ใช้เวลาพักเกือบสิบนาทีถึงเริ่มสงบจิตใจได้
นับว่าเป็นการทำงานที่ผมตั้งใจมากที่สุดในชีวิตเลยก็เป็นได้ครั้งสุดท้ายที่มีเดดไลน์ต้องย้อนไปถึงการบ้านสมัยมัธยมโน่นเลยแต่ก็ไม่ได้มีเวลากระชั้นชิดเท่าตอนนี้ ถ้าไม่นับว่าเป็นการสอบสิ่งที่ไมตรีวิพากวิจารณ์ในเรื่องตัวสะกดที่ผิดพลาด หรือด้านความรู้ที่ผมไม่ศึกษาให้ดีทำให้ผมอยากทุบกะโหลกตัวเองเพื่อลงโทษอาจจะเพราะความง่วง หรือความคิดเรื่องอิสรา ไม่ก็สหายเข้ามาแทรกแต่ดันเป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่กับเป็นเรื่องวิธีการทำงานที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเพราะไม่เคยมีใครบอกตอนแนะนำ ถ้าต้องการความละเอียดอ่อนขนาดนี้ ทำไมไมตรีไม่บอกผมตั้งแต่วันแรกยิ่งคิดยิ่งน่าโมโห ถ้าไปถามเขาก็คงแก้ตัวว่าผมไม่ยอมถามเองก็เลยคิดว่ารู้แล้ว
ผมตัดสินใจระงับความโกรธนั้นด้วยกาแฟแก้วหนึ่งจากเครื่องชงหน้าห้องพอนึกทบทวนคำพูดต่าง ๆ ของไมตรีตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งวันนี้ ผมจึงตัดสินใจได้คงต้องไปหาชายแต่งตัวเพี้ยน ๆ คนนั้นจริง ๆ ในฐานะรุ่นพี่รุ่นน้อง
เวลาผ่านไปพักใหญ่รู้ตัวอีกทีก็นั่งอยู่ในโรงอาหารชั้นใต้ดินอันคับคั่งไปด้วยผู้คนเช่นเคยนิกรณ์นั่งอยู่เบื้องหน้าผมแล้ว วันนี้เขาแต่งกายชุดโจรสลัด สวมเชิ้ตขาวแขนสั้นกางเกงสีดำรัดรูป และมีผ้าโพกหัวสีแดง แต่ไม่สวมที่ปิดตาข้างหนึ่งแม้จะแปลกอยู่บ้างแต่ก็ดูปกติขึ้นมาอีกหน่อย ผมขอยืมเบอร์ติดต่อมาจากธรณีทีแรกผมกะจะไปหาเขาที่ห้องแต่ใกล้เวลาพักเที่ยงรุ่นพี่จึงนัดให้ผมมาเจอที่โรงอาหารแทนผมเดาว่าชายผู้นี้คงเป็นคนประเภทเดียวกับธรณี เป็นคนชอบทำอะไรหลายอย่างกินไปด้วยคุยไปด้วย ไม่ยอมเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
นิกรณ์สั่งเมนูอะไรบางอย่างที่เหมือนผัดไทยแต่เป็นเส้นสปาเกตตีเขาใช้ส้อมหมุนเส้นสีเหลืองอ่อนม้วนเป็นวงก่อนลิ้มรสทุก ๆ คำเป็นพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่แปลกไม่แพ้การแต่งกายถ้าไม่ใช่เมนูประเภทเส้นเดาว่าเขาคงใช้มือแทนส้อมไปแล้วผมไม่อยากเสียมารยาทโดยการจ้องนานเกินไปจึงหันไปสนใจเมนูตนเองซึ่งเลือกมาจากเมนูแนะนำประจำวันอันดับแรกสุดจากทั้งหมดห้าอันลืมไปแล้วว่าสั่งมาจากร้านไหน ผมลองตัก ไก่ผัดซอสนานาชาติ ใส่ปากทันทีที่ลิ้นสัมผัสก็ต้องเลิกคิ้วอย่างเอร็ดอร่อย
“ปกติเวลาท่านหาข่าวปฐมภูมิได้ใช้ฟิลเตอร์ไหม”นิกรณ์เปิดด้วยคำถามชวนคุย
“ไม่ได้ใช้ครับ”ผมตอบสีหน้านิ่งเฉยราวกับว่ารู้ความหมายของคำว่าฟิลเตอร์อยู่แล้ว
“ลองใช้ ฟิลเตอร์ลดคติตัวบุคคล ดูสิเราว่ามือใหม่ควรเริ่มจากอันนี้ก่อนนะ เอาไว้ฝึกตัวเองแต่ถ้าท่านคิดว่ามีทักษะการคิดวิพากษ์ดีแล้วก็ไม่เป็นไร”
ผมทำทีพยักหน้าอือออตามน้ำไปก่อนรู้ภายหลังว่าเขาหมายถึงปุ่มรูปหน้าคนที่อยู่ในช่องฟิลเตอร์ด้านบนขวาของเนื้อข่าวถ้ากดเปิดไว้จะเห็นชื่อในข่าวเป็นชื่อสมมุติทั้งหมด ไม่ว่าชื่อคน หรือชื่อพรรคแถมระบบจะเบลอรูปที่เกี่ยวข้องทั้งหมดให้เห็นไม่ชัด เพื่อลดอคติการเชื่อเพราะผู้มีอำนาจ[1]หรือเอนเอียงเพื่อยืนยันความคิดตน[2]เหมือนกับที่สำนักข่าวบางอันคิดเขียนข่าวในแง่ลบกับบางพรรคการเมืองที่ไม่ชอบตลอดตั้งแต่ที่ยังไม่ได้เริ่มอ่านเนื้อหาด้วยซ้ำแม้ตนเองจะไม่มีทักษะคิดวิพากษ์อย่างที่รุ่นพี่ว่า แต่สำหรับผมที่ไม่รู้จักใครในโลกนี้อยู่แล้วฟิลเตอร์ที่ว่าจึงดูไม่จำเป็น
พวกเราสนทนากันมาถึงขั้นตอนการทำงานนิกรณ์บอกวิธีจับใจความโดยละเอียด นิสัยส่วนตัวเขาน่าจะเป็นคนชอบการสอน
{ “ปกติคอนเทนต์ข่าวทางการเมืองแบ่งเป็นสามอย่างซึ่งเราจะเรียกว่าแอลฟา เบต้า แกรมม่า” เขาเกริ่น ผมงงว่าจะเรียกแบบนี้เพื่ออะไร เลยเรียกเองสั้นๆ ว่า A BG เขาอธิบายยืดยาวโดยสรุปคือเอจะกล่าวถึงชีวิตตัวละคร บีจะเกี่ยวข้องกับสถานที่หรือกิจกรรมโดยไม่เจาะจงตัวละคร ส่วนจีมีความเป็นประเด็นทางนามธรรมล้วน ๆ
“ปกติแต่ละข่าวจะมีทั้งสามอันปะปนกันแต่เราต้องมีธงในใจว่าต้องการนำเสนออะไรในสามสิ่งนี้เป็นหลัก เปรียบเสมือนเป็นฌ็องร์[3] ก็ได้ ไม่งั้นถ้าเสนอให้เท่ากันหมดคนก็จะจับประเด็นไม่ได้ เช่นถ้าเป็นข่าวจับผิดนักการเมืองทุจริตควรจะใช้อัลฟาติดตามที่มาที่ไปการกระทำเขาแต่ถ้ารายงานสถานการณ์ในการชุมนุมก็ต้องเป็นเบตา แต่ถ้าต้องการนำเสนอแง่มุมน่าสนใจเป็นหลักแล้วค่อยโยงไปถึงเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในสังคมก็เป็นแกมมา”นิกรณ์บอก ผมก็พอเข้าใจแต่ยังไม่รู้สึกถึงความสำคัญของการแบ่งประเภทแบบนี้ชัดเจนจนกระทั่งเขาพูดถึงการพาดหัวข่าวผมถึงร้องอ้อถ้าเราแบ่งประเภทแล้วเราก็จะรู้ว่าควรนำอะไรขึ้นมาเป็นคำแรกในพาดหัว A B G ก็จะขึ้นต้นด้วย ชื่อคน เหตุการณ์ และประเด็นตามลำดับผมรู้สึกคล้อยตามอยู่บ้าง ไม่รู้ว่ามันเป็นหลักการสากลสำหรับคนยุคนี้หรือไม่แต่มันก็พอมีหลักการและเหตุผลอยู่
“นักจับใจความหน้าใหม่เราแนะนำให้พยายามเลือกข่าวประเภทอัลฟาก่อนเพราะง่ายสุดไม่จำเป็นต้องรู้จักนักการเมืองมากก็ได้แต่ถ้าเก่งขึ้นก็ค่อยเลื่อนมาเป็นเบตาซึ่งอาจต้องรู้จักหลายคนและแกมมาซึ่งต้องรู้จักว่าประเด็นเรื่องนี้มี ไดนามิกที่ผ่านมายังไงบ้างแต่ถึงอย่างนั้นท่านก็ควรหาทางโยงความเกี่ยวข้องให้กลุ่มเป้าหมายให้ได้แสดงให้เห็นว่าประชาชนคนทั่วไปได้รับผลกระทบยังไง” นิกรณ์สรุปสิ่งที่ต้องการสื่อผมพยักหน้าตาม แล้วรุ่นพี่ก็เข้าสู่บทเรียนสำคัญของนักจับใจความ
“เขียนข่าวแบบเล่าเรื่องอย่างมีศิลปะได้ไหมแบบใส่บริบทความเป็นมา หรือใช้ลีลาให้คนอ่านสนุกบ้าง เศร้าบ้างได้ไหม”
“จริง ๆก็ไม่ใช่ข้อห้ามเด็ดขาดหรอกนะ แต่บรรณาธิการเราไม่ค่อยชอบเพราะคิดว่ามันจะสูญเสียความเป็นกลาง ชี้นำสังคมมากเกินไปอีกอย่างมีรูปแบบที่เป็นรายการตระกูลเล่าข่าววิเคราะห์ข่าวแบบที่ท่านาว่าต่างหากอยู่แล้ว เราว่าท่านเน้นนำเสนอข้อเท็จจริงสรุปประเด็นที่ต้องการสื่อ แล้วก็เชื่อมโยงกับประชาชนก็พอ”
ผมพยักหน้าอย่างเข้าใจแต่ไม่รู้จะซึมซับเข้าสมองแค่ไหน ในเมื่อข้อมูลพรั่งพรูมาต่อเนื่องจนหัวบวม }
“ปกติการทำงานในฐานะนักจับใจความจะมีสามขั้นตอนเดาว่าท่านไม่ได้เรียนวิชาจับใจความ 101 มาใช่ไหม บริษัทเราก็มีข้อเสียตรงนี้แหละน่า”รุ่นพี่ผมเกริ่น ฟังแค่นี้ก็รู้สึกหงุดหงิดแล้ว จะออกทะเลทำไม แทนที่จะบอกมาเลย
“ใช่ ท่านสรุปมาตั้งแต่ต้นเลยก็ได้”ผมพูดอย่างสุภาพที่สุดเท่าที่ทำได้
“ถึงไหนแล้วนะ...อ๋อ…สามขั้นตอน รวบรวมสรุป และรีไวส์[4]” นิกรณ์พูดสลับหยุดเป็นช่วงสั้นๆ บางทีหัวสมองเขาอาจแล่นเร็วเกินคำพูดนักจับใจความรุ่นพี่ผมอธิบายว่าขั้นตอนแรกจะเป็นการรวบรวมความเห็นทุกฝ่ายข้อสำคัญคือต้องครบทุกสำนักข่าวปฐมภูมิจริง ๆ เพื่อไม่ให้มีเซเลกชันไบแอส ขั้นที่สองการสรุปให้ครบจุดเหมือนจุดต่างของเนื้อข่าวที่แต่ละสำนักข่าวเสนอข้อสำคัญคือต้องเป็นเฉพาะข้อเท็จจริง เพราะความคิดเห็นจะอยู่ในช่องแยกท้ายข่าวผมทำทีพยักหน้าตามเป็นระยะ สองข้อแรกที่ผมรู้อยู่แล้ว จากการทำงานในสามวันที่ผ่านมา
{ สิ่งที่ผมเรียนรู้ใหม่คือการหาข้อมูลจากรัฐบาลโดยตรงซึ่งรวบรวมเปิดเผยทุกอย่างไว้บนอินเทอร์เน็ต ทั้งเอกสารราชการทุกฉบับในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ งบประมาณที่มีการใช้ หรือคงเหลืออยู่แบบเรียลไทม์ยกเว้นข้อมูลที่คิดว่าสำคัญต่อความมั่นคงจริง ๆก็จะมีการเปิดเผยต่อคณะกรรมการเฉพาะกิจราษฎรแทนบางทีผมอาจต้องนำข้อมูลจากรัฐบาลมาประกอบการเขียนส่วนของคความคิดเห็นช่องแยกท้ายข่าว
ในตอนนี้ผมศึกษาเพิ่มเติมเรื่องคฉร. มาบ้างแล้ว คนเหล่านี้จะถูกตั้งขึ้นมาเพื่อรับรู้ ตรวจสอบและตัดสินเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แทนประชาชนทั้งประเทศการคัดเลือกสามารถทำได้ทั้งสุ่ม เลือกตั้งปกติ หรือระบบเลือกตั้งพีไอเอส(Public interview ion: PIS) ก็ได้ ซึ่งผลการโหวตจะเทียบเท่าประชามติ แต่จะดีกว่าประชามติในแง่สามารถรับรู้ข้อมูลที่เกี่ยวกับความมั่นคงได้รวมทั้งตัดสินได้รวดเร็วกว่า เพราะจำนวนคนถกเถียงกันน้อยกว่า
นิกรณ์ยังพูดถึงแอปเช็กจีบิดดิง (Check G-bidding) ที่ใช้ตรวจสอบเบาะแสทุจริตจากข้อมูลที่รัฐเผยมาด้วยการคัดกรองว่างบประมาณจัดซื้อส่วนไหนน่าสงสัย เช่น เปิดเผยข้อมูลช้า ระยะเวลาสั้น คนได้เป็นญาติเป็นต้น
“ขั้นตอนที่สาม ตรวจเช็คหรือรีไวส์ เป็นกระบวนการที่สำคัญเพราะทำให้ข่าวมีคุณค่ามากขึ้น” เขาเล่าว่าขั้นตอนนี้เริ่มจากการปรับภาษาให้เข้าใจคัดเลือกภาพประกอบเบื้องต้นเสริมการเล่าเรื่อง
“ใช้เอไอได้ไหมแค่ดูเป็นแนวเฉย ๆ นี่” ผมถามเพราะสุดท้าย จะมีทีมงานกราฟิกเลือกภาพอีกทีหนึ่งแน่นอนว่าต้องเป็นภาพจริง ไม่ใช้เอไอ
“ไม่ได้ห้ามนะ หรือจะก๊อบปี้ภาพจากปฐมภูมิก็ได้แต่สำคัญที่ต้องบอกให้รู้ว่ามาจากไหนสุดท้ายเขาก็จะไปหาจากในคลังสภาวิชาชีพนักข่าวอยู่ดี” นิกรณ์ตอบคำถามแล้วเล่าต่อถึงการติดตามความเคลื่อนไหวของข่าวที่ทำไปจนกว่าจะได้รับการเผยแพร่นี่เป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมโดนไมตรีต่อว่า นิกรณ์บอกว่าถ้าเจออะไรใหม่ก็ต้องรีบแก้ไขหรือเพิ่มเติม หรือแม้จะปล่อยไปแล้ว ถ้าคอมเมนต์นั้นสำคัญมากพอ ก็ต้องเอามาแก้ไขก่อนจะไปปล่อยแหล่งใหม่และตามไปแก้แหล่งเดิม
“ปกติเราจะทดลองปล่อยในช่องทางที่คนติดตามไม่มากก่อน แต่ถ้าปล่อยในเพจหลักแล้วจะมีทีมงานหนึ่งที่ช่วยติดตามให้ว่ามีอัพเดทหรือไม่” เขาพูดเสริมขณะอาหารคำสุดท้ายอยู่เต็มปาก ผมยอมไม่ใส่ใจการไร้มารยาทพูดในขณะกินข้าวของเขาแลกกับข้อมูลที่สำคัญกับชีวิตผมประเด็นต่อไปเป็นการกล่าวถึงบุคคลที่สามอย่างที่ไมตรีบอกแต่ต้องแยกระหว่างข้อกล่าวหาที่เป็นข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น หากเป็นข้อเท็จจริงต้องหาคำแถลงแก้ตัวของคนๆนั้นมาด้วย ไม่งั้นหากนำเสนอฝ่ายเดียวมีความเสี่ยงจะถูกฟ้อง อื่น ๆก็เป็นเรื่องการเช็คคำหยาบคายต่าง ๆ คำพูดไม่เหมาะสมด้วย หรือตัวสะกดในเบื้องต้นปกติบรรณาธิการจะเป็นคนคัดกรองสุดท้ายอยู่แล้วแต่ถ้าทำให้ดีตั้งแต่ขั้นนักจับใจความ ความผิดพลาดก็จะยิ่งลดลงอีกเป็นเท่าตัว เช่นถ้าผิดพลาดคนละ 0.01% ก็จะกลายเป็น 0.0001% ได้ การพาดพิงบุคคลที่สามยังรวมไปถึงการพูดกล่าวถึงต่างประเทศก็ควรนำข่าวเรื่องเดียวกันที่เป็นมุมมองของประเทศนั้น ๆ มานำเสนอด้วยผมยังมึนงงว่าถ้าไม่มีก็ต้องส่งข้อความไปสัมภาษณ์คนต่างชาติเหรอ
“และตอนสรุปถ้าเป็นไปได้ ให้ใช้ สรุปว่า จุดจุดจุด แต่ จุดจุดจุดอันนี้ก็มีบอกไว้ในวิชาจับใจความ 101“ นิกรณ์เสริมในตอนจบผมเข้าใจเหตุผลของรูปแบบนี้ดี เขาต้องการให้มีความเห็นสองทางเห็นความขัดแย้งแบบเดียวกับที่ต้องแบ่งคอลัมน์ตอนนำเสนอพอผมคิดย้อนเลยเข้าใจว่าทำไมเวลาถามไอรินแต่ละครั้งก็จะตอบแบบนี้ตลอดถ้ามีเวลาคงต้องหาเรียนวิชานี้แล้ว แต่ก็คงไม่ได้เพราะต้องล็อกอินเป็นพลเมืองก่อน }
“ทำไมท่านไม่แนะนำเราตั้งแต่เจอกันวันแรก”
“ก็ท่านไม่ถามเราเราก็คิดว่าท่านรู้แล้ว อาจจะรู้มากกว่าเราก็ได้” นิกรณ์ตอบ ผมเข้าใจดีธรณีเคยบอกว่าคนยุคนี้ส่วนใหญ่จะไม่ไปก้าวก่ายการตัดสินใจของคนอื่นหรือด่วนตัดสินคนอื่นถ้าไม่ได้รับการร้องขอ
“เราไม่เก่งเท่าท่านหรอกเช้านี้ก็เพิ่งโดนไมตรีด่ามา”
“ไมตรีด่าท่านด้วยเหรอ”นิกรณ์ทำหน้าเฉไฉ เขาคงไม่ได้อ่านแชตกลุ่มจริง ๆ
ในตอนนั้นเองเสียงชายผู้หนึ่งที่คุ้นเคยดังเสียดแทงมาจากโต๊ะด้านหลังตามมาด้วยเสียงหัวเราะดังลั่น
“ท่านดูที่นักจับใจความคนใหม่ของเราเขียนซิเขาบอกว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเกิดมาเพิ่งเคยได้ยิน ตอนที่ได้ยินครั้งแรก เราพยายามกลั้นขำแทบตาย” สหายกดปุ่มฉายภาพจากมือถือของตนเองขึ้นบนจอภาพของโต๊ะให้เพื่อนอีกสองคนดูแล้วทั้งสามก็พากันหัวเราะ
เสียงจอแจในโรงอาหารพลันเลือนหายไป โลกในหัวของผมหดแคบลงเหลือเพียงคำพูดดูถูกที่ดังก้องซ้ำไปมาความร้อนผ่าวแล่นจากลำคอขึ้นมาที่ใบหน้า เลือดในกายเดือดพล่านขณะที่หมัดกำแน่นเตรียมพร้อมสหายนั่งห่างออกไปอีกสองโต๊ะ ฟังจากบทสนทนาแล้วมันคงไม่รู้ว่าผมนั่งอยู่ตรงนี้ด้วยหรือว่ามันรู้แต่ต้องการทำให้ผมอับอายขายหน้า
“จริงเลย แบบนี้เราก็เขียนได้”เพื่อนของสหายคนหนึ่งบอก เป็นชายผอมแห้งแรงน้อย วัยไล่เลี่ยกัน
“แบบนี้พวกเราก็ต้องตามแก้ให้รึเปล่าถ้าจะให้ทำ ก็ขอค่าตอบแทนเพิ่มด้วยนะ” เพื่อนอีกคนของสหายซึ่งรูปร่างท้วมกล่าวผมไม่เคยเห็นหน้าทั้งสองคน พวกมันคงมาจากแผนกอื่น
“อย่าเพิ่งคิดไปไกลถึงตรงนั้นเอาแค่ช่วงทดลองงานให้จบก่อน” สหายบอกเพื่อนทั้งสอง ผมกัดฟันแน่นแม้คำกล่าวหาจะมีส่วนของความจริง แต่มันก็ไม่ควรด่าซึ่งหน้าแบบนี้ผมจินตนาการว่าตนลุกขึ้นยืน แล้วเดินไปชกหน้าหล่อ ๆ นั่นจนฟันร่วง
“ท่านเป็นอะไรรึเปล่า” นิกรณ์เอ่ยขึ้นหน้าตาดูใสซื่อ ไม่แน่ใจว่าไม่ได้ยิน หรือได้ยินแต่รู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ
ผมลุกพรวดจากโต๊ะกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เกือบจะก้าวถลันตรงไปหาคู่อริอยู่แล้ว แต่ภาพของตะรางห้องสี่เหลี่ยมก็แวบเข้ามาในหัวจึงได้แต่กัดฟันกรอด
“ขอบคุณท่านมาก” ผมกระซิบบอกนิกรณ์เขาพยักหน้าครั้งหนึ่ง แววตายังดูงุนงงกับพฤติกรรมของผมไม่มีเวลาอธิบายอะไรทั้งสิ้น
ผมหันหลังกลับ เดินปึงปัง เลี้ยวออกจากโรงอาหารไปทันทีผมเร่งฝีเท้าจากไปให้เร็วที่สุด โชคดีที่ยังยับยั้งชั่งใจได้ ไม่งั้นใบหน้าหล่อ ๆนั่นคงเสียโฉมถาวร แต่ก็คงต้องแลกกับชีวิตอันเลวร้ายในคุกปี 2090ซึ่งไม่คุ้มค่าเลยสักนิด
--------------------
[1]Authority bias อคติทางความคิดที่ทำให้คนเรามักจะเชื่อหรือยอมรับคำพูดของบุคคลที่มีอำนาจตำแหน่ง หรือมีชื่อเสียง โดยไม่ได้พิจารณาเนื้อหาอย่างละเอียด
[2]Confirmation bias อคติทางความคิดที่ทำให้คนเรามีแนวโน้มเลือกรับ ตีความ และจดจำข้อมูลที่สอดคล้องกับความเชื่อเดิมของตนเองโดยมองข้ามข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อนั้น
[3]Genre ประเภทหรือรูปแบบของงานศิลปะดนตรี หรือสื่ออื่น ๆ ที่มีเนื้อหาร่วมกัน เช่น genre ของภาพยนตร์: สยองขวัญ, ตลก เป็นต้น
[4]Revise ในงานเขียน:รีไวส์คือการอ่านทบทวนและแก้ไข เพื่อปรับปรุงเนื้อหา, ไวยากรณ์, และการสะกดคำให้สมบูรณ์ขึ้น