“จีบ?” ใบหน้าบุรุษสูงศักดิ์นิ่งอึ้ง คำนี้หมายความว่าอย่างไร? ฮ่องเต้เช่นเขาผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาสามสิบปีเคร่งเครียด “จีบ” อ่านซ้ำเช่นนั้น ก่อนจะพับมันเก็บไว้ในลิ้นชักส่วนพระองค์ “ซุยเซ่อ”
ฟุ่บ!! องครักษ์เงาคนสนิทปรากฏตัวด้านหน้า “พะยะค่ะ”
“จีบ คือสิ่งใด?”
“หะ” บุรุษผู้ไม่เคยสนใจสตรีทำหน้างุนงง “จีบอย่างไรรึพะยะค่ะกระหม่อมไม่เข้าใจ”
ฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนโบกมือไล่ เมื่อยิ่งถามก็ยิ่งวุ่นวายจะให้อธิบายก็คงมิใช่เื่สำคัญ “ไปเถอะ”
ซุยเซ่อหลบฉากทันที ทั้งที่ในหัวยังไม่กระจ่าง จีบคือ?
๑---------------------๑
หลังจากวันนั้น ในทุกๆ สองวันจะมีถุงหอมใส่ข้อความฝากมาถึงฮ่องเต้มู่เจี้ยนเทียนเสมอ หากจะให้นับจำนวนถุงคงมีมากกว่าสิบใบ รวมกับวันนี้ที่มือแกร่งเปิดกระดาษหอมกรุ่นออกมาอ่าน ข้อความด้านในเขียนเอาไว้ว่า ‘ครั้งหน้า ปิงปิงขออนุญาตเข้าไปพบฝ่าานะเ้าคะ’ แผ่นหลังกว้างเอนพิงกับพนักแล้วหลับตาลง คิดถึงใบหน้าของสตรีรุ่นเยาว์ ที่เข้ามาก่อกวนหัวใจไม่หยุดหย่อน อีกสองวันนางจะมา อันที่จริงแล้วนางมาเพื่อส่งข้อความทุกครั้งแต่ก็ไม่เข้ามาหาในตำหนัก ถามว่าเขาเฝ้ารอใช่หรือไม่...ยังคงตอบออกมาไม่ได้ ถามว่าเขารู้สึกเช่นไรที่นางทำแบบนี้ ยังคงไม่รู้หรือไม่แน่ใจ...ไม่แน่ใจในความรู้สึกของตนเองที่มีต่อนาง “เหตุใดเราถึงไม่สั่งให้ลงโทษนางนะ” เอ่ยทั้งๆ ที่ยังคงหลับตาอยู่เช่นนั้น
ขันทีชราผู้รับหน้าที่ส่งถุงผ้าทุกๆ สองวันออกความเห็นทันที “หรือฝ่าาทรงเกรงใจนายท่านหวัง”
“ไม่ใช่”
“หรือเกรงใจแม่ทัพม่อจิ้นจื่อ”
ในหัวนึกถึงหน้าแม่ทัพใหญ่ “ก็ยังไม่ใช่”
“เช่นนั้นก็ทรงถามพระทัยของฝ่าาอีกครั้งเถิดพะยะค่ะ” ขันทีชราทิ้งท้ายเอาไว้ แล้วเดินออกไปจากห้องทรงงาน ‘แน่แล้วว่าฝ่าาทรงรู้สึก’ ใบหน้าขันทีปรากฏรอยยิ้ม ‘คิดไม่ผิดจริงๆ ที่ตัดสินใจช่วยเหลือคุณหนูสกุลหวัง’ ฝ่าายังไม่ยอมรับแต่ก็ไม่ผลักไส นั่นคือสัญญาณที่ดี
ผู้ปกครองแคว้นมู่ลืมตาขึ้นมองประตูห้องปิดสนิทนั้นก่อนจะดึงลิ้นชักที่มีแต่ถุงผ้าหอมกรุ่นมากมาย มือหนาหยิบถุงสีฟ้าทึบ มาเปิดออกแล้วอ่านข้อความที่เคยอ่านไปแล้วอีกครั้ง ‘วันนี้ทานรังนกรึยังเ้าคะ ปิงปิงห่วง’ หรืออีกถุงสีเหลืองอ่อนมีข้อความว่า ‘คิด...แต่ไม่ถึง’ ถ้อยคำนี้ชี้ชวนให้เขาเข้าข้างตัวเอง หรือถุงสีส้มที่ด้านในเขียนว่า ‘เมื่อคืนนี้ปิงปิงฝันถึงฮ่องเต้แคว้นมู่ มีความผิดหรือไม่เ้าคะ?’ เขาตอบนางไม่ได้ว่าผิดหรือไม่ในเมื่อเขาแค่เพียงใจเต้นแต่มิได้มีเหตุร้ายอะไร ยังไม่นับทุกข้อความที่เคยอ่านมันซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่รู้เบื่อ นี่คือเื่ใหญ่จริงๆ แล้วในความรู้สึกของผู้เป็ฮ่องเต้
๑--------------------๑
โรงเตี๊ยมสิบทิศ
รัชทายาทมู่หรงหลานเริ่มมีใบหน้าเคร่งเครียดขึ้นกว่าเดิมเกือบสิบเท่าเมื่อทราบข่าวจากองครักษ์เงาขั้นสองเื่สตรีต้องสงสัยที่สวมชุดนางกำนัลลักลอบเข้าไปในวังหลวง แต่ความผิดที่ควรได้รับโทษถึงขั้นปะาชีวิตเช่นนี้กลับถูกปล่อยผ่านเมื่อสตรีนางนั้นเดินทางไปยังตำหนักหลงซิ่วทุกครั้งที่เข้าไป ไปถึงตำหนักหลงซิ่ว...แต่ไม่เข้าเฝ้า ไปถึง...แล้วส่งมอบอะไรบางอย่างให้ขันทีสี่สุ่ย และองครักษ์เงาขั้นสองของเขาไม่สามารถขึ้นไปบนตำหนักได้เนื่องจากมีองครักษ์ขั้นหนึ่งคอยเฝ้าเอาไว้อย่างแ่า “เ้าบอกข้าว่าสตรีนางนั้นคือผู้ใดนะ”
“คุณหนูใหญ่สกุลหวังพะยะค่ะ”
“หวังปิงปิง” รัชทายาทเอ่ยเสียงเบาอย่างไม่อยากจะเชื่อ การเงียบขององครักษ์คือคำตอบรับ ก่อนเขาจะโบกมือไล่อีกฝ่ายไปเมื่อมิ่งลี่เดินเข้ามาในโรงเตี๊ยม ครึ่งวันนั้น ตัวเขาไม่แม้แต่จะปริปากถามสิ่งใดจากสตรีที่ตนพึงใจแม้เพียงสักคำ ในหัวคิดแต่เพียงเื่แผนการของหวังปิงปิงที่ถอยห่างจากเขาแต่กลับไปปรากฏตัวอยู่ในวังหลวง ที่สำคัญคือนางมิได้เข้าไปอย่างโจ่งแจ้ง แต่นางกลับลักลอบเข้าไป...โดยไม่เกรงกลัวความผิด!!
๑--------------------๑
วันเดียวกัน ณ.คลังสินค้าสกุลหวัง
“่นี้พี่ว่าเ้าแปลกไปนะปิงปิง” หวังหลีปินมองน้องสาวที่ยิ้มแย้มอยู่ได้ทุกเวลามานานนับเดือน
“อย่างไรเ้าคะ” นั่งตรวจสินค้าทีละกล่อง ซึ่งวันนี้เป็ผ้าไหมหลากสี งดงามหลายราคา คาดว่าจะนำส่งไปยังร้านผ้าด้านข้างของวังหลวง (ที่ที่นางมักจะไปเปลี่ยนชุด)
“ดูมีความสุขและมีความลับ”
“มีความรักด้วย” ^^ ยิ้มใส่พี่ชาย
หวังหลีปินใเพียงเล็กน้อยแต่ยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉย “หากความรักของเ้ามิใช่รัชทายาทมู่หรงหลาน พี่ย่อมสนับสนุน” และหวังว่าน้องสาวผู้งดงามของตนจะเลือกบุรุษที่รักในตัวของนางหาใช่รักทรัพย์สิน
“ย่อมมิใช่ แต่ถ้าหากความรักของข้ามิได้เป็ที่หนึ่ง?” นางหมายถึงไม่ได้เป็ฮูหยินเอกหรือฮูหยินเพียงคนเดียวอย่างใจหวัง ซึ่งอย่างหลังย่อมเป็ไปไม่ได้แน่
“ในใต้หล้านี้การที่บุรุษมีหลายภรรยาถือเป็เื่ปกติ หรือเ้ามิคิดเช่นนั้น ส่วนการเป็ที่หนึ่งดังเ้าว่า บางทีตำแหน่งนั้นมันอาจจะตามมาพร้อมความว่างเปล่าสำคัญอยู่ที่ว่าสามีเ้าจะเลือกวางเ้าไว้ตรงไหนนั่นล่ะ” ‘หากสามีรักเ้ามากพอ จะอยู่ตำแหน่งไหนล้วนไม่สำคัญ’ และหลีปินไม่ได้กล่าวมันออกไปเพราะเขาเองก็มิเคยมีรักหรือให้ความสำคัญกับสตรีใดมากกว่าท่านแม่และน้องสาว เขาจึงบอกนางได้ไม่เต็มปากนัก
ผู้ฟังถอนหายใจ “เ้าค่ะ แต่รู้สึกว่าสตรีเสียเปรียบเหลือเกิน จะเป็ไปได้หรือไม่ที่ข้าจะขอมีสามีสองคน” แกล้งพี่ชาย
หวังหลีปินตาโต ก่อนจะหันหลังกลับไปยังท่าเรือ “นั่นเ้าต้องไปตกลงกับสามีคนแรกของเ้าแล้ว” ‘ช่างหาสาระมิได้จริงๆ’ ส่ายหัวเดินหนีไป
“ผู้ใดจะไปกล้าตกลงล่ะเ้าคะ ว่าที่สามีคนแรกน่ะฮ่องเต้ของแคว้นนะ ฮ่องเต้น่ะฮ่องเต้” ขยำๆ ชุดผ้าไหม แม้จะกล่าวเพื่อแกล้งพี่ชายแต่เอาเข้าจริงกลับเป็นางเองที่อารมณ์เสียให้กับความไม่เท่าเทียมของยุคสมัยเก่าซ้ำๆ ซากๆ ขยำจนพอใจก็ปลงตกกับทางเลือกของตัวเอง ‘รักแล้วถอยไม่ได้ก็มีแต่ต้องเดินหน้าต่อ’ ยามนี้เอาเวลาเพ้อเจ้อไปคิดดีกว่าว่าวันมะรืน นางจะเข้าไปพบฝ่าา...เอ เอาอะไรไปฝากดีน้อออ
๑--------------------๑
วันรุ่งขึ้น
หลังจากที่ได้นอนคิดทบทวนมาทั้งคืนแล้วว่าเมื่อถึงวังหลวงในวันพรุ่งนี้ นางจะพูดกับฮ่องเต้เื่อะไร สรุปคือ ยังไม่รู้ และนางคงจะอายมากกว่าเดิมเพราะก่อนหน้านั้น ตนเองเขียนจดหมายไปจีบเขาไว้มาก “โอยๆ” นั่งดีดดิ้นวุ่นวายอยู่คนเดียว ‘หรือนางจะสวมผ้าปิดหน้าไปดี ฝ่าาจะได้ไม่รู้ว่านางอาย’ แต่นั่นยิ่งมีพิรุธไปใหญ่
“คุณหนูเ้าขา นายท่านเรียกหาเ้าค่ะ” อาเปาผู้เดินทางไปซักเสื้อผ้ากลับมาแจ้งข่าวแก่คุณหนู ในวันว่างจากการตรวจสินค้าเช่นนี้นอกจากลอบเข้าวังแล้วก็ไม่มีอะไรทำอีก ‘ยกเว้นนายท่านเรียกนี่ล่ะ’
สตรีผิวขาว ใบหน้าเนียนใสละจากกระดาษเขียนแผนการเพื่อมองไปยังสาวใช้ มิใช่ว่าเมื่อเช้านางก็ไปรับสำรับกับบิดาหรอกรึ? เหตุใดท่านจึงมิพูดอะไรเลย “มีเื่ใด” แม้ถามแต่ก็ละจากงานที่ทำเพื่อไปหาท่านพ่อทันทีอย่างไม่อิดออด
“บ่าวไม่ทราบเ้าค่ะ แต่เห็นนั่งสนทนากับผู้าุโผู้หนึ่งอยู่”
‘บุรุษาุโรึ ใครกันนะ?’ “พี่หลีปินเล่า”
“บ่าวเห็นถือม้วนกระดาษอะไรสักอย่างออกไปนอกจวนเ้าค่ะ”
“อ่อ” แล้วม้วนกระดาษ…คืออะไร?
สองนายบ่าวเดินตามกันไปจนถึงบ้านใหญ่ ในห้องโถงกว้างนั้นประกอบไปด้วยนายท่านหวัง ม่อฮูหยินและบุรุษผมสีขาว?
“ท่านพ่อเ้าขา เรียกหาลูกมีเื่ใดเ้าคะ”
“มาๆ” หวังร่วนเทากวักมือเรียกบุตรสาวให้เข้าไปหา ก่อนจะหันไปทางท่านผู้าุโผมสีขาว “นี่คือบุตรสาวของข้ามีนามว่าหวังปิงปิงขอรับท่านอาจารย์” หวังร่วนเทาผายมือไปยังบุตรสาวเพื่อแนะนำ “นี่คือท่านอาจารย์หยูเล่ย ผู้เก่งกาจด้านการวาดภาพ”
“ปิงปิงคาราวะท่านอาจารย์หยูเล่ยเ้าค่ะ” ย่อกายลงและค้อมหัวให้ผู้สูงวัยด้วยท่าทีนอบน้อม
อาจารย์หยูเล่ยยิ้มให้อย่างเป็กันเอง “บุตรสาวเ้างดงามยิ่งนัก ดูสิวันนี้โชคดีได้พบสาวงามหากมิได้วาดภาพย่อมมิใช่ข้าแล้ว” บุรุษสูงวัยหยิบกล่องพู่กันออกมาจากอกเสื้อราวกับเร่งรีบ “คุณหนูหวังไม่รังเกียจที่จะนั่งให้คนชราวาดภาพเ้าสักสองเค่อใช่หรือไม่”