เทพมังกรเหนือปฐพี

    ตอนที่37 สรรพสิ่งย่อมก่อเกิดจากใต้หล้า

     

         เล้งปวยเล่าจึงได้ทั้งหมดให้เขาฟังโดยปรับแก้ในส่วนที่ต้องปกปิดบ้างเท่านั้น  บอกว่าเขากราบอาจารย์ค่อมเป็นอาจารย์        “เหอะ แท้จริงแล้วคนที่คนอื่นมองว่าศิษย์ขยะอย่างพี่ก็ยังไดรับสิทธิพิเศษกว่าศิษย์สายนอกทั่วไปอย่างนึกไม่ถึง  ตอนแรกที่ข้าฟังอดเป็นห่วงไม่ได้ เช่นนี้ข้าก็หมดห่วงแล้ว” มันหยุดนิดหน่อยเพื่อหอบหายใจ  แล้วค่อยพูดต่อ
      “พี่ใหญ่ปวย   ข้าเช่ือว่าพี่ต้องมีเหตุผลแน่ๆที่กราบอาจารย์ผู้นั้น”
    “อืม!! ลี้น้อย   เจ้าเคยได้ยินคนพูดเกี่ยวกับอาจารย์ค่อมของข้ามาก่อนไหม”  เขาถามขึ้นมาลอยๆ“ไม่ปรากฏว่าได้ยินนะ”  มันคล้ายใคร่ครวญแล้วค่อยตอบ
    “แล้วเคยมีใครในสำนักที่มีชื่อโอ้วเทียนบ้างไหม”  ครานี้มันไม่ตอบเขาทันที  “อืม  !!   อันนี้คล้ายๆมีนะแต่ข้ายังคิดไม่ออก…ไว้ข้าจะให้คำตอบทีหลังนะ”  มันคล้ายกลัวจะเสียรังวัดไป
    “พี่ใหญ่ข้าได้ยินข่าวลือมาว่าในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือนเศษมานี้  มีศิษย์สายตรงบางคนที่ได้พัฒนาพลังปราณถึงระดับก้าวไปแตะขั้นนภาแล้ว  ไม่รู้จะจริงเท็จอย่างไร  ซึ่งหากจริงก็นับว่าพวกมันเป็นสัตว์ประหลาดที่น่ากลัวจนเกินไปแล้ว”
       “ข้ารู้สึกว่าในสำนักแห่งนี้มีหลายอย่างที่ลึกลับซับซ้อน จนไม่อาจคำนวณ ดังนั้นข้าเห็นว่าที่เจ้าพูดน่าจะเป็นจริงถึงแปดส่วนได้”  มันหยุดนิดหน่อยแล้วพลันเปลี่ยนเรื่อง
    “อืมลี้น้อยแล้วเจ้าละเป็นอย่างไรบ้างหละ”   เขารู้สึกว่าพลังปราณธรรมชาติที่นี่ก็ถือว่าเข้มข้นพอใช้ได้เลยทีเดียวสำหรับลี้เพ้ง  ถ้าเขามุ่งมั่นจริงๆโอกาสที่จะสอบผ่านในปีเดียวใช่ว่าจะเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้
    “ข้าว่าก็ไม่เลวนะสำหรับข้าก็นั่งบ่มเพาะเพียงอย่างเดียวเพียงเสียดายที่ยังขึ้นไปเลือกทักษะวิชาในห้องสมุดไม่ได้เท่านั้นแหละ ถ้ามีโอกาสข้าอยากมีทักษะวิชาหมัดบ้าง”    มันพูดอย่างเร็ว
    “เช่นนั้นเจ้าเอานี่ไป  แล้วไปบ่มเพาะต่อเถอะ”  พลางหยิบโอสถปราณม่วงระดับ 3 ส่งให้มันหนึ่งเม็ด  ค่อยบอกมันต่อ    “เจ้าจงใช้มันประกอบการบ่มเพาะในเวลากลางคืนนะเป็นนะ”   มองดูอีกฝ่าย
    “โอสถปราณม่วงระดับ 3 !!”    มันอุทานออกมาอย่างงุนงง   “เจ้าไฉนให้ข้า…”  มันมองอีกฝ่ายอย่างไม่กล้ารับมาจริงๆ
    “เจ้าที่จะเป็นสาวกของข้า หากอ่อนแอเกินไปก็เสียชื่อข้าหมดสิ มาคราวหน้าเจ้าต้องให้ข้าเห็นว่าเจ้าไล่ทันเจ้าหยิ่งยโสนั่นซะ”  
    “สวรรค์มันห่างกันตั้งสองระดับเลยนะ”  มันตกใจในคำพูดของเล้งปวยอย่างยิ่ 
    “เดียวเจ้าก็จะตกใจยิ่งกว่านี้อีกครั้ง  เพราะเพียงยานี้เม็ดเดียวเจ้าก็แทบจะสามารถเลื่อนได้ถึง 2 ระดับอยู่แล้ว”  เล้งปวยเพียงแต่คิดโดยไม่บอกออกมา            หลังจากนั้นเขาก็กลับออกมาตรงกลับมายังที่พักของเขาแล้วเข้าบ่มเพาะต่อไป
    “เด็กน้อย  ข้าว่าเจ้าแทบไม่มีทางเลือกแล้วหละ  หยุดสืบเสาะแล้วตั้งใจฝึกกับมันอย่างงมงายลองดูเถอะ”    เสียงอันสดใสของหญิงสาวหลินซี  ดังขึ้นมาหลังจากที่เขาวุ่นวายจนไม่ได้เข้าไปเล่นกับนางมาหลายวัน
    “คงได้แต่เลยตามเลยเช่นเจ้าว่าเท่านั้น  ข้าก็เข้าใจที่อาจารย์ยังให้ข้าเน้นที่การปรับพื้นฐานในหลายวันมานี้คงเห็นว่าสมาธิข้ายังไม่นิ่งพอ ท่านคล้ายรู้ถึงการที่ข้ายังไม่ปล่อยวาง ในใจอย่างแท้จริง”
    “ตอนแรกข้าคิดจะให้เจ้าเรียนเคล็ดในคัมภีร์อักขระนั่นเลยด้วยเห็นพลังยุทธเจ้าถึงระดับที่รองรับเคล็ดวิชาได้แล้ว  แต่เช่นนี้ได้แต่รอไว้ก่อนให้เจ้าได้เรียนกับผู้เฒ่านั่นเลยก็แล้วกัน”นางต้องการให้เขาเข้าฌานต่อจึงเงียบไป


    ในยามคำ่วันน้ัน  ภายในกระท่อมข้างสวนสมุนไพร  นั่งไว้ด้วยบุรุษ 2 คน หนึ่งชรา หนึ่งเยาวัยรออยู่ครึ่งชั่วยาม  ผู้ชราลืมตาขึ้นมามองนิ่งที่ชายหนุ่ม   พลันหลับตาลงอีกครั้ง            ชั่วครู่ในห้วงจิตเล้งปวยพลันสะท้านขึ้นมาอย่างุนแรง  ด้วยเสียงที่ก้องกังวานไปทั่วทั้งฟากฟ้า          “เพิ่งมีวันที่ทั้งร่างกายและจิตใจของเจ้าพร้อมเต็มที่  จงฟังและปฏิบัติตาม”  เสียงก้องกังวาน  ดังมาในอากาศเป็นจังหวะ

           “กำหนดจิตให้ว่าง!!!!”      “ปลดปล่อยทุกสรรพสิ่ง
    “ทุกสรรพสิ่งล้วนก่อเกิดจากใต้หล้า”   ทันใดนั้นในห้วงแห่งจักรวาล พลันมีระรอกคลื่นแห่งมวลบรรยากาศขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นมา เหนือศีรษะของผู้ชรา  ระรอกคลื่นแห่งมวลบรรยากาศได้กระเพื่อมออกไปเรื่อยๆ  แล้วค่อยๆปรากฏอักขระสีทองอันพร่างพรายไหลกระเพื่อมออกมาจากใจกลางแห่งระรอกคลื่นพริ้วสะบัดพัดหมุนวนเป็นเส้นสายสีทองที่มีรัศมีแสงสุกใสสาดส่องไปทั่วหล้า
          กระทั่งครู่ใหญ่จุดศูนย์กลางแห่งระรอกคลื่นนั้นพลันค่อยๆเคลื่อนออกจากตรงเหนือศีรษะชายชรามายังเหนือศีรษะของเล้งปวย   หลังจากเสียง    ซูม!!!!!!!!!!!  ดังกังวานขึ้นมาเบาๆอักขระสีทองที่เป็นเส้นสายพลันหมุนตัวช้าลงๆหายไปในศีรษะของเล้งปวยจนหมดสิ้น  แล้ว ระรอกคลื่นทั้งหมดค่อยๆจางหายไปในที่สุด
        แล้วบรรยากาศโดยรอบๆตัวของชายชราพลันแปรเปลี่ยนไป   เขาดูชราภาพขึ้นมาอีกราวๆสิบปี  กลิ่นอายแห่งพลังลดลงไปไม่น้อย  ครู่ใหญ่ๆค่อยลืมตาขึ้นมา ด้วยประกายตาที่เลือนลางไม่คมกล้าเช่นคราก่อนๆ
    “ปวยเอ๋อเจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง”     เสียงที่ถามมาอย่างห่วงใยแหบเครือไปมาก
      ผิดกับชายหนุ่มที่มีบรรยากาศห่อหุ้มตัวที่คึกคักเปี่ยมพลัง รูปกายที่ขยายใหญ่ขึ้นอีกไม่น้อย ทำให้มองดู มีเสน่ห์ น่าเกรงขามขึ้น  ยามที่มันลืมตาขึ้นมาเห็นประกายวูบวาบในแววตาที่สดใส   มันยิ้มน้อยๆที่มุมปากก่อน   ที่จะรีบคารวะลงอย่างน้อบน้อม  แล้วกล่าว
    “เล้งปวยกราบขอบพระคุณอาจารย์ที่ส่งเสริมจนบั่นทอนอายุขัยของท่าน จนเป็นบาบกรรมแก่ศิษย์แล้ว”  มันมิได้คาดคิดถึงวิธีถ่ายทอด  ที่อาจารย์มันจะถ่ายเทมายังตัวเขาทั้งเคล็ดวิชาทั้งพลังการฝึกจนหมดสิ้นเช่นนี้  อาจารย์จึงสถิตย์ทั้งในตัวและในหัวใจดุจผู้ให้กำเนิดเขาทันที
    “ปวยเอ๋อฟังไว้เคล็ดวิชานี้เรียกว่า  สรรพสิ่งย่อมก่อเกิดจากใต้หล้า  ระดับพลังเฉพาะวิชานี้ของเจัาย่อมอยู่ในขั้นเทพแล้ว  ดังนั้นเพื่อลดทอนบาบกรรมของอาจารย์ลงเจ้าต้องสัญญาว่าจะไม่ใช้กับศัตรูที่พลังยุทธตำ่กว่าขั้นเทพลงมาเด็ดขาดนอกจากยามคับขันแก่ชีวิตเท่านั้น เจ้าลองใช้ออกให้อาจารย์ดูซิ”
    “ขอรับท่านอาจารย์” 
       เล้งปวยเดินออกไปหยุดอยู่กลางลานกว้าง          “กำหนดจตให้ว่าง  ปลดปล่อยทุกสรรพสิ่ง”             “สรรพสิ่งล้วนก่อเกิดจากใต้หล้า”        สิ้นเสียงตะโกนก้อง    ฉับพลันมวลแห่งบรรยากาศรอบตัวเขาพลันแปรเปลี่ยนเป็นกระเพื่อมขึ้นมาอย่างรวดเร็วรุนแรงเชี่ยวกรากเริ่มหมุนไปรอบๆตัวเขาราวพายุหมุนพร้อมกับเสียงแห่งกัมปนาทคลืนๆน่าหวาดหวั่นพลันบังเกิด   ร่างของเล้งปวยพลันลอยสูงขึ้นไปบนท้องฟ้าระยะเกือบจะสิบวา เหตุการณ์รุนแรงพลันอุบัติขึ้นมวลสรรพสิ่รอบๆบริเวณห้าสิบวาล้วนถูกกระชากดูดกลืนหายเข้าไปในคลื่นยักษ์จนหมดสิ้นในพริบตาเดียว
          ตูม  !!!!!!!!!!!!!!!!!  ๆ    !!!!!!!!!!!!!!!!!!     ๆ   !!!!!!!!!!!!!!!!!        ๆ
    เมื่อทุกอย่างสงบลง  ปรากฏหลุมทลึกกว้างร่วมห้าสิบวาเกิดขึ้น  สร้างความตะลึงลานให้แก่เล้งปวยอยู่นานสองนาน  แต่สุดท้ายพลันยิ้มออกมาอย่างพอใจยิ่ง
    “ สวรรค์!!! มันที่ใช้ออกครั้งแรกกลับมีพลังทำลายล้างที่รุนแรงขนาดนี้เลยหรือไร”  อาจารย์ผู้เฝ้าดูพลันอุทานออกมาอย่างประหลาดใจสุดประมาณ
      “ท่านอาจารย์มีอันใดที่ต้องแก้ไขหรือไม่”  เล้งปวยพลันพริ้วร่างเข้ามาหาผู้เป็นอาจารย์
    “ปวยเอ๋อ เจ้าทำให้อาจารย์พอใจอย่างยิ่ง   หากเจ้าอยากช่วยอาจารย์ได้เร็วมีแต่ต้องขยันฝึกบ่มจิตวิญญาณให้ได้เร็วที่สุดเท่านั้น”
    “อาจารย์ศิษย์สาบานจะไม่เห็นแก่ความลำบากไดๆ เพื่อจะได้ทดแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่ของอาจารย์โดยเร็ว

      จากนั้นกิจวัตรประจำของเล้งปวยจึงมีแต่เข้านั่งบ่มเพาะพลังปราณ  นั่งสมาธิ  ฝึกญาณ    รับและฝึกเคล็ดวิชากับอาจารย์ จนลืมวันเวลาว่าเผลอแพล๊บเดียวเล้งปวยเข้ามาอยู่ในสำนักได้ห้าเดือนผ่านไปแล้ว     

    /อยากใช้ลองดู

    คล้ายกับเรื่องเทพมังกรเหนือปฐพี ที่คุณอ่าน