ลอร์เรนซ์แต่งกายด้วยชุดลำลองของเด็กผู้หญิงมือสองเก่าๆที่เธอซื้อมาเมื่อเดือนที่แล้ว ก่อนจะเปิดประตูเดินออกจากห้องและเดินลงบันไดไปที่ชั้นล่างของห้องเช่าและเห็นผู้หญิงสาววัยกลางคนร่างท้วมใส่ชุดเดรสกำลังนอนเอกขแนกอยู่บนม้านั่งในห้องโถง โบกพัดเล็กๆไปมาด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างอ่านนิยายโรแมนซ์สำหรับผู้ใหญ่ที่กำลังเป็ที่นิยมในเมืองหลวงในขณะนี้
ลอร์เรนซ์รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ คุณนายโฮมกิ้นส์ วันนี้ตื่นแต่เช้าเลยนะคะ” ลอร์เรนซ์กล่าวทักทาย
“ด้วยเสียงนิ่งๆของเธอนี่ แน่ใจเหรอว่าทักทายฉันจริงๆน่ะ ฟังทีไรรู้สึกเหมือนโดนประชดทุกที” หญิงร่างท้วมหรือคุณนายโฮมกิ้นส์กรอกตาเอ่ยจิกอย่างเบื่อหนาย ลอร์เรนซ์ที่ได้ฟังก็ยิ้มเล็กน้อยไม่โกรธ อีกฝ่ายเป็อีกหนึ่งคนที่เธอค่อนข้างสนิทนอกจากปู่เฮอร์แมน ที่เธอรู้จักกับอีกฝ่าย
เพราะชายชราเป็คนแนะนำให้เธอย้ายมาที่นี้หลังจากที่ครอบครัวของเธอจากไป
ซึ่งนอกจากเื่ชีวิตประจำที่ต้องจัดการด้วยตัวเอง ที่นี้เธอก็ได้รับการดูแลจากอีกฝ่ายค่อนข้างดีเนื่องจากตนได้รับการดูแลจากเฮอร์แมนเป็การส่วนตัว คุณนายโฮมกินส์ยังคิดค่าเช่าห้องของเธอถูกกว่าผู้เช่าอาศัยรายอื่นๆเกือบเท่าตัวถึงที่นี้จะไม่ได้มีความสะดวกสบายมากเท่าไหร่แต่ก็ถือว่าไม่ได้หน้าเืเมื่อเทียบ เ้าของที่ดินในเมืองหลวงรายอื่น
“แล้วนี่จะออกไปไหนล่ะฮึ”
คุณนายเ้าห้องก็สังเกตว่าเธอไม่ได้แต่งชุดดูใหม่ที่สุดของเธอแต่เป็ชุดลำลองธรรมดาแทน จึงทราบว่าวันนี้เด็กสาวไม่ได้ไปเรียนเลยถามออกมาด้วยความแปลกใจ
“วันนี้หนูว่าจะไปหาคุณปู่เฮอร์แมนค่ะ”
“งั้นเหรอฝากทักทายเขาแทนฉันด้วยแล้วกัน” คุณนายโฮมกิ้นส์โบกพัดในมือก่อนจะหันไปสนใจหนังสือนิยายในมือ ลอร์เรนซ์เห็นดั่งนั้นก็เดินออกจากห้องโถงรับรอง ทว่าก็ชะงักไปและหันกลับมามองอีกครั้ง
“หือ มีอะไรอีกเหรอ?”
“เมื่อไหร่คุณนายจะติดตั้งระบบน้ำปะปาหรือคะ?..”
“จะไปไหนก็ไป!”
ลอร์เรนซ์รีบวิ่งแจ้นออกไปทันทีโดยมีเสียงตวาดดังไล่หลัง
“ให้ตายสินังเด็กหน้าตายคนนี้..”คุณนายโฮมกิ้นถอนหายพลางมองดูห้องโถงเก่าๆของเธอ
“คิดว่ามันมีค่าใช้จ่ายเท่ากันไหร่กัน ฮึ”เธอพึมพำ
ออกมาสู่ท้องถนนที่เต็มไปด้วยผู้คนสัญจรไปมาวุ่นวายแม้ว่าถนนที่เธออาศัยอยู่จะไม่ใช่เขตที่ร่ำรวยนักแต่ก็ไม่ได้ถึงขนาดเป็ แต่สุภาพบุรุษส่วนใหญ่ต่างสวมชุดสูทหมวกทรงสูงและถือไม้เท้า ส่วนสุภาพสตรีก็ใส่ชุดเดรสที่ปกปิดมิดชิดไม่เปิดเผยผิวกายมากมาย เนื้อตัวก็ดูสะอาดสะอ้าน ทว่าคนที่ใส่ชุดช่างฝีมือและกรรมกรผู้ใช้แรงงานก็มีเยอะเหมือนกัน
มีรถยนต์ไม่กี่คันโลดแล่นอยู่ตามท้องถนน
‘รถยนต์เห็นบ่อยขึ้น ดูเหมือนความเจริญจะเข้ามาถึงเขตนี้แล้วสินะ’ ลอร์เรนซ์มองดูผู้ใช้แรงงานชายหลายคนที่กำลังขุดดินเพื่อวางระบบท่อน้ำไต้ดินห่างออกไปไม่ใกล้
‘อีกไม่กี่ปีไฟฟ้าก็คงมาถึงที่นี้ หรือบางทีอาจจะเร็วกว่าที่คิด’ เด็กสาวคิด แม้ว่าตัวเธอจะอาศัยอยู่ในสาธารณะรัฐอูเมอร์ร่า ประเทศมหาอำนาจและกรุงซาเวียร์แต่เมืองหลวงที่มีความเจริญก้าวหน้าอันดับต้นๆของโลก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าความเจริญจะแพร่ไปทุกพื้นที่ แถบชายเมืองที่เธออาศัยอยู่ยังนับว่าล้าหลังกว่าใจกลางเมืองหวงหรือย่านดังๆ
‘สงสัยว่าประเทศอื่นจะเป็เหมือนที่นี้หรือเปล่า’ลอร์เรนซ์ได้ยินว่ามีบ้างประเทศที่ห่างไกลยังไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วยซ้ำ
ตอนนั้นเองเธอก็ได้ยินสุภาพบุรุษสองสามคนยืนจับกลุ่มพูดคุยไม่ไกลจากที่ที่เธอยืนอยู่นัก
“นี่ได้ยินข่าวลือหรือเปล่า รู้สึกว่าชายแดนทางตะวันตก เหมือนจะเกิดการต่อสู้ขึ้น”
“หา ไม่ใช่ว่าสนธิสัญญาสงบศึกยังมีอยู่ไม่ใช้หรือ”
“ดูเหมือนหน่วยลาดตระเวณของทั้งสองฝ่ายจะบังเอิญมาเจอกันเข้านะ”
“เฮ้อ ไอพวก'ุ์'โสโครกขยันสร้างปัญหาจริงๆ”
‘ุ์’ดวงตาของลอร์เรนซ์หดลงเล็กน้อยเมื่อได้ยิน
ในโลกนี้ไม่ได้มีเพียงมนุษย์ที่เป็เผ่าพันธ์ทรงภูมิปัญญา แต่ยังมี'ุ์' หรือ'กึ่งมนุษย์' หรือถ้าเรียกอย่างหยาบคายก็คือ 'กึ่งอสูร'
เพราะร่างกายพวกเขามีส่วนผสมที่คล้ายกับ'สัตว์อสูร' และอีกอย่างก็คือกึ่งมนุษย์ยังมีการจำแนกแยกย่อนไปอีกมากมายแต่ล่ะเผ่ามีลักษณะของร่างกายที่แตกต่างกัน
มนุษย์และกึ่งมนุษย์เป็ศัตรูกันมาั้แ่โบราณ แม้ว่าปัจจุบันจะไม่มีาครั้งใหญ่มา200ปีแล้วแต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองเผ่าพันธ์กลับมีความคืบหน้านิดเดียวเท่านั้น เท่าที่เธออ่านผ่านหนังสือประวัติศาสตร์ความร่วมมือที่ยิ่งใหญ่ของทั้งสองเผ่าพันธ์คือ าล้างพันธ์ 'สัตว์อสูร'ที่เป็อันตรายต่อทุกเผ่าพันธ์
“กึ่งมนูษย์..สัตว์อสูร สงสัยจังว่าหน้าตาเป็ยังไง”เด็กสาวพึมพำเสียงเบาก็จะสลัดความคิดในหัวออกไปอย่างรวดเร็ว
‘รีบไปหาปู่เฮอร์แมนดีกว่า’
ลอร์เรนซ์มองซ้ายก่อนจะเดินแทรกผู้คนตรงลึกเข้าไปในถนนราวๆ50เมตรและเลี้ยวขวาตรงมุมถนนอีก50เมตร จากนั้นหยุดอยู่หน้าบ้านชั้นเดียวหลังหนึ่งที่สนามหญ้าเล็กๆเป็ของตัวเอง ลอร์เรนซ์เปิดประตูรัวแล้วเดินไปเคาะประตูบ้านสองสามที
หืม?
“ปู่เฮอร์แมนอยู่รึเปล่าคะ?”เด็กสาวร้องถามครั้งหนึ่งก่อนจะยืนรอ
‘ ไม่มีเสียงตอบกลับเหมือนปกติ และไม่มีเสียงคนเดินภายในบ้านด้วยสิ’ลอร์เรนซ์คิดในใจ ด้วยความเป็สุภาพบุรุษของปู่เฮอร์แมน ถ้าอีกฝ่ายอยู่บ้านไม่ต้องเรียกหาเพียงแค่เคาะประตูก็จะได้ยินเสียกขานตอบกลับว่า ‘รอสักครู่’อย่างแน่อน
ตอนนั้นเองลอร์เรนซ์พลันนึกได้ว่าเมื่อวานเป็วันสอบวันสุดท้ายของสถาบัน เฮอร์แมนซึ่งอาจารย์สอนประวัติศาสตร์จะต้องวุ่นวายกับธุระของสถาบันั้แ่เช้าแน่นอน
เธอว่าจะมาอาศัยบ้านของเฮอร์แมนเพื่อฆ่าเวลาแม้ว่าส่วนใหญ่แล้วชายชราจะมีแต่หนังสือทางวิชาการและหนังสือประวัติศาสตร์เป็ส่วนใหญ่ แต่ก็มีพวกของเล่นฝึกสมองเช่นตัวต่อ หรือพัลเซิลไว้แก้เบื่อ
ที่สำคัญที่สุดคือ ลอร์เรนซ์มักได้รับประทานขนมที่ชายชราซื้อมารับประทานร่วมกับกาแฟฟรีๆโดยไม่เสียเงินสักเหรียญเดียว ในวันหยุดเธอจึงมักมาเที่ยวเล่นบ่อยๆซึ่ง่ปีสองปีหลังอีกฝ่ายก็มักซื้อขนมมาเตรียมไว้สำหรับเธอเสมออีกด้วย
“ค่อยกลับมาตอนเย็นก็ได้”เด็กสาวส่ายหัวไปมาก่อนจะมองไปที่บ้านหลังข้างๆที่ไม่มีคนอาศัยอยู่พักหนึ่ง
‘จริงสิสัปดาห์หน้าเราจะไปที่เมืองหลวงเก่า ไปหาข้อมูลเตรียมไว้บ้างก็ดีเหมือนกัน’ ลอร์เรนซ์ตัดสินใจว่าจะไปอ่านหนังสือในห้องสมุดสาธารณะที่อยู่ไม่ใกลจากที่นี้
หลังจากมาถึงห้องสมุด ลอร์เรนซ์ไม่ได้เดินเข้าไปที่หมวดนักสือนิยายเหมือนแบบที่เด็กวัยรุ่นคนอื่นๆแต่เดินไปยังหมวดความรู้ทางประวัติศาสตร์ที่ไม่มีคนยืนเลือกหนังสืออยู่เลยสักคน
ในกรุงซาเวียร์ปัจจุบัน นอกจากน้ำสือนิยายรักน้ำเน่าที่ขายดิบขายดีตลอดกาลพวกนั้น นิยายที่มีชื่อเสียงรองลงมาหน่อยก็คือนิยายสืบสวนที่นิยายหลายฉบับอ้างอิงมาจากคดีที่เกิดขึ้นจริง หลังจากนั้นจะอยู่ในหมวดการผจญภัยแฟนตาซีในเทพนิยาย หรือไม่ก็สยองขวัญสั่นประสาท
ทว่าในสายตาของเธอหนังสือประวัติศาสตร์เหล่านี้ก็ไม่ต่างจากนิยายเ่าั้เลย
ทำไมน่ะหรือ?ก็เพราะว่านอกจากหลักฐานทางสถาปัตยกรรมที่ค้นพบแล้ว ไม่ว่าจะเป็บันทึกตำราหรือหลักฐานที่บันทึกข้อความทางประวัติศาสตร์มันมีทั้งตำนานเื่ราวมหากาฬการผจญภัยและความโรแมนติกของตัวละครที่มีอยู่จริงทางประวัติศาสตร์เต็มไปหมด
ไม่ว่าจะเป็่เวลาของยุคสมัยโบราญไดก็ตาม ทางบันทึกข้อความที่เต็มไปด้วยเื่เหนือจินตนาการต่างๆไม่ต่างจากเื่ราวแฟนตาซีเลย เพียงแต่ว่าไม่ได้มีคำบรรยาที่สละสลวยเท่านั้น
ด้วยความที่ลอร์เรนซ์นั้นรู้จักกับปู่เฮอร์แมนมาร่วม10ปี แต่ยังได้รับการดูแลเป็ส่วนตัวตั้งอายุ 12 เธอจึงติดนิสัยชอบอ่านหนังสือเป็งานอดิเรก หนังสือประวัติศาสตร์ก็เป็หนึ่งในสิ่งที่เธอชอบอ่านเช่นกันเพราะสามารถพูดคุยกับปู่เฮอร์แมนได้
ลอร์เรนซ์กวาดสายตามองชั้นหนังสือ และอ่านชื่อปกที่ดูน่าสนใจ ที่ละเล่ม
ประวัติศาสตร์สมัยใหม่, เกร็ดน่ารู้ทางประวัติศาสตร์โลก ,เื่ราวพื้นเมืองของ108สถานที่ทั่วโลก, กึ่งมนุษย์เป็มนูษย์หรือไม่ ประวัติาล้างพันธ์อสูรวันที่โลกรวมเป็หนึ่ง มหากาฬพิชิตโลกของาาอวาห์, ตำนานชาวไซเรนท์แห่งท้องทะเล, ชีวประวัติของแมร์เนียร์, บทวิเคราะห์อารยธรรมเอสเตล, ความเชื่อเทพดวงดาวของชาวเอสเตล , ตำนานปฐมจักรพรรคดินีเชียร์อาราห์ผู้ลี้ลับ ,แจ็คสันผู้ปราบอสูรั์, แม่มดแห่งคืนพระจันทร์เต็มดวง
จะเห็นได้ว่าส่วนใหญ่ชื่อหนังสือในหมวดประวัติศาสตร์เหล่านี้ไม่ได้ต่างจากหนังสือนิยายประเภทแฟนตาซีเท่าไหร่นัก
ผู้เขียนนักสือเหล่านี้แน่นอนว่าไม่ได้ใส่สีหรือแต่งเื่ขึ้นแต่มาเนื้อหาของพงศาวดารโบราณที่มีการค้นพบ และอ้างอิงจากตำนานแหล่งที่มาของสถานที่ต่างๆ อันที่จริงมันก็มีหนังสือที่ตั้งชื่อปกติดูมีสาระเหมือนกัน แต่เนื้อหาด้านในแทบไม่ต่างกันเลย
นักวิชาการสมัยใหม่หลายคนไม่เข้าใจเหมือนกัน ว่าทำไมหลักฐานจากข้อความหรือพงศาวดารโบราณมักบันทึกแต่เื่ราวแฟนตาซีเต็มไปหมด ถ้าเป็บันทึกเื่ราวของาก็ยังพอทน แต่มันดันถูกเขียนซะยิ่งใหญ่ราวกับบุคคลที่ถูกบรรทึกเป็เทพเ้ายังไงยังงั้น
แม้แต่ าาอวาห์ ผู้เป็บิดาแห่งนักประดิษฐ์และวิชาเคมีสมัยโบราณ ยังมีหลายท่อนของชีวประวัติ ที่ถูกบรรทึกว่าได้สร้างเรือเหาะลอยฟ้าขนาดั์เพื่อสำรวจท้องฟ้า ั์เหล็กกล้าที่ทำหน้าที่สำรวจไต้ดิน หรือกระทั้งขนาดที่ว่าได้บัญชาการนกเหล็กปล่อยฝนเพลิงลงมาทำลายเหล่าอริราชจนพินาศสิ้น
เทคโนโลยีเครื่องจักรไอน้ำพึ่งพัฒนามาได้เกือบ100ปีเศษ ส่วนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าพึ่งมีการประดิษฐ์ขึ้นเพียงแค่สิบกว่าปีเท่านั้น และปัจจุบันก็สามารถสร้างเรือกลหรือบอลลูนลอยฟ้าได้จริง หรือการพัฒนาดินปืนรูปแบบใหม่ที่มีแรงะเิสูงจนสามารถใช้เป็อาวุธได้แล้ว
ทว่าในยุคของาาอวาห์นั้นมีอายุห่างจากปัจจุบันเกือบสองพันปี ถ้าไม่ติดว่ามีการค้นพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ที่สามารถชี้ให้เห็นว่าในยุคนั้นมีการส่งเสริมการคว้าและการประดิษฐ์จริง พวกเข้าคงจะคิดว่านี้เป็การปรุงเสริมเติมแต่งจากผู้บรรทึกประวัติในยุคโบราณที่ความเชื่อทางศาสนาหรือเทพเ้าโบราณยังคงเป็ใหญ่ต่างจากยุคปัจจุบัน
และนั้น...ก็เป็บ่อเกิดถึงคำถามที่แก้ไม่ตกของเหล่านักวิชาการว่าทำไม หลักฐานชี้ชัดว่าในยุคสมัยของาาอวาห์ ได้มีการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้และแิว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเมื่อพันปีก่อนหน้า ถึงได้มีการพัฒนาเชื่องช้าเช่นนี้
เพราะเหตุนี้เองนักวิชาการสมัยใหม่ของสาธารณะรัฐอูเมอร์ร่าจึงได้ร่วมมือกับนักวิชาการจากนาๆประเทศทั่วโลก ให้มีการสังเคราะห์ประวัติศาสตร์ใหม่ขึ้นมาโดยมีการคิดทฤษฏีใหม่ขึ้นเพื่ออ้างอิงและแก้ปริศนาของประวัติศาสตร์โบราณให้ตรงกับวิทยาศาสตร์มากที่สุด จึงเกิดเป็ ประวัติศาสตร์สมัยใหม่และเป็หลักสูตรพื้นฐานในการเรียนการสอนยุคปัจจุบัน
“เจอแล้ว!”ดวงตาของลอร์เรนซ์จับจ้องไปที่หนังสือสองสามเล่นที่วางไว้ใกล้ๆกัน
เด็กสาวหยิบหนังสือ ‘ปฐมบทศาสนาแห่งแสงลูมินัส’และ ‘การถือกำเนิดและล่มสลายของจักรวรรคดิอูเมอร์ร่า’ ขึ้นมาและเดินไปนั่งที่โต้ะมุมหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนเงียบๆ
เด็กสาวมองหนังสือทั้งสองเล่มคิดว่าหากอ่านไม่จบจะยืมหนังสือทั้งสองกลับไปอ่านที่ห้องเช่าก่อนจะหยิบหนังสือ ‘ปฐมบทศาสนาแห่งแสงลูมินัส’ขึ้นมา
ลอร์เรนซ์จำได้ว่าพ่อแม่ของเธอเป็ผู้เชื่อในเทพแห่งแสงปัญญาเช่นกัน และเธอรู้คำสอนพื้นฐานของศาสนามาบ้าง ตามทฤษฏีแล้วเธอเป็ศาสนิกชนของศาสนาลูมินัสเช่นกันแม้ว่าจะไม่ค่อยได้เข้าโบสถ์ก็ตาม และค่อนข้างสนใจเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้
หนังสือที่เธอถือไม่ใช่หนังสือหลักคำสอนของศาสนาลูมินัสโดยตรง แต่เป็ชีวประวัติเื่ราวในพระคัมภีร์ฉบับเข้าใจง่ายที่ถูกถอนความโดยนักวิชาการท่านหนึ่ง
ดวงตาสีน้ำตาลดำไร้ประกายของกวาดผ่านประโยคแรกใน บทนำของหนังสือ
‘ความชั่วร้ายปกคลุมไปทั่วแผ่นฟ้าแห่งยุค เทพแห่งแสงปัญญาบัลดาลพรศักดิ์สิทธิ์แก่ ‘ผู้ไร้มลทิล’
สิ้นสุด ‘ปฏิทินแห่งเปลวไฟ’ เริ่มต้น ‘ศักราชแห่งแสงสว่าง’....’
--------
เวลาร่วงเลยมาจนถึงเวลา 17 นาฬิกา ลอร์เรนซ์ชำระเงินจำนวน3เหรียญทองแดงเล็กแก่บรรณารักษ์ที่เคาท์เตอร์ก่อนจะเดินถือหนังสือออกจากห้องสมุดอย่างเงียบๆ
ระหว่างเดินไปตามถนนเด็กสาวครุ่นคิดถึงเื่ราวในหนังสือ ปฐมบทศาสนาแห่งแสงลูมินัส ในหนังสือเล่าชีวประวัติของเทพแห่งแสงปัญญาที่ได้บัลพรแก่สตรีผู้ไร้มลทิลหรือ ปฐมสตรีศักดิ์สิทธิ์ อีกชื่อหนึ่งคือ นักบุญ อย่างคร่าวๆไม่ได้บอกรายละเอียดมากนัก นอกจากหลักคำสอนที่ระเอียดยิบอันน่าเบื่อ
‘ถ้าอยากรู้เื่ราวแบบละเอียด เราคงต้องไปที่โบสถ์และหยิบพระคัมภีร์มาอ่าน’ ไม่รู้ว่าผิดรึเปล่ากับการอ่านหนังสือทางศาสนาเพื่อติดตามตำนานปรำปราต่างนิยายไม่ได้เพื่อนำคำสอนไปปฏิบัติของเธอ แต่มันก็ทำให้ลอร์เรนซ์สนใจในศาสนาลูมินัสมากขึ้นไม่น้อย
‘ตอนนี้ปู่เฮอร์แมนคงจะกลับมาแล้ว’
ลอร์เรนซ์ใช้เวลาประมาณ20นาทีก่อนจะมาถึงหน้าบ้านของชายชรา เห็นอีกฝ่ายนั่งดื่มชาพร้อมสูบไปป์อยู่ที่มานั่งหน้าบ้าน
“สวัสดีตอนเย็นค่ะ ปู่เฮอร์แมน”ลอร์เรนซ์กล่าวทักทายพลางเปิดประตูรั้วเดินเข้ามา
“หืม ยัยหนูหรอกเหรอ แปลกนะที่มาหาฉันเวลานี้ ตอนนี้ปู่มีแค่คุกกี้เนยอย่างเดียวนะ”เฮอร์แมนกล่าวยิ้มๆพลางพ่นควันออกจากปาก และมองเห็นหนังสือสองเล่มในมือของเด็กสาว รู้ทันทีว่าไปห้องสมุดมา
“เธอควรพักผ่อนบ้างนะ นี่ก็ปิดเทอมแล้ว”ชายชราส่ายหน้า
“แล้วยืมหนังสืออะไรมาน่ะ”
“ปฐมบทศาสนาลูมินัส กับ การถือกำเนิดและล่มสลายของจักรวรรคดิอูเมอร์ร่า ค่ะ คิดว่ามีความรู้สักนิดก่อนไปที่เมืองฟีเดลล์สักนิดก็น่าจะดี” ลอร์เรนซ์กล่าวพลางนั่งลงบนเก้าอีกตัวตรงข้ามเฮอร์แมน ไม่ได้สนใจควันบุหรี่ที่ลอยไปมา
ชายชราที่ได้ยินชื่อหนังสือก็แข็งทื่อไปครู่จนเผลอสำลักควัน
“อ้ะ..อะแฮ่ม ไม่รู้มาก่อนเลยว่าเธอสนใจเื่ศาสนา….อ่านแล้วคิดยังไงบ้างล่ะ ”
“ก็สมเป็หนังสือศาสนาดีค่ะ ตำนานในนั้นค่อนข้างเกินจริงราวกับเทพนิยายไม่ต่างจากตำนานอื่นๆ แต่ถ้าย้อนกับไปในยุคนั้นเมื่อ473ปีก่อนที่ยังคงเป็ยุคกลางอารยธรรมและจริยะธรรมยังไม่พัฒนามากพอ ก็นับว่าสมเหตุสมผลพอที่ชักจูงผู้เชื่อได้”ลอร์เรนซ์กล่าววิเคราะห์ตามประสาเมื่ออยู่กับเฮอร์แมนแค่สองคน เฮอร์แมนเคยเป็นักวิชาการทางโบราณคดีมาก่อนจะมาลงเอ่ยที่สถาบันเมื่อหลายปีก่อน และชายชราชอบแสดงท่าทางคลั่งใคล้เมื่อพูดถึงประสบการณ์และความคิดเห็นทางประวัติศาสตร์
เธอติดนิสัยส่วนนี้มานิดหน่อยจากอีกฝ่าย กระทั่งเรียกได้ว่าการที่เธอชอบอ่านหนังสือประเภทต่างๆเฮอร์แมนมีส่วนอย่างมาก
ชายชราพยักหน้าขึ้นลง พลางยืนกาน้ำชากับถอดคุกกี้ไปข้างหน้าลอร์เรนซ์จึงหยิบคุกกี้เข้าปากชิ้นหนึ่ง จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มสนทนาเรื่อยเปื่อย
จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด ลอร์เรนซ์ยืนขึ้นเตรียมจะจากไป จู่ๆก็หันมาถามชายชราอีกคำ
“คุรปู่จะไปที่ ฟีเดลล์ด้วยหรือเปล่าคะ?”
เฮอร์แมนที่กำลังหันหลังจัดการกับถ้วยชาอยู่พลันชะงักไปเสี้ยววิก่อนจะหันมาตอบด้วยน้ำเสียงสงบใบหน้ายิ้มอ่อนโยน
“ปู่มีธุระที่ต้องจัดการที่สถาบันน่ะ ไม่ได้ไปด้วยหรอก”
“งั้นเหรอค่ะ ....ถ้างั้นหนูกลับก่อนนะคะ”ลอร์เรนซ์พยักหน้าเข้าใจจากนั้นก้มหัวลงกล่าวล่ำลาและเดินออกจากบ้านไปโดยมีเฮอร์แมนโบกมือล่ำลาตามหลัง ในที่สุดลอร์เรนซ์ก็กลับถึงห้องโดยสวัสดิภาพ เด็กสาววางหนังสือที่ยืมมาก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียง
‘ปู่เฮอร์แมนดูแปลกไปเมื่อเราพูดถึงเื่ศาสนาและถามเื่จักรวรรคิอูเมอร์ร่าเก่า ..ทำไมกันนะ? ’แม้หลายๆอย่างจะปกติเหมือนเคย แต่รู้สึกว่าวันนี้อีกฝ่ายจะเลี่ยงคำถามของเธอตรงๆ เพียงแต่ถามกลับให้เธอวิเคราะห์เองก่อนที่จะเสริมเป็บางจุดไม่มีท่าทีคลั่งใคล้เหมือนทุกครั้ง
“ช่างเถอะ คงจะอยากเราหาความรู้เพิ่มเองอย่างทุกที” ลอร์เรนซ์กล่าวพึมพำก่อนจะลุกจากเตียงเพื่อไปเตรียมอาหารสำหรับมือเย็น
ในเวลาเดียวกันที่หน้าบ้านของเฮอร์แมนที่ลอร์เรนซ์พึ่งจากมา หลังจากโบกมือล่ำลาแล้วเฮอร์แมนไม่ได้เก็บข้าวของเข้าไปข้างในบ้านต่อ เพียงแต่หลังลงที่ม้านั่งเงียบๆเช่นเดิมไม่ขยับเขยื้อนราวกับตกอยู่ในภวังค์
ใบหน้าที่ปกติดูสงบนิ่งที่แฟงความอ่อนโยนดั่งนักวิชาการที่ใจดี ตอนนี้กลับดูเยือกเย็นครุ่นคิดถึงประโยคที่เด็กสาวตอบกลับในตอนแรก
“เกินจริงราวกับเทพนิยายเหรอ...หึ” ชายชราพึมพำก่อนที่มุมปากจะยกยิ้มเล็กน้อย ภายไต้ดวงตาสีฟ้าซีดจางั์ตาดำของเฮอร์แมนในเวลานี้คล้ายลึกขึ้นราวกับมีหุบเหวดำมืดซ่อนอยู่นั้น