตกแต่งเป็กรอบหน้าต่าง งดงามจนกลายเป็หนึ่งในงานศิลปะของถนนเส้นนี้
“ ในบันทึกของไปรษณีย์ที่ไปสืบมายืนยันว่าจดหมายถูกส่งถึงบ้านหลังนี้อย่างแน่นอน ” ชายหนุ่มเสยผมสีแดงยาวเลยคางของตนขึ้นเนื่องจากลมพัดบดบังสายตา พลางก้มอ่านเอกสารในมือซึ่งได้จากการสืบค้นเป็เวลาหลายวัน
“ เข้าไปถามคนในบ้านกันเถอะ ” ไม่ว่าเปล่าจอตโตเดินนำขึ้นบันไดไปกดกริ่งทันที ยืนรอไม่กี่วินาทีประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมหญิงวัยกลางคนในชุดแม่บ้าน
“ มีอะไรให้ช่วยคะ ? ” เธอเอ่ยถามอย่างสุภาพแม้สายตาจะมีท่าทีหวาดระแวงเล็กน้อย
“ ผมวองโกเล่พรีโม่ นี่จีมือขวาของผม พอดีผมมีเื่จะสอบถามเกี่ยวกับคุณลูเช่ สะดวกไหมครับ? ”
แม่บ้านคนนั้นมองชายหนุ่มแปลกหน้าสลับกันไปมา ก่อนจะตัดสินใจหลบหลีกหาตัวช่วยมารับหน้าแทน
“ สักครู่นะคะ ” เธอปิดประตูพร้อมหายตัวไปหลายนาทีจนแขกผู้มาเยือนเริ่มมองหน้ากัน
ประตูถูกเปิดออกอีกครั้งแต่รอบนี้กลับปรากฏร่างของผู้ชายตัวสูงในชุดพ่อบ้านอย่างดี เส้นผมสีดำหวีเรียบโชว์โครงหน้า ดวงตาสีฟ้าสวยสดใสเขาจึงดูเยาว์วัยแม้จะเห็นริ้วรอยขึ้นจางๆบริเวณหางตา
“ สวัสดีครับ ผมเจเดนพ่อบ้านของคุณลูเช่ครับ เชิญทั้งสองท่านเข้ามาด้านในก่อนครับ ” เสียงหนาเอ่ยแนะนำตัวอย่างสุภาพก่อนจะผายมือเชิญแขกเข้ามารับความอบอุ่นภายใน
“ นั่งรอสักครู่นะครับ ผมจะไปยกชามาให้ ”
หลังจากรับเสื้อโค้ทของทั้งสองมาแขวน เขาก็เดินหายไปในห้องครัว ทิ้งให้จอตโตและจีนั่งรอบนโซฟาสีครีมใกล้เตาผิงในห้องรับแขก
เมื่อสอดส่องสายตาดูรอบๆว่าไม่มีใครในบริเวณนี้ วองโกเล่พรีโม่จึงสบโอกาสกระซิบเสียงเบาคุยกับคนข้างๆ
” พ่อบ้านประจำตัวลูเช่ไม่ใช่ดานิโล่เหรอ ? ”
“ เขาอาจจะแก่จนทำงานไม่ไหวแล้วก็ได้ ”
พวกเขารู้จักลูเช่มาั้แ่ยังเป็เด็ก เข้าออกบ้านหลังใหญ่ของครอบครัวเธอที่อิตาลีมานับครั้งไม่ถ้วน ในความทรงจำจะปรากฏภาพของชายวัยกลางคนนามดานิโล่ ผู้ซึ่งคอยดูแลคุณหนูของเขาไม่ห่างแต่ั้แ่มาถึงที่นี่ ยังไม่พบวี่แววของเขาให้เห็น
พ่อบ้านคนใหม่ถือถาดซึ่งมีแก้วชาสองใบกับจานใส่ขนมมาการองหลากสีสันเข้ามา จียังคาใจกับคำตอบที่ตัวเองเพิ่งให้บอสไปจึงสอบถามอีกฝ่ายขณะเขากำลังยกแก้วลงวางบนโต๊ะกลมอย่างนิ่มนวล
“ คุณดานิโล่ไม่อยู่เหรอ? ”
“ เกษียณไปแล้วครับ ผมรับหน้าที่แทนมาพักใหญ่แล้ว ”
เ้าบ้านทิ้งตัวลงนั่งเก้าอี้ตรงข้าม กลิ่นชาส้มผสมกับกลิ่นไม้ค่อยๆไหม้ในเตาผิงคละคลุ้งไปทั่วห้อง เ้าของเส้นผมสีทองหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากกระเป๋าด้านในเสื้อสูทก่อนจะยื่นให้อีกฝ่ายดู
“ พอดีผมอยากจะสอบถามเื่จดหมายฉบับหนึ่งซึ่งผมเป็คนเขียนและส่งมาที่นี่ จ่าหน้าซองแบบนี้ วันที่นี้ ไม่ทราบว่าเคยเห็นไหมครับ ? ”
เจเดนรับกระดาษขึ้นมาอ่านรายละเอียด บนนั้นมีรูปซองจดหมายซึ่งประทับตราวองโกเล่สีทองเด่นเป็สง่า
“ ในหนึ่งวันผมรับจดหมายของท่านหลายฉบับ ผ่านมานานแล้วด้วย ไม่มั่นใจเลยครับ ”
ชายหนุ่มลูบคางตัวเองพลางนึกย้อนกลับไป จดหมายจากวองโกเล่เป็เอกลักษณ์มากหากได้รับจริงต้องนึกออกแน่ แต่ในสมองกลับว่างเปล่า ไม่คุ้นชินตราสีทองลักษณะนี้
“ ถ้าลูเช่เห็นตราวองโกเล่บนซองแล้วเปิดอ่านจะต้องแสดงท่าทีอะไรออกมาแน่จำไม่ได้เลยเหรอครับ ”
บอสหน้าเศร้าเมื่อเห็นคนตรงข้ามส่ายหัว ดูท่าว่าการมาอังกฤษในคราวนี้คงสูญเปล่า
“ ในปีนั้นคุณดานิโล่ยังทำงานอยู่ เขาอาจจะเป็คนรับจดหมาย ผมว่าคุณลองถามเขาน่าจะพอรู้อะไรบ้างนะครับ ”
ริมฝีปากได้รูปยกยิ้มดีใจเมื่อคำพูดของหนุ่มอังกฤษจุดประกายความหวังที่ริบหรี่ขึ้นมาอีกครั้ง ไม่รอช้าจอตโตรีบถามถึงชายชราทันที
“ พอจะทราบที่อยู่ของเขาไหมครับ ? ”
“ เขาบอกแค่ว่าจะย้ายไปอยู่หมู่บ้านเซนต์มอเวสในเมืองคอร์นวอลล์เพราะชอบบรรยากาศน่ะครับ ละเอียดกว่านั้นไม่ทราบจริงๆ ”
“ ขอบคุณมากนะครับ ”
ร่างสูงโปร่งทั้งสองลุกขึ้นจากโซฟาหลังจากหมดธุระ เ้าบ้านลุกตาม เดินนำหน้าแขกไปหยิบเสื้อโค้ทที่แขวนไว้ก่อนจะสวมคืนให้
“ ยินดีครับ คุณลูเช่ไปพบคุณที่อิตาลีไม่ใช่หรือครับ? ได้เจอกันหรือเปล่าครับ ”
“ ครับ ตอนนี้เธออยู่ที่ปราสาทวองโกเล่ พอดีเรามีงานที่นี่เลยแวะมาตามหาข้อมูลเื่สำคัญน่ะครับ ”
ลมหนาวเข้าปะทะเพียงแค่เปิดแย้มประตู เจเดนโค้งลาแขกอย่างสุภาพพร้อมอวยพรแทนคำบอกลา
“ ขอให้โชคดีนะครับ ”
“ ขอบคุณครับ ”
พวกเขาพยักหน้าตอบด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินลงบันไดมาหยุดยืนอยู่ข้างถนนเพื่อพูดคุยถึงจุดหมายถัดไป
“ เซนต์มอเวสงั้นเหรอ ไกลใช้ได้เลยแฮะ ” ดวงตาสีส้มประกายทองเหม่อมองรถผ่านไปมาในขณะที่มือขวาของเขาหยิบบุหรี่ขึ้นสูบ
“ หวังว่าคงจะไม่เสียเวลาเปล่านะ ” ควันลอยคลุ้งผสมกับลมหนาว แม้มือจะขยับแต่สายตากลับมองออกไปไกล
“ ไปถึงก็คงค่ำแล้ว หาโรงแรมยากน่าดู ”
“ ยังไงวันนี้ก็ค้างที่นี่ก่อนเถอะ อย่าฝืนร่างกายมากเลยเพิ่งลงเครื่องมาแท้ๆ ” จีตัดจบตารางงานให้ผู้เป็เ้านายได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ก่อนจะทิ้งก้นบุหรี่ลงบนพื้นคอนกรีตแล้วใช้เท้าขยี้ดับไฟ
“ จะว่าไปนานแล้วนะที่เราไม่ได้มาต่างประเทศเพราะเื่งาน ไหนๆก็ไม่ต้องไปประชุม คืนนี้ไปดื่มกันดีกว่า ”
จอตโตเดินนำหน้าเพื่อนสนิทไปขึ้นรถ เขารู้ดีว่า่นี้งานตึงเครียด ถึงจะไม่สบายใจนักแต่ก็ไม่อยากให้คนรอบข้างเครียดตามจึงใช้โอกาสนี้พามือขวาเพียงคนเดียวไปผ่อนคลายในแบบที่อีกฝ่ายชอบ
“ นั่นสินะ เราไม่ได้ดื่มด้วยกันมาพักใหญ่เลยนิ ไปร้านที่คนท้องถิ่นชอบไปกันดีกว่า เดี๋ยวฉันถามผู้จัดการโรงแรมให้ ” เ้าของรอยสักลายเปลวไฟบนหน้ากระปรี้กระเปร่าขึ้นหลังจากรู้ว่าคืนนี้จะได้ไปดื่ม พวกเขาเลือกกลับไปพักผ่อนที่โรงแรมระหว่างรอให้ดึกพอจะออกเที่ยว
แสงไฟสีเหลืองนวลฉาบเมืองให้สว่างไสว ตู้โทรศัพท์สีแดงตามถนนเป็เครื่องย้ำเตือนผู้มาเยือนทั้งหลายว่ากำลังเดินอยู่ในประเทศอังกฤษ ผู้คนบนถนนบางตาเนื่องจากไม่มีใครอยากเดินท่ามกลางอุณหภูมิติดลบอยู่ด้านนอก แต่เมื่อเข้าใกล้ถนน A4201 ซึ่งร้านค้าต่างๆมากมายปิดทำการแล้วกลับมีอยู่ร้านหนึ่งห้อมล้อมด้วยฝูงคนพูดคุยกันอย่างออกรส
ภายนอกดูเหมือนห้องๆหนึ่งมากกว่าจะเป็สถานที่พักผ่อนหย่อนใจยามค่ำคืน ห้องล่างสุดของตึกอิฐสีส้มทาทับสีดำพร้อมติดแผ่นพับงานอีเว้นท์ในลอนดอนไว้จนแทบมองไม่เห็นประตูแคบๆซึ่งแอบอยู่ด้านซ้าย
ภายในกว้างขวางกว่าที่ผู้มาเยือนจินตนาการ โต๊ะไม้ทรงกลมขนาดกะทัดรัดวางกระจัดกระจายราวหกเจ็ดโต๊ะ รวมถึงเก้าอี้เคาน์เตอร์บาร์อีกห้าที่นั่งกับเวทีการแสดงดนตรีสดขนาดพอวางเปียโนหนึ่งหลัง กลองหนึ่งชุดกับกีตาร์โปร่งหนึ่งไฟฟ้าหนึ่ง
ท่ามกลางแสงไฟสีส้มสลัวซึ่งมีเพียงน้อยนิดพอให้มองเห็นรอบข้าง เสียงแหลมบาดหูของกีตาร์ไฟฟ้าผสมเสียงรัวกลองบรรเลงดนตรีร็อกเขย่าจิติญญาลูกค้าทั้งร้านให้ฮึกเหิมถึงอารมณ์ถึงใจเ้าของเส้นผมสีแดงเพลิงที่สะบัดหัวไปมาเบาๆขณะยกเครื่องดื่มสีอำพันขึ้นจิบ ควันบุหรี่ที่อยู่อีกมือลอยจางๆในความมืด
“ ฉันชอบบรรยากาศแบบนี้มากกว่าในร้านหรูๆอีก คึกคักดีชะมัด ” คนตรงข้ามพยักหน้าเห็นด้วย แม้จอตโตจะไม่ถนัดฟังดนตรีแนวนี้แต่นานๆทีเปลี่ยนบรรยากาศบ้างก็ไม่ได้แย่ ยิ่งถ้าทำให้เพื่อนสนิทมีความสุขด้วยแล้วเขาก็มีความสุข
“ มือกีต้าร์เล่นโคตรเก่ง คันไม้คันมืออยากเล่นบ้างเลย ” จียังคงคึกคักไม่หยุด สายตามองผู้ชายผมยาวที่กำลังดีดกีตาร์ไฟฟ้าอย่างเมามัน ประทับใจจนเผลอดื่มวิสกี้ในมือรวดเดียวหมดแล้วสูดนิโคตินจากบุหรี่ยี่ห้อโปรดเข้าไปตาม
“ ฝีมือนายก็สุดยอด ฉันถึงขอให้นายช่วยสอนไง ” ริมฝีปากเรียวบางยิ้มกับท่าทีที่จีแสดงออก เขายกดื่มจนหมดแก้วตามอีกฝ่ายเพื่อเป็คนรินเติมแก้วเปล่าทั้งสอง
จีแค่นหัวเราะกับคำชม สายตาเผลอมองไปที่โลหะสีเงินแวววาวตรงข้อมือขณะอีกฝ่ายยื่นแก้วให้
“ เพิ่งสังเกตว่านายใส่เครื่องประดับด้วย สวยดีนะ ปกติไม่เห็นใส่อะไรนอกจากนาฬิกา ”
บอสยิ้มน้อยๆอย่างคนเขินอาย มือหนาลูบกำไลวงสวยเป็จำนวนรอบที่ไม่อาจนับได้
“ แคนดี้เลือกให้ ” จอตโตยิ้มมีความสุขเพียงแค่เอ่ยชื่อเธอ ผิดกับคนฟังที่ชะงักไปเสี้ยววินาทีก่อนจะพยายามดึงตัวเองให้กลับมาคึกคักเหมือนเดิม
“ ทำไมไม่คบๆกันไปสักทีนะ ” จีพูดขึ้นลอยๆ เขาดับบุหรี่ลงบนที่เขี่ยทรงกลม ทิ้งสายตาจับจ้องไปที่เวทีอีกครั้ง มือพลางวนแก้วไปมา
“ ก็อีกฝ่ายเขาไม่อยากคบกับฉันนิ เธออาจจะไม่ได้ชอบฉันก็ได้ ” ภายใต้รอยยิ้มกับน้ำเสียงติดตลก เ้าของเส้นผมสีทองท่าทีเปลี่ยนไปชัดเจน
ความสนุกสนานเมื่อครู่ถูกความเศร้ากลืน ผู้เป็มือขวาสังเกตแววตาที่หลุบมองโต๊ะของผู้เป็เพื่อน เขาลอบถอนหายใจ ในหัวนึกสรรหาคำพูดให้คนตรงข้ามรู้สึกดีขึ้น
“ จะมีใครที่ไหนในโลกไม่ชอบนายบ้าง ? ”
คนฟังหลุดหัวเราะกับคำพูดให้กำลังใจในแบบฉบับของชายผู้แข็งกระด้าง ชายผู้แสดงออกว่าไม่สนใจอะไรแต่ความเป็จริงใส่ใจทุกรายละเอียด
“ ก็พูดเกินไป บางทีถ้าฉันเป็เ้าชายคงง่ายกว่านี้ ”
คำพูดตัดพ้อน้อยใจเสียงเบาดึงให้ชายผู้ที่นั่งตรงข้ามละสายตาจากเวทีมามองคนพูดด้วยท่าทีจริงจัง
“ พูดบ้าอะไร วองโกเล่พรีโม่เป็ยิ่งกว่าเ้าชายอีกนะ าาบางคนยังมีอำนาจไม่เท่านายเลย เธอคง…อาจจะแค่อยากโฟกัสกับการเรียนก่อน ”
“ อือ ทุกอย่างกำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ฉันถึงอยากรีบหาจดหมายให้เจอก่อนเธอจะรู้เื่เข้า ลูเช่ก็อีกต้องกำลังวางแผนอะไรอยู่แน่ๆ เฮ้อ แค่คิดก็ปวดหัว ”
เสียงกลองรัวดังกลบเสียงถอนหายใจจากทั้งสอง แม้ดนตรีจะปลุกใจชวนให้ลุกขึ้นมาสะบัดหัวแต่พวกเขากลับนั่งซึม กระดกเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เหมือนน้ำเปล่าจนขวดลิตรลดลงเหลือน้อยกว่าครึ่ง
“ พูดเื่ของนายบ้างดีกว่า เมื่อไรจะได้เห็นคุณจีอินเลิฟกันนะ สาวๆในมิลานไม่ถูกใจนายหรอ ” จอตโตเปลี่ยนบรรยากาศกลับมาฮึดร่าเริงด้วยการเย้าแหย่เพื่อนสนิทของตน
จีทำตัวไม่ถูก สมองดึงภาพความทรงจำของผู้หญิงตัวเล็ก ผมทองสวยยืนท่ามกลางหมู่มวลดอกไม้แต่งดงามกว่าทุกอย่างที่เคยเห็น รอยยิ้มของเธอเป็สิ่งเดียวที่ยังคงตรึงในหัวใจของเขา เขารู้ตัวเองดี แต่ไม่ว่าพยายามจะลืมเท่าไรก็ไม่อาจลืมกลิ่นน้ำหอมกับความน่ารักนั้นได้เลยสักวินาที
“ แค่ทำงานให้เสร็จแต่ละวันฉันก็เหนื่อยแล้ว ไม่มีเวลาให้เื่แบบนั้นหรอก ” เสียงหนาตอบส่งๆพยายามไม่สบตาคู่สนทนาเพราะไม่อยากให้อีกฝ่ายรู้ความคิด
“ งานยุ่งขนาดนั้นั้แ่เมื่อไร? ผู้ช่วยนายก็มีเป็กองทัพ หรือว่า…มีคนในใจอยู่แล้ว? ” บอสยิ้มเ้าเล่ห์มองมือขวาของตนอย่างจับผิด จนจีทนไม่ไหว เผลอโวยวายเสียงดังกลบเกลื่อนความรู้สึกที่แท้จริง
“ อย่าเพ้อเจ้อน่า!! ”
“ ใครกันนะ ? ฉันรู้จักหรือเปล่า ? ” ดวงตาสีส้มประกายทองยังคงจ้องคนที่นั่งสั่นขารุนแรง จีไม่หันไปมองรอยยิ้มแกล้ง เอาแต่นั่งมองพื้นโต๊ะกัดริมฝีปากจนแดงชัด
“ พอเลย! ฉันอุทิศตัวให้วองโกเล่แล้ว ” เ้าของดวงตาสีแดงเพลิงตวาดกลับเสียงดังอย่างลืมตัว เมื่อเห็นเ้านายของตนแสดงท่าทีใในใจที่ร้อนระอุก็โดนแช่แข็งทันที
“ อย่าทำเพื่อฉันมากเลย ฉันอยากเห็นนายมีความสุข ได้เจอคนดีๆ ฉันจะเป็พ่อทูนหัวให้ลูกนายด้วย ”
จีไม่เข้าใจว่าทำไมน้ำเสียงอ่อนโยนนั้นถึงได้ฟังดูเศร้านัก ตัวเขาเองก็ตอบไม่ได้ว่าเลิกรักคนๆหนึ่งต้องใช้เวลาเท่าไร ไม่รู้ว่าเมื่อไรความเ็ปในใจจะชินชาจนไม่ต้องรู้สึกอะไรอีก
“ ตอนนี้ฉันก็มีความสุขดีอยู่แล้ว ”
คำโกหกที่จริงจังที่สุดของเขาทำให้จอตโตไม่พูดอะไรต่อ เขาไม่มีอารมณ์จะฟังเพลงแล้ว ยิ่งคิดถึงความรู้สึกของตัวเองเขายิ่งรู้สึกผิดต่อผู้ชายที่สำคัญมากกว่าชีวิต
เขาได้แต่คิดกับตนเองว่าต้องวนเวียนอยู่ในวงวนแห่งความเ็ปนี้ไปอีกนานแค่ไหน แล้วถ้าวันหนึ่งเขาทนไม่ไหวขึ้นมา มิตรภาพยี่สิบกว่าปีที่มีร่วมกันจะพังทลายลงมาหรือไม่
.
.
.
รถยุโรปสี่ประตูสีดำเงาแบรนด์ดังขับออกจากสนามบินขนาดเล็กหลังจากนั่งเครื่องบินส่วนตัวจากเมืองหลวงเพียงชั่วโมงครึ่ง รถมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้จุดหมายคือเมืองเซนต์มอเวส หมู่บ้านชาวประมงขนาดเล็กติดกับคาบสมุทรโรสแลนด์
เมืองขนาดเล็กที่ประชากรไม่ถึงพันคน สองข้างทางเห็นบ้านคนประปรายแต่แทบไม่พบเงาใครให้สอบถามข้อมูล จอตโตมองหน้าต่างข้างขวาของตนไม่เห็นอะไรนอกจากต้นไม้ได้แต่นึกถอนหายใจ หากเขาไม่ใช้เส้นสายเพื่อให้ได้ข้อมูลมาคงใช้เวลาทั้งวันในการตามหาเป้าหมายที่้าพบ
จีจอดรถในตรอกแคบๆบนเนินซึ่งมองเห็นผืนทะเลสีน้ำเงินได้อย่างเด่นชัด เดินต่ออีกเพียงร้อยเมตรพวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าบ้านไม้สีขาวหลังเล็กมีสวนหย่อมขนาดกะทัดรัดอยู่ด้านหลัง
“ น่าจะหลังนี้แหละ ” เ้าของเส้นผมสีแดงเช็คเลขที่บ้านกับข้อมูลที่จดใส่กระดาษอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้ายืนยันพร้อมเคาะประตูไม้สีน้ำตาลเข้ม
ยืนรอไม่นานประตูก็ถูกเปิดออกช้าๆ ปรากฏร่างของชายชรายืนหลังค่อม มือกุมไม้เท้าสั่นเทาเล็กน้อย มือเหี่ยวย่นอีกข้างขยับแว่นมองผู้มาเยือน
“ มีอะไรให้ช่วยครับ ? ” เสียงแหบยานตามอายุผู้พูดฟื้นความทรงจำของชายหนุ่มทั้งสองถึง่เวลาร่วมกันในวัยเด็ก จอตโตย่อตัวลงพอดีระดับสายตาอีกฝ่ายก่อนจะยื่นหน้าให้เห็นชัดๆ
“ ดานิโล่จำผมได้ไหม? ”
เ้าของชื่อหยิบแว่นออกมาถูเสื้อแล้วจึงใส่กลับเข้าไปใหม่เพื่อความชัดเจน พิจารณาชายหนุ่มทั้งสองอย่างละเอียดั้แ่เส้นผม ดวงตา เสื้อผ้า แล้วส่งเสียงร้องออกมาอย่างใ
“ ท่านจอตโต! ท่านจี! ไม่ได้เจอกันนานมากเลยนะครับ โตขึ้นจำแทบไม่ได้ เชิญด้านในก่อนครับ ” เ้าบ้านเดินเลี่ยงให้แขกสุดพิเศษเดินเข้ามาได้อย่างสะดวก ร่างกายโค้งงอเคลื่อนไหวเนิบนาบ นำทางผู้อายุน้อยกว่าให้มานั่งที่โซฟาสีครีมในห้องรับแขกขณะตัวเองเดินไปทางห้องครัวพยายามจะรินชามาเสิร์ฟตามหน้าที่ที่เคยทำมาตลอดหลายสิบปี
“ ไม่เป็ไรเดี๋ยวฉันทำเอง คุณนั่งคุยกับจอตโตไปเถอะ ” มือขวาวองโกเล่พรีโม่เห็นท่าทีอีกฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือช่วย มือแกร่งพยุงชายชราให้นั่งลงบนโซฟาข้างเ้านายของตนก่อนตัวเองจะพับแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวขึ้นแล้วเดินเข้าครัวไปทำหน้าที่แทน
“ ต้องขออภัยด้วยนะครับ ผมแก่เกินกว่าจะทำหน้าที่พ่อบ้านที่ดีได้แล้ว ” ดานิโล่เสียงอ่อน รู้สึกผิดที่ไม่อาจดูแลคนสำคัญได้อย่างเมื่อก่อน
“ คุณทำมาพอแล้ว พักผ่อนเถอะครับ ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏให้กำลังใจคนข้างกาย ตื้นตันในใจที่มีโอกาสได้เจอผู้ใหญ่คนหนึ่งที่รู้จักมาั้แ่เด็กก่อนที่จะลาโลกจากกันไป
“ อยู่ที่นี่คนเดียวเหรอ? ” จีเดินกลับมาชวนคุยพร้อมกับถาดซึ่งมีแก้วชาพร้อมจานรองตามจำนวนคน
“ อยู่กับลูกชายครับ เขาออกไปทำงานผมเลยอยู่บ้านคนเดียว ” เ้าของคำถามพยักหน้าแทนคำตอบ นึกสงสัยว่าภรรยาของเขาอยู่ไหน แต่เมื่อสายตาเห็นรูปขาวดำผู้หญิงคนหนึ่งใส่กรอบวางไว้บนชั้นวางของ เขาก็พอเดาตามอายุว่าคงไม่อยู่แล้ว
“ ท่านมาหาผมถึงที่นี่ มีอะไรให้รับใช้หรือครับ ”
“ ผมอยากจะถามเื่จดหมายฉบับหนึ่งน่ะครับ ” จอตโตหยิบรูปตัวอย่างจดหมายยื่นให้เขาดูใกล้ๆเพื่อให้เขานึกภาพตามได้ง่ายขึ้น
“ ผมส่งจดหมายฉบับนี้ถึงลูเช่เมื่อห้าปีก่อน ดานิโล่พอจะรู้ไหมว่าจดหมายถึงมือลูเช่หรือเปล่า? ”
“ สมองคนแก่ดันจำอะไรไม่ค่อยได้ด้วยสิครับ ” มือเหี่ยวย่นรับกระดาษมาถือ สายตาเลือนลางพยายามจับรายละเอียดพลางนั่งย้อนนึกกลับไปตาม่เวลาดังกล่าว
“ เท่าที่จำได้ทางเราไม่ได้รับการติดต่อใดๆจากคุณในห้าปีหลังนี้แน่ๆ จดหมายอาจจะมาไม่ถึงก็เป็ได้นะครับ ” แม้สมองอาจจะเลอะเลือนไปบ้าง แต่ถ้าเป็เื่ส่วนตัวของคุณหนูลูเช่ที่เขาดูแลมาั้แ่เด็ก เขาไม่น่าลืมการติดต่อจากคู่หมั้นของเธอเป็แน่
“ ฉันเช็คประวัติการนำจ่ายจดหมายจากไปรษณีย์ในเขตบ้านของลูเช่แล้ว ค่อนข้างมั่นใจว่าจดหมายถึงบ้านหลังนั้นแน่นอน ” จีสมทบข้อมูลเพื่อให้อีกฝ่ายลองนึกดูให้ดีอีกครั้ง ชายผู้อายุมากกว่าทั้งสองรวมกันนั่งนิ่ง ตรึกตรองอย่างถี่ถ้วนเท่าที่สมองจะประมวลไหว
“ ถ้าเป็จดหมายของท่านผมต้องจำได้แน่ แต่นี่… ”
“ ดานิโล่ เื่นี้สำคัญกับผมมากนะ มันคือชีวิตต่อจากนี้ของผม ได้โปรด ช่วยนึกวันนั้นให้ออกด้วยเถอะ ” เ้าของเส้นผมสีทองงดงามเห็นอีกฝ่ายส่ายหน้าในใจก็เจ็บแปลบอย่างทรมาน เขาลุกจากโซฟา คุกเข่ากำมือของดานิโล่แน่น
ชายแก่อึกอักไม่กล้าพูด เขาเห็นจอตโตมาั้แ่ตัวสูงแค่เข่าจนเติบโตเป็หัวหน้าแก๊งวองโกเล่ผู้ยิ่งใหญ่ น้อยครั้งที่จะเห็นท่าทีร้อนรนจากชายผู้แสดงออกแต่ด้านสุขุมของตัวเองให้คนนอกได้เห็น ต้องเป็เื่สำคัญมากอย่างที่เขาบอกและเพราะแบบนั้นจึงยากเหลือเกินที่จะพูดความจริง
“ ขอโทษด้วยนะครับ ผมไม่ได้รับจริงๆ ผมไม่เคยเห็นจดหมายของวองโกเล่ในบ้านของคุณหนูเลย ” เสียงยานเอ่ยเบาแทบไม่กล้าสบตาคนตรงหน้า
ร่างสูงโปร่งค้างนิ่งเหมือนโดนแช่แข็ง ดวงตาสีส้มทองเบิกค้างอยู่อย่างนั้น คิ้วขมวดเป็ปมโดยไม่รู้ตัว วินาทีนั้นเขารู้สึกราวกับโลกกำลังจะแตกสลาย ราวกับไม่อาจจะมีชีวิตที่มีความสุขได้อีก
“ งั้นเหรอครับ ” คำพูดหลุดออกมาอย่างแ่เบาพอๆกับเสียงถอนหายใจ
จีไม่อาจทนเห็นสภาพราวกับคนตายไปแล้วของเพื่อนสนิท เขาพยุงคนที่ไหล่ตก ตามองพื้นตลอดเวลาอย่างสิ้นหวังออกไปทางประตูก่อนจะเอ่ยขอบคุณเ้าบ้านพอเป็มารยาท
“ ขอบคุณมากนะที่สละเวลา พวกฉันคงไม่รบกวนแล้วละ ”
จีขับรถออกจากเมือง มุ่งหน้ากลับไปที่สนามบินเพื่อกลับอิตาลี เหลือบมองเ้านายผู้ไม่ค่อยสะทกสะท้านกับอะไรง่ายๆ พิงหัวแนบหน้าต่างมองออกไปอย่างไร้จุดหมายเห็นแล้วเ็ปใจไม่แพ้กัน
“ นายว่าเขาพูดความจริงไหม ? ” เสียงทุ้มแหบแห้งเอ่ยถามแม้จะไม่ละสายตามามองคนที่ขับรถอยู่ข้างๆ
“ เขาอาจไม่เคยเห็นจริงๆก็ได้ คงมีคนอื่นชิงตัดหน้ารับจดหมายไปก่อน แต่คนที่จะกล้าทำแบบนั้น ถ้าไม่ใช่คนในครอบครัวก็… ”
“ เ้าตัวเองสินะ ”
บรรยากาศตึงเครียดอีกครั้งหลังจากผู้เป็มือขวาเสนอความเป็ไปได้อย่างสุดท้ายขึ้นมา วองโกเล่พรีโม่พยายามคิดตาม คิดไปไกลถึงวิธีที่จะสืบจากตัวของหญิงสาวเอง
“ แต่เธอก็ยังยืนยันหนักแน่นว่าไม่รู้เื่ ไม่มีหลักฐานอีก นายแพ้แล้วจอตโต ”
เสียงถอนหายใจดังแทนคำพูดโต้ตอบ มือหนานวดขมับตัวเองเบาๆ ความเครียดส่งความเ็ปเหมือนโดนบีบรัดจากในสมองลามมาถึงกระบอกตา
ใช้เวลาเดินทางไม่นานแต่พระอาทิตย์หายลับจากขอบฟ้าทิ้งไว้เพียงความมืดมิด พวกเขากลับถึงปราสาทวองโกเล่อย่างปลอดภัยไวกว่ากำหนดการที่วางไว้มากโข
ผู้หญิงที่บอสไม่อยากเจอที่สุดในตอนนี้ยืนยิ้มต้อนรับอยู่หน้าประตู ไม่ใช่ความบังเอิญหากชายหนุ่มทั้งสองจะเผลอถอนหายใจพร้อมกันเมื่อต้องกลับมาเจอลูเช่เป็คนแรก
“ ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะคะ ไหนบอกไปสองอาทิตย์ไง ทำไมกลับมาไวจัง? ” เสียงหวานนุ่มหูกล่าวอย่างอารมณ์ดี เธอเดินเข้าไปหาจอตโต แย่งเสื้อโค้ทที่เขาถือไว้หวังจะนำไปแขวนให้ตามประสาว่าที่ภรรยาที่ดี
“ คาดหวังคำตอบว่าอะไรล่ะ? ” เ้าของรอยสักลายเปลวไฟบนหน้าพึมพำกับสายลมแต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ร่างสูงเดินผ่านอีกฝ่ายราวกับเธอไร้ตัวตนก่อนจะรีบสาวเท้าขึ้นบันไดไปที่ห้องของตัวเอง
ลูเช่ไม่สนใจท่าทีของจีเลยสักนิด ริมฝีปากสวยยังคงยิ้มหวานผิดกับจอตโตที่สีหน้าไม่สู้ดี
“ ลูเช่…คุณไม่ได้ปิดบังอะไรผมอยู่ใช่ไหม? ” สายตาเฉียบคมมองลึกลงไปในดวงตาสีน้ำเงิน พยายามใช้สัญชาตญาณเพื่อจับพิรุธใดๆก็ตามที่อาจปรากฏแม้เพียงเสี้ยววินาที
“ ฉันรักคุณขนาดนี้ คุณคิดว่าฉันจะปิดบังอะไร? ” ร่างสมส่วนไม่สะทกสะท้านกับสายตาจับผิด เธอมองเขากลับราวกับกำลังท้าทายให้เขาค้นความคิดภายในของเธอให้เต็มที่
“ แม้ว่าผมจะไม่เคยรักคุณเลย คุณจะยังอยากแต่งงานกับผมอีกเหรอ? ”
“ ฉันเชื่อว่าความรักมันเกิดขึ้นได้หากได้ลองใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน ” เธอสวมกอดร่างสูงกว่าแน่น ซบใบหน้าลงบนไหล่กว้างแต่เขายืนนิ่งไม่กอดตอบ
ในห้วงความคิดของหญิงสาววาดฝันงานแต่งงานโดยมีผู้ชายที่เธอรักมากที่สุดยืนเคียงข้าง แต่ในห้วงความคิดของชายหนุ่มกลับนึกถึงเ้าของเส้นผมสีทองหยักศกกับรอยยิ้มโลกสดใส เขานึกคิดถึงกลิ่นน้ำหอมของเธอ คิดถึงมือเล็กที่กุมมือเขาเวลาเดินด้วยกันไม่อาจรู้ได้ว่าจะมีโอกาสได้อยู่เคียงข้างเธออีกครั้งหรือไม่