สวีหยางอี้พยักหน้าและเดินตามหลี่จงหยวนออกจากประตูห้องฝึกตน
ทันใดนั้นเขานึกพิเรนทร์ลองใช้ทักษะการควบคุมกระแสลมง่ายๆ ที่ได้จากการฝึกขึ้นมาง่ายอย่างชนิดที่ว่าหลับตาก็ยังทำได้
เพียงเสี้ยววินาทีบรรยากาศรอบตัวเขาก็สั่นกระเพื่อมอย่างแผ่วเบา ร่างกายของเขาเกิดภาวะเบาหวิวจากนั้นร่างของเขาก็วาร์ปไปอยู่ตรงประตูทางเข้าห้องใต้ดินทันทีร่างกายตอบสนองขึ้นเพียงแค่เสี้ยวความคิด!
จางกงจ่างที่กำลังดื่มชาอยู่แทบจะสำลัก
หลี่มู่ที่กำลังเคลื่อนเม้าท์คลิกอยู่ตกใจจ้องมองสวีหยางอี้ตาถลน
โจวถิงถิงตกตะลึงตาเหลือกอ้าปากค้างก่อนยกมือขึ้นปิดปากตัวเอง
ส่วนหลี่จงหยวนก็ได้แต่ยืนนิ่งในสภาพที่กำลังผายมือ“เชิญ” อยู่ โดยหัวเขาได้หันไปมองสวีหยางอี้ที่ยืนอยู่ตรงประตูเป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วยสีหน้าแน่นิ่งเพราะปรับตัวไม่ทัน
เร็วมาก!
รวดเร็วเป็นที่สุด!
เมื่อครู่ทุกคนต่างได้ยินเสียงเสียดสีของอากาศดัง “ฟุบ” บางเบาเพียงเสี้ยววินาที ทว่าสวีหยางอี้กลับไปยืนอยู่ที่ประตูห้องใต้ดินเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
ภายในห้องใต้ดินเจ็ดร้อยตารางเมตร...ตรงที่พวกเขาอยู่ใกล้จากประตูหนึ่งร้อยกว่าเมตร!
นี่มันความเร็วอะไรกัน?
“อึก...”เสียงจางกงจ่างกลืนน้ำลายลงคอ มือสั่นพลางลุกขึ้น เป็นที่แน่ชัดว่าสวีหยางอี้อยู่แค่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางแต่ความเร็วระดับนี้... ระดับกลางคงไม่ต้องหวัง! ต่อให้เป็นระดับปลายเองก็ยังยาก!
หรือว่า...เขาอ้างว่าตัวเองกำลังฝึกหลอมยาอยู่ แต่แท้จริงคือกำลังฝึกยุทธเวทอยู่
นี่มันความเร็วบ้าบออะไรวะ! แบบนี้มันไม่ใช่ความเร็วของผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางแล้ว!
แต่ว่าถ้าเขาฝึกวิชายุทธเวทอื่นอยู่จริงๆ ... แล้วทำไมต้องจ้างผู้ที่ทำงานด้านเภสัชอย่างพวกเขามาด้วย
ผลาญเงินทิ้งเล่นๆงั้นเหรอ?
“นายท่าน...”ขณะที่ทุกคนต่างตกตะลึงกันอยู่นั้น คำเรียกที่หลี่จงหยวนไม่ได้ใช้มาเกินครึ่งปีก็หลุดปากพูดออกมาอย่างลืมตัว“นะ นี่มัน...”
แต่ไม่มีใครสนใจเสียงเรียกของเขา
เพราะทุกคนต่างกำลังมองสวีหยางอี้อย่างอึ้งงันอยู่เช่นกัน
แบบนี้สิถึงจะเรียกว่าพลัง แสดงพลังของตนให้เป็นที่ประจักษ์ต่อหน้าทุกคนเพื่อเป็นที่ยอมรับ!
สวีหยางอี้ไม่ได้ตอบกลับหลี่จงหยวนเขาได้แต่มองเท้าตัวเองด้วยแววตาไหวกระเพื่อม
แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังตกใจตัวเอง
ความรู้สึกดีใจความปลื้มปริ่มในผลสำเร็จของตัวเองและอีกหลากหลายอารมณ์ผุดขึ้นมาในห้วงหัวใจอย่างท่วมท้นจนท้ายที่สุดจิตใจของเขาก็สงบลงดั่งผิวน้ำนิ่ง
ความโดดเดี่ยวอันแสนนานได้ขัดเกลาจิตใจเขาไปภายในตัวสภาวะเช่นนั้นค่อยๆ ขัดเกลาจิตใจของเขาให้แข็งแกร่งแน่วแน่ เหมือนดั่งหินผาอันแกร่งกล้าเหมือนดั่งธารน้ำลึกอันเยือกเย็น จิตของความรักโลภโกรธหลงไม่ก่อตัวเป็นเพียงดวงจิตว่างเปล่าที่ไม่หวั่นสะท้านต่อสิ่งใด
โรงเรียนสาขาย่อยของเทียนเต้าไม่เคยสอนการฝึกสมาธิให้เขาและเมื่อเขาลองฝึกสมาธิโดยการจดจ่ออยู่กับการควบคุมกระแสลมเป็นครั้งแรกไม่นึกว่าผลลัพธ์ของมันจะยิ่งใหญ่ขนาดนี้
เพียงยอมรับในความ...สันโดษ มีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำเท่านั้น
และที่น่าตกใจก็คือความเร็วที่ได้จากการฝึกควบคุมกระแสลมนี้ได้สำแดงอิทธิฤทธิ์ออกมาจนตัวเขาเองแทบไม่อยากเชื่อ!
แม้ตัวเขาจะรู้ดีว่าการฝึกวิชาคัมภีร์ราชาโอสถนิรันดร์นี้จะนำมาซึ่งพลังเวทแต่เนื้อหาในคัมภีร์เล่มนี้ก็ไม่เคยอธิบายว่าเป็นพลังเวทในรูปแบบไหน
“หรือว่าสิ่งที่ได้จากการฝึกฝนตามสี่ปฐมบทจะเป็นพลังเวทกัน?”เขาคลี่ยิ้มขึ้นอย่างดีใจ พอคิดเช่นนี้ ก็ยิ่งทำให้เขาคาดหวังและมั่นใจกับคัมภีร์วิชาเวทเล่มนี้ขึ้นอย่างทวีคูณ
“มีธุระอะไรงั้นเหรอ?”เขาเลิกคิ้วเอ่ยถามหลี่จงหยวนที่ยืนตกใจเป็นไก่ตาแตกอยู่
สวีหยางอี้คลำตามร่างกายตัวเองพลางขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะกระดิกนิ้วให้อีกฝ่าย และอีกฝ่ายก็รีบควักซองบุหรี่ให้เขาอย่างเร็วพลัน
“แก๊ก”เสียงจุดไฟแช็กดังขึ้น กลิ่นบุหรี่อันคุ้นเคยโชยเข้าจมูกทันที เขาสูบเข้าลึกๆหนึ่งเฮือก ก่อนจะทำท่าตั้งใจฟังเสียงอันเคารพเกรงขามของหลี่จงหยวน “คุณสวีครับเรื่องนี้สำคัญมาก ผมอยากจะรบกวนเวลาอันน้อยนิดของคุณสักหน่อยครับ”
สวีหยางอี้เลิกคิ้วขึ้นอีกครั้งเป็นเชิงให้เขาพูดต่อ
“คือแบบนี้ครับ”นาที ท่าทางของหลี่จงหยวนดูเคารพในตัวสวีหยางอี้เป็นพิเศษ เขาก้มหน้าเอ่ย “ธุระอีกเรื่องที่คุณสั่งให้ผมทำได้ความคืบหน้าแล้วครับ”
เขาเม้นปากเหลือกตามองสวีหยางอี้ไปหนึ่งปราดหัวใจพลันเต้นระรัวดั่งลั่นกลอง
หากเป็นเมื่อก่อนเขาคงไม่มีสภาพเกร็งขนาดนี้ แต่ว่าตอนนี้...
หลังจากที่เห็นความเร็วเมื่อครู่ของสวีหยางอี้ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่ระดับกลางก็ตาม สีหน้าคงถอดสีเหงื่อตกไปตามๆ กัน!หรือมีแค่เหล่านักรบโบราณค้ำฟ้าเท่านั้นที่สามารถยืนทัดเทียมเคียงไหล่เขาได้!
ก่อนหน้านี้ ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความคิดหลบหนีแต่นาทีนี้ ความคิดนั้นก็ค่อยๆ หายไปทีละนิดอย่างไม่รู้ตัวท่าทีที่เสแสร้งเคารพนับถือปลอมๆ ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นการสวามิภักดิ์จากใจจริง
เมื่อสวีหยางอี้เห็นสภาพความยำเกรงที่แฝงด้วยความสวามิภักดิ์จากใจจริงของอีกฝ่ายความเห็นใจในฐานะมนุษย์คนหนึ่งก็โจนจับขึ้นกลางอก ก่อนเอ่ยขึ้นเสียงเรียบนิ่ง “หาคนที่รู้เรื่องเจอแล้วเหรอ...เขาเป็นใครกัน?”
“ใช่ครับ...” หลี่จงหยวนเหงื่อกาฬแตกพลั่กเต็มหน้าผากเขาไม่เงยหน้าสบตาอีกฝ่าย และได้แต่ตอบรับเสียง
สวีหยางอี้กวาดตามองเขาหลี่จงหยวนจึงรีบเอ่ยปากพูดต่อ “ชะ ชะ ใช่ครับ... มีอยู่คนหนึ่งครับ...ที่รู้เรื่อง... ตะ ตะแต่ ‘อาจจะ’เป็นปีศาจขั้นจินตัน...”
เพียงเสี้ยววินาทีนั้นหลี่จงหยวนรู้สึกเหมือนสายตาของสวีหยางอี้แปรสภาพกลายเป็นกระแสไฟฟ้าที่ช็อตเข้ามาที่ร่างกายของตนทำเอาเหงื่อกาฬไหลซึมทั่วทั้งร่างกายเขาเลยทีเดียว!
น่ากลัวเหลือเกิน...หัวใจของเขาสั่นระรัว ก่อนหน้านี้ เขารู้สึกว่าสวีหยางอี้เปรียบดั่งเสือร้ายในป่าใหญ่แล้วตอนนี้ ใครจะไปรู้ว่ายามเสือร้ายตัวนั้นที่ซ่อนเล็บอยู่นิ่งๆแบบนี้จะยิ่งน่ากลัวเสียยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ ทำให้เขารู้สึกหนาววูบวาบขึ้นมาทันที!
จางกงจ่างหลี่มู่ และคนอื่นๆ ยืนขาสั่นมองดูสวีหยางอี้ พวกเขาจินตนาการไม่ออกเลยว่าหากตัวพวกเขายืนอยู่ต่อหน้าสวีหยางอี้ตอนนี้ จะมีสภาพเป็นอย่างไร
“หมายความว่าอย่างไร...อาจจะ” สวีหยางอี้นั่งลงบนเก้าอี้ ยังไม่ทันเอ่ยปากเรียกขอแก้วชาก็ยื่นส่งเข้ามาถึงมือด้วยความเคารพ เขายกแก้วชาขึ้นพลางจิบไปหนึ่งจิบต่อมรับรสบริเวณปลายลิ้นถูกกระตุ้นในบัดดล ก่อนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงพึงพอใจ “เรื่องนี้นายห้ามทำพลาดแม้แต่ก้าวเดียว”
“มะ มะ ไม่ครับ!”หลี่จงหยวนสะดุ้งโหยงราวกับถูกเข็มทิ่มพลันพูดขึ้นทันที
“คะคือว่าคุณไม่ใช่ปีศาจอย่างพวกเรา ดังนั้นมีบางเรื่องที่คุณอาจยังไม่รู้นอกจากปีศาจร้ายขั้นจินตันทั้งสามอย่างเฮยซาน ซานจวินและป๋าซานแล้ว ยังมีปีศาจที่เปรียบเสมือนเป็น‘ท่านอาวุโส’ ของพวกเราอยู่อย่างน้อยสามคนซึ่งคุณไม่ควรไปเย้าแหย่พวกเขาเป็นอันขาด!”
“ผมไปขอความช่วยเหลือจากท่านผู้หนึ่งมา...ไม่มีใครเคยเห็นพลังของเขามาก่อน และยิ่งไม่มีใครล่วงรู้ระดับตบะของเขาเขาไม่เคยปรากฏตัวต่อหน้ามนุษย์มาก่อน...ยิ่งไปกว่านั้น ว่ากันว่าเขาปฏิบัติกับผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่หรือขั้นจู้จีแบบเดียวกันหมดแม้แต่ขั้นจินตันเองก็ตาม”
สวีหยางอี้คลี่ยิ้มพลางวางแก้วชาลง“น่าสนใจ”
สวีหยางอี้เชิดคางขึ้นเป็นเชิงให้อีกฝ่ายพูดต่อหลี่จงหยวนจึงพูดต่อทันที “ที่มณฑลหมิงสุ่ย... มีสถานที่พิเศษแห่งหนึ่งเรียกว่าบึงบงกชจตุทิศ เนื่องจากแผ่นเปลือกโลกเคลื่อนตัวทำให้ทะเลสาบทั้งสี่แห่งเคลื่อนตัวมาบรรจบกัน ตรงกลางเป็นภูเขาไฟที่มอดดับผ่านไปหลายปีก็เกิดเป็นน้ำค้างด้านใน ว่ากันว่าท่านผู้นั้นอยู่ในนั้น...”
“ไม่มีข้อมูลว่าท่านผู้นั้นมีอายุมานานเพียงใดว่ากันว่าเขามีชีวิตมาตั้งแต่ยุคห้าราชวงศ์สิบแคล้วจนกระทั่งปัจจุบัน บ้างก็ว่ากันว่าเขาอยู่ในตอนเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงที่เฉินเฉียว[1] ...เขาถูกขนานนามว่าเป็นสารานุกรมแห่งเผ่าปีศาจ และอยู่ฝ่ายสันติภาพ ในบรรดาผู้ฝึกตนฝั่งมนุษย์ขั้นจู้จีขึ้นไปน่าจะเคยได้ยินชื่อเขาที่ชื่อว่าปี้ปัวแต่ไม่มีใครรู้คำต่อท้ายของเขา และไม่เคยมีใครได้ยินเขาเรียกแทนตัวเองว่าเจินเหรินทุกคนจึงได้แต่เรียกเขาว่าท่านอาวุโสแทน”
“ในแต่ละปี มีผู้คนมากมายเดินทางไปหาเขาเพื่อให้เขาช่วยไขข้อสงสัยต่างๆนานาให้ โดยมีกฎอยู่ข้อเดียวก็คือ หากเป็นเรื่องที่เขาไม่สนใจ เขาจะเก็บค่าบริการการแก้ไข้ปัญหาเป็นจำนวนเงินห้าเท่าโดยเขาไม่รับเงินตราของฮวาเซี่ย รับก็แต่สมบัติล้ำค่าเท่านั้นแต่ถ้าเป็นเรื่องที่เขาสนใจ เขาจะไม่เก็บเงินสักแดงเดียวทว่าต้องตอบรับเงื่อนไขที่เขาเสนอขึ้นมาในตอนนั้น”
หลี่จงหยวนนิ่งเงียบครู่หนึ่งสายตาหลุกหลิกคล้ายกำลังแอบมองท่าทีของสวีหยางอี้อยู่ตลอด สวีหยางอี้ก็เงียบลงไปพักหนึ่งเช่นกันก่อนจะพูดขึ้น “จากที่นายดูแล้ว ตบะของเขาอยู่ขั้นไหน?”
“พูดยากครับ...”หลี่จงหยวนได้แต่ยิ้มเจื่อน “ในเผ่าปีศาจเองยิ่งร่างปีศาจตัวนั้นแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ก็จะเริ่มวิวัฒนาการตัวเองได้ยากขึ้นมากเท่านั้น...ไม่ทราบว่าคุณสวีเคยได้ยินเรื่องของตระกูลหมิงของเผ่าปีศาจไหมครับ?”
“ไม่เคย” สวีหยางอี้ส่ายหน้าเทียนเต้าไม่มีทางสอนข้อมูลเชิงลึกแบบนี้หรอกสิ่งที่พวกเขาสอนส่วนใหญ่คือวิธีการเอาตัวรอดมากกว่า
“ครับเมื่อนานมาแล้ว ครั้นเมื่อมณฑลซูเป่ยยังถูกเรียกว่าแคว้นเพ่ยมีเจ้าแคว้นคนหนึ่งชื่อว่าเหวินโหมวกำลังปลีกวิเวกอยู่ท่ามกลางหุบเขาเขาได้ยินเสียงหนึ่งบอกว่าตัวเขานั้นเป็นเทพแต่เหวินโหมวกลับคิดว่าเจ้าของเสียงเป็นปีศาจมากกว่า ดังนั้นจึงไล่อีกฝ่ายไปให้พ้นส่วนปีศาจที่บอกว่าตัวเองเป็นเทพก็คือต้นกำเนินของบรรพบุรุษตระกูลหมิงนั่นเอง...หลังจากนั้น มีคนได้เปิดบันทึกของตระกูลพบว่าผู้นำตระกูลแต่ละรุ่นล้วนเรียกตัวเองว่าเป็นเทพหมิงกันทั้งนั้น”
“ร่างปีศาจของพวกเขาเป็นอย่างไรไม่มีใครรู้มีแต่ข้อมูลที่เป็นเรื่องเล่าปากต่อปากเท่านั้น... แต่ว่ากันว่าลำดับของตระกูลพวกเขาสูงส่งมากถือว่าเป็นปีศาจเลือดบริสุทธิ์ดังนั้นการเลื่อนขั้นของพวกเขาจึงยากลำบากกว่าของพวกเรามาก...ตบะของผู้นำส่วนใหญ่ในตระกูลพวกเขาจึงติดแหงกอยู่ที่ขั้นจู้จีระดับกลางหรือปลายถ้าผมจำไม่ผิด ในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมานี้ ตระกูลหมิงไม่เคยบ่มเพาะขั้นจู้จีระดับสมบูรณ์ได้สำเร็จสักคนแต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีใครหน้าไหนกล้าดูถูกพวกเขา”
“เพราะว่า... ผู้ฝึกตนขั้นจู้จีระดับปลายของพวกเขากลับสามารถปะทะฝีมือการต่อสู้กับขั้นจินตันได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ...ดังนั้น ด้วยเหตุผลเดียวกันไม่มีใครรู้ร่างที่แท้จริงของท่านอาวุโสปี้ปัวเช่นกัน...เพราะทุกครั้งที่เขาปรากฏตัวขึ้นมา ร่างจำแลงของเขาไม่เคยเหมือนเดิมสักครั้ง...หากร่างที่แท้จริงของเขาทรงพลังเกินไป...ก็จะทำให้เขาเลื่อนขั้นยากกว่าปีศาจตัวอื่นเป็นหลายเท่า...แม้เวลาอาจผ่านไปหลายพันปี ก็อาจจะยังบรรลุขั้นจูจี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ...”
สวีหยางอี้เคาะโต๊ะอย่างสะใจ
โลกอันกว้างใหญ่ไพศาลล้วนซ่อนเร้นไปด้วยความพิศวง
แบบนี้สิ ถึงจะเรียกว่าโลกที่แท้จริง!เป็นโลกที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจจินตนาการได้ถึงไปตลอดกาล!
น่ากลัวยิ่งนักพวกนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวที่นั่นไม่มีทางรู้เลยว่าลึกใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาลงไป ณปล่องทางเข้าภูเขาไฟที่น้ำขังอยู่นั้นมีปีศาจอาวุโสพันปีตัวหนึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่อย่างเงียบสงบ
ความจริงช่างน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก!
ดวงตาของเขาเปล่งประกายขึ้นมาทันที
เขานึกถึงเกล็ดปลาสีเหลือบรุ้งที่เรียงตัวทอดยาวไม่รู้จบในบึงบัวตอนนั้นขึ้นมาได้รวมถึงคลีบหางใหญ่ยักษ์ที่สะบัดขึ้นเหนือผิวน้ำบดบังแสงอาทิตย์
นั่นเป็นปีศาจประเภทไหนกัน?
มีชีวิตมานานแค่ไหน?หนึ่งพันปี สองพันปี... หรือยาวนานกว่านั้น?
ตามภูเขาแม่น้ำอันมีชื่อเสียงอยู่ทั่วโลกยังมีสุดยอดปีศาจร่างยักษ์ที่นอนทอดลมหายใจทิ้งไปวันๆ อยู่อีกกี่ตัวกันนะ?
หลุมใต้พิภพขนาดใหญ่ที่สุดในมณฑลซวงชิ่ง...หลุมก้นมหาสมุทรที่ลึกจนไม่เห็นก้นเหวที่หมู่เกาะพาราเซลเป็นหลุมใต้มหาสมุทรที่ลึกที่สุดในโลก...หลืบเขามรณะที่ไม่เคยมีผู้รอดชีวิตรอดออกมาได้ในหุบเขาคุนหลุน...ไหนจะถ้ำใต้ดินที่ลึกที่สุดในโลกที่อยู่ในมณฑลกุ้ยฟาง...
เปลวไฟโหมปะทุขึ้นในใจอีกครั้งเปี่ยมไปด้วยความหวังอันไร้ขีดจำกัดที่มีต่อเรื่องจริงอันน่าพิศวงของโลก
“คุณสวีครับ...คือท่านผู้นั้นตอบรับและพร้อมช่วยคุณไขปริศนาแล้วครับ!”
สวีหยางอี้สยบความรู้สึกภายในใจลงสีหน้าพลันเคร่งขรึมลง
อาวุธราชันย์...
มันคืออะไรกัน?
ทำไมถึงทำให้เจ้าปีศาจจิ้งจอกเงินเก้าหางอย่างจูหงเสวี่ยที่แข็งแกร่งหนีอย่างตาเหลือกตาลานได้ขนาดนั้น
เป็นอย่างที่คิดจริง...เจ้ากล่องจิ๋วนี้จะตกเป็นที่สนใจของผู้คนเยอะไปหน่อยแล้ว
“เขามั่นใจว่าจะตอบข้อสงสัยให้ฉันได้ใช่ไหม?”สวีหยางอี้เอ่ยถามเสียงขรึม
--------------------------------------------------------------------------------
[1] เหตุเปลี่ยนแปลงที่เฉินเฉียวเป็นเหตุการณ์สำคัญในยุคห้าราชวงศ์สิบแคว้น ที่นำเป็นสู่บทสรุปของสงครามแย่งชิงบัลลังก์ในยุคสมัยนั้น