เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ เจ็ดสิบเจ็ด ถ้าไม่ได้ลองทำก็จะไม่ลืม

     

    บทที่ เจ็ดสิบเจ็ด

     

    รถม้าหลังนั้นทรุดลงที่ล้อด้านหน้าแตกเสียรูปคนบังคับม้านอนนิ่งอยู่กับพื้นหน้าเปื้อนเลือดข้างศีรษะแม่นมชราผู้หนึ่งนั่งอยู่ข้างหญิงสาวที่ท้องโย้ใกล้คลอดกำลังหน้าซีดเผือดตัวสั่นเทิ้มเด็กชายวัยไม่เกินห้าขวบสะอึกสะอื้นอยู่ไม่ห่าง สีหน้าทุกคนล้วนตื่นตระหนก

    เหลือเพียงคนงานชายที่มีสติรีบไปประคองชายบังคับม้าแล้วให้เขาได้สติเพื่อคุมม้าที่กำลังแตกตื่นไร้ทิศทางแม่นมที่ประคองนายหญิงขึ้นนั่งก็ลงรถม้ามาบอกกล่าวสถานการณ์นายหญิงน่าจะตกใจจนกระทบกระเทือนถึงครรภ์ต้องเตรียมทำคลอด

    “พวกท่านช่วยเราด้วยเถิด! นายหญิงของข้ากำลังจะคลอดแล้ว!”เสียงแม่นมราวกับร้องขอความเมตตาจากสวรรค์ใบหน้าอาบเหงื่อและฝุ่นเรียงร้อยดั่งเส้นริ้วแห่งทุกข์ใจเมื่อเห็นผู้ผ่านทางมาก็ร้องวิงวอน หลิวชิงเซียงรีบกระโดดลงจากหลังม้าเดินตรงเข้าไปคุกเข่าดูอาการข้างหญิงที่ท้องโย้

    “เกิดอะไรขึ้น?” นางถามด้วยเสียงอ่อนโยนดวงตาจับจ้องไปยังริมฝีปากของอีกฝ่ายที่ซีดเผือดดวงหน้าเริ่มเปื้อนเหงื่อที่เย็นเยียบ

    แม่นมรีบกล่าวแทน“พวกเรากำลังเดินทางจากเมืองหลวงไปยังเมืองใต้แต่ตอนรถม้ากระแทกหินตรงทางลงเขา ล้อก็แตก ชายบังคับรถม้าเสียหลักตกจากรถบัดนี้สติไม่ครบถ้วน..แล้วนายหญิงก็..เจ็บท้องไม่หยุดข้าเกรงว่าไม่ทันถึงหมอ..เด็กในครรภ์อาจไม่รอด”

    คำพูดนั้นทำให้หลิวชิงเซียงรีบกลับมาขบคิดในใจใต้ฟ้าผู้ใดเล่าจะกล้าหันหลังให้สตรีใกล้คลอดที่อาจต้องพลีชีวิตต่อหน้าต่อตาความเป็นตายของคนหาใช่เรื่องของดวงชะตาอย่างเดียวแต่บางครั้งก็เพียงการตัดสินใจในยามหนึ่ง

    “จะไปตามหมอตำแยจากเมืองมา” เสียงของนางหนักแน่นดวงตาทอประกายแน่วแน่หลังตัดสินใจ

    หยางฉินที่เดินเข้ามาเงียบๆสีหน้าขึงขังเต็มไปด้วยความกังวลเขามองสตรีตรงหน้าซึ่งขณะนี้ในดวงตาเต็มไปด้วยความเมตตาและตัดสินใจชัดเจนริมฝีปากขยับเหมือนจะเอ่ยอะไรออกมา ทว่าก่อนจะทันเปิดปากนางก็กล่าวต่อ

    “ข้ารู้ว่าเสี่ยง..” หลิวชิงเซียงเอ่ยแทรกน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักดั่งขุนเขานัก “เจ้าจะว่าหากเราช้าพวกมันอาจตามรอยเราทันแต่..ถ้าเราไม่ช่วย ปล่อยให้คนสองชีวิตต้องตายตรงหน้าข้าคงไม่มีวันลืมเรื่องนี้ได้เช่นกัน”

    หยางฉินนิ่งไปความรู้สึกขัดแย้งปะทุขึ้นในใจของเขาสายตากวาดมองไปยังหญิงท้องแก่ที่เริ่มครวญครางมือข้างหนึ่งกำชายผ้าแน่นจนเส้นเลือดปูด เขาหลับตาลงชั่วครู่เหมือนครุ่นคิดก่อนลืมตาขึ้น “เจ้ารู้ว่าช้ากว่านี้จะทำให้เราเปิดช่องโหว่..” เขากล่าวเสียงเบา

    “ข้ารู้..จากนี้หากเกิดอะไรเจ้าต้องปกป้องตัวเองก่อนผู้อื่น”

    สองสายตาสบกันต่างไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีกต่อไป หยางฉินพยักหน้ารับเงียบๆแล้วหันไปคว้าม้าตัวหนึ่งกระโดดขึ้นหลัง “ข้าไปเองเจ้าคอยที่นี่”

    “ไม่ ข้าจะไปเอง..” หลิวชิงเซียงตอบอย่างรวดเร็ว

    “แล้วใครจะอยู่ดูแม่ลูกเล่า? หรือจะให้ข้าต้มยาหรือจับชีพจร?” ชายหนุ่มโต้กลับด้วยใบหน้าที่แม้จะปราศจากอารมณ์แต่ในแววตากลับมีรอยบังคับแฝงอยู่บางๆ

    นางนิ่งไปครู่ก่อนจะถอนหายใจ“อือ ครั้งนี้เจ้าชนะ”

    แม่นมที่อยู่ข้างๆยกมือไหว้หลิวชิงเซียงซ้ำแล้วซ้ำเล่า “โปรดให้ฟ้าดินคุ้มครองได้โปรดได้โปรดเถิด..”

    “จะรีบกลับให้เร็วที่สุด” หยางฉินทิ้งท้ายคำสั้นๆก่อนควบม้าพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ฝุ่นทางลอยตามกลีบเท้าอาชาเหลือเพียงร่างของหญิงผู้หนึ่งมองตามเขาไปจนสุดสายตา

    หลิวชิงเซียงหยิบเสื้อคลุมผืนหนึ่งจากรถม้ามาคลุมบ่าหญิงมีครรภ์ก่อนจะหันไปบอกกับแม่นมและคนงานชาย“เจ้าช่วยประคองร่างแม่เด็กขึ้นนอนในรถแล้วหาเบาะให้หนุนหลัง อย่าให้ร่างโย้เอนลงมาก ส่วนเจ้าไปเตรียมหาเศษไม้แห้งเถอะ”

    ชายผู้นั้นพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายและรีบทำตามคำสั่งทันทีดวงตาของเขามองสตรีในชุดงามด้วยสายตาประหลาดใจ เคยเห็นคนงามแต่ไม่เคยเห็นคนงามที่แววตาแน่วแน่เฉียบขาดเช่นนี้มาก่อนเลย

    เมื่อจัดทุกอย่างเรียบร้อยหลิวชิงเซียงจึงนั่งลงบนแท่นหินใกล้รถม้า เงยหน้าขึ้นมองเส้นทางเบื้องหน้านางไม่รู้ว่าหยางฉินจะกลับมาได้ทันเวลาหรือไม่ ไม่รู้ว่าอีกนานเพียงใดเด็กน้อยในครรภ์นั้นจะลืมตาขึ้นดูโลกสิ่งใดที่ทำได้ก็ทำ สิ่งใดเกินมือก็ยอมรับ

    ผ่านไปราวๆชั่วยามหยางฉินก็ยังไม่กลับมาหลิวชิงเซียงที่เห็นแม่เด็กอาการแย่ลงทุกทีก็เริ่มหาทางออกอื่น

    “เจ้าจงยืมม้าข้าไปเถอะไปตามหมอตำแยจากหมู่บ้านใกล้ๆ นี้ อาจจะมีหมู่บ้านชาวนาอยู่” เสียงของหลิวชิงเซียงเรียบเอ่ยกับชายคนงานที่ยังมีท่าทีเลิ่กลั่กอยู่ใกล้รถม้าแม้จะมิได้เป็นชายที่กล้าหาญนัก แต่เมื่อมองสบกับดวงตาเด็ดเดี่ยวของสตรีตรงหน้าเขาก็พยักหน้ารับทันที

    “ขอรับ ข้าน้อยจะรีบไปให้เร็วที่สุด!” เขาค้อมศีรษะอย่างแรงก่อนจะกระโจนขึ้นหลังม้าและควบออกไปอย่างไม่รีรอ

    นางยืนมองตามแผ่นหลังที่ห่างออกไปจนเป็นเพียงจุดเล็กบนถนนแล้วถอนใจท่ามกลางเสียงหายใจติดขัดของหญิงมีครรภ์ในรถม้าที่ดังระงมข้างตัวความกังวลฉาบอยู่ทั่วทุกหย่อมของแววตา ทว่าหลิวชิงเซียงก็ยังคงนั่งลงข้างรถอย่างสงบ

    ผ่านไปราวๆครึ่งชั่วยามชายคนงานก็กลับมา พร้อมใบหน้าผิดหวัง เขาส่ายหน้าที่ดินแทบนี้รกร้างไม่มีหมู่บ้านชาวนา คงต้องฝากความพี่ชายที่เข้าเมืองก่อนหน้าเสียแล้ว

    เวลาผ่านไปทีละขณะราวครึ่งชั่วยามต่อมา เงาของม้าอีกตัวหนึ่งก็ปรากฏขึ้น ม้าควบเข้ามาอย่างรวดเร็วปรากฏเป็นหยางฉินที่คราวนี้พารถม้าเก่าๆ มาด้วยอีกหนึ่งคันเมื่อเข้าใกล้พอจึงเห็นร่างหนึ่งลงมาจากรถม้าเป็นสตรีชราร่างเล็ก ท่าทางคล่องแคล่วดวงตาสีดำลึกมีเส้นริ้วแห่งวัยพาดขวางเหนือขอบตา

    นางก้าวลงจากหลังม้าด้วยท่าทางมั่นคงดึงห่อผ้าผืนใหญ่จากหลังรถม้าเดินเข้าหารถม้าอีกคันโดยไม่ต้องให้ใครเชิญ “ข้าเป็นหมอตำแย”

    “ในรถม้ามีหญิงเจ็บท้องใกล้คลอดกับแม่นมอยู่” หลิวชิงเซียงกล่าวขณะเดินนำหน้าเข้าไปหมอตำแยพยักหน้ารับ

    “ต้มน้ำ!” นางสั่งเสียงดังลั่นจนชายคนงานสะดุ้งแต่ก็รีบกระวีกระวาดนำฟืนที่หาไว้ก่อนหน้าแล้วเตรียมมาจุด ใต้กาน้ำใบใหญ่เริ่มส่งเสียงแกร่งๆไอร้อนพวยพุ่งเป็นเส้นขาวคดเคี้ยว

    ภายในรถม้าแม่นมช่วยพยุงหญิงท้องแก่ให้เอนหลังลงบนผ้าห่มที่ปูรองไว้แสงแดดส่องเข้ามาเป็นสีนวลด้านในทำให้เห็นเหงื่อผุดซึมทั่วหน้าผากของหญิงตั้งครรภ์ริมฝีปากสั่นเทา มือกำผ้าห่มแน่น

    หลิวชิงเซียงยืนอยู่ห่างๆไม่ใกล้ไม่ไกล ปล่อยให้ผู้มีหน้าที่ดำเนินไปโดยไม่เข้าไปก้าวก่ายหยางฉินเองก็ยืนพิงต้นไม้ที่ขึ้นแทรกแนวหินเขาสอดแขนไว้ใต้แขนเสื้อสายตาไม่ละไปจากรถม้าเช่นกัน

    ทั้งสองยืนเคียงกันท่ามกลางแสงยามบ่ายแก่ที่มาเยือนกลิ่นเครื่องหอมพืชพันธุ์ที่ตั้งทิ้งไว้ในรถม้าของคณะเดินทางยังคงลอยอ้อยอิ่งอวลในอากาศ

    ขณะนั้นเองเด็กชายผู้หนึ่งเดินดุ่มๆมาทางพวกเขา เสื้อผ้าของเขาดูหลวมเกินตัวไปสักหน่อยชายเสื้อด้านหลังติดคราบฝุ่นจางๆ ดวงตาใสแจ๋วแต่หม่นเศร้า ยามเงยหน้ามองสองผู้ใหญ่เขาเอ่ยขึ้นด้วยเสียงแผ่ว

    “ท่านแม่ของข้า..เร่งเดินทางเพราะท่านยายป่วยหนัก”

    หลิวชิงเซียงก้มหน้าลงเล็กน้อยมองแววตาของเด็กชายที่ไร้เดียงสาแต่เต็มไปด้วยความหวั่นใจ

    “ท่านแม่ร้องไห้มาตลอดทาง..ข้าเห็น” เด็กชายเอ่ยต่อดวงตาที่ยังเจือแดงจากการสะอื้นเมื่อครู่ทำให้คำพูดของเขายิ่งดูจริงจัง “แม่นมบอกว่า ถ้าท่านแม่โศกนัก..น้องข้าที่อยู่ในท้องจะไม่ดีเอา” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยใหม่ “แต่ท่านแม่บอกว่าจะให้ไม่เศร้าก็เหมือนให้หยุดหายใจนั่นแหละ”

    หลิวชิงเซียงฟังแล้วใจสะท้อนเงียบดวงตาของนางทอดมองไปยังรถม้าที่ยังคงมีเสียงคร่ำครวญแผ่วเบาอยู่เป็นระยะ

    “แล้ว..พี่สาวเดินทางไปไหนหรือ?” เด็กน้อยถามขึ้นอย่างใสซื่อ

    “กลับเมืองหลวงน่ะ” นางตอบเพียงเท่านั้นเสียงของนางเบาแต่มีแววอ่อนล้าคล้ายกำลังกล่าวถึงสถานที่ที่มิได้มีความอบอุ่นอันใด

    “ไปทำไมหรือ?” คำถามของเด็กชายดูธรรมดาแต่หลิวชิงเซียงกลับนิ่งงันไปชั่วครู่ ดวงตาคู่นั้นฉายประกายที่อ่านไม่ออก

    “เพราะบ้านอยู่ที่นั่น..ออกมาเพียงชั่วคราว”

    เด็กน้อยพยักหน้าเอียงคอมองนาง“บ้าน..ใหญ่หรือไม่ ครอบครัวล่ะใหญ่ไหม?”

    คราวนี้หลิวชิงเซียงหลุบตาต่ำใบหน้าเรียบสนิท แววตาคล้ายถูกหมอกหนาเข้าปกคลุม “ใหญ่มาก..ออกจะใหญ่ไปด้วยซ้ำ” น้ำเสียงของนางแฝงความขื่นขมจนจับได้ชัดหางตาที่เอียงไปมองหยางฉินไม่ได้ตั้งใจปิดบังความนัยในใจ

    ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆเหลือบมองกลับมาเล็กน้อย แววตาเขานิ่ง ไม่เอ่ยวาจาใดแต่ในแววตานั้นคล้ายมีบางอย่างสั่นไหว

    “ใหญ่ก็ดีสิ! มีพี่น้องเยอะๆ ก็สนุกนี่นา!” เด็กชายยิ้มกว้างก่อนพูดต่อ “ท่านแม่บอกว่า ถ้าน้องออกมาเมื่อไรข้าก็จะมีเพื่อน พี่สาวพี่ชายในบ้านใหญ่ๆ จะได้คึกคักด้วย”

    หลิวชิงเซียงหลุดหัวเราะเบาๆทว่าน้ำเสียงนั้นฟังออกว่าเป็นการหัวเราะเยาะตนเองมากกว่า “ทุกวันนี้ก็คึกคักมากแล้ว..” นางเว้นจังหวะ ริมฝีปากยกยิ้มแต่ไม่อาจถือว่าเป็นรอยยิ้ม“ถ้าคึกคักกว่านี้ข้าคงได้จัดงานเลี้ยงร่วมกับเง็กเซียนแล้วล่ะ”

    หยางฉินเลิกคิ้วมองนางแต่ไม่ได้กล่าวสิ่งใดคำพูดของนางเขารู้ว่ากำลังเปรียบเปรยถึงวังหลังที่วุ่นวายไร้ทางสิ้นสุดนางว่าหากความอลหม่านเพิ่มขึ้นอีกนิด สตรีอย่างนางคงต้องตายทั้งเป็น

    เด็กน้อยนิ่วหน้า“เอ๊ะ..หรือพี่สาวไม่อยากมีเด็กน้อยหรือ?”คำถามนั้นตรงเสียจนหลิวชิงเซียงนิ่งเงียบไปมือเรียวของนางกำชายเสื้อแน่นขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว“หรือ..พี่ชายทำตัวไม่ดี?” เด็กน้อยหันไปถามหยางฉินแววตาซื่อใสนั้นไร้พิษภัย แต่น้ำคำกลับแทงทะลุจุดอ่อนใจของผู้ใหญ่ทั้งสองเข้าอย่างจัง

    หยางฉินหรี่ตาเล็กน้อยไม่ตอบ ดวงหน้าขรึมเฉยราวกับแผ่นหินดำที่ไม่สะทกสะท้าน

    หลิวชิงเซียงเบือนหน้าหนีกลั้นหัวเราะเอาไว้แทบไม่อยู่แล้วจึงเงียบลง แล้วจู่ๆเสียงแหลมเล็กอันคุ้นหูของทารกแรกเกิดก็ดังขึ้นจากภายในรถม้า

    เด็กชายเบิกตากว้างทันที“น้องมาแล้ว! น้องมาแล้ว!” เขาร้องลั่นก่อนจะหันหลังแล้ววิ่งปรู๊ดกลับไปยังรถม้าไม่สนใจบทสนทนาที่ยังไม่จบ

    สองผู้ใหญ่ยืนนิ่งอยู่เพียงลำพังเสียงของเด็กทารกยังแว่วดังแทรกออกมาเป็นจังหวะๆหยางฉินเบือนหน้าไปทางหลิวชิงเซียง เห็นเพียงเสี้ยวหน้าของนางที่เงียบงันริมฝีปากเม้มแน่น สายตาทอดมองไปยังแสงไหวแห่งชีวิตใหม่ที่เพิ่งก่อเกิดแต่ไม่มีใครเอ่ยสิ่งใดอีกเลย..

    เสียงร้องแหลมเล็กของทารกน้อยยังคงแว่วก้องไม่ห่างราวกับประกาศการลืมตาเข้าสู่โลกที่แม้จะเกิดท่ามกลางความอันตรายแต่ก็มีความหวังให้ไขว่คว้าเมื่อเสียงนั้นค่อยๆ สงบลง ความวุ่นวายรอบรถม้าก็เบาบางลงเป็นลำดับหญิงชราแม่นมออกมาจากรถม้าน้ำเสียงหอบแผ่วด้วยความเหนื่อยล้าแต่ดวงตาเปล่งประกายยินดี

    นางก้าวเข้ามาหาผู้มีพระคุณยอบตัวลงตรงหน้าหลิวชิงเซียงแล้วก้มหน้าราวจะก้มถึงพื้น

    “คุณหนูคุณชายทั้งสอง..พวกท่านเป็นผู้มีคุณยิ่งนักหากไม่ได้พวกท่านนายหญิงของข้ากับทารกคงไม่มีโอกาสนี้”

    นางกลั้นสะอื้นแล้วคลี่มือออกหยิบถุงผ้าสีกรมเข้มที่ปากถุงถูกผูกไว้แน่นด้วยเชือกไหมสีทอง ขนาดไม่ใหญ่แต่พองามบ่งบอกถึงน้ำหนักในนั้นอย่างชัดเจน “นี่เป็นสิ่งตอบแทนเล็กน้อยที่พวกเราสามารถจัดสรรได้เวลานี้จากใจนายหญิงขอท่านรับไว้เถอะเจ้าค่ะ”

    หลิวชิงเซียงชะงักเพียงครู่ก่อนยกมือขึ้นผลักถุงผ้านั้นกลับเบาๆ ท่าทีไม่ได้หยาบคาย แต่ก็แน่วแน่ “ไม่จำเป็น...ที่ข้าทำมิได้ต้องการสิ่งตอบแทน” นางเอ่ยเสียงเรียบ ดวงตานิ่งสงบแต่ในแววตานั้นสะท้อนเจตจำนงมั่นคงที่ไม่อาจซื้อด้วยเงินทอง “พวกท่านก็ถือว่านี้เป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้าเท่านั้นเอง”

    แม่นมจะเอ่ยอะไรอีกก็ต้องกลืนถ้อยคำไว้ในลำคอเพียงพยักหน้าแล้วประนมมืออีกครั้ง นางค้อมกายซ้ำแล้วจึงเดินกลับไปยังรถม้า

    หยางฉินหมุนตัวขึ้นหลังม้าก่อนพลางใช้ปลายนิ้วจัดบังเหียนอย่างคล่องแคล่วเขาหันหน้ามองหญิงสาวที่กำลังก้าวขึ้นม้าด้วยท่วงท่าขมักเขม่น

    แสงบ่ายแก่ของวันทาบเงาบนเสื้อคลุมสีฟ้าครามของนางพาดผ่านลายปักพุดจีบที่ชายเสื้ออย่างวิจิตรดอกพุดที่ดูอ่อนโยนแต่ทนทานนั้นกลับสะท้อนบุคลิกของเจ้าของได้ดี

    เมื่อหลิวชิงเซียงขึ้นม้าประจำเรียบร้อยชายหนุ่มจึงเอ่ยขึ้นขณะควบเคียงไป “ข้าขอถามหลี่ผินสักเรื่อง” เสียงของเขาราบเรียบแต่กลับคล้ายแฝงบางสิ่งไว้ภายใน “ท่านไม่ได้ประสงค์จะอยู่ในวังหลวงอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”

    คำถามตรงนักใบหน้าของหลิวชิงเซียงหันไปสบตาเขาช้าๆ แววตานิ่งสนิทดังบึงที่ไร้คลื่นสะเทือน

    “ครั้งนี้..มีโอกาสหลายครั้งทำไมไม่หลบหนีไปเสีย?”

    นางนิ่งสงบไม่ตอบในทันทีดวงตานั้นมองลึกไปในดวงตาอีกฝ่าย คล้ายจะชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนสายตากลับ “ไว้เราคุยกัน..หลังถึงเมืองหลวงเถอะ” น้ำเสียงที่นางเปล่งออกไม่เย็นชาแต่ก็หาได้อ่อนหวานสิ่งที่ฝังแน่นในใจของนางมีมากมายเกินจะพรั่งพรูในยามนี้

    หยางฉินเพียงพยักหน้าเบาๆเขาไม่เซ้าซี้ เมื่อสายลมไม่พัดก็ใช่จะฝืนให้น้ำตกไหลผ่าน

    ทั้งสองเร่งม้าออกเดินทางต่อท่ามกลางเส้นทางที่เริ่มคลี่คลายสู่ความเงียบสงัด แสงตะวันคล้อยต่ำจนแตะขอบฟ้าเป็นริ้วสีส้มอมชมพูต้นกุ้ยฮวาและหญ้าสูงข้างทางทอดเงายาวประหนึ่งโบกมือลาผู้เดินทาง

    ระยะทางยืดยาวถูกละลายด้วยกีบม้าที่กระแทกพื้นอย่างสม่ำเสมอทั้งสองไม่ได้เอ่ยสิ่งใดอีก ระยะเวลายิ่งใกล้ค่ำเท่าไรความวิตกเรื่องประตูเมืองก็ยิ่งทับถม เมื่อท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นม่วงอมเทาทั้งคู่ก็รู้ตัวว่าคงไม่อาจเข้าเมืองได้ทันก่อนปิดประตู

    หยางฉินชะลอม้าลงเมื่อผ่านโค้งเนินเตี้ยๆเขาหันมองรอบทิศ ก่อนหันมาพูดกับหลิวชิงเซียง

    “หาที่พักเถอะแถบนี้ใกล้เมืองหลวงน่าจะมีหมู่บ้านชาวนาอยู่บ้าง”

    หลิวชิงเซียงพยักหน้าไม่อิดออดพวกเขาเบี่ยงออกจากทางหลัก มุ่งหน้าลึกเข้าไปในแนวไม้ผลัดใบที่ขึ้นอยู่ประปรายกลิ่นหอมของผลไม้สุกยังติดปลายลมอยู่จางๆ แต่ยังไม่ทันได้เดินลึกเข้าไปนักเสียงฝีเท้าม้าหนักหน่วงก็ประดังมาตามหลัง

    เสียงแกร่งของกีบกระทบพื้นหินดินสลับกันดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอคล้ายฝีเท้าของผู้ที่ไม่ประสงค์ให้ผู้ใดหนีทันหลิวชิงเซียงหยุดม้ากะทันหันใบหน้าหันกลับโดยสัญชาตญาณ หยางฉินเองก็ชะงักม้าหมุนตัวสายตาทั้งสองสบกันความเงียบเพียงอึดใจเดียวก็เพียงพอจะเข้าใจว่า..นี่ไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน

    “ม้าเราสองตัว..ไม่ใช่ม้าพันธุ์ดี” เสียงของหยางฉินเอ่ยขึ้นเบาๆสายตามองแนวหลังอย่างประเมินระยะ

    หลิวชิงเซียงขบกรามแน่นม้าธรรมดาที่ถูกใช้งานมาทั้งวันถึงจะพยายามอย่างไรก็ไม่อาจเร่งหนีฝีเท้าม้าของพวกนั้นได้

    เงาม้าทั้งกลุ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆก่อนที่แสงสุดท้ายของดวงตะวันจะลับหาย ก็ปรากฏร่างคนเจ็ดคนบนหลังม้าสีดำที่ควบเข้ามาเป็นขบวนทุกคนในชุดสีเข้มพรางตัวปิดใบหน้า อาภรณ์คล้ายเป็นเนื้อผ้าเบารับกับร่างกายกระชับไม่มีผู้ใดกล่าววาจา สายตาทุกคนเย็นชาท่วงท่าคล่องแคล่วเหมือนเงาดำที่หลอมรวมกับค่ำคืน

    อาวุธครบมือดุจพร้อมสังหารไม่มีคำพูด ไม่มีเสียงร้อง ไม่มีคำถาม มีเพียงจุดหมายเดียว

    หลิวชิงเซียงเบือนหน้ากลับมาดึงสายบังเหียนแน่น หยางฉินกระชับอาวุธในมือ สายตาไม่หลบสายฟ้าของศัตรู

    ก่อนที่ผู้มาร้ายจะเข้าถึงตัวหลิวชิงเซียงหันไปเอ่ยประโยคท้ายกับหยางฉิน “เป้าหมายคือข้า จำเอาไว้จากนี้ขอให้นึกถึงตัวเองก่อน”

     

     

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน