อาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง

    บทที่ 34 เรียนหนังสือกัน

            มาร์ควิสเฟลิกซ์ตอบลูกชายว่า

            “เออสิวะ”

            ฟินน์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกเลือดขึ้นหน้าทันที ใช้มือจิกผมสตรีที่กำลังใช้ปากเป่าขลุ่ยแล้วเหวี่ยงออกไปตะโกนว่า

            “รำคาญจริง” ก่อนจะลุกขึ้นยืนบนเตียงถามพ่อของตนว่า “เคานต์เรห์นวาร์ดเจ้าแก่นั่นไม่ยอมยกให้เหรอท่านพ่อ”

            “ไม่ใช่ แต่เจ้านั่นบอกว่าไม่เจออะไรที่คฤหาสน์ของดอนเลย แม้แต่สมบัติสักชิ้นก็ไม่มี

            ฟินน์ทวนคำว่า

            “แม้แต่สมบัติสักชิ้นก็ไม่มีเหรอ?” เขางุนงงไปสักพักก่อนกระชากเสียงใส่พ่อของตน “มันจะไม่มีได้ยังไงพวกเราต่างรู้กันหมดว่า ดอน โกเบอร์ ซื้อทาสเผ่ามารหูสัตว์มาสามตัว ต้องเป็นเจ้าเฒ่าเรห์นวาร์ดฮุบไว้สนุกคนเดียวสามตัวแน่”

            “เคานต์เรห์นวาร์ดไม่ได้โกหก”

            “เอ๊ะ!”

            “พ่อมั่นใจว่าเจ้าเรห์นวาร์ดไม่ได้โกหกถึงพ่อจะไม่ได้มีเวทจับโกหกก็ตาม จะต้องมีคนมาฆ่าดอน โกเบอร์ แล้วกวาดทุกอย่างไปรวมทั้งทาสเผ่ามารหูสัตว์เป็นแน่”

            ฟินน์นิ่งไปทันทีที่ได้ยินพ่อของตนพูดก่อนจะพูดอย่างไม่ยอมว่า

            “ผมไม่ยอมนะพ่อตอนที่รู้ว่าไอ้แก่ดอนมันตายผมคาดหวังว่าจะได้เล่นกับเผ่ามารหูสัตว์บ้างเสียที”

            มาร์ควิสเฟลิกซ์โยกเอวพลางจิกผมของสตรีนางนั้นให้เงยหน้าขึ้นมาพูดกับฟินน์ว่า

            “ช่วยไม่ได้ว่ะตอนนี้ก็เล่นสนุกกับอีนี่ไปก่อนแล้วกัน”

            “พ่อข้าอยากได้เผ่ามารหูสัตว์”

            มาร์ควิสเฟลิกซ์พูดใส่ลูกชาย

            “เลิกหวังเรื่องเผ่ามารหูสัตว์นั่นซะถ้าไม่อยากตายเจ้าโง่”

            พูดจบก็ไม่สนใจลูกชายของตนอีกแล้วพูดกับสตรีที่ตนกำลังกระแทกแก่นกายใส่กลีบดอกไม้ของเธอ

            “ฟาราห์ลูกพ่อวันนี้ของเจ้าก็ยังฟิตดีเหมือนเดิมข้าชอบเจ้าที่ตรงนี้แหละ”

            ฟาราห์ที่ตอนนี้กำลังโดนกระแทกใส่พร้อมทั้งโดนจิกผมให้เงยหน้าขึ้นตอบว่า

            “ขอบ ขอบคุณ ค่ะ ท่านพ่อ...บุญธรรม”

            เสียงหัวเราะของมาร์ควิสเฟลิกซ์เสียงร้องครางของฟาราห์และเสียงเนื้อกระทบกันดังผสานกันไปทั่วห้อง เหมือนกับว่าสองพ่อลูกบุญธรรมคล้ายลืมเลือนการมีอยู่ของฟินน์ไปอย่างสิ้นเชิง

             

            แสงแดดยามเช้าส่องต้องใบหน้าเออร์วินลืมตาขึ้นช้า ๆ รู้สึกได้ถึงถูกใครบางคนนอนกอด พอทำท่าจะขยับตัวก็ได้ยินเสียงของพี่สาวครางอือเบา ๆ ระยะของเสียงร้องอยู่ใกล้มากหรือจะพูดให้ถูกก็คืออยู่ข้างหูเขาเลยต่างหาก

            เออร์วินถอนหายใจเมื่อคืนเขาเหมือนตกเป็นสนามอารมณ์ของลิลิธกับเรเวน พูดก็ผิดไม่พูดก็ผิดสุดท้ายเลยเลือกยืนอยู่เงียบ ๆ และจบลงที่การถูกพี่สาวจับทำเป็นหมอนข้างทั้งคืน เออร์วินลองขยับตัวเล็กน้อยปรากฏว่าแขนของลิลิธที่กอดเขาอยู่กลับกระชับแน่นขึ้น เสียงของลิลิธพูดอู้อี้ว่า

            “ห้ามหนีไปไหนทั้งนั้น”

            เออร์วินตาค้างถามโดยไม่หันมองพี่สาวว่า

            “ท่านพี่ครับตื่นแล้วเหรอ?”

            “เพิ่งตื่น”

            พี่สาวเขาตอบสั้น ๆ เออร์วินก็พูดว่า

            “นี่ก็เช้าแล้วผมว่า...”

            เออร์วินพูดไม่ทันจบลิลิธก็กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นพูดว่า

            “ทำไมไม่อยากอยู่กับพี่ขนาดนั้นเลยเหรอ หรือว่าที่พี่เดาไว้ว่าเธออยากจะมีพี่สาวคนใหม่เป็นความจริง”

            เออร์วินร่ำร้องในใจอย่างโหยหวนว่าถูกปรักปรำปากกล่าวว่า

            “พูดอะไรน่ะครับท่านพี่ ผมมีท่านพี่เป็นพี่สาวเพียงคนเดียวนะครับ ไม่ว่าใครก็แทนที่ไม่ได้หรอก”

            ได้ยินเสียงลิลิธพูดอย่างอ่อนโยนว่า

            “ใช่แล้วล่ะพี่และเธอต่างไม่มีใครมาแทนใครได้และเราเป็นพี่น้องกันยังไงล่ะ”

            จบคำของลิลิธก็มีเสียงเปิดประตูขึ้นดัง ปัง ตามด้วยเสียงร่าเริงของเรเชล

            “ท่านพี่เออร์วินขาเช้าแล้วนะคะไปอาบน้ำกันเถอะค่ะ เอ๊ะ?”

            เรเชลรู้สึกแปลกใจที่ไร้การตอบสนอง เพราะปกติเออร์วินจะเป็นคนที่ตื่นเช้าเสมอเพียงแต่สองวันมานี้กลับมีแต่เรื่องแปลกเกิดขึ้นไม่หยุด เมื่อวานก่อนก็มีผู้หญิงแปลกหน้าคนหนึ่งมานอนบนเตียง เมื่อวานนี้ก็หายตัวไปไหนไม่รู้ตั้งแต่เช้า พอวันนี้กลับไร้การตอบสนองใด ๆ ทั้งสิ้น แต่เธอยังพอมองเห็นว่ามีคนนอนอยู่บนเตียง

            เรเชลยิ้มออกมาคิดในใจว่า

            ‘หรือว่าท่านพี่จะยังไม่ตื่น? คิกคิก แกล้งเล่นหน่อยดีกว่า’

            แล้วเรเชลก็วิ่งเข้าไปในห้องปีนขึ้นเตียงเตรียมจะกระโจนทับพี่ชายของตน ร้องบอกว่า

            “ท่านพี่จอมขี้เซาขาตื่นได้แล้วนะ...”

            เรเชลที่เตรียมกระโจนกลับต้องหยุดชะงักเพราะสิ่งที่เธอเห็นคือ พี่สาวต่างมารดากำลังกอดพี่ชายต่างมารดาของเธออยู่ ไม่เพียงเท่านั้นพี่สาวผู้นี้ยังเหลือบตาสีแดงมาทางเธอทั้งยังยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปาก

            “นี่หล่อนทำอย่างนั้นได้ยังไงกันคะ ออกห่างจากท่านพี่เดี๋ยวนี้นะวันนี้ท่านพี่มีธุระต้องรับแขกนะคะ ถ้ากลิ่นคนแก่ติดตัวท่านพี่ไปจะทำยังไง”

            ลิลิธตอบเรเชลโดยการกระชับแขนที่กอดเออร์วินตอบด้วยน้ำเสียงท้าทายว่า

            “แล้วถ้าฉันไม่ทำตามที่เธอพูดแล้วจะทำไม”

            เรเชลกัดฟันพร้อมกำหมัดแน่น

            “หนอยยัยป้านี่”

            พูดจบไม่รอช้าเรเชลก็กระโดดขึ้นทิ้งลำตัวใส่ทั้งคู่ทันที

            “ว้าย! ทำอะไรของเธอน่ะยัยเด็กบ้านี่”

            “ปกป้องท่านพี่ไม่ให้กลิ่นคนแก่ติดไงคะคุณป้า”

            ลิลิธกับเรเชลต่างลุกขึ้นมาจ้องหน้ากันบนเตียง ส่วนเออร์วินนั้นรีบกลิ้งลงจากเตียงก่อนจะใช้ยุทธวิธีคลานคืบลอดใต้เตียงมุ่งหน้าไปยังห้องของเรเวน ตอนที่เขาแอบเปิดประตูห้องยังได้ยินเสียงลิลิธกับเรเชลโต้เถียงกันไม่เลิก

            “นี่คุณป้าขาหนูสงสัยมาตั้งนานแล้วนะคะ ทั้งที่คุณป้าก็มีห้องเป็นของตัวเองทั้งทีทำไมยังต้องมานอนที่ห้องของท่านพี่อยู่อีกล่ะคะ”

            “เธอนั่นแหละโตจนป่านนี้แล้วยังอาบน้ำเองไม่ได้หรอกเหรอ สาวใช้ส่วนตัวก็มียังจะมาชวนเออร์วินไปอาบน้ำอยู่ได้ทุกเช้า”

            “พูดอะไรออกมาน่ะคะคุณป้า หนูยังเป็นเด็กน้อยบริสุทธิ์ไร้เดียงสาอยู่เลยนะคะ จะให้ท่านพี่เออร์วินที่เป็นพี่ชายมาช่วยอาบน้ำนี่มันแปลกตรงไหนกันคะคุณป้า”

            “จะบอกอะไรให้รู้นะยัยเด็กเปรต เด็กที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาจริง ๆ เขาจะไม่บอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ไร้เดียงสาหรอกย่ะ”

            เออร์วินทำเป็นไม่สนใจเสียงโต้เถียงของสองพี่น้องเขาเข้าไปในห้อง เห็นเรเวนในชุดสาวใช้ที่ตอนนี้กำลังมีสีหน้าแปลก ๆ เออร์วินเดินเข้าไปพร้อมกล่าวสวัสดี

            “อรุณสวัสดิ์ครับพี่สาว วันนี้สีหน้าไม่ค่อยดีเลยนะครับ” พูดจบก็ยื่นนิ้วจิ้มไปที่แขน

            เรเวนไม่ทันตั้งตัวสะดุ้งโหยงร้องโอ๊ยออกมาทันทีก่อนจะมองเด็กชายด้วยสายตาที่ขุ่นเคืองแกมตำหนิ

            “เล่นบ้าอะไรของเธอเนี่ย”

            “ฮะ ฮะ ฮะ ปวดกล้ามเนื้อสินะครับ ก็เมื่อวานเล่นออกกำลังกายหนักขนาดนั้นนี่ครับ”

            “ปวดกล้ามเนื้อ?”

            “ครับ เป็นอาการที่เกิดจากการออกกำลังกายหนัก ๆ แล้วกล้ามเนื้อฉีกขาดครับ ตอนนี้ผมแนะนำให้พี่สาวทนไปก่อนครับจนเมื่อร่างกายสร้างกล้ามเนื้อเสร็จก็หายปวดแล้วครับ ทั้งยังได้กล้ามเนื้อที่ช่วยเพิ่มพละกำลังและความคล่องตัวด้วยครับ”

            เรเวนมองหน้าเออร์วินด้วยสายตาที่ไม่ใคร่เชื่อถือนักบอกว่า

            “เรื่องนี้ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อน”

            เออร์วินไม่สนใจเรเวนหันไปมองโซอี้ที่ตอนนี้ใส่ชุดเมดนั่งอยู่ขอบเตียง เออร์วินสังเกตว่าสีหน้าของเธอดูดีขึ้นเรื่อย ๆ ถามเธอว่า

            “สวัสดีครับคุณโซอี้”

            โซอี้ก้มหน้าลงกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า

            “ขอโทษค่ะเป็นเพราะขาของฉันมัน”

            เออร์วินใช้ปลายนิ้วดันปลายคางของเธอให้เงยหน้ามองเขา เขายิ้มให้เธอแล้วก็พูดว่า

            “ไม่เป็นไรหรอกครับ ไว้คุณค่อยทำความเคารพผมหลังจากที่ผมทำตามสัญญาว่าจะทำให้คุณกลับมาเดินได้อีกครั้งดีกว่านะครับ”

            โซอี้ที่สบตาเข้ากับนัยน์ตาสีแดงเพลิงคู่นั้นพลันหน้าแดงขึ้นมาก่อนจะรีบก้มหน้าพูดตะกุกตะกักว่า

            “ข่ะข่ะขอบคุณค่ะ เจ้าชายเออร์วิน”

            เออร์วินยิ้มให้กับท่าทีของโซอี้แต่ดันได้ยินเรเวนพูดว่า

            “เจ้าชู้แต่เด็ก”

            เออร์วินทำเป็นไม่ได้ยินเขาหันไปพูดกับเรเวนว่า

            “เดี๋ยวก่อนที่ผมจะลงไปรับประทานอาหารรบกวนพี่สาวพาคุณโซอี้ไปอยู่กับพวกคุณลูซี่ชั่วคราวก่อนนะครับ”

            เรเวนพยักหน้าแต่ไม่ได้พูดอะไร เธอไม่รู้ว่าสิ่งที่เออร์วินให้เธอทำนั้นนอกจากเป็นการฝากให้พวกลูซี่ดูแลโซอี้แล้ว ยังเป็นการบำบัดจิตเพื่อรักษาแผลทางจิตใจทางอ้อมได้อีกด้วย เออร์วินหันไปพูดกับโซอี้ว่า

            “คุณโซอี้ครับถึงตอนนี้ร่างกายคุณจะเป็นแบบนี้แต่ก็ยังมีสิ่งที่ทำได้อยู่นะครับ”

            โซอี้เงยหน้าขวับทันทีมองเออร์วินด้วยสายตาคาดหวัง เออร์วินยิ้มแล้วก็พูดว่า

            “มีชีวิตอยู่ต่อไป หาสิ่งที่ตัวเองชอบหรือสนใจ แล้วก็ตอนนี้ยังมีอีกอย่างคือเรียนหนังสือครับ”

            โซอี้ทำหน้างงทวนคำว่า

            “เรียนหนังสือ?”

             

            ภายในบ้านของเจค

            เช้ายามนี้ทั้งเจคอันนาและเนียต่างมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความปรารถนาที่จะนั่งนิ่ง ๆ  ไม่ลุกไปไหน เพราะต่างก็รู้สึกปวดระบมไปทั้งร่างกายลุกไปไหนมาไหนทีก็ร้องโอ๊ย นับว่ายังโชคดีที่ไม่มีคนมาเคาะประตูแล้วปลุกให้ตื่นมาวิ่งตั้งแต่เช้ามืดเหมือนเมื่อวาน

            ขณะที่เจคกับอันนานั่งนิ่ง ๆ ที่โต๊ะ เนียกลับเอาแต่นอนกอดตุ๊กตาโทรม ๆ ของเธอ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เจคกับอันนามองหน้ากันต่างเห็นความตื่นตระหนกในแววตาของอีกฝ่าย ส่วนเนียที่นอนอยู่ลุกขึ้นมานั่งก่อนจะร้องโอ๊ยเพราะปวดกล้ามเนื้อ

            เจคฝืนลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูและก็พบกับคนที่เขาคาดเดาไว้

            “อรุณสวัสดิ์ครับคุณเจค”

            เด็กชายอายุ 10 ขวบผมสีดำนัยน์ตาสีแดงเพลิงใบหน้างดงามราวกับเด็กผู้หญิงยืนอยู่ตรงหน้าบ้าน และเช่นเดิมด้านหลังเด็กชายยืนไว้ด้วยสาวใช้ที่มีใบหน้างดงามผมสั้นสีดำนัยน์ตาสีน้ำเงิน ทว่าใบหน้าของเธอยามนี้กลับมีสีหน้าบอกบุญไม่รับ

            เจคมองหน้าคนที่เขาไม่อยากเจอหน้ามากที่สุดรอคอยว่าอีกฝ่ายจะหาเรื่องมาทรมานอะไรพวกเขาอีก เออร์วินยังคงยิ้มเหมือนทุกที

            “คุณช่วยไปตามพวกพ้องของคุณให้หน่อยได้ไหมครับ วันนี้พวกเราจะเรียนหนังสือกัน”

            เจคที่ได้ยินก็ร้อง ฮะ ทันทีเขาสงสัยว่าตนหูฝาดไป

            ‘เรียนหนังสือ? เจ้าเด็กนี่บอกว่าวันนี้จะเรียนหนังสือ นี่ตูหูเพี้ยนไปขนาดไหนเนี่ย’

            เออร์วินเห็นเจคยังคงนิ่งไม่ขยับไปไหนจึงถามไปว่า

            “เอ๊ะ นี่หรือว่าคุณไม่อยากเรียนหนังสือกันเหรอครับ ถ้าอย่างนั้นผมจะเปลี่ยนเป็นออกกำลังกายแบบเมื่อวาน...”

            “เรียนหนังสือ!” เจครีบพูดขัดก่อนที่เออร์วินจะพูดจบ เหมือนกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้ยินจึงพูดซ้ำไปอีกว่า “เรียนหนังสือ วันนี้จะเรียนหนังสือ รอแป๊บนะเดี๋ยวไปตามคนอื่นมาก่อน”

            พูดจบเจคก็รีบเดินไปสะดุ้งไปร้องโอ๊ยไป เออร์วินมองไล่หลังเขาก่อนจะพูดกับเรเวน

            “คุณเจคนี่ใฝ่เรียนรู้จังเลยนะครับน่าชื่นชมจริง”

            เรเวนตอบด้วยสีหน้าที่บอกบุญไม่รับว่า

            “ฉันว่าไม่น่าใช่หรอก”

            เออร์วินหันกลับไปมองภายในบ้านเห็นเนียชะโงกหน้าออกมาดูเขา ซึ่งพอได้รู้ว่าเป็นใครมาเคาะประตูดวงตาของเธอก็เบิกโพลงทันที เออร์วินยิ้มให้เธอ

            “อรุณสวัสดิ์ครับคุณเนี...”

            “ไอ้ปีศาจ”

            พูดจบเธอก็หลบหน้าหนีอย่างรวดเร็วก่อนจะมีเสียงร้องโอ๊ยของเธอดังออกมา ทิ้งให้เออร์วินที่ยังคงยิ้มยืนค้างไว้อย่างนั้น

            “โดนเกลียดเข้าอย่างจังเลยนะ”

            เออร์วินไม่ตอบอะไรเพียงแต่ยิ้มเหมือนเช่นทุกที สักพักก็มีเหล่าผู้คนในแก๊งของเจคเริ่มทยอยมาเรื่อย ๆ จนครบทุกคน เขาแจกสมุดหนึ่งเล่มพร้อมกับดินสอหนึ่งแท่งให้ทุกคนแล้วจึงเริ่มสอนสถานที่ก็คือหน้าบ้านของเจค สิ่งที่เออร์วินสอนในวันนี้คือการปูพื้นฐานการอ่านและเขียน ตอนแรกคนที่สนใจในสิ่งที่เออร์วินสอนมีเพียงแค่ไม่กี่คน แต่พอเขาพูดว่าหากคนไหนไม่ตั้งใจเรียนแสดงว่าอยากดันพื้นแบบเมื่อวาน ทุกคนก็กลายเป็นตั้งใจขึ้นมาโดยเฉพาะเนียที่ดูเหมือนต่อต้านในตอนแรก แต่พอเรียนไปได้สักพักเนียกลับเอาแต่จดจ่ออยู่กับสิ่งที่เขาสอน

            เมื่อเออร์วินสอนไปได้สักพักเขาก็มองไปตรงทางเข้าบ้านร้องว่า

            “อ้าวคุณจูนนี่เอง”

            ชื่อที่เออร์วินพูดออกมาทำเอาเจคสะดุ้งเขาหันไปมองทางนั้นช้า ๆ พบเห็นหญิงสาวหน้าตาคมขำยืนอยู่ ภาพเหตุการณ์ที่เขาอัดพ่อของเธอต่อหน้าเธอเมื่อไม่กี่วันก่อนผุดขึ้นมาในหัว

            “พ่อของคุณหายป่วยแล้วเหรอครับ”

            จูนยิ้มให้เด็กชายตอบว่า

            “ยังหรอกค่ะแต่ดีขึ้นเยอะแล้วก็เลยคิดว่าจะมาทำตามสัญญาที่ให้ไว้” จูนพูดก็กวาดตามองเหล่าผู้คนที่พากันนั่งหน้าสลอนจนเธอเห็นเจคนั่งอยู่ตรงนั้นสายตาก็เปลี่ยนเป็นเย็นชาทันที นึกสงสัยว่าคนพวกนี้ทำอะไรที่ตรงนี้

            “ถ้าคุณจูนว่าอย่างนั้นผมก็ไม่ขัดครับ พอดีเลยเพราะพวกผมกำลังเริ่มเรียนหนังสือกันครับ งั้นข้อตกลงที่คุณให้ผมไว้ก็เริ่มจากเรียนหนังสือเลยแล้วกันนะครับ งั้นคุณก็นั่งที่ตรงนั้นเลยแล้วกัน”

            พูดจบเออร์วินก็ชี้ไปที่หนึ่งจูนชะงักทันทีที่เห็นตำแหน่งที่เออร์วินชี้ เจคหันกลับมาก้มหน้าทำเป็นไม่สนใจจูนก็รู้สึกแปลก ๆ จึงเงยหน้าขึ้นกลับต้องนิ่งค้างทันที เพราะตำแหน่งที่เออร์วินชี้นั้นเป็นซ้ายมือของเขา ตอนแรกเนียนั่งตรงนี้แต่ยิ่งเรียนเนียกลับยิ่งสนใจจึงขยับเข้าไปใกล้เออร์วินเรื่อย ๆ ทำให้ที่ตรงนั้นว่างเปล่า

            จูนนิ่งไปสักพักก่อนจะพูดว่า

            “เอ่อ ขอเป็นที่อื่นดีกว่าค่ะเพราะว่าฉันไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน อาจทำให้ ‘คนแถวนั้น’ ไม่พอใจจนถึงขั้นลงไม้ลงมือเอาได้”

            เจคที่ได้ยินจูนพูดได้แต่นิ่งเงียบไม่พูดอะไร กลับเป็นเออร์วินพูดว่า

            “ไม่เคยเรียนหนังสือมาก่อน? ถ้าอย่างนั้นก็ดีน่ะสิครับ เพราะคุณเจคมีพื้นฐานเรื่องนี้พอดีสามารถช่วยคุณได้แน่ครับ”

            เออร์วินสังเกตว่าไม่ใช่ทุกคนในนี้ที่ไม่รู้หนังสือ เช่นเจคกับรอนที่เรียกได้ว่ามีพื้นฐานอยู่บ้าง จูนนิ่งไปสักพักก่อนจะพยักหน้าอย่างว่าง่าย

            “ค่ะ”

            เธอพูดก่อนจะเดินไปนั่งที่ซ้ายมือของเจคซึ่งเจคก็เอาแต่ก้มหน้านิ่งไม่พูดไม่จา จูนรับสมุดกับดินสอมา ด้วยความที่เธอไม่เคยเขียนหนังสือจึงจับดินสออย่างเก้ ๆ กัง ๆ เพราะจับไม่เป็น เจคที่เหลือบไปเห็นจึงแนะนำว่า

            “จับดินสอให้ใช้นิ้ว...”

            “จะอัดฉันด้วยเหรอ?”

            จูนหันมาถามเจคด้วยสายตาที่เย็นชาทำให้เขาถึงกับใบ้กิน บอกกับตัวเองว่า

            ‘อดทนไว้ อดทนไว้ อดทนไว้’

            อันนาที่นั่งตรงขวามือของเจคชะโงกหน้ามาถามว่า

            “นี่เธอชื่อจูนสินะฉันอันนายินดีที่ได้รู้จัก”

            สายตาเย็นชาของจูนคืนสู่ความสดใสตอบว่า

            “ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ”

            อันนาถามด้วยความสงสัยอีกว่า

            “เธอไปรู้จักเด็กคนนั้นได้ยังไงเหรอ”

            “พอดีวันก่อนพ่อฉันนอนป่วยอยู่บนเตียงน่ะคะ แล้วมีคนเข้ามาในบ้านมาอัดพ่อฉันที่นอนป่วย”

            อันนาที่ได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วนิ่วหน้าพูดว่า

            “อัดคนแก่ที่นอนป่วยใครกันมันช่างชั่วช้าได้ขนาดนี้ มันไม่ใช่คนแล้วมั้งแบบนี้”

            จูนทำหน้าสงสัย

            “ไม่ใช่คน? แล้วเป็นอะไรล่ะคะ”

            “ก็เดรัจฉานยังไงล่ะ”

            จูนทำหน้าตกใจพูดว่า

            “เดรัจฉานเลยเหรอคะ”

            เจคนั่งนิ่งฟังสองสาวที่นั่งซ้ายขวาพูดข้ามหัวเขาไปมาบอกตัวเองว่า

            ‘อดทนไว้ อดทนไว้’ พร้อมกับพยายามห้ามตนเองไม่ให้กระโดดขึ้นไปงับหูเด็กเวรที่ผลักให้ตนมาสู่สถานการณ์นี้

    คล้ายกับเรื่องอาวุธมนุษย์เกิดใหม่เป็นเจ้าชายขยะ ในโลกที่ตัดสินว่าเวทมนต์คือทุกสิ่ง ที่คุณอ่าน