ตอนที่ 10
เห็นทั้งสองคนมีท่าทางรักใคร่กลมเกลียวเช่นนั้น เหล่าหญิงสาวที่มองอยู่ก็มีอารมณ์หลากหลายเกิดขึ้น บางคนก็รู้สึกยินดีกับคู่รักคู่ใหม่ บางคนหมันไส้ท่าทางเช่นนั้น บางคนก็อิจฉา ยังมีบางคนที่เสียใจ
“พี่เพิ่งรู้จักภรรยาของพี่เพียงไม่ถึงวัน นางก็คว้าหัวใจพี่ไปครองแล้วหรือ”
“ไม่เกี่ยวกับเวลาที่รู้จักกันหรอก เพราะนางเป็ภรรยาของข้า ย่อมต้องรักนางมาก” มู่เหิงกล่าวออกมาอย่างมั่นใจ
เขาไม่ได้บอกว่าความรู้สึกของตนเองที่เพิ่มมากขึ้นในทุกๆนาทีนั้นเป็เพราะนางน่ารักขนาดไหน เพียงใช้คำพูดว่านางเป็ภรรยาของเขา ดังนั้นเขาย่อมต้องรักนางเป็การตอบคำถามแทน
แน่นอนว่าที่ตอบเช่นนี้ก็เพราะว่าเขาเขินอายเกินไป หากบอกว่าเขารักนางด้วยฐานะหัวหน้าครอบครัว ความน่าอายย่อมน้อยกว่ามาก
“แค่เพราะนางเป็ภรรยาของท่านเท่านั้นหรือ?” สตรีนางนั้นยังถามซ้ำต่ออีกหน่อย
เยว่เฉียนเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง มองไปยังสตรีที่อยู่ข้างกายของป้าเลี่ยวด้วยท่าทางพิจารณา แน่นอนว่าป้าเลี่ยวดูเหมือนจะเห็นสายตานั้นของเยว่เฉียน นางไม่้าให้อีกฝ่ายพูดอะไรออกมาให้เสียเื่อีกจึงได้ปรามหลานสาวของตนเองเสียงเรียบ
“หยูเอ๋อร์ เ้าอย่าเย้าแหย่พี่เหิงของเ้าไป แค่นี้เขาก็เขินอายจะแย่แล้ว” ป้าเลี่ยวแสร้งทำเหมือนว่าเด็กทั้งสองนั้นสนิทสนมกัน
มองข้ามหยาดน้ำตาของหลานสาวที่ก่อนวันแต่งงานยังวิ่งไปที่บ้านของชายหนุ่มเพื่อให้เขายกเลิกการแต่งงานไปเสีย เหมือนกับว่าหลานของนางนั้นบริสุทธิ์ใจและมองอีกฝ่ายเหมือนพี่น้อง
“.............” คนที่ถูกเรียกหยูเอ๋อร์กลับเหมือนมีเื่ที่อยากจะคุยอีกมากมาย
กระนั้นต่อหน้าป้าเลี่ยวก็ไม่กล้าที่จะพูดอะไรให้นางตำหนิได้อีก อย่างไรป้าเลี่ยวก็เป็คนเสียงดัง พูดอะไรโผงผางไม่รู้จักแผนการ บางเื่นางก็ไม่ใครจะพอใจเท่าไรนักหรอก หากไม่ใช่ว่าทำงานกับป้าเลี่ยวอย่างยกของไปขายที่ตลาดกลับทำให้ได้รายได้ดี นางก็ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับพี่สาวของแม่คนนี้นัก
มู่เหิงไม่แม้แต่จะมองนางด้วยซ้ำไป หลังจากที่ป้าเลี่ยวช่วยตัดบทให้แล้ว เขาก็มองเพียงภรรยาที่ต้องอดทนนั่งส่ายไปมาในเกวียน ทั้งๆที่หญิงสาวควรจะได้นั่งในรถม้าดีๆมีเบาะนุ่มๆ ครั้งหน้าเขาตั้งใจจะทำเบาะผ้ามาให้นางตอนจะเดินทางด้วยเหมือนกัน
ใครจะว่าเขาเอาใจภรรยามากไปก็ช่างเถิด แต่นางต้องมาตกระกำลำบากกับเขาเช่นนี้ก็เพราะความเห็นแก่ตัวของเขาเอง
หลังจากนั้น เวลาหลายชั่วยามก็ผ่านไป พวกเขาก็มาถึงเขตเมืองเสียที
ทหารสองนายตรวจตราข้าวของที่นำมาก่อนจะปล่อยให้เข้าไปด้านในได้ แม้ว่าจะลอบมองหน้ากันตอนเห็นเงินเป็หีบของเยว่เฉียนก็เถอะ ทว่าพวกเขาจะทำอะไรได้
ก่อนหน้านี้เหล่าพ่อค้าแม่ขายจากต่างถิ่นก็มาพร้อมกับเงินก้อนโตเหมือนกัน ที่ประหลาดใจก็เป็เพราะว่าเงินนี้มาจากหมู่บ้านที่ห่างไกลต่างหาก ดีที่เห็นเยว่เฉียนและคิดว่านางน่าจะเป็คุณหนูสกุลใหญ่ พวกเขาจึงไม่คิดขวางทางด้วยเกรงจะมีปัญหา
สองคนสามีภรรยาไปติดต่อกับทางการ ครึ่งวันก็หมดไป 3000 ตำลึงทอง พร้อมกับโฉนดที่ดินจำนวนมาก พวกนางรับเอามาเป็เพียงฉบับคัดลอกที่ลงตราประทับ ส่วนตัวจริงนั้นฝากไว้ที่ทางการเพื่อความปลอดภัย
ตอนนี้พวกเขากลายเป็เ้าของร้านค้าด้วยกันถึง 7 แห่ง เนื่องจากซื้อต่อจากทางการโดยตรง แน่นอนว่ากิจการเหล่านี้ค่อนข้างย่ำแย่มากๆ รายได้ไม่มีเข้ามาเลย เถ้าแก่จะไปขายต่อเกร็งกำไรก็ไม่ได้อีก สุดท้ายจึงถูกทางการยึดไว้เพราะเป็หนี้เป็สินท่วมหัว
โดยทั้ง 7 แห่งนี้ถูกปิดทำการไปแล้ว ทว่าข้าวของข้างในยังคงอยู่ครบถ้วนพร้อมทำกิจการใหม่
เยว่เฉียนเลือกเอา 7 แห่งที่อยู่ติดกัน แม้ว่าจะเป็เขตห่างไกลจนลูกค้ามาไม่ถึง แต่เพราะที่มันติดๆกันนี่แหละจึงเหมาะสม ราคาของมันก็ไม่แพงมากด้วย ใช้เงินเพียง 1750 ตำลึงทองเท่านั้น
เงินที่เหลือจึงไปกว้านซื้อที่ดินเกษตรตามหมู่บ้านได้หลายพันมู่ เงินก้อนใหญ่นี้ทำให้นายอำเภอต้องออกมาตรวจดูด้วยตนเอง พวกเขาให้เงินกับทางการมากขนาดนี้ย่อมได้รับสิทธิพิเศษ
หลังจากนั้นเยว่เฉียนก็ไปยังร้านที่เขาซื้อไว้ ด้วยพื้นที่ที่ได้รับมาเป็เหมือนกับปิดถนนสายหนึ่งเอาไว้เลย นี่เป็เขตชานเมืองแล้วจึงไม่ใกล้กับสถานที่สำคัญใดๆเลย ฝั่งตรงข้ามมีสถาบันศึกษา และสถานบันเทิงที่มีของมึนเมามากมายรวมถึงหอโคมแดงด้วย ทางนั้นจะคึกครื้นเป็พิเศษ
แน่นอนว่าตอนแรกมู่เหิงไม่เห็นด้วยที่จะหาซื้อที่ที่ดูจะไร้อนาคตเช่นนี้ แต่เยว่เฉียนไม่ได้สนใจ อย่างไรนางก็ไม่ได้ขัดสนเื่เงินในตอนนี้ ถ้าซื้อไว้แล้วใช้การไม่ได้ก็ไม่เห็นต้องรีบเลย ปล่อยมันทิ้งไว้อย่างนั้น เป็สมบัติให้ลูกหลานก็ไม่เห็นแปลกอะไร
อีกอย่าง....นางก็มีเป้าหมายของตนเองอยู่แล้ว
สถานที่ที่นางจะรองรับคนจากหอศิลป์ แน่นอนว่าคงเป็ทั้ง 7 อาคารเหล่านี้นี่เอง เผลอๆถ้าคนจากหอศิลป์เห็นดีเห็นงาม พวกเขาอาจจะอยากเปิดสถานบันเทิงแข่งกับฝั่งตรงข้ามก็ได้
ก็ทางนั้นมีสถานบันเทิงเพื่อระบายความใคร่ ทว่าแนวทางของหอศิลป์นั้นต่างออกไป พวกเขาทำกิจการอย่างโปร่งใส มีการแสดง การละเล่น ชมศิลปะและบทกวี หลังจากนั้นก็ร่ำสุรากัน
มันได้รับความนิยมอย่างมากในเมืองหลวง เหล่าบัณทิตทั้งหลายอับอายเกินกว่าจะบอกคนอื่นว่าพวกเขาไปหอเริงรมย์ ดังนั้นสถานที่ที่พวกเขาจะไปผ่อนคลายได้จึงเป็หอศิลป์ ที่นี่เมื่อพวกเขาเข้าไปแล้วจะไม่เสื่อมเกียรติแต่อย่างใด ทั้งยังได้ผ่อนคลายจากการเรียนที่หนักหน่วงอีกด้วย
สำหรับพวกนาง ตอนนี้แค่ที่ดินให้เช่าก็เรียกได้ว่าสร้างรายได้มหาศาลแล้ว เพียงแต่ยังต้องไปติดต่อกับผู้นำหมู่บ้านต่างๆเพื่อกระจายข่าวนี้
เยว่เฉียนตัดสินใจที่จะขอให้ผู้นำหมู่บ้านช่วยเหลือ แน่นอนว่าพวกเขาจะได้ส่วนแบ่งไป 2 ส่วนด้วยเช่นกัน ซึ่งจริงๆแล้วไม่ต้องผ่านพวกเขาก็ยังได้ หรือไม่ต้องให้ค่าตอบแทน มันก็เป็หน้าที่ของพวกเขาที่จะสนับสนุนคนในหมู่บ้านให้มีรายได้และที่ทำกินเพิ่ม
หลังจากที่จัดการเื่หลักๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวก็ติดต่อคนที่กำลังจะเข้าเมืองหลวงเพื่อส่งข่าวคราว ทางมู่เหิงนั้นไม่คิดมากอันใด เข้าใจว่านาง้าส่งข่าวหาครอบครัวตนเอง ทว่าที่จริงแล้วเยว่เฉียนไม่ได้คิดติดต่อครอบครัวในตอนนี้
จะให้นางส่งหามารดาว่าอยู่ดีมีสุขหลังจากที่เพิ่งอาละวาดจนต้องถูกวางยาสลบหลังจากที่ผ่านไปแค่ 1 วัน 1 คืนหรือ?
หากทำเช่นนั้น มีแต่คนเป็มารดาจะเป็ห่วงมากกว่าเดิมเพราะเกิดสิ่งผิดปกติกับนางเสียมากกว่า!
เยว่เฉียนติดต่อส่งจดหมาย ตราหน้าถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่งในหอศิลป์ ทว่าลายลักษณ์อักษรที่คุ้นเคยและนามแฝงที่เคยใช้ถึงกัน มันทำให้คนในหอศิลป์รู้ทันทีที่เห็นว่านี่คือจดหมายของคนสำคัญของคนเป็นายแห่งหอศิลป์ พวกเขาไม่กล้าที่จะแอบอ่านข้อความเ่าั้เป็อันขาด
ส่งจดหมายพร้อมกับค่าใช้จ่ายไม่กี่อีแปะ เท่านี้คนที่รับอาสานำจดหมายไปส่งก็ตื่นเต้นยินดีจะแย่แล้ว นางยังบอกอีกว่าหากส่งสำเร็จแล้ว ทางนั้นจะมอบเงินเป็ถุงขวัญแก่เขาอีกเล็กน้อยด้วย เรียกได้ว่าเป็แรงจูงใจอย่างยิ่งที่จะต้องทำซองจดหมายเล็กๆนี้ไปส่งถึงมือของผู้รับ อย่างไรมันก็แค่กระดาษแผ่นเดียวเอง
จัดการทำธุระเล็กๆน้อยๆนี้จนเวลาผ่านไปเที่ยงวันแล้ว เยว่เฉียนยังเหลือตำลึงเงินอีกจำนวนหนึ่งที่นำมาด้วย ทิ้งไว้ที่บ้านอีก 800 ตำลึงเงิน ที่ตนเองตอนนี้เหลืออยู่ 700 ตำลึงเงิน นับว่าเป็จำนวนที่ยังมากมายอยู่ดีสำหรับชาวบ้าน
มู่เหิงผู้รับหน้าที่เดินตามนั้นไม่ได้ถามหรือบ่นอะไร เพียงแบกเงินตำลึงก้อนเหล่านี้ไว้บนหลังอย่างแข็งแรงเท่านั้น
“แวะหาของกินกันหน่อยเถอะ” เยว่เฉียนมองเขาด้วยสายตาขอบคุณ
เขาไม่เอ่ยถามอะไร ไม่สงสัยว่านางกำลังทำสิ่งใด ทั้งยังไม่พยายามจะห้ามปรามสิ่งที่นาง้าทำด้วย เรียกได้ว่าเขาเป็สายสนับสนุนที่นาง้าเลย
“อืม ข้ารู้จักร้านดีๆอยู่ร้านหนึ่ง เป็เพื่อนของบิดาข้า เ้าสนใจที่จะไปลองหน่อยหรือไม่? หรือหากมีร้านในใจก็สามารถแวะไปกินได้” มู่เหิงเอ่ยแนะนำ
ร้านที่เขาจะพานางไปนี้เป็ร้านของสหายบิดาจริงๆ แต่เหนือสิ่งอื่นใด มันเป็ร้านประจำที่รับซื้อเนื้อจากเขาในราคาที่ค่อนข้างสูง ในอนาคตอย่างไรเขาก็อยากให้เยว่เฉียนได้รู้จักอีกฝ่ายเอาไว้ด้วยเช่นกัน
“เช่นนั้นก็รบกวนท่านด้วย” หญิงงามเปลี่ยนคำเรียกจาก “เ้า” มาเป็ “ท่าน” เมื่อเวลาผ่านไปไม่นาน นางได้รู้จักอีกฝ่ายมากขึ้นและรู้ว่าเขามีค่าควรให้เคารพ
ั้แ่ที่เขาออกตัวแทนนาง หลังจากนั้นก็ยังปกป้องนางมาตลอด ถ้าเยว่เฉียนไม่เคารพบุรุษที่เป็เช่นนี้ นางจะสามารถเคารพใครได้อีก จริงอยู่ที่ว่าตัวนางที่มาจากยุคสมัยใหม่ ไม่ว่าจะบุรุษหรือสตรีก็มีค่าเท่าเทียมกัน แิการดูถูกย่อมไม่มีปรากฏในบุรุษส่วนใหญ่แล้ว ทว่าในยุคนี้ที่ทุกคนเชื่อเช่นนั้น เขากลับยังยืนกรานอยู่ข้างนาง
กระทั่งพ่อของเ้าของร่างยังไม่เคยทำเช่นนี้กับนางเลย...
มู่เหิงเองก็รู้สึกได้ว่ากำแพงหนาที่นางได้สร้างเอาไว้นั้นเริ่มมีร่องรอยของการปริแตก ตัวเขาเองนั้นย่อมดีใจอย่างที่สุดเหมือนกัน
“เช่นนั้นไปกันเถอะ” ชายหนุ่มยื่นมือออกไป มือหนาและหยาบกร้านแบออกคล้ายกับรอให้ผีเสื้อตัวน้อยลงมาเกาะ
ท่าทางที่เป็ธรรมชาติและสนิทใจกันเช่นนี้ทำให้เยว่เฉียนชะงักไปเล็กน้อย นางไม่ได้ถือตัวขนาดที่จะจับมือใครแล้วต้องเขินอาย ก่อนหน้านี้ที่เมืองหลวง ยามเล่นละครเป็ตัวร้ายก็มักจะโผเข้าหาพ่อพระเอกจนเป็นิสัย ทว่านั่นล้วนแต่เป็การแสดง ไม่เหมือนกับท่าทางรักใคร่กลมเกลียวในตอนนี้แม้แต่น้อย
มู่เหิงเองก็ชะงักไป เขายื่นมือออกไปแล้วจึงคิดได้ว่ากำลังทำสิ่งใดอยู่ ใบหน้าของเขาค่อยๆเปลี่ยนเป็สีแดงขึ้นเรื่อยๆด้วยความอับอาย ยิ่งเห็นท่าทางนิ่งค้างไปของเยว่เฉียน เขาก็รู้สึกเขินอายยิ่งนัก
ตัวเขาหาได้มีเจตนาในการหลอกกินเต้าหู้นางไม่! อีกอย่างเขาก็ไม่ใช่บุรุษมากเล่ห์ ถึงแต่งงานกับนางมาแล้วก็ไม่คิดขืนใจให้นางต้องรู้สึกเ็ป หากนางไม่้ารับเขาเป็สามี เขาก็พร้อมที่จะอยู่เคียงข้างนางเช่นนี้ เป็เหมือนสหายที่ช่วยเหลือกันและกัน แต่หากนางยอมรับเขาเป็สามีนั่นย่อมดีกว่า เขาก็อยากที่จะสร้างครอบครัวใหญ่โตไปพร้อมกัน
แน่นอนว่านั่นเป็แค่ความคิดของเขาเท่านั้น มู่เหิงไม่ได้คิดเร่งรัดเอาคำตอบอะไรจากนางเลย
มือที่ยื่นออกไปแล้วยังคงค้างอยู่เช่นนั้น มู่เหิงไม่อาจจะดึงกลับได้ และก็ไม่กล้าที่จะยื่นมือต่อไป มันทำให้เขามีท่าทางที่น่าประหลาดอยู่บ้างในตอนนี้
เยว่เฉียนเห็นท่าทางของเขาก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาบ้างจริงๆแล้ว ถึงจะไม่ได้รู้สึกว่าการจับมือผู้ชายเป็อะไรที่น่าเขินอาย ทว่าคนตรงหน้าเป็บุรุษที่ได้ชื่อว่าสามีเชียวนะ แถมเขาก็ยังน่ารักมากขึ้นในสายตาของนางอีกด้วย
คนตัวเล็กคิดอีกเล็กน้อยก่อนจะส่งมือนุ่มนิ่มของตนเองไปวางบนมือของสามี ทันทีที่มือเย็นของหญิงสาววางลงมา ร่างของมู่เหิงก็แข็งค้างไปด้วยความใกับการตอบรับนี้ หัวใจของเขาเต้นโครมคราม ความหวั่นไหวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนตอนนี้มันกลับทำให้รู้สึกปั่นป่วนไปหมดจนยากที่จะควบคุมได้
“เยว่เฉียน” คนตัวสูงใหญ่อดที่จะเรียกชื่อภรรยาออกมาอีกครั้งเหมือนต้องมนต์
“เ้าคะ?” เยว่เฉียนที่ตัดสินใจยอมลงให้เขา กล่าวตอบรับอย่างสุภาพ
เสียงอ่อนหวานนี้เหมือนกับเป็การยืนยันว่าตอนนี้มู่เหิงมีภรรยากับเขาแล้วจริงๆ มือหนาของเขากระชับเข้าอีกหน่อย ขอกุมมือนุ่มนี้ให้ได้มากที่สุด
……………………………………………….
หลังจากตอนนี้ไรท์จะเก็บกำลังใจ ตอนละ 2 กำลังใจ
ฝากติดตามและสนับสนุนกันด้วยนะคะ >-<