ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 เข้าพบแบบส่วนตัว (1)

            โดยปกติ จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งหนึ่งชั่วโมงเพื่อตรวจสอบความเสถียรและสวีหยางอี้ก็ไม่สามารถควักผลึกพลังปีศาจออกมาใช้ต่อหน้าทุกคนได้เรื่องที่เขาครอบครองผลึกพลังปีศาจ เกรงว่าบนโลกนี้คงมีไม่ถึงสิบคนที่รู้

            แต่ถ้ารู้เยอะกว่านี้แล้วจะทำไม?

            เขาอมยิ้มพร้อมลูบแหวนมิติเก็บของเบาๆ

            ถ้าใครหน้าไหนคิดอยากลองดีก็เข้ามา

            เขาเดินล้วงกระเป๋าเข้าไปตรงใจกลางค่ายกลทีละก้าวอย่างไม่สนใจรอบข้าง

            ทันใดนั้น ปรากฏแสงอณูปราณมหาศาลขึ้นทั่วห้องฝึกตนอย่างฉับพลัน!ท่วมท้นยิ่งกว่าตอนที่เขาบรรลุขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางเสียอีก!

            อนุภาคแสงอณูปราณลอยวนคล้ายวังวนขนาดใหญ่ ในเวลาเดียวกันสวีหยางอี้ก็รู้สึกเหมือนร่างกายตนปรากฎเกลียวคลื่นอันรุนแรง!

            เกลียวคลื่นอณูปราณสีขาวนวล!

            “ความรู้สึกช่างต่างกันอย่างสิ้นเชิง...”ทุกอณูเซลล์ทั่วร่างกายตื่นเต้นดีใจราวกับร้องเรียกตะโกนตอนรับหากบอกว่าค่ายกลหลอมปราณระดับต่ำที่อยู่ในสนามประลองหนึ่งในใต้หล้าคือธารน้ำถ้างั้นตรงนี้ ตอนนี้ก็คือแม่น้ำเชี่ยวกราด! หรือไม่ก็มหาสมุทรคลั่ง!

            ไม่นึกว่าในยุคสมัยปัจจุบันจะสามารถเหนี่ยวนำอณูปราณได้เข้มข้นปานนี้ไม่จำเป็นต้องโคจรพลังจิตดูดซับ ลำพังแค่หายใจเข้าออกก็ชื่นอุราแล้วประหนึ่งจิตวิญญาณได้รับการชำละล้างด้วยน้ำบริสุทธิ์

            ณ ที่ตรงนี้ ไม่จำเป็นต้องโคจรพลังจิตดูดซับ ราวกับแค่นอนหลับอยู่เฉยๆ สักสามสี่ชั่วโมงก็สามารถทะลวงตบะได้เลย

            ความตื่นเต้นถูกสะกดอยู่ในใจ สวีหยางอี้มองดูรอบๆ ด้วยแววตาตื้นตัน“อิจฉาผู้ฝึกตนสมัยก่อนจริงๆ ... มิน่า ในยุคนั้นถึงมีผู้ฝึกตนขั้นจินตันกลาดเกลื่อนขั้นหยวนอิงก็เต็มไปหมด... ถ้าสมัยนั้นอณูปราณเข้มข้นขนาดนี้ แค่นอนหลับก็เลื่อนขั้นได้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเหล่าอัจฉริยะ หรือรุ่นพี่ที่ตั้งใจเล่าเรียนฝึกวิชากันอย่างมุมานะบากบั่น...”

            “แต่ฉันคิดว่าผู้ฝึกตนสมัยก่อนคงอิจฉาพวกเรามาก” อันหนิงคลี่ยิ้มเอ่ยเสียงแผ่ว“เพราะการติดต่อสื่อสารสมัยนั้นใช้แค่กระบี่กับนกกระดาษส่งข่าวเร็วที่สุดยังใช้เวลาตั้งครึ่งชั่วโมง แต่ว่าในยุคสมัยที่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตครอบคลุมของพวกเรา...ยิ่งไปต้องพูดถึงผู้ฝึกตนไร้สำนักสมัยก่อน หรือตระกูลผู้ฝึกตนเล็กๆเวลาออกเดินทางฝึกฝนแสวงหาวิถีของตน พวกเขาต้องลำบากแค่ไหนแต่ดูพวกเราทุกวันนี้สิ”

            เธอพูดเสียงแผ่ว “มีเงินติดตัวนิดหน่อย จะไปไหนก็ได้ ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีทุกวันไม่ต้องใช้กระบี่เหาะดีๆก็สามารถใช้กระบี่เหาะธรรมดาบินได้ หรือจะนั่งเครื่องบินแทนก็ได้ ประหยัดพลังปราณได้อีก”

            “ยิ่งถ้าเป็นตระกูลผู้ฝึกตนห่างไกลความเจริญสมัยก่อนยิ่งไม่ต้องพูดถึงแล้วถ้ายิ่งยากจนด้วย ก็มีแต่อดตายสถานเดียว แต่ดูตอนนี้สิตระกูลผู้ฝึกตนมีช่องทางทำมาหากินหลากหลาย ทำธุรกิจ เล่นหุ้นต่างๆ นานาขอแค่มีอินเทอร์เน็ตก็เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้”

            “ก็จริง” สวีหยางอี้พยักหน้า “ฉันพึงพอใจมาก เดี๋ยวอีกสักพักไปเบิกเงินกับมู่ตันได้เลย”

            เขาหันหลังกลับไป พร้อมกับพาหลี่จงหยวนเดินออกนอกห้องในเวลาเดียวก็ออกคำสั่งเสียงเรียบ “ไปบอกมู่ตันด้วยว่าฉันต้องการพบกับผู้อำนวยการสาขา”

            “นายท่าน!” หลี่จงหยวนตกใจเหงื่อตก เผลอเรียกเจ้านายตัวเองเสียงหลงจากนั้นก็รีบกดเสียงลงทันที “คุณ คุณกำลังแกว่งเท้าหาเสี้ยนอยู่นะครับ!อย่าลืมว่าเขาเป็นผู้ฝึกตนขั้นจู้จีที่ได้รับคำสั่งสังหารนะครับ!”

            “เขาไม่กล้าทำอะไรฉันหรอก” สวีหยางอี้ตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน “อย่างแรกเขาจะปล่อยให้ฉันตายในห้องทำงานเขาเองเหรอ? อย่างที่สอง...”

            สวีหยางอี้เหลือบมองที่แหวนมิติบนนิ้วตัวเอง “ถ้าเขาไม่กลัวตายก็ลองดู”

            “แต่ว่า นายท่าน คุณเป็นปีศาจ! คุณจะ...”

            “ฟุบ!” ยังไม่ทันพูดจบหลี่จงหยวนก็ถูกกระชากคอเสื้อเข้ามาประชิดใบหน้าของสวีหยางอี้ประสบกับสายตาเยือกเย็นของเขา

            “หลี่จงหยวน” หลี่จงหยวนหวาดกลัวจนเหงื่อกาฬเปียกชุ่มน้ำเสียงของอีกฝ่ายเยือกเย็นดั่งกระบี่น้ำแข็งแหลมคม “อย่ายั่วโมโหฉัน”

            “ฉันคือฉัน ไม่ใช้ใครทั้งนั้น จำใส่กะโหลกเอาไว้ซะ”

            หลี่จงหยวนพยักหน้าระรัว แต่ก็มิวายกัดฟันพูดขึ้น “แต่ว่า แต่ว่า...การเลื่อนขั้นของผม...”

            “เป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น” สวีหยางอี้ขว้างอีกฝ่ายลงพื้น“อย่าให้ฉันต้องพูดเป็นครั้งที่สอง”

            “ครับ...”

            ...

            “กริ๊งๆๆ...”  เสียงโทรศัพท์ดังลั่นทั่วห้องมือเรียวยาวคว้าไปยกหูโทรศัพท์ “เหวย[1]?”

            “ท่านผู้อำนวยการคะ” เสียงไพเราะน่าฟังของหญิงสาวดังออกมาจากหูโทรศัพท์“หัวหน้าสวีหยางอี้จากกองกำลังระดับ A ต้องการเข้าพบท่านค่ะไม่ทราบว่า...?”

            เชียนเริ่นจับหูโทรศัพท์แน่น คิ้วรั้นขึ้นอย่างสงสัย นิ่งเงียบไปพักใหญ่ก่อนตอบกลับเสียงเรียบ “ได้ ให้เขาเข้ามา”

            “เหอะๆ ...” ภายในห้องทำงานของเชียนเริ่นเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังแผ่วคล้ายเสียงกระซิบที่ข้างกกหูของเขา“อยู่ในสายตาของนายแท้ๆ ... นายไม่อยากเก็บเขาเร็วๆ งั้นเหรอ?”

            ใบหน้าของเชียนเริ่นปราศจากสีหน้าอารมณ์ สายตาจ้องมองไปที่หน้าจอคอมฯมืดสนิท นิ้วเคาะโต๊ะเป็นจังหวะราวนาฬิกาบ่งบอกความอดทน ผ่านไปสามนาทีน้ำเสียงเย็นชาก็ดังขึ้น“นายจะให้ฉันรับแรงระเบิดของผลึกพลังปีศาจระดับจินตันแทนงั้นเหรอ?”

            ไร้เสียงตอบกลับ

            ผ่านไปอีกสองสามนาที เสียงผู้ชายก็ดังขึ้นอย่างเสียดาย “ถ้านายทำไม่ได้เรื่องที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ก็เป็นโมฆะ คงต้องให้ท่านฝู่หยุนจัดการเองสินะ”

            ประตูเปิดออกแม้ไร้ลม เชียนเริ่นรีบตะโกนขึ้น “ช้าก่อน”

            บานประตูหยุดชะงัก ในลักษณะแง้มไว้

            เชียนเริ่นแค่นเสียงหึในลำคอ แสยะยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยัน “ตลก...ผู้ฝึกตนที่เป็นมนุษย์มีเจ็ดคน นอกจากเทียนฉายเจินเหรินกับตี้ฉายเจินเหรินเจินเหรินที่เหลืออีกห้าคนไม่มีคนไหนรวมกันเป็นปึกแผ่น มิหนำซ้ำเจินเหรินแต่ละคนยังถูกคานอำนาจจากศาลผู้ฝึกตนกดดุลอำนาจเอาไว้... พูดแบบนี้ช่างประชดกันเหลือเกินนะ”

            บรรยากาศนิ่งเงียบหลายวินาที เสียงถอนหายใจก็ดังขึ้น “เป็นเพราะเขาเหตุการณ์โศกนาฏกรรมของจูหงเสวี่ยจึงถูกยกเอามาพูดคุยอีกครั้งถ้าท่านฝู่หยุนเจินเหรินลงมือด้วยตัวเองตอนนี้ และถูกจับได้ขึ้นมา สิ่งที่ตามมาคือการปะทะกันระหว่างของขุมพลังสองขุมแห่งโลกผู้ฝึกตน...การปะทะกันระหว่างตี้ฉายเจินเหรินกับฝู่หยุนเจินเหรินดีไม่ดีเทียนฉายเจินเหรินอาจจะจับมือกับตี้ฉายเจินเหรินอีก...”

            “เหอะๆ ...” เชียนเริ่นหัวเราะเสียงแห้งผาก

            บรรยากาศเงียบลงไปอีกครั้งจากนั้นเชียนเริ่นจึงเอ่ยปาก“ถ้างั้นฝากบอกท่านฝู่หยุนเจินเหรินว่าเตรียมตัวฟังข่าวดีในเร็ววัน...”

            “แต่เมื่อครู่ นายพูดเหมือน...” เสียงของผู้ชายดังขึ้นอีกครั้ง

            “ฉันพูดอะไรไป?” เชียนเริ่นยกแก้วชาขึ้นแววตาดูเหม่อลอย “ฉันไม่เคยบอกว่าจัดการเขาไม่ได้”

            เขามองไปที่ประตู “เพียงแต่... ต้องการเวลาอีกนิดหน่อย”

            “ก๊อกๆ...” ทันทีใดนั้น เสียงเคาะประตูดังขึ้น เชียนเริ่นปัดมือเอ่ย“เข้ามา”

            สวีหยางอี้เดินเข้ามาประสานมือเบื้องหน้า “คำนับท่านผู้อำนวยการ”

            “ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นก็ได้สหายสวี “ เชียนเริ่นกระดิกนิ้วจากนั้นแก้วชาก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศและค่อยๆ ลอยลงวางบนโต๊ะ “นั่งก่อนสิจิบชากันสักหน่อย”

            “ขอบคุณครับ”

            “สหายสวีเริ่มชินกับที่นี่รึยัง?” เชียนเริ่นมองสวีหยางอี้ที่กำลังจิบชาอยู่“ถ้ายังไม่ชินตรงไหน... ก็บอกมาได้เลย อวี้หลินเว่ยของพวกเรามีภารกิจล้นมือถ้าไม่รีบพูด เดี๋ยวจะไม่มีโอกาสได้พูดเอานะ”

            สวีหยางอี้คลี่ยิ้มเอ่ย “ผมเชื่อว่าต้องมีโอกาสนั้นแน่นอน”

            “ก็ไม่แน่” เชียนเริ่นเอนหลังพิงโซฟา “โลกทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงเร็วคนก็เช่นกัน... สหายสวีเห็นด้วยหรือไม่?”

            น้ำเสียงฟังดูอบอุ่นคล้ายฤดูใบไม้ผลิแต่ประโยคที่พูดเยือกเย็นคล้ายฤดูหนาว ใครๆ ก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารที่เจือปนอยู่

            สวีหยางอี้ระบายยิ้ม แต่ไม่ตอบคำถามเมื่อครู่

            “งั้นฉันขอแนะนำตัวกับนายเพิ่มอีกนิดหน่อยแล้วกัน”น้ำเสียงของเขายังฟังดูอบอุ่น “ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับกลางไร้นามคนนั้นฉันกับเขาตบะเท่ากัน...”

            เขาหรี่ตาลง แววตาผุดแววเย็นขึ้นวูบหนึ่ง“เขาเป็นศิษย์เอกของท่านฝู่หยุนเจินเหริน และเคยเป็นศิษย์น้องของฉันมาก่อน”

            ดวงตาของสวีหยางอี้วาวประกายเล็กน้อยเพราะเขาไม่รู้สึกถึงแรงกดดันวิญญาณของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อยแม้กระทั่งพลังชีวิตก็ด้วย

            “แหะๆ...” เสียงหัวเราะแห้งๆ ดังขึ้นบรรยากาศเงียบสงัดลงสักพัก

            สวีหยางอี้มองเชียนเริ่นด้วยสายตาลุ่มลึก มือทั้งสองข้างประสานขึ้น“ผมเห็นด้วยกับท่านผู้อำนวยการเช่นกัน”

            เสียงนี้... ดังขึ้นในอากาศ ทั้งที่ปากของสวีหยางอี้ไม่ขยับ

            เชียนเริ่นได้แต่มองเขาอย่างนิ่งสงบเสียงเมื่อกี้เหมือนดังออกมาจากสวีหยางอี้แต่อีกฝ่ายไม่ได้เอ่ยปากพูดเลยแม้แต่น้อย

            นี่มันอะไรกัน...จริงที่อยู่พลังจิตของเขาแข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันแต่ก็ไม่น่าจะพลังจิตสื่อสารได้ ขนาดผู้ฝึกตนขั้นจู้จีบางคนยังทำไม่ได้เลย

            “ท่านอาวุโสครับผมมาเพื่อรายงานแผนปฏิบัติงานของกองกำลังทัณฑ์สวรรค์สามปีหลังจากนี้ครับ” สวีหยางอี้ปริปากเอ่ย“หากท่านไม่ว่าอะไร สามปีหลังจากนี้ กองกำลังทัณฑ์สวรรค์ยังไม่ขอรับภารกิจครับ”

            “เอ๊ะ?” เชียนเริ่นวางแก้วชาลง

            “นอกเหนือจากนั้น ผมได้เขียนรายงานเรื่องหนึ่งส่งไปยังสาขาหลักในสองสามปีนี้ ผมจะอยู่ฝึกตนที่ห้องฝึกตนข้างล่างของที่นี่...”สวีหยางอี้มองตาเชียนเริ่นด้วยแววตาท้าทาย “อยู่ฝึกตนภายห้องด้านล่างผมคงไม่ได้เจอใครอื่น นอกจากท่านผู้อำนวยการ...”

            สายตาของเชียนเริ่นปะทะกับสายตาของสวีหยางอี้กลางอากาศราวกับสายฟ้าสองสายปะทะกันแต่จากนั้นก็ค่อยๆ ผละออกจากกันอย่างนิ่งๆ

            “เรื่องแบบนี้ นายไม่ต้องบอกฉันก็ได้ แต่ทำไมตอนนี้ถึงหอบเอามาบอกฉัน?”  สีหน้าของเขาเริ่มเยือกเย็นขึ้นเรื่อยๆ “คุณหัวหน้าสวีหัวหน้าฉู่เป็นคนสอนวิธีการทำงานแบบนี้กับนายงั้นเหรอ? ทำได้ดีจริงๆ... ห้องผู้ฝึกตนด้านล่างถูกปล่อยว่างมาหลายสิบปี ไม่มีหัวหน้ากองกำลังคนไหนใช้สถานที่แบบนี้ฝึกตนกันหรอก”

            “นายมีเหตุอะไรถึงเลือกที่นี่? แล้วทำไมถึงรายงานเรื่องเล็กๆนี้ไปยังสาขาหลัก? นายกำลังระวังใครอยู่กันแน่? หรือกำลังวางแผนท้าทายใครอยู่? ฉันงั้นเหรอ?”

            “ผมคงไม่กล้า” สวีหยางอี้ส่งกระแสจิตพูดขึ้น

            “แบบนี้นี่เอง... ดูเหมือนนายกล้าไปแล้วนะ!”

            “ตู้ม!” เชียนเริ่นลุกขึ้นพรวด แรงกดดันวิญญาณขั้นจู้จีระเบิดออกมาทันทีความรู้สึกของสวีหยางอี้ตอนนี้เหมือนถูกค้อนทุบเข้ากลางอกอย่างหนักหน่วง

            มวลพลังกดดันวิญญาณนี้ปะทุออกมาอย่างรวดเร็ว แต่วินาทีต่อมาเชียนเริ่นก็ลดพลังกดดันวิญญาณลงอย่างไม่ลังเล

            สวีหยางอี้จ้องมองเขาตาเขม็ง มือข้างหนึ่งวางลงบนแหวนมิติเก็บของ

            เชียนเริ่นกัดฟันหรอก เขารู้ดีว่าของในคืออะไร

            ผลึกพลังปีศาจ... ระเบิดทำลายล้างที่พร้อมปะทุขึ้นทุกเมื่อ!

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] เหวย คำทักทายตอนรับโทรศัพท์ชาวจีน

    คล้ายกับเรื่องยุทธเวทผลาญปีศาจ ที่คุณอ่าน