ตอนที่ 148
“นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็บุตรชายของเจ้าเมืองยาจกนี่เอง"
จ้าวมู่ไป๋ เดินมาพร้อมศิษย์รับใช้อีกสองคน เยี่ยกวานจงสงสัยว่าตระกูลจ้าวทุกคน เป็นหมาที่ชอบเห่าหอนคนอื่นเช่นนี้หรือไม่ หรือว่าบางทีจ้าวมู่ไป๋อาจจะเป็นคนขาดความอบอุ่น ถึงชอบหาเรื่องเขาได้ไม่เว้นแต่ละวัน
“ดูเหมือนว่าคำขู่ของผู้อาวุโสคนนั้นจะไม่ทำให้เจ้าสำนึกเลยสินะ"
“ก็แค่ผู้อาวุโสฝ่ายใน ลุงข้าน่ะเป็นถึงผู้อาวุโสหลัก จำใส่หัวเอาไว้ซะ"
ในตอนนั้นที่จ้าวมู่ไป๋วิ่งหนีหางจุกตูด เป็นเพราะเขารู้ว่าตนเองไม่มีทางชนะผู้อาวุโสคนนั้นได้ แต่เมื่ออยู่ในเขตของสำนัก ลุงเขาย่อมไม่อยู่เฉยแน่นอน อย่างน้อยนั่นก็คือสิ่งที่เขาคิด
จ้าวมู่ไป๋ชอบอวดเบ่งเช่นนี้อยู่เสมอ แม้แต่ศิษย์รับใช้ที่ยืนขนาบข้าง ยังมีสีหน้าเบื่อหน่ายราวกับคร้านฟังคำพูดชวนหลงตัวเองของผู้เป็นนาย
ซึ่งในขณะที่จ้าวมู่ไป๋กำลังยิ้มระรื่นอยู่นั้นเอง เงาดำทะมึนขนาดใหญ่ก็ปรากฏที่ด้านหลัง เมื่อเขาหันไปมอง ก็พบร่างของชายหนุ่มร่างกายกำยำประหนึ่งหมีป่าที่พึ่งพ้นจากการจำศีล
จ้าวมู่ไป๋หลั่งเหงื่อเย็นออกมา พลังปราณที่ร้อนแรงดุจดวงอาทิตย์ เป็นลักษณะเฉพาะของผู้มีกายหยางสุดขั้ว ส่งผลให้เขารู้สึกราวกับว่ายืนอยู่เบื้องหน้าทะเลเพลิง
“ก...กู่ไท่หยาง!!?" ผู้ที่เข้าร่วมการทดสอบในวันนั้น ย่อมรู้จักกู่ไท่หยางเป็นอย่างดี พลังปราณที่แผ่ล้นออกมา ทำเอาจ้าวมู่ไป๋สั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว อีกทั้งชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังยังเป็นศิษย์ใหม่ที่ขึ้นชื่อว่าแข็งแกร่งที่สุด แม้จ้าวมู่ไป๋จะอยู่ในขอบเขตเซียนขั้นต้นระดับแปด ก็ยังมิวายถูกแรงกดดันจากชายหนุ่มทั้งสองคนสะกดข่ม
“ถ้าเจ้าไม่ได้มีธุระที่นี่ก็ถอยไปซะ พวกข้าจะเข้าไปรับภารกิจของสำนัก"
“กล้าพูดกับข้าแบบนี้ได้ยังไง ข...ข้าเป็นถึงหลานชายของผู้อาวุโสหลักเชียวนะ"
กู่ไท่หยางขมวดคิ้ว ราวกับไม่รู้ความหมายที่จ้าวมู่ไป๋พยายามจะสื่อ “แล้วมันทำไม?"
จ้าวมู่ไป๋ปั้นหน้ายากทันที การที่อีกฝ่ายไม่เกรงกลัวบารมีของตนเองเช่นนี้ ทำเอาเขารับมือไม่ถูกเลยทีเดียว
“เจ้าน่ะ…สนใจไปทำภารกิจกับข้าไหม" ชิงเทียนเอ่ยถามเยี่ยกวนจงอย่างมีเลศนัยน์ เขาอยากทำให้เด็กหนุ่มคนนี้แข็งแกร่ง เพื่อตอบแทนความช่วยเหลือของเจ้าเมืองฟ้าหอมในอดีต แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของเยี่ยกวานจง ว่าจะสามารถพัฒนาได้ถึงระดับไหน
เยี่ยกวานจงเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะพบว่าชิงเทียนกำลังชักชวนตนเองอยู่ การได้ทำภารกิจร่วมกับหัวกะทิไม่ต่างจากโชคหล่นทับ ทว่า ความอันตรายของภารกิจย่อมมิใช่ธรรมดา อีกอย่างการที่คนแปลกหน้าเอ่ยปากชวนเช่นนี้ ทำให้เขาสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง
“เจ้ารู้จักข้างั้นหรือ?"
“ตระกูลเยี่ยแห่งเมืองฟ้าหอม แม้ข้าจะไม่ได้รู้จักโดยตรง แต่ตระกูลข้าก็เคยติดต่อกับผู้อาวุโสเยี่ยเฟิงหลงอยู่บ้าง"
เยี่ยกวานจงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตระกูลของชิงเทียนอาศัยอยู่ที่เมืองใด อีกอย่างบิดาของเขาก็มักมีมิตรสหายไปทั่ว เขาจึงไม่ค่อยสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไหร่นัก
“ข้าไม่มั่นใจว่าจะเป็นกำลังให้พวกเจ้าได้"
“ไม่ต้องห่วง เนตรปราณของเจ้าเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าทักษะการต่อสู้ เพราะฉะนั้นอย่าดูถูกตัวเองนัก อย่างน้อยมันก็มีประโยชน์มากกว่าคนที่ชอบอวดอ้างบารมีของตระกูล" ชิงเทียนเหลือบมองจ้าวมู่ไป๋ด้วยความสมเพช บุคคลเช่นนี้หากไม่มีตระกูลคอยค้ำจุน คงเป็นได้แค่พวกขี้แพ้ที่ไม่รู้จักทำอะไรด้วยตนเอง
ใบหน้าของจ้าวมู่ไป๋ด้านชาไปชั่วขณะ เขาไม่คิดว่าจะถูกฉีกหน้ากลางที่สาธารณะเช่นนี้ ตระกูลจ้าวเป็นถึงตระกูลระดับกลาง ที่แม้แต่ผู้อาวุโสฝ่ายนอกยังต้องเกรงใจ ทว่า ชายหนุ่มคนนี้กลับมองเขาด้วยสายตาเหยียดหยาม ราวกับไม่มีค่าพอให้ใส่ใจ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้โง่ถึงขั้นกล้าหาเรื่องศัตรูที่ไม่มีวันชนะ
“รีบๆตัดสินใจ ข้ามีเวลาไม่มากนักหรอกนะ" ชิงเทียนเมินจ้าวมู่ไป๋โดยสมบูรณ์ หากตอนนี้ชายหนุ่มไม่ติดทัณฑ์บนที่ทำร้ายศิษย์ในสำนัก จ้าวมู่ไป๋คงไม่ได้ยืนเสนอหน้าอยู่ตรงนี้ แต่จะถูกหามส่งตำหนักยาแทน
“ข้าเอาด้วย…" เยี่ยกวานจง อยากสัมผัสประสบการณ์ภารกิจของหัวกะทิสักครั้ง จึงเลือกที่จะตอบรับคำเชิญของชายหนุ่ม
ชิงเทียนเผยยิ้มออกมา ก่อนจะเดินนำทั้งสองคนเข้าไปในหอเพื่อรับภารกิจ โดยทิ้งจ้าวมู่ไป๋และศิษย์รับใช้ไว้เบื้องหลัง
***********************
ซินเมิ่งหยู ขึ้นชื่อว่าเป็นหญิงงามอันดับหนึ่ง ในบรรดาศิษย์ฝ่ายนอก ด้วยความสามารถและตำแหน่งหัวกะทิลำดับสามของนาง ล้วนเป็นที่เคารพรักของทุกคน จนได้ฉายาว่าบุพผาแห่งมังกร
“ศิษย์พี่ซิน สองคนนั้นใช่หัวกะทิคนใหม่รึเปล่าค่ะ" หญิงสาวข้างกายซินเมิ่งหยูเอ่ยถาม
ซินเมิ่งหยู ชำเลืองมองชายหนุ่มสามคนที่กำลังเดินเข้ามา เธอได้ยินเรื่องที่ศิษย์ใหม่จัดการหานอวิ๋นซีภายในสามกระบวนท่า แต่ความสามารถระดับนั้น ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้เธอรู้สึกสนใจ
“เสี่ยวหรง เอาเวลาสอดรู้สอดเห็นเรื่องของคนอื่น ไปบ่มเพาะพลังไม่ดีกว่าหรือ"
“ท...ทราบแล้วค่ะ" หญิงสาวทำหน้ามุ่ยเล็กน้อย ก่อนจะเดินตามซินเมิ่งหยูไปยังกระดานรับภารกิจ
“ภารกิจระดับห้าดาว!?"
ซินเมิ่งหยู ไม่เคยพบภารกิจระดับห้าดาวมาก่อน แถมเงื่อนไขการรับภารกิจยังต้องใช้หัวกะทิสิบอันดับแรกไม่ต่ำกว่าสองคน ทำให้กวนเสี่ยวหรงที่เป็นหัวกะทิลำดับที่สิบแปด ไม่ผ่านเงื่อนไขของภารกิจ
“ผู้อาวุโส พอจะมีทางใดที่จะทำให้ข้าสามารถรับภารกิจนี้ได้หรือไม่"
“เสียใจด้วย นี่คือภารกิจพิเศษจากผู้อาวุโสฝ่ายในอันที่จริงมันควรเป็นภารกิจสำหรับศิษย์ฝ่ายในเสียด้วยซ้ำ หากไม่มีกลุ่มที่แข็งแกร่งพอล่ะก็ ข้าแนะนำให้เจ้าหาภารกิจระดับสี่ดาวดีกว่า" ชายชราเผยสีหน้าลำบากใจ ต่อให้ซินเมิ่งหยูเป็นหัวกะทิลำดับสาม ก็ใช่ว่าจะสามารถรอดกลับมาครบสามสิบสอง
รางวัลภารกิจระดับห้าดาวเป็นสิ่งที่เย้ายวนใจไม่น้อย ทว่าซินเมิ่งหยูกลับไม่มีความพันธ์กับหัวกะทิคนใดเป็นพิเศษ
“ผู้อาวุโส ข้าและสหายต้องการรับภารกิจระดับห้าดาว"
ซินเมิ่งหยูกำลังคิดหาวิธี ทว่ากลับถูกชิงเทียนตัดหน้าไปเสียก่อน
ในบรรดาผู้อาวุโสฝ่ายนอก แทบไม่มีใครไม่รู้จักชายหนุ่มทั้งสองคน ส่งผลให้กลุ่มของชิงเทียนผ่านเงื่อนไขโดยไม่ต้องพิจารณา
“ด...เดี๋ยว!!"
ชิงเทียนหันกลับมามองด้วยความฉงน แม้รูปลักษณ์ของหญิงสาวจะน่าเย้ายวนเกินห้ามใจ ทว่า ชิงเทียนกลับคลุกคลีกับสาวงามจนชินชา แววตาของเขาจึงยังคงไม่สั่นคลอน
“ภารกิจนี้ข้าเป็นคนเห็นก่อน"
ชิงเทียนขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่รู้ว่าหญิงสาวคนนี้เป็นใคร แต่การจะอ้างว่าการที่หมายตาก่อน แล้วถือว่าตนเองเป็นเจ้าของสิ่งนั้น ไม่ต่างจากการกระทำของเด็กที่เอาแต่ใจ
“แล้ว?"
ซินเมิ่งหยูไร้คำจะกล่าว เห็นชัดอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่รู้จักเธอ จริงอยู่ว่าชิงเทียนพึ่งเข้าสำนักมาได้ไม่นาน ทว่า การที่ชายหนุ่มเมินรูปโฉมของเธอ ทำให้หญิงสาวหงุดหงิดไม่น้อยเลยทีเดียว
“ข้าต้องการทำภารกิจนี้ด้วย"
“เจ้าเป็นหัวกะทิ?"
“เสียมารยาท ศิษย์พี่เป็นถึงหัวกะทิอันดับสาม ที่ได้รับฉายาว่าบุพผาแห่งมังกรเชียวนะ ทำไมเจ้าไม่รู้จักให้ความเคารพคนที่อยู่อันดับสูงกว่าซะบ้าง" กวนเสี่ยวหรงอดไม่ได้ที่จะติเตียนชายหนุ่ม
“แล้วเจ้าอันดับเท่าไหร่"
“สิบแปด"
“แล้วข้าไม่ได้มีอันดับสูงกว่าเจ้ารึไง"
หญิงสาวหน้าแดงเพราะความอับอาย อย่างไรก็ตามการที่ชิงเทียนวางตัวราวกับเป็นผู้อาวุโส เป็นสิ่งเธอรู้สึกไม่ถูกชะตาเอาเสียเลย
บุคลิกเช่นนี้จะโทษชายหนุ่มก็ไม่ถูกซะทีเดียว หากเป็นเซียนที่เคยมีอายุมากกว่าหมื่นปี คงไม่ง่ายที่จะสลัดนิสัยทั้งหมดทิ้งไป ทั้งนี้ต้องขอบคุณความทรงจำของเจ้าของร่างคนก่อน ที่ทำให้ชิงเทียนรู้จักการปรับตัวตามสถานการณ์
“ข้าให้สามส่วนจากจำนวนแต้มทั้งหมด…"
“ไม่หน้าเลือดเกินไปรึไง" กวนเสี่ยวหรงทำสีหน้าไม่พอใจ ซินเมิ่งหยูเป็นถึงหัวกะทิอันดับสาม ไม่ว่าจะมองมุมไหนอัตราส่วนเช่นนี้ ก็เป็นการเอาเปรียบกันชัดๆ
“ตกลง" ซินเมิ่งหยูกล่าวเสียงเรียบ
“ศิษย์พี่!!..."
“เงียบซะเสี่ยวหรง อีกไม่นานการสอบเลื่อนระดับก็ใกล้เข้ามาแล้ว ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่เวลาที่เราจะมาเกี่ยงทำภารกิจ"
แต้มสามส่วนจากภารกิจระดับห้าดาว ถือว่ามีจำนวนมากว่าภารกิจระดับสี่ดาวเสียอีก ที่สำคัญต้องไม่ลืมว่าฝั่งนั้นมีหัวกะทิหลักเดี่ยวถึงสองคน ส่วนแบ่งนี้จึงไม่ถือว่าเสียเปรียบเกินไปนัก
----------------------------