บทที่ 31 เล่นผิดคน
การโจมตีเสียหลัก หลิ่วเจ๋อกระโดดกลับไปตั้งหลัก ก่อนจะตวัดกระบี่ในมือไม่หยุด คมแสงกระบี่พลันกระหน่ำใส่ฉินชูอย่างดุเดือด
ถือว่าหลิ่วเจ๋อนั้นฝีมือไม่เลวเลย ตบะของเธออยู่ที่จุดสูงสุดของขั้นที่สาม สามารถบรรลุขั้นที่สี่ได้ทุกเมื่อ ผนวกกับพลังเสริมจากกระบี่ขั้นที่สี่ ทำให้พลังการโจมตีรุนแรงทบทวีขึ้นไปอีก
แต่คนดูต่างพากันพบบางอย่างที่แปลกไป การโจมตีของหลิ่วเจ๋อนั้นดุดันราวกับห่าฝนกระหน่ำก็จริง แต่ฉินชูที่ตกอยู่ในระยะโจมตีของปราณและคมแสงกระบี่ กลับสงบนิ่งราวกับหินผาท่ามกลางคลื่นสมุทรที่ซัดกระหน่ำ เขากลับไม่สะทกสะท้านหรือสั่นคลอนแม้แต่น้อย กระบี่ในมือขวาของเขาตวัดฟาดฟันกระบวนท่ากระบี่พื้นฐาน แต่ละกระบวนท่าเชื่อมต่อไหลลื่นดั่งสายนที อีกทั้งยังสามารถปัดเป่าหักล้างการโจมตีที่โหมกระหน่ำของหลิ่วเจ๋อได้อย่างง่ายดาย
ทำเอาคนดูอดตกตะลึงไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ พลางคิดว่ากระบวนท่ากระบี่พื้นฐานร้ายกาจได้ขนาดนี้เชียวหรือ
เหล่าปรมาจารย์แต่ละยอดเขาต่างก็บอกเหล่าลูกศิษย์ของตนว่าวิชากระบี่พื้นฐานของฉินชูนั้นสามารถเป็นศาสดาจารย์กระบี่ได้เลย ถึงจะเป็นกระบวนท่าพื้นฐานธรรมดา แต่อานุภาพทำลายล้างกลับน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
แม้จะอธิบายไปแล้ว แต่เหล่าบุคคลระดับสูงแต่ละยอดเขาต่างพากันแปลกใจ หากฝึกกระบวนท่ากระบี่พื้นฐานจนถึงระดับหนึ่งแล้ว จริงอยู่ที่พลังทำลายล้างของมันจะทรงพลังไม่เป็นรองใคร แต่ก็ไม่น่าจะสามารถโจมตีเข้าจุดบอดของหลิ่วเจ๋อได้อย่างแม่นยำในทุกๆ การโจมตีเช่นนี้
ถึงกระนั้นกลับไม่มีใครคาดเดาว่าจะเป็นวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงหรือจิตวิญญาณกระบี่เลย เพราะสำหรับพวกเขา เขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้ สำนักชิงหยุนก่อตั้งและสืบทอดมาหลายพันปี ผู้ที่บรรลุวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงมีเพียงสองคน คนหนึ่งคือท่านบรรพบุรุษผู้บุกเบิกสำนัก ส่วนอีกคนก็คือผู้เฒ่าอาวุโสที่ไม่สนโลกภายนอกอย่างโม่จื่อเต้า แล้วศิษย์รับใช้จะบรรลุได้อย่างไรกัน คำตอบสำหรับพวกเขาก็คือเป็นไปไม่ได้แน่นอน
การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป หลิ่วเจ๋อที่เอาแต่กระหน่ำโจมตีสูญเสียเรี่ยวแรงและพลังงานไปเรื่อยๆ ในขณะที่ฉินชูกลับไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย
“ไปตายซะเถอะ” และแล้วกระบวนท่ากระบี่ของหลิ่วเจ๋อก็เปลี่ยนไป ใบดาบเรืองแสงเป็นสีเลือดวูบวาบ ณ เวลานี้เธอเริ่มสำแดงพลังของวิชากระบี่โลหิตพล่านออกมาแล้ว
“บัดซบ” หลัวเจินถึงกับสบถออกมา ไม่ใช่แค่หลัวเจินเท่านั้น แต่คนอื่นๆ ที่เห็นวิชากระบี่ของหลิ่วเจ๋อล้วนดูออกว่านี่เป็นกระบวนท่าไม้ตายของปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาหลักอย่างซูซานเหอ
เมื่อฉินชูสัมผัสได้ถึงกระบวนท่ากระบี่ที่เปลี่ยนไปของหลิ่วเจ๋อ การไหลเวียนของพลังปราณในร่างกายและพลังปราณที่พลุ่งพล่านออกมาจากกระบวนท่ากระบี่พื้นฐานของเขาก็เริ่มปรับเปลี่ยนเช่นกัน ตอนนี้เขาเริ่มเป็นฝ่ายรุกโจมตีบ้างแล้ว ก่อนหน้านี้เขาทำเพียงปัดป้องหักล้างวิถีการโจมตีของหลิ่วเจ๋อเฉยๆ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการอุ่นร่างกายและทำให้ตัวเองคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหว หลังจากการแสดงกระบวนท่ากระบี่พื้นฐานเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่เขาจะบุกโจมตี
เคล้ง! เคล้ง!
เสียงกระบี่ปะทะกันดังกังวานไม่หยุด การบุกโจมตีของฉินชูยังคงยึดกระบวนท่ากระบี่พื้นฐานอยู่ แต่พลังทำลายล้างกับรุนแรงยิ่งนัก หลิ่วเจ๋อได้แต่พลิกกระบี่ตั้งรับ ทุกครั้งที่กระบี่ทั้งสองปะทะกัน วิถีกระบี่ของฉินชูจะมีการเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่มันจะพุ่งเข้าจู่โจมจุดบอดบนตัวกระบี่ของหลิ่วเจ๋อทุกครั้งไป
เคล้ง!
เมื่อฉินชูเค้นแรงฟันกระบี่ออกไป ในที่สุดกระบี่ในมือของหลิ่วเจ๋อก็กระเด็นหลุดมือ เวลานี้ ฉินชูกำหมัดซ้ายและซัดหลิ่วเจ๋อหน้าหงายจนกลิ้งหลุนๆ ไปบนพื้น จากนั้นก็จ่อกระบี่ไปที่คอของหลิ่วเจ๋อ
หลิ่วเจ๋อแพ้แล้ว...
ศิษย์สายในของยอดเขาหลักพ่ายแพ้ศิษย์รับใช้จากยอดเขาชิงจู๋ ความจริงเรื่องนี้ทำเอาบรรดาลูกศิษย์บนยอดเขาหลักหน้าเสียกันเป็นแถบ
ช่างขายขี้หน้าสิ้นดี!
“ถ้าเจ้าฆ่านาง เจ้าตายแน่” จางจี้ชี้หน้าตะโกนใส่ฉินชู
“ปล่อยนาง แล้วข้าจะฆ่าเจ้าอย่างปรานี!” จู่ๆ เฉียนชิงกับหลิ่วหนานก็ปรากฏตัวขึ้นมา
ฉินชูเงยหน้าพ่นลมหายใจยาว “ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าสะสางเรื่องเสร็จก็จะกลับ เพราะยอดเขาชิงหยุนและยอดเขาชิงจู๋ล้วนเป็นสำนักชิงหยุนเหมือนกัน แต่ตอนนี้ข้าไม่คิดเช่นนั้นแล้ว ในเมื่อพวกเจ้าเก็บกระบี่ใส่ฝักกันไม่เป็น แล้วยังทำตัวเป็นขี้แพ้ชวนตีอีก ข้าเองก็คงยอมไม่ได้เช่นกัน”
เมื่อพูดจบ ฉินชูก็ฟันคอหลิ่วเจ๋อขาดอย่างรวดเร็วและเนียนกริบ ตอนนี้เขาไม่ได้เดิมพันด้วยศักดิ์ศรีของตัวเองเพียงอย่างเดียว แต่หากตัวเขาสั่นคลอนต่อคำขู่ของพวกที่วางอำนาจบาตรใหญ่ ก็เท่ากับว่ายอดเขาชิงจู๋นั้นเกรงกลัว
“ไปตายเสีย!” หลิ่วหนานชักกระบี่ออกและพุ่งเข้าหาฉินชูทันที
“ลูกศิษย์สายหลักโจมตีใส่ศิษย์รับใช้เช่นนี้ ช่างไร้ยางอายสิ้นดี หากเจ้าอยากสู้นัก เหยียนอี้คนนี้ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเจ้ามีดีแค่ไหน” เหยียนอี้เดินออกมาจากฝั่งลูกศิษย์ยอดเขาชิงจู๋ ในตอนนี้ฉินชูชนะแล้ว อีกทั้งยังชนะอย่างสวยงาม เหยียนอี้เองก็ไม่อยากให้ฉินชูทนแบกรับความกดดันต่อจากนี้อีก หลิ่วหนานเป็นถึงผู้ฝึกตนขั้นที่สี่ แต่ฉินชูเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นที่สอง ไม่ว่าจะมองจากมุมไหน พลังการต่อสู้ก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว ฉินชูไม่มีทางชนะแน่นอน
“เจ้าคิดจะแทรกมือเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ เช่นนั้นเรื่องนี้คงจบไม่สวยแน่” หลิ่วหนานมองเหยียนอี้ ดวงตาสะท้อนแววหวาดหวั่นรำไร
แม้เหยียนอี้จะเป็นคนนิ่งขรึมไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่เหล่าลูกศิษย์สายหลักต่างรู้ดีว่าเขาไม่ธรรมดา นี่เป็นสาเหตุที่หลิ่วเจ๋อไม่เลือกเหยียนอี้เป็นหนึ่งในเป้าหมาย หลิ่วหนานเองก็เช่นกัน
“ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าจบไม่สวยที่เจ้าพูดเป็นอย่างไร” เหยียนอี้มองเหยียดหลิ่วหนาน
“หลิ่วหนานกลับมานี่” ซูซานเหอปรากฏตัวขึ้นมา หลิ่วเจ๋อถูกฉินชูฆ่าตายแล้ว แค่นี้ปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาหลักก็ไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดไว้ที่ไหนแล้ว
หลิ่วหนานหันกลับไปมองซูซานเหออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาถลึงตาใส่ฉินชูและเดินกลับไปหาซูซานเหอ
ทว่าเฉียนชิงกลับปรากฏตัวขึ้นมาต่อหน้าฉินชู “ฉินชู ข้าเคยเตือนเจ้าแล้ว หากคิดมีเรื่องกับคนของข้า เจ้าไม่มีทางตายดีแน่ แล้วพวกเราจะได้เห็นดีกัน”
“ทั้งที่พวกเจ้าก็รู้ดีว่าขู่ข้าไปก็ไม่มีผล แล้วยังจะมาขู่ข้าอีกเพื่ออะไรกัน เจ้าคงสมองกลับไปแล้วสินะ ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว ถ้าอยากฆ่าข้านักก็ฆ่าเลยสิ ถ้าเจ้าไม่กล้าหรือทำไม่ได้ก็ไปให้พ้นๆ หรือพวกเจ้าไร้น้ำยา? พอไร้น้ำยาหน่อยก็ไปทำตัวอวดเบ่งที่ยอดเขาชิงจู๋สินะ พวกเจ้าต่างหากที่เป็นขยะ ในเมื่อพวกเจ้ากล้ายื่นหน้ามา ฉินชูอย่างข้าก็กล้าสวนกลับ!” ฉินชูพูดตอกหน้าเฉียนชิงอย่างไม่เกรงใจ
สีหน้าเฉียนชิงถึงกับมืดลงทันที มือเอื้อมไปแตะด้ามกระบี่ทันควัน
“ถ้ากล้าก็ลองดู! ฉินชูพูดถูกแล้ว พวกเจ้าคือขยะ!” หลัวเจินปรากฏตัวขึ้นมา เมื่อลูกศิษย์สายหลักคิดจะลงมือกับฉินชู เขาไม่มีทางนิ่งเฉยแน่นอน
“ท่านอาวุโสหลัวกำลังใช้อำนาจกดขี่ผู้น้อยอยู่กระนั้นหรือ” ซูซานเหอพูดขึ้น เขารู้สึกว่าเรื่องเริ่มบานปลายไปกันใหญ่แล้ว ขืนปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป มีหวังจบไม่สวยของจริง ตัวเขารู้นิสัยของหลัวเจินเป็นอย่างดี โมโหทีก็ฆ่าทิ้งไม่เลือกหน้า ฆ่าโดยที่ไม่ถามหาสาเหตุ แต่สาเหตุที่ฆ่ามักถูกต้องตลอด แต่ที่เห็นพักหลังๆ ทำตัวเงียบก็เพราะเข้าฌานฝึกตน
หลิวเจินแสยะยิ้ม “คำพูดของท่านอาวุโสซูช่างน่าสนใจจริงๆ ลูกศิษย์สายในจากยอดเขาพ่ายแพ้ศิษย์รับใช้จากยอดเขาชิงจู๋ จากนั้นศิษย์สายหลักในสังกัดของท่านกลับข่มขู่ศิษย์รับใช้ที่เพิ่งชนะไปหมาดๆ เช่นนี้ ถ้าไม่เรียกว่าใช้อำนาจกดขี่ผู้น้อยกว่า แล้วจะให้เรียกว่าอะไร และการที่ข้าออกมาปกป้องผู้น้อยที่เพิ่งชนะไปเรียกว่าใช้อำนาจกดขี่ผู้น้อยกระนั้นหรือ”
ท้าทาย!
ปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาชิงจู๋ท้าทายปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาชิงหยุนซูซานเหอ!
“ทุกคนหยุดเถิด เรื่องของผู้เยาว์ก็ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเอง” เสวี่ยอินปรากฏตัวขึ้นมา เมื่อครู่เธอดูการต่อสู้อยู่ตลอด แต่เธอทนดูสถานการณ์ตอนนี้ต่อไปไม่ไหว เธอไม่มีทางปล่อยให้ปรมาจารย์ผู้ดูแลยอดเขาทั้งสองคนต่อสู้กันที่นี่เด็ดขาด
“ฉินชู เจ้าพูดถูก หากวันนี้ใครคิดจะใช้อำนาจกดขี่เจ้า คนผู้นั้นต้องตายสถานเดียว!” หลัวเจินพยักหน้าให้ฉินชู
“แรกเริ่มเดิมที ลูกศิษย์สายในจากยอดเขาหลักเป็นคนเริ่มระรานวางมาดอวดเบ่งที่หอศิษย์รับใช้ยอดเขาชิงจู๋ก่อน ซ้ำยังบังคับให้ข้าคุกเข่าขอโทษ สงสัยตอนนั้นพวกเจ้าคงนึกภาพของตัวเองตอนนี้ไม่ออกสินะ... ตอนนี้ข้ามีทางเลือกให้พวกเจ้าสองทาง ถ้าไม่คุกเข่าขอโทษหอศิษย์รับใช้ยอดเขาชิงจู๋ก็จงต่อสู้กับข้า!” ฉินชูกวาดตามองศิษย์สายในจากยอดเขาหลัก
บรรยากาศตอนนี้เต็มไปด้วยความเก้อกระดาก บรรดาลูกศิษย์สายในแห่งยอดเขาหลักพากันมองหน้ากันไปมา ขนาดหลิ่วเจ๋อผู้ฝึกตนขั้นที่สามผู้มีกระบี่ที่เป็นอาวุธขั้นที่สี่อยู่ในมือยังถูกฉินชูฆ่าตาย แล้วนับประสาอะไรกับคนอื่นเล่า แต่ถ้าหากไม่ต่อสู้ แล้วต้องคุกเข่าขอโทษก็ถือเป็นการเอาเท้าลูบหน้าทางยอดเขาชิงหยุนเช่นกัน
“ออกมาสิ!” เห็นว่าไม่มีใครออกมา ฉินชูก็แผดเสียงดังลั่น
พวกเสวี่ยอินและคนจากยอดเขาอื่นๆ ที่ยืนดูอยู่ต่างพากันส่ายหน้าอย่างละเหี่ยใจ ยอดเขาหลักทำตัวเหิมเกริมคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่และเที่ยวอวดเบ่งวางอำนาจไปทั่วจนติดเป็นนิสัย แต่ครั้งนี้พวกเขาเล่นผิดคนเข้าเสียแล้ว