การประลองถูกย้ายไปยังมิติขนาดเล็กของหอสมบัติเพราะการต่อสู้ของขั้นเซียนนั้นรุนแรงมากจึงต้องมีการเตรียมการอย่างดีคราวนี้ผู้อาวุโสหนึ่งและสองต่างได้วางแผนร่วมกันทันที สำหรับทั้งสองขอแค่ไม่ใช่โหลวหลานเป็นผู้นำพวกเขายอมทำทุกอย่าง
“ผู้อาวุโสที่สองตัวแทนของเจ้าคือใครงั้นเหรอ”ผู้อาวุโสหนึ่งกล่าว
“คือเขา”ผู้อาวุโสสองชี้ไปทางชายชุดดำที่สวมหน้ากากเหล็กเอาไว้อยู่ท่าทางเย็นชาและไร้อารมณ์ทำให้รู้สึกขนลุก
“องค์ลักษณ์ตระกูลลั่วที่ว่ากันว่าถูกฝึกมาอย่างดีและยอมตายแทนนายได้งั้นเหรอ”
“ไม่ผิดชายคนนี้ติดตามนายน้อยลั่วมานานและฝึกฝนถึงระดับเซียนเมื่อไม่นานมานี้และสามารถสังหารเซียนขั้นที่2 ได้อย่างไม่มีปัญหา บวกกับข้าเตรียมเม็ดยาต้องห้ามเอาไว้ให้เขาแล้วเกิดเขาใช้ขึ้นมาชายคนนี้จะมีพลังเทียบกับเซียนขั้นที่3 เลย” ผู้อาวุโสสองกล่าวด้วยสีหน้ามั่นใจ
“ดีจากที่ข้าดู ผู้เข้าร่วมประลองล้วนเป็นรุ่นเยาว์ที่พึ่งทะลวงขั้นเซียนมาทั้งนั้นส่วนคนของข้าก็เป็นเซียนขั้นที่ 2 ข้าเชื่อว่าครั้งนี้ต้องเอาชนะโหลวหลานได้แน่”ผู้อาวุโสหนึ่งพยักหน้าด้วยความพอใจ
“จากที่ข้าดูคนที่จะลงประลองของโหลวหลานถ้าไม่ใช่นางหนูตระกูลเจี้ยนก็นังหนูจากนิกายธารวารีอย่างแน่นอนซึ่งพวกนางก็พึ่งกลายเป็นเซียนจึงไม่น่ากลัวเท่าไหร่”
“ถูกต้องครั้งนี้ไม่มีอะไรต้องกลัวจริงๆ” ทั้งสองมองหน้ากันและหัวเราะ
สำหรับทั้งสองสามารถพูดคุยข้อตกลงถึงผลประโยชน์ในอนาคตได้ดังนั้นการร่วมมือจึงราบรื่น
หลังจากที่ทุกคนย้ายมายังมิติขนาดเล็กแล้วสนามประลองที่กว้างมากก็ปรากฎสนามประลองนี้เป็นเหมือนกับแผ่นดินของอาณาจักรขนาดเล็กแห่งหนึ่งเลยทีเดียว ซึ่งกฎการประลองคือทุกคนจะถูกสุ่มไปปรากฎอยู่ในสนามประลองและเริ่มออกค้นหาและต่อสู้กันใครเหลือเป็นคนสุดท้ายก็ชนะไป
“ระวังตัวให้ดีผู้อาวุโสหนึ่งและสองจะต้องร่วมมือกันแน่” โหลวหลานกล่าว
“แน่นอนแต่ในเมื่อไม่มีเซียนขั้นที่ 5 หรือ 6 เลยมันก็ออกจะน่าเบื่อเล็กน้อย” ฉางเฟิงแสดงท่าทางเบื่อหน่ายออกมา
“นั่นสินะในตอนที่เป็นระดับจักรพรรดิขั้นที่ 3 เจ้าก็เล่นสังหารเซียนขั้นที่ 3 ไปแล้วตอนนี้แม้จะถูกปิดกั้นสายเลือดไม่สามารถใช้ได้ตามใจนึกแต่ว่าศัตรูในครั้งนี้ก็ไม่คณามือเจ้าอยู่ดีนั่นแหละ”เจี้ยนอี้กล่าว
“การประลองใช่ว่าแค่ต้องต่อสู้ซึ่งๆหน้าเพราะงั้นอย่าประมาทจะดีกว่า”ซวนหยวนเสวี่ยกล่าว
“เอาละพวกเจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงข้าก็ได้ข้าขอตัวก่อนละ” ฉางเฟิงก้าวออกไป
ตอนนี้ตัวแทนของแต่ละทวีปก็ปรากฏตัวพร้อมกันแล้วและเมื่อฉางเฟิงก้าวออกมาหลายคนก็งุนงง
“ทำไมนักปรุงยาคนนั้นถึงได้เป็นตัวแทนละ”
“นี่คุณหนูคิดอะไรถึงได้เอาคนที่มีค่าขนาดนั้นมาเสี่ยงอันตราย”
“ใช่แล้วเกิดเขาคนนั้นเป็นอะไรขึ้นมาไม่ใช่ว่าหอสมบัติจะสูญเสียครั้งใหญ่เลยงั้นเหรอ”
หลายคนกลายเป็นไม่พอใจเพราะหวาดกลัวว่าฉางเฟิงจะเป็นอะไรไปถึงอย่างไรความสามารถด้านนักปรุงยาของฉางเฟิงที่แสดงออกมาก็ทำให้พวกเขายอมรับในตัวของฉางเฟิงไปแล้วและในอนาคตฉางเฟิงย่อมไปได้ใกลกว่าสามปรมาจารย์อย่างเห็นได้ชัด
“อะไรกันคุณหนูโหลวหลานทำไมถึงได้ส่งนักปรุงยาเข้าร่วมการประลองละหรือว่าจะขาดคนถ้างั้นข้าขอเป็นตัวแทนคุณหนูก็ได้นะ” นายน้อยลั่วอดที่จะกล่าวออกมาไม่ได้
“ขอบคุณนายน้อยลั่วที่เป็นห่วงแต่ว่าสหายของข้าคนนี้ไม่ได้มีดีแค่ปรุงยาหรอกนะ”โหลวหลานยกยิ้ม
“โอ้งั้นเหรอ ถ้างั้นข้าอยากจะรู้ซะแล้วสิว่าระดับจักรพรรดิขั้นที่ 7 คนหนึ่งจะแน่สักแค่ใหน”
“ถ้าเจอมันเมื่อไหร่ให้ลงมือสังหารทันทีไม่ต้องปราณี”นายน้อยลั่วส่งกระแสจิตให้กับคนของตนทันที
“รับทราบข้าจะไม่ทำให้นายท่านผิดหวัง” ชายชุดดำกล่าว
“เจ้าเองก็เช่นกันอย่าได้ปราณีฆ่าได้ให้ฆ่าหรือทำให้พิการไปเลยก็ได้”ผู้อาวุโสหนึ่งสั่งคนของตนเองทันที
“กฎการประลองพวกเจ้าคงรู้อยู่แล้วใครที่เหลือเป็นผู้สุดท้ายจะชนะ ส่วนการต่อสู้ถ้าอีกฝ่ายกล่าวยอมแพ้ให้รับหยุดโจมตีทันทีไม่งั้นจะถือว่าฝ่าฝืนกฎและจะถูกตัดสิทธิ์ทันที”โหลวซิวเถียนกล่าว
จากนั้นร่างของผู้เข้าร่วมการประลองก็ถูกส่งเข้าไปในสนามประลองในสนามประลองจะเป็นป่าขนาดใหญ่และมีทั้งทะเลสาบและน้ำตก และยังมีจุดให้สุ่มโจมตีอยู่จำนวนมาก
“ระวังตัวด้วย”สามสาวพากันกล่าวพร้อมกัน
ฉางเฟิงยิ้มก่อนจะถูกส่งตัวเข้าไปในสนามประลองเมื่อเข้ามาในสนามประลองแล้วฉางเฟิงก็พบว่าตนเองมาอยู่บนต้นไม้ขนาดใหญ่ซึ่งมีความสูงเสียดฟ้า
“แทนที่จะค่อยๆหาทีละคนข้าทำลายป่าไปเลยดีกว่า”เสียงคำรามดังขึ้น
ร่างของชายหนุ่มชุดแดงคนหนึ่งลอยขึ้นท้องฟ้าพร้อมกับระเบิดเปลวเพลิงที่รุนแรงออกมาเปลวเพลิงที่ถูกใช้เป็นถึงเพลิงวิเศษที่รุนแรง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเพลิงวิเศษนี้มีความดุร้ายและพลังทำลายล้างค่อนข้างมากซึ่งไม่เหมาะกับการปรุงยาอย่างแน่นอนแต่สำหรับการต่อสู้มันเหมาะอย่างมาก
“มหาเพลิงทำลายล้าง”ชายหนุ่มชุดแดงเป็นตัวแทนของผู้อาวุโสหนึ่งซึ่งมีระดับเซียนขั้นที่2 ที่ทรงพลังมากสามารถเทียบได้กับขั้น 3 เลยทีเดียว
“ตูม!!!!!!!!!!!!!!”
การโจมตีด้วยเพลิงทำให้เกิดแรงระเบิดขนาดใหญ่กลุ่มคนที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าต่างนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะทำแบบนี้และหลบไม่ทันบ้างถูกเผาทำลายและตกตายไปบ้างได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างรุนแรง
“บัดซบเจ้านั่นมันคิดจะทำลายสนามประลองหรืออย่างไร”หลายคนพากันสาปแช่งออกมา
"เจ้าหนูนักปรุงยาใสหัวออกมาได้แล้วไม่งั้นข้าจะไล่ทำลายป่าพวกนี้ให้หมดเมื่อถึงตอนนั้นคงจะมีมดปลวกจำนวนมากต้องตายเพราะเจ้า” ชายหนุ่มชุดแดงคำรามออกมา
“นี่เจ้านั่นสมองเพี้ยนงั้นเหรอใครจะตายแล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้า” ฉางเฟิงแสดงสีหน้างุนงง
ในเงามืดชายชุดดำเองก็เตรียมลอบสังหารฉางเฟิงอยู่เช่นกันขอแค่ฉางเฟิงออกมาสู้กับชายชุดแดงอย่างรุนแรงเขาจะใช้โอกาสนั้นสังหารฉางเฟองซะ
ฉางเฟิงเองก็เบื่ออยู่แล้วจึงก้าวออกไปพริบตาก็ไปปรากฎอยู่ตรงหน้าของชายชุดแดงแล้ว
“อะไรกันเขากล้าออกไปได้ยังไง”
“ทำไมถึงโง่แบบนี้ถ้าซ่อนตัวเอาไว้อย่างน้อยก็มีโอกาสรอด”
“เขายังเด็กเกินไปจึงถูกยั่วยุได้ง่าย”หลายคนต่างคิดว่าฉางเฟิงนั้นเข้าไปรนหาที่ตาย มีเพียงคนที่รู้จักพลังของฉางเฟิงดีเท่านั้นที่รู้ว่าการต่อสู้จะจบเร็วกว่าที่ทุกคนคิด