กำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง]

    SS2_No.47 เปลี่ยนแปลง [2]

    ร่างของเทรดท์กับเบต้าที่เริ่มเลือนรางมากขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้น็อกต้องรีบเร่งวาดอักขระพันธะสัญญารูปแบบเดียวกับที่ทำกับเฮเมรากับนิกซ์ ภายใต้ม่านหมอกสีดำอำพรางที่นิกซ์จงใจสร้าง เพื่อไม่ให้เผ่าพันธุ์อื่นๆ ได้เห็นรูปแบบการทำอักขระพันธะสัญญาแบบพิเศษของน็อก
    แม้ผู้นำเผ่าพันธุ์อื่นๆ จะไม่พอใจการกระทำเหล่านี้ แต่ก็ต้องยอมรับเพราะในเวลานี้ สิ่งที่สำคัญคือกำลังรบในการต่อกรกับจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง ฉะนั้นหากได้นามธรมมเทรดท์กับนามธรรมเบต้ามาเข้าวร่วม ย่อมต้องมีความแข็งแกร่งมากขึ้นไม่น้อยทีเดียว
    ไม่นานนักเทรดท์กับเบต้าก็ฟื้นคืนสติ ก่อนที่นิกซ์กับเฮเมราจะไปหยุดอยู่เบื้องหน้าของทั้ง แล้วใช้มือน้อยๆ ของพวกเธอโบกกระบาลทั้งสองไปคนละที จนทั้งสองถึงกับหน้าทิ่มลงไปกับพื้นอย่างแรง
    "นี่สำหรับการที่พวกเจ้าทำให้พี่ชายต้องบาดเจ็บ" เฮเมรากับนิกซ์เอ่ยขึ้นพร้อมกัน ก่อนจะร่ายอักขระรักษาทั้งสองอย่างรวดเร็ว เพื่อสอบถามข้อมูลทั้งหมด
    "เอาล่ะ!! รีบเล่ามาเจ้านั่นจะอัญเชิญวาร์เวลออกมาเมื่อไหร่" เฮเมราเอ่ยถามขึ้นเมื่อทำการรักษาเสร็จ
    "มันได้ดำเนินการไปแล้วพวกเจ้าเหลือเวลาอีกไม่มาก" เทรดท์พูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งเครียด
    จนกระทั่งเหล่าผู้นำของทุกเผ่าพันธุ์รวมไปถึงน็อกและกลุ่มของเขา อดทนรอไม่ไหวอีกจึงเริ่มที่จะถามขึ้นบ้างว่าวาร์เวลมันคือสิ่งใด ทำไมถึงต้องมีอาการหวาดกลัวขนาดนั้น ทว่าเฮเมรากับนิกซ์และนามธรรมที่เหลือยังไม่ได้ตอบคำถามทันที แต่กลับเร่งให้พวกเขาออกเดินทางเพื่อไปตามกำลังพลทั่วทุกมุมของมิตินี้มาทีนี้
    ก่อนที่นามธรรมทั้งหมดจะมารวมตัวกันกับกลุ่มของน็อก และเป็นเทรดท์ที่เล่าเกี่ยวกับความน่าสะพรึงกลัวของวาร์เวล หรือเรียกได้อีกชื่อว่าคุกนรกนิจกาล มันเปรียบเสมือนหอคอย 100 ชั้น ที่กักขังสิ่งมีชีวิตในระดับอนันต์ทั่วทั้งเอกภพภพ หรือจะให้เรียกง่ายๆ ก็คือทุกกาแลคซี่
    การปรากฏของวาร์เวลจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ สิ่งมีชีวิตภายในดาวเคราะห์นั้นครึ่งนึงหรือทั้งหมด อยู่ในระดับอนันต์ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งต้องห้าม มันคือสิ่งที่ผู้สร้างเอกภพขึ้นมา เพื่อเอาไว้ใช้จำกัดสิทธิ์ในการเข้าถึงระดับอนันต์ ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ควรมีตัวตน ในบางกาแลคซี่ที่ชื่นชอบการต่อสู้จนทำให้วาร์เวลปรากฏขึ้นมาก็มีไม่น้อย
    สำหรับโลกใบนี้นั้นแตกต่างกันออกไป เพราะสิ่งมีชีวิตภายในโลกใบนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากผู้สร้างเอกภพ แต่สามารถถือกำเนิดขึ้นมาเองได้อีกทั้งยังเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ ถึงจะเป็นแบบนั้นสิ่งมีชีวิตภายในโลกก็เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ และมีการพัฒนาขีดจำกัดกันมาอย่างต่อเนื่อง
    ทว่าด้วยความที่โลกใบนี้ถูกตัดขาดจากกาแลคซี่อื่นๆ ทำให้ดวงวิญญาณของสิ่งมีชีวิตวนเวียนตายเกิดได้ที่นี่เท่านั้น เพราะอย่างนั้นจึงได้ถือกำเนิด สรวงสวรรค์ พิภพมาร แดนนรก ส่วนหุบเขามังกรนั้นก็พัฒนามาจากสัตว์อสูรในช่วงยุคหลายล้านปีก่อน จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่เริ่มมีสติปัญญาแต่ก็ยังชื่นชอบการต่อสู้ พวกเรานามธรรมทั้งแปดที่ได้มาทำการเปลี่ยนวัฏจักรที่โลกจึงได้สร้างมิติแห่งนี้ขึ้นมา เพื่อแบ่งแยกสิ่งมีชีวิตที่มีพลังกับไร้พลังตัดขาดกัน แต่พวกเราเองก็ไม่คาดคิดมาก่อนว่าเจ้าพวกไร้สมองจะสู้รบกันตลอดจนมิติช่องว่างรั่ว
    ไม่เคยมีใครกล้าอัญเชิญวาร์เวลออกมาก่อน เพราะวาร์เวลนั้นจะดึงดูดสิ่งมีชีวิตทุกประเภทเข้าไปในนั้น โลกใบนี้จะว่างเปล่าไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง ที่สำคัญนอกเหนือไปจากนั้นก็คือตัวตนระดับอนันต์ ที่ไม่สามารถตายหรือดับสูญได้ นอกจากโดนผนึกหรือสะกดนิทรา ทว่าภายในวาร์เวลนั้นมันคนละเรื่องกัน ระดับอนันต์ก็สามารถตายหรือดับสูญได้เช่นกัน นั่นถือเป็นสิ่งที่น่ากลัวสำหรับระดับอนันต์ทุกตน
    ภายในวาร์เวลประกอบไปด้วยมวลพลังมหาศาลอย่าหนาแน่นไม่สามารถทำลายได้ ในอดีตพวกเราแปดนามธรรมก็เคยอยู่ในนั้นเช่นกัน แต่พวกเราทั้งแปดได้รับโอกาสจากท่านผู้สร้างเอกภพ ให้ออกมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนมหาวัฏจักรของทั่วทั้งเอกภพ เมื่อสิ้นสุดการเปลี่ยนมหาวัฏจักรพวกเราก็จะเข้าสู่นิทรา ไม่จำเป็นต้องกลับคืนสู่วาร์เวลอีก พวกเรานามธรรมทั้งแปดจึงได้ยอมรับข้อตกลง
    เพราะสำหรับนามธรรมอย่างพวกเราแล้ว วาร์เวลยิ่งกว่าก้นเหวนรกที่โหดร้ายที่สุดเลยก็ว่าได้ หลังจากที่รับรู้ถึงเหตุผลของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง ที่ต้องอัญเชิญวาร์เวลออกมาเพื่อพบกับท่านผู้สร้างเอกภพ ข้ากับเบต้าจึงเลือกทำลายพันธะสัญญาและยินยอมรับจุดจบที่ขัดขืนต่อพันธะสัญญา ดีกว่าที่จะต้องโดนท่านผู้สร้างเอกภพลงโทษ
    พอผู้นำของทุกๆ เผ่าพันธุ์ได้รู้ถึงการมีอยู่ของวาร์เวล ก็มีหลากหลายความคิดที่แตกต่างกันออกไป ส่วนมากคิดไปในทิศทางเดียวกันคือ ขออยู่อย่างสงบสุขภายในมิติแห่งนี้จะดีกว่า นอกเหนือไปจากนั้นก็คือเผ่ามังกรที่ชื่นชอบการต่อสู้ กลับคิดสวนทางกันเพราะอยากเผชิญกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า ราวกับนามธรรมทั้งหลายรับรู้ถึงเรื่องพวกนั้น ก่อนจะเหยียดยิ้มมองไปทางเผ่ามังกรด้วยสายตาที่สมเพศ ก่อนที่เฮเมราจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
    "เจ้าพวกเผ่าเดรัจฉานจิ้งเหลนอย่างพวกแก ยังไม่รู้จักว่ามังกรที่แท้จริงนั้นคืออะไร อย่าได้หลงว่าเผ่าพันธุ์ของตัวเองแข็งแกร่ง แค่เพียงหนึ่งในนามธรรมตนเดียวก็สามารถทำลายล้างพวกแกได้ทั้งเผ่าพันธุ์ หากไม่ใช่เพราะพวกเรามีหน้าที่ในการขับเคลี่ยนวัฏจักร จะสังหารพวกเจ้าทั้งหมดก็ง่ายดายยิ่งนัก"
    สิ้นเสียงเฮเมราจิตสังหารของเธอพันธนาการร่างของเผ่ามังกรทุกตน โดยที่ไม่อาจขัดขืนราวกับจะฆ่าทิ้งเมื่อไหร่ก็ย่อมได้ กระทั่งราชันย์มังกรทั้งสี่ที่เหลือรอดจากสงครามเหนือตำหนักวารีพิสุทธิ์ ก็ยังไม่อาจที่จะสามารถขัดขืนได้ นัยน์ตาของชนเผ่ามังกรถึงกับแปรเปลี่ยนไปเมื่อรับรู้ได้ถึงพลัง ที่ไม่อาจหยั่งถึงของนามธรรมแห่งแสงเฮเมรา แต่ก็ถือว่าโชคดีไม่น้อยที่น็อกสั่งให้พวกเธอหยุดก่อน ไม่เช่นนั้นคงต้องตายกันหมดแน่นอน
    "ขอโทษคะพี่ชาย เฮเมราโกรธจนลืมตัว!!" เฮเมรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่รู้สึกผิด
    "อืม..ไม่เป็นไร..ฉันพอเข้าใจ ว่าแต่ถ้าเข้าไปในวาร์เวลจะได้พบผู้สร้างเอกภพเลยงั้นหรือ!?" น็อกถามสิ่งที่คาใจต่อโดยไม่สนใจเผ่ามังกรอีก
    "ไม่คะ นอกจากจะขึ้นไปชั้นที่ 100 ได้ถึงจะมีโอกาสได้พบกับท่านผู้สร้างเอกภพ แต่หลังจากชั้นที่ 96 ขึ้นไปจะต้องฝ่าสัตว์อสูรที่เป็นสัตว์เลี้ยงของท่านผู้สร้างให้ได้ และในชั้นที่ 96 ก็มีสิ่งหนึ่งที่พวกเราเรียกว่ามังกร ซึ่งมีพลังอำนาจเหนือกว่าเหล่านามธรรมทั้งแปดร่วมมือกันซะอีกคะ" นิกซ์เป็นคนตอบแทน
    "แสดงว่าจักรพรรดิแห่งการทำลายล้างมั่นใจว่าสามารถฝ่าขึ้นไปได้งั้นสินะ แล้วเพื่ออะไรกันแน่ทำไมเจ้านั่นถึงอยากพบผู้สร้างเอกภพกันหรือต้องการที่จะสู้" น็อกหันไปถามต่อทันที
    "ไม่ขอรับ เมื่อเข้าสู่ชั้นที่ 100 ได้ก็ไม่จำเป็นต้องสู้อีก และสิ่งที่ปีศาจตนนั้นต้องการก็คือเมื่อสามารถเข้าพบกับท่านผู้สร้างเอกภพได้ จะสามารถขออะไรก็ได้ทุกอย่าง 1 ข้อ" เทรดท์ตอบตามที่อดีตนายของมันพูดให้ฟัง
    "เหอะ!! เจ้าปีศาจสวะนั่นแค่พวกเรามันยังไม่สามารถเอาชนะได้ด้วยซ้ำ กล้าคิดได้ยังไงว่าจะผ่านสัตว์เลี้ยงของท่านผู้สร้าง" เฮเมราแค่นเสียงอย่างดูถูก
    "แล้วเจ้านั่นจะอัญเชิญวาร์เวลด้วยวิธีไหนกัน แล้วพวกเราจะหยุดมันได้ยังไง!!" น็อกเอ่ยถามอย่างเร่งร้อน
    "เรียนนายใหม่ของข้า เพราะช่วงที่ท่านทำการรักษาตัวจำเป็นต้องมีหลายเผ่าพันธุ์มาคุ้มกัน ทำให้มันสามารถเคลื่อนย้ายกองกำลังทั้งหมดไปที่โลกได้ และที่จงใจล่ามนุษย์ก็เพื่อลดปริมาณของผู้คน แต่เพราะโลกมีการเตรียมพร้อมอย่างดีเลยทำให้มีการสูญเสียน้อยเกินไป จึงไม่เพียงพอที่จะอัญเชิญวาร์เวลออกมาได้ จึงเลือกใช้กองกำลังที่โดนควบคุมเป็นเครื่องสังเวย เพื่อให้ขุนพลทั้งสิบสองตนก้าวเข้าสู่ระดับอนันต์ เพราะการอัญเชิญวาร์เวลจำเป็นต้องใช้ระดับอนันต์สิบตนขึ้นไป" เบต้าเอ่ยตอบนายใหม่ของมันอย่างรวดเร็ว
    "ถ้างั้นก็รีบกลับไปที่โลกกันเถอะ!!" น็อกเอ่ยอย่างเป็นกังวล
    เมื่อได้ข้อสรุปก็รีบตามนามธรรมทั้งหมดโดยมีผู้นำของทุกเผ่าพันธุ์ และกองกำลังจำนวนมากตามไปด้วย อีกทั้งหลังจากที่กองกำลังบางส่วนแยกออกไปแจ้งข่าวรวมตัว ก็ทำให้ทั้งเจ้าตำหนักที่หลบซ่อนพร้อมกับศิษย์จากหลากหลายตำหนักที่ยังรอดมาพร้อมเพรียงกัน ก่อนจะรีบพากันไปยังช่องว่างมิติเพื่อไปที่โลกอย่างเร่งด่วย
    "กรึก!!"
    "วู้บบบบบบบบบ!!!"
    ฉับพลันนั้นเองเมื่อพวกเขากำลังจะกลับไปยังโลกก็พบว่า ตอนนี้ช่องว่างมิติสุดท้ายถูกปิดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะหลังจากที่น็อกถูกพาตัวมารักษาที่มิติแห่งนี้ จักรพรรดิอสูรก็ได้ทำลายช่องว่างมิติไปเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้เทรดท์จะสามารถบิดเบือนมิติได้ แต่ในเวลานี้พลังบิดเบือนมิติของมันก็ยังฟื้นฟูได้เพียงแค่ส่วนเดียวเท่านั้น
    คงต้องใช้เวลาอีกสักพักใหญ่ๆ ถึงจะเป็นปกติ และที่สำคัญในคราวนี้เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีสัตว์อสูรในพันธะสัญญาของน็อกและมินมินในโลกเลยสักตัวเดียว ทำให้ไม่สามารถใช้แหวนพันธะสัญญาผ่านมิติกลับไปยังโลก ฉะนั้นในเวลานี้สิ่งเดียวที่พึ่งได้ก็คือ
    "ระบบขอวิธีการกลับไปยังโลกด่วนที่สุด!!!"

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ กับครอบครัว ที่แสน [จะ] ธรรมดา [มั้ง] ที่คุณอ่าน