“แม่นางน้อยเจ้าเองก็คิดว่าอาจารย์เข้มงวดเกินไปหรือเปล่า?ทักษะการรักษาต้องใช้เวลาเรียนกว่าสิบปีถึงจะพอมีความสำเร็จขั้นต้นอาจารย์ตอนนี้อายุหกสิบกว่าปีแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่ปีจะไม่ให้ใจร้อนได้ยังไง?”
“อาจารย์ที่เข้มงวดจะสร้างลูกศิษย์ที่เยี่ยมยอดออกมาได้ดังนั้นการเข้มงวดของอาจารย์จึงไม่ผิดเลยแม้แต่น้อยในความเป็นจริงแล้ว…ข้าต่างหากที่โง่เขลาเกินไปและทำให้อาจารย์ผิดหวัง”
ตอนนี้ติงเหว่ยรู้สึกละอายใจจริงๆเดิมทีนางตั้งใจจะเรียนการแพทย์ แต่นางไม่เคยคิดว่าหนังสือทางการแพทย์เล่มใหญ่ๆเหล่านั้นจะลึกซึ้งและเข้าใจยากขนาดนี้ นางจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกท้อใจและมีความรู้สึกคล้ายกับตอนที่อาจารย์เรียกสุ่มทำแบบทดสอบตอนมัธยมศึกษา
ตอนนี้ผู้อาวุโสเจ็บปวดใจอย่างมากจนอยากจะตีหน้าตนเองแรงๆหลายๆ ที
ผู้อาวุโสไม่ได้รอให้นางพูดอะไรออกมาอีกเขาดื่มเหล้าเข้าไปอีกครึ่งไห และดวงตาของเขาก็แดงก่ำไปหมด
“ตอนนั้นข้าเองก็เคยมีลูกสาวอยู่คนหนึ่งหากว่านางยังมีชีวิตอยู่เกรงว่าน่าจะอายุพอๆ กับเจ้าแล้ว ได้แต่งงานและมีลูกนางก็คงจะมีชีวิตอย่างสงบสุข แต่น่าเสียดายที่นางฉลาดเฉลียวเกินไปนางอ่านทังโถวเกอแค่หนึ่งรอบก็สามารถท่องกลับหลังได้อย่างคล่องแคล่ว เห็นสมุนไพรผ่านตาครั้งเดียวก็จำได้ทันทีว่าคืออะไรข้าเองก็ดีใจมากจนอยากประกาศให้โลกรู้ และข้าก็ไม่ได้เข้มงวดกับนางไปโดยปริยายแต่นี่ก็เป็นการทำร้ายนางเช่นกัน ครั้งนั้นมีศัตรูบุกมาถึงบ้าน ข้าไม่ได้อยู่ด้วยภรรยาข้าไม่ทันระวังเลยตกหลุมพรางเข้าแล้วลูกสาวของข้าก็เรียนรู้วิชาการแก้พิษจากข้าไปหมดแล้วดังนั้นนางก็เลยลงมือปรุงยาแก้พิษด้วยตนเองแต่นึกไม่ถึงว่านางจะจำสมุนไพรที่คล้ายกันสองชนิดสลับกัน ทำให้ฤทธิ์ของยาก็สลับกันตอนนั้นภรรยาข้าเสียชีวิต แต่ลูกสาวข้าก้าวผ่านความรู้สึกนั้นไม่ได้สุดท้ายก็เสียชีวิตตามไปด้วย ข้าก็เลยเกลียดตนเองหากว่าข้าใจแข็งและชี้แนะนางมากกว่านี้สักหน่อยนางก็คงไม่อาศัยแต่ความฉลาดเฉลียวของตนเองและประเมินการแพทย์ต่ำไปทำให้พวกนางสองแม่ลูกต้องชดใช้ด้วยชีวิต!”
ในขณะที่พูดอยู่ผู้อาวุโสก็ทนไม่ไหวอีกต่อไปเขานั่งยองๆ ลงกับพื้นกุมหัวไว้และร้องไห้ออกมา “ฮือฮือฮือ ข้าเสียใจจริงๆ!”
ติงเหว่ยเองก็รู้สึกละอายใจและตกใจมากนางรีบประคองผู้อาวุโสขึ้นมา ปากก็พูดรับปากออกไปไม่หยุด “ท่านอาจารย์ อย่าโกรธเลยล้วนเป็นเพราะข้าไม่ดีเอง ต่อไปข้าจะตั้งใจเรียนให้หนัก จะไม่ขี้เกียจและทำแบบลวกๆอีกต่อไป!”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของเหล้าหรือว่าท่านผู้อาวุโสเชื่อในคำสัญญาของลูกศิษย์กันแน่หลังจากที่ร้องไห้อยู่พักหนึ่งเขาก็หลับไปบนเตียงจริงๆ
ติงเหว่ยยกอ่างน้ำมาเช็ดมือให้ผู้อาวุโสจากนั้นก็เฝ้าเขาข้างๆ อยู่พักใหญ่ เมื่อเห็นว่าผู้อาวุโสไม่มีตรงไหนไม่สบายจริงๆก็เลยออกไป
อันเกอเอ๋อร์ไม่ได้เจอแม่ของเขามาสักพักแล้วเขาดิ้นไปมาอยู่ในอ้อมแขนของเฉิงเหนียงจื่อเพราะอยากกอดหอมท่านแม่ติงเหว่ยจึงรีบรับไปและจุ๊บที่ใบหน้าเล็กๆ ของลูกชายไปมาจากนั้นก็ถอนหายใจพร้อมพูดออกมาว่า “ลูกชาย แม่ทำให้ท่านอาจารย์โกรธอีกแล้วมิสู้เจ้าช่วยแม่เอาใจท่านผู้อาวุโสให้หน่อยดีหรือไม่?”
อันเกอเอ๋อร์ยังเด็กมากไหนเลยจะเข้าใจ เขากะพริบตากลมโตของเขาแต่กลับถูกนับว่าลงคะแนนเห็นด้วยไปแล้ว…
……
ในเช้าวันรุ่งขึ้นติงเหว่ยกอดลูกชายไปอรุณสวัสดิ์ท่านผู้อาวุโสผู้อาวุโสยื่นมือออกมาอุ้มเจ้าเด็กอ้วนและแกล้งเขาเหมือนเดิมคิดไม่ถึงว่าเจ้าเด็กอ้วนจู่ๆ จะพูดออกมาสองคำว่า “เหลี่ยเหลี่ย!”
ผู้อาวุโสประหลาดใจมากจนรีบยกเจ้าเด็กอ้วนมาไว้ตรงหน้าแล้วตะโกนว่า “อันเกอเอ๋อร์เรียกข้าว่าอะไรนะ?”
ติงเหว่ย“ถลึงตา” ใส่ลูกชายจอมซื่อบื้อของนางไปหนึ่งที อุตส่าห์สอนตั้งครึ่งค่อนคืนแล้วยังเรียกเหยียเหยี่ย [1] เป็น “เหลี่ยเหลี่ย” อีก เรื่องดีไม่เอาไปเรื่องไม่ดีกลับเอาไปไม่มีเหลือ
“ท่านอาจารย์อันเกอร์เอ๋อร์เรียกท่านว่าเหยียเหยี่ย”
“จริงหรือ?ฮ่าฮ่าฮ่า!” เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ผู้อาวุโสดีใจจนเกือบจะกระโดดขึ้นมาเขากอดอันเกอเอ๋อร์ไว้ โยนเขาขึ้นไปและรับเอาไว้อย่างมั่นคงอันเกอเอ๋อร์เองก็เป็นคนกล้าหาญไม่เพียงแต่จะไม่กลัวทั้งยังกรีดร้องและหัวเราะเสียงดังด้วยความสนุกทำให้ท่านผู้อาวุโสยิ่งโยนสูงขึ้นไปอีก
เมื่อติงเหว่ยเห็นหนึ่งคนแก่และอีกหนึ่งเด็กท่าทางเช่นนี้จึงรีบก้าวไปข้างหน้าเพื่อหยุดพวกเขาเอาไว้ จากนั้นก็ชักชวนให้ผู้อาวุโสไปกินข้าว
คงไม่จำเป็นต้องพูดว่าผู้อาวุโสทำให้ลุงอวิ๋นหยุดโอ้อวดอยู่พักใหญ่ และทำให้เขาโกรธมากได้สำเร็จติงเหว่ยเองก็ไม่อยากจะเป็นกรรมการระหว่างผู้อาวุโสทั้งสอง นางจึงรีบหาข้ออ้างเพื่อไปในห้องครัวก็เลยไม่ทันได้เห็นสีหน้าแปลกประหลาดของอวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ ไปโดยปริยาย
หากว่าผู้อาวุโสเหว่ยกลายเป็นปู่ของคุณชายน้อยถ้าเช่นนั้นนายท่านของพวกเขาก็จะมี “เตี่ย” เพิ่มอีกคนไม่ใช่หรือ?
กงจื้อหมิงตื่นแต่เช้าและพูดคุยกับฟางซิ่นอยู่สักพักหนึ่งในขณะที่เขากำลังจะก้าวออกมาจากห้องก็ได้ยินอันเกอเอ๋อร์เรียก “เหลี่ยเหลี่ย”ไม่หยุด เขางุนงงอย่างเห็นได้ชัดไปครู่หนึ่งและในเค่อต่อมามุมปากของเขาก็ยกขึ้นสูงดวงตาก็อบอุ่นมากราวกับจะไหลออกมาอย่างไรอย่างนั้น
เมื่อเห็นสิ่งนี้อวิ๋นอิ่งก็ก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อหยุดผู้อาวุโสเหว่ยที่ยังคงต้องการโอ้อวดต่อไปนางอุ้มคุณชายน้อยกลับไปที่ห้องฝั่งตะวันออก นานๆ นายน้อยจะยิ้มออกมาสักทีอย่างไรก็ไม่ยอมให้เขารู้เด็ดขาดว่าอันเกอเอ๋อร์ตะโกนเรียกเหยียเหยี่ยไม่ใช่เตี่ยเตีย[2]
และอาหารเช้ามื้อนี้ก็มีชีวิตชีวาเช่นเคยหลังจากที่เก็บโต๊ะอาหารเสร็จ เรื่องการล้างพิษเมื่อวานที่ล่าช้าออกไปวันนี้ในที่สุดก็เริ่มขึ้นแล้ว
เฟิงฮั่วหลินทั้งสามกำลังเฝ้าอยู่ที่จุดต่างๆของเรือนหลัก ส่วนซานอีและติงเหว่ยก็ช่วยกันทำตามคำสั่งของผู้อาวุโสเหว่ยพวกเขาค่อยๆ เติมสมุนไพรหลายชนิดลงไปในอ่างน้ำขนาดใหญ่ที่กำลังร้อนอยู่
รอจนกระทั่งกงจื้อหมิงถอดเสื้อผ้าออกจนเหลือแค่เพียงกางเกงชั้นในตัวเดียวแล้วลงไปแช่ในอ่างผู้อาวุโสเหว่ยถึงได้ยกถ้วยยาไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
“เจ้าหนุ่มยาสมุนไพรนี้มีสมุนไพรที่ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในการแก้พิษแต่หลังจากที่เจ้าดื่มเข้าไปแล้วจะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บปวดไปทั้งร่าง เจ้าจะต้องเตรียมพร้อมเอาไว้ให้ดีแต่หากว่าเจ้ากลัวก็ไม่จำเป็นต้อง…”
ก่อนที่เขาจะพูดจบกงจื้อหมิงกลับรับถ้วยยาไปดื่มทั้งหมดในอึกเดียวสีหน้าของเขาไม่มีความผิดปกติเลยแม้แต่น้อยราวกับว่ายาสมุนไพรถ้วยนั้นเป็นเพียงชาสมุนไพรธรรมดาก็ไม่ปาน
ติงเหว่ยตักน้ำร้อนเติมลงไปในอ่างอีกสองสามขันจากนั้นก็นวดเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้กงจื้อหมิงอย่างที่เคยทำมาโดยตลอดงานนี้นางทำมาหลายเดือนแล้วก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าไม่เหมาะสมอะไรแต่ผู้อาวุโสเหว่ยที่เห็นกลับขมวดคิ้วขึ้นมาโชคดีที่ตอนท้ายเขาเองก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
หลังจากผ่านไปอีกหนึ่งเค่อเมื่อเห็นว่ากงจื้อหมิงยังไม่มีอาการผิดปกติผู้อาวุโสเหว่ยจึงคว้าซานอีออกไปใช้แรงงานโดยให้เขาออกไปบดยาและทำยาให้เป็นเนื้อขี้ผึ้งออกมา
ถึงแม้ฉือฮว่าเฟินจะไม่ใช่ยาพิษที่ร้ายแรงที่สุดในโลกแต่ก็เป็นหนึ่งในยาพิษที่มีวิธีการแก้ที่ซับซ้อนที่สุดเป็นอันดับต้นๆ
ไม่เพียงแต่ต้องแช่ยาดื่มยา และยังต้องนวดกดจุดในขณะที่ทายาไปด้วย แล้วก็ต้องใช้การฝังเข็มช่วยเสริมอีกแรงหากไม่มีคนมาคอยช่วยสักหน่อย ผู้อาวุโสเองก็ทำไม่ทัน
ทันใดนั้นในห้องน้ำก็เหลือเพียงตัวนางกับกงจื้อหมิงที่เกือบจะเปลือยเปล่าติงเหว่ยอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงออกมาเล็กน้อย นางเหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา แต่จู่ๆก็สังเกตเห็นว่ามือขวาของกงจื้อหมิงไม่รู้ว่าจับขอบของอ่างเอาไว้ตั้งแต่เมื่อไร หลังมือของเขามีเส้นเลือดนูนขึ้นเห็นได้ชัดว่าเขากำลังใช้กำลังใจอดกลั้นอะไรบางอย่างอยู่
ติงเหว่ยเองก็รู้สึกเจ็บปวดทันใดนั้นนางก็นึกถึงผลข้างเคียงที่ท่านอาจารย์เคยบอกเอาไว้ได้ดังนั้นนางจึงยื่นมือออกไปเพื่อจะปกปิดมันโดยไม่รู้ตัว
แขนของกงจื้อหมิงเกร็งตัวเล็กน้อยและเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นไม่รู้ว่าเป็นเหงื่อเย็นหรือไอน้ำที่ถูกควบแน่นแล้วหยดลงมากันแน่
“ไม่ต้องห่วงข้ายังทนไหว”
ติงเหว่ยได้ฟังเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดนางรีบเอาผ้าเช็ดหน้าออกมาเพื่อเช็ดเหงื่อให้เขาผู้ชายคนนี้มักจะมีสีหน้าที่ราบเรียบอยู่ตลอดเวลาราวกับว่าต่อให้ภูเขาไท่ซานถล่มลงมาเขาก็ไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยแต่อย่างไรก็ตามเขาเป็นเพียงมนุษย์คนหนึ่ง จะไม่รู้สึกเจ็บปวดได้อย่างไรกัน?
“ตกลงนายน้อยเป็นท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ สงครามใหญ่เพียงใดก็เจอมาหมดแล้วการแก้พิษก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น”
ติงเหว่ยพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจะเก็บซ่อนความกังวลในแววตานางหัวเราะคิกคักแล้วพูดล้อเล่นกับเขา จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องไป “นายน้อยตอนที่ข้ายังเด็กเคยได้ยินคนเล่าเรื่องๆ หนึ่ง มันน่าสนใจมากท่านอยากจะลองฟังสักหน่อยหรือไม่ ถือเสียว่าแก้ความเบื่อหน่ายก็แล้วกัน”
เป็นอย่างที่คาดไว้ดวงตาสีดำเข้มของกงจื้อหมิงทอประกายขึ้นมาครู่หนึ่ง เขาพยักหน้าและบอกว่า“หากเจ้าไม่รู้สึกเหนื่อย เล่าสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน”
มือของติงเหว่ยก็ไม่หยุดเติมน้ำร้อนและนวดไปด้วยในสมองของนางเรียงลำดับเหตุการณ์เรื่องเล่าต่างๆที่นางเคยได้ฟังจากปู่เมื่อตอนยังเป็นเด็กจากนั้นนางก็เลือกเรื่องที่นางคุ้นเคยที่สุดออกมา
“นี่เป็นเรื่องราวของสงครามระหว่างสามประเทศมีคำกล่าวไว้ในบทนำประโยคหนึ่งว่า สถานการณ์ในเเผ่นดินนี้ เมื่อแตกแยกมานานก็จักรวมสมาน รวมสมานมานานก็จักแตกแยก…”
ในห้องน้ำที่ร้อนและเต็มไปด้วยไอน้ำหญิงสาวหนึ่งคนกำลังยุ่งไปด้วยและเล่าเรื่องไปด้วยส่วนชายหนุ่มก็ให้ความร่วมมือในการยกมือให้กับหญิงสาวเป็นอย่างดี ดวงตาที่มองตามหญิงสาวคนนั้นเล่าเรื่องยิ่งสดใสขึ้นเรื่อยๆถึงขั้นที่ว่ามือที่กำหมัดอยู่ของเขาคลายออกไปตอนไหนไม่รู้
เฟิงอีที่แต่เดิมยืนเฝ้าอยู่นอกหน้าต่างหูของเขากระตุกเบาๆ เล็กน้อยเป็นระยะๆเท้าของเขาก็ขยับเข้าไปใกล้หน้าต่างมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว
……
ฟางซิ่นที่เดินออกมาจากห้องหนังสือเมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ของเฟิงอีก็เลยก้าวไปข้างหน้าและถามว่า “อะไรการล้างพิษของเทียนเป่ามีอะไรไม่ราบรื่นอย่างนั้นหรือ?”
เฟิงอีลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วและทำความเคารพจากนั้นเขาก็ยิ้มอย่างกระอักกระอ่วนเพราะไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไรดี ต่อให้เรื่องที่แม่นางติงเล่าจะน่าตื่นเต้นสักแค่ไหนก็ตามแต่ในฐานะองครักษ์มันก็ไม่ใช่เรื่องเหมาะสมที่จะยืนแอบฟังอยู่ข้างนอกเช่นนี้
โชคดีที่ผู้อาวุโสเหว่ยบังเอิญพาซานอีกลับมาพอดีถือว่าสถานการณ์คลี่คลายลงได้ชั่วคราว ฟางซิ่นเห็นซานอีที่หัวเราะคิกคัก เขาก็เลยส่ายหน้าและเดินเข้าห้องไป
เฟิงอีถอนหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอกเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เขาได้ฟังเมื่อสักครู่ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นร่วมสาบานเป็นพี่น้องกัน ณ สวนท้อ กรีดเลือดตกลงเป็นพันธมิตร ยึดมั่นถือมั่นต่อความซื่อสัตย์และภักดีของลูกผู้ชายช่างเป็นวีรชนที่กล้าหาญจริงๆ!
หลินอีและฮั่วอีเดาว่าการแก้พิษครั้งแรกของนายท่านสำเร็จไปด้วยดีดังนั้นจึงมารวมตัวกัน เมื่อเห็นสีหน้าของเฟิงอีที่กำลังครุ่นคิดอยู่พวกเขาก็เลยยกแขนขึ้นไปรัดคอของเขาเพื่อถามและคงไม่จำเป็นต้องบอกว่าเรื่องเล่าในห้องอาบน้ำมีแฟนตัวยงเพิ่มขึ้นอีกสองคน
ผู้อาวุโสเหว่ยที่ได้ยินขณะอยู่ด้านนอกประตูสองสามประโยคในใจก็รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ในขณะที่ก้าวเข้ามาก็เลยอดไม่ได้ที่จะตำหนิว่า“เจ้าเด็กคนนี้ ทังโถวเกอจำไม่ได้ด้วยซ้ำพอเล่าเรื่องกลับเล่าได้ละเอียดทุกตัวอักษรทำไมไม่เห็นเจ้าเล่าให้อาจารย์ฟังแก้เบื่อบ้างละ?”
ติงเหว่ยหน้าแดงรีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็วนางรับกล่องจากมือของผู้อาวุโสด้วยรอยยิ้ม “หากท่านอาจารย์อยากฟังศิษย์สามารถเล่าให้ท่านฟังได้ทุกเมื่อ!”
“อย่างนี้ค่อยใช้ได้หน่อย!”
ไม่ว่าจะเป็นคนแก่เด็กหรือผู้อาวุโสเหว่ยเมื่อถูกลูกศิษย์พูดเอาใจเช่นนี้ก็มีความสุขแล้วเขายื่นมือออกไปหยิบขวดเล็กๆ ที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผาเคลือบออกมาจากนั้นก็ส่งสัญญาณให้ซานอีประคองกงจื้อหมิงมานอนอยู่บนม้านั่งที่ทำจากไม้
ยาสมุนไพรที่เผ็ดร้อนทำให้ผิวของกงจื้อหมิงเปลี่ยนเป็นสีแดงและรูขุมขนทั้งหมดก็เปิดออกรอจนทายาเนื้อขี้ผึ้งสีเขียวหยกลงไปก็ถูกดูดซึมเข้าไปอย่างรวดเร็ว
ผู้อาวุโสเหว่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจเขายกมือขึ้นแล้วหยิบเข็มทองคำออกมาและแทงลงไปที่จุดเซวี่ยเต้า [3] แต่ละจุด
ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อกงจื้อหมิงก็ไม่ต่างอะไรจากเม่นเลยแม้แต่น้อย ติงเหว่ยเห็นแล้วก็รู้สึกทั้งสงสารและขบขัน
นายน้อยฟางกลับพูดอย่างตรงไปตรงมาเขาเดินหัวเราะรอบเก้าอี้หนึ่งรอบ และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เทียนเป่าเจ้าจำได้ไหมว่าปีนั้นที่พวกเราไปล่าสัตว์ แล้วจับเม่นมาได้หนึ่งตัวตอนนี้เจ้ากับเม่นตัวนั้นเป็นพี่น้องกันแล้ว!”
กงจื้อหมิงไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่แต่เขาไม่ได้กลับไม่โต้ตอบเลยแม้แต่น้อยซึ่งทำให้นายน้อยฟางพึมพำอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี “วันนี้เกิดอะไรขึ้นทั้งสองคนนั้นแปลกมาก!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ในที่สุดกงจื้อหมิงก็เงยหน้าขึ้นและพูดกับเขาว่า“อีกสักพักให้ไปที่ห้องหนังสือ ข้ามีเรื่องจะพูดด้วย”
ความจริงแล้วพวกเขาก็เป็นพี่น้องกันมาหลายปีนายน้อยฟางสังเกตเห็นความเคร่งขรึมเล็กน้อยในสีหน้าของกงจื้อหมิงดังนั้นเขาจึงพูดว่า “ตกลง”
ผู้อาวุโสเหว่ยฝังเข็มตามเซวี่ยเต้าโดยไม่ผิดพลาดเลยแม้แต่น้อยบางครั้งเขายังใช้เคล็ดวิชาลับในการฝังเข็มทำให้ไม่ทันถึงหนึ่งเค่อเขาก็เหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อออกทั้งตัว
ติงเหว่ยถือโอกาสตอนที่ผู้อาวุโสเหว่ยหยุดมือชั่วคราวรีบเข้าไปรินน้ำให้เพื่อดับกระหายทำให้ผู้อาวุโสที่กำลังมองฟางซิ่นคุยกับกงจื้อหมิงเม้มริมฝีปากขึ้นแล้วพูดว่า“ท้ายที่สุดแล้ว ลูกศิษย์ของข้าก็ยังสงสารคนแก่อย่างข้าถ้าเป็นคนอื่นเกรงว่าคงจะเหนื่อยตายไปแล้ว”
-----------------------------------------
[1] เหยียเหยี่ย 爷爷 หมายถึงปู่
[2] เตี่ยเตีย 爹爹หมายถึงพ่อ
[3] เซวี่ยเต้า 穴道หมายถึงจุดบริเวณผิวหนังของร่างกายที่พลังของอวัยวะภายในและพลังของเส้นลมปราณจะชุมนุมอยู่อย่างคับคั่งมากเป็นพิเศษจุดฝังเข็มจะมีสรรพคุณในการใส่เติมเลือดลม สะท้อนพยาธิสภาพ ประคองพลังบริสุทธิ์(扶正)และขจัดพลังชั่วร้าย(却邪) โดยจุดฝังเข็มแต่ละจุดจะมีหน้าที่และสรรพคุณในการรักษาโรคเฉพาะ