ระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ)

    เล่มที่ 6 บทที่ 157 อันดับที่เจ็ดแห่งทำเนียบอัจฉริยะสวรรค์

            ด้วยความแข็งแกร่งของเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงในเวลานี้นักศึกษาปีหนึ่งหรือปีสองทั่วไปไม่อาจต้านทานกระบวนท่าของพวกเขาได้เลยแม้แต่ท่าเดียว

            ต่อให้เหล่านักศึกษาพวกนี้จะเป็นกลุ่มนักศึกษาระดับแนวหน้าของอาณาจักรเทียนเฉาก็ตาม

            ความจริงแล้วแม้ทุกคนจะอยู่ในวัยไล่เลี่ยกันและมีจุดเริ่มต้นที่แทบไม่ต่างกันนักแต่ในช่วงเวลาเพียงสองสามเดือนหลังจากเข้าเรียนพลังของเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงกลับรุดหน้าไปไกลจนเกิดความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าพลิกดิน

            ยกตัวอย่างเช่นสิงโตขนเพลิงกลืนอัคคีที่ไป๋ฉางเซิงเคยตั้งเป้าหมายเอาไว้ก่อนหน้านี้ตอนนี้มันยังคงเป็นเพียงทหารอสูรระดับสองตัวหนึ่งเท่านั้น

            หากไป๋ฉางเซิงต้องการเขาสามารถอ้าปากกลืนมันลงท้องไปทั้งตัวได้จริง ๆ

            ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้เลยเพราะในชีวิตประจำวันคนที่เขาคลุกคลีด้วย ไม่ใช่คนระดับคณบดีก็เป็นพวกที่ไม่ใช่มนุษย์อย่างเจ้าทึ่มจู้และเวินโหรวหรือไม่ก็เป็นเจียงจืออวี๋ที่เป็นยอดฝีมือระดับจักรพรรดิกลับชาติมาเกิด

            ไป๋ฉางเซิงไม่เคยรู้สึกถึงความแตกต่างที่ชัดเจนขนาดนี้มาก่อนแต่ตอนนี้ เมื่อได้เปลี่ยนตัวเปรียบเทียบเขาก็ตระหนักได้อย่างแจ่มแจ้งว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา ตัวเขาได้พัฒนาขึ้นมามากเพียงใด

            พอนึกย้อนกลับไปตอนที่เพิ่งทะลุมิติมาใหม่ๆ แค่ใครสักคนเดินมาเหยียบเขาก็คงตายคาที่แล้ว แต่ตอนนี้ยอดอัจฉริยะจากทั่วประเทศที่มารวมตัวกันกลับไม่มีใครกล้าลงมือโดยพลการแม้แต่คนเดียว...

            ค่าพลังเลือด0.1ไม่ใช่จุดด่างพร้อยในชีวิตแต่มันคือเส้นทางที่เขาฟันฝ่าจนมาถึงจุดนี้ต่างหาก!

            หลังจากที่ไป๋ฉางเซิงลงมือข่าวเรื่องที่เขากับเจียงจืออวี๋เดินทางมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็แพร่กระจายไปสู่นักศึกษาของมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจทั้งหมดอย่างรวดเร็ว

            สำหรับการกระทำที่อ้างว่ามาเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แต่ความจริงกลับเป็นการท้าประลองถอนป้ายสำนักเช่นนี้

            เหล่านักศึกษาปีหนึ่งฟังแล้วกลับไม่รู้สึกอะไรนักเพราะพวกเขาเพิ่งเข้าเรียนได้ไม่นาน ความผูกพันกับมหาวิทยาลัยจึงยังไม่เหนียวแน่น

            นักศึกษาปีสองเริ่มให้ความสนใจแต่ก็รู้สึกว่าไม่เกี่ยวกับพวกเขาเพราะพวกเขารู้ดีว่าตนเองไม่มีทางเอาชนะเจียงจืออวี๋ได้

            จนกระทั่งข่าวแพร่กระจายออกไปปฏิกิริยาที่ตอบโต้กลับรุนแรงที่สุดคือนักศึกษาปีสามและปีสี่

            โดยเฉพาะนักศึกษาปีสี่การไม่จำกัดชั้นปีแบบนี้มันไม่ได้หมายความว่าเจียงจืออวี๋ตั้งใจจะพุ่งเป้ามาที่พวกเขางั้นเหรอ?

            ดังนั้นใครที่ได้ยินข่าวนี้ต่างก็แห่กันมาที่ลานประลองยุทธ์จนหมด

            แต่เมื่อมาถึงที่หมายและได้เห็นเจียงจืออวี๋กับไป๋ฉางเซิงบนเวทีพวกเขากลับวางมาดว่าเป็นรุ่นพี่ กลัวว่าคนจะครหาเอาได้ว่าผู้ใหญ่รังแกเด็กจึงไม่มีใครกล้าเป็นคนแรกที่ก้าวขึ้นไปบนเวที

            ทำได้เพียงยุยงคนรอบข้างให้เป็นฝ่ายเริ่มก่อนเท่านั้น

            “ตู้เหมิง นายไม่ใช่เหรอที่คอยดูแคลนคนของสุ่ยมู่มาตลอดทำไมตอนนี้เขามาท้าถึงหน้าบ้านแล้ว นายกลับปิดปากเงียบ”

            “ฉันดูแคลนสุ่ยมู่จริง แต่มันก็ต้องแยกแยะสถานการณ์ด้วยไม่ใช่เหรอ?”

            “อีกฝ่ายเป็นแค่นักศึกษาปีหนึ่ง ถ้าฉันขึ้นไปมันจะดูเป็นอย่างไรต่อให้ชนะไปก็พิสูจน์อะไรไม่ได้ แถมยังจะโดนตราหน้าว่าผู้ใหญ่รังแกเด็กอีก”

            “กลับเป็นนายนั่นแหละ ทำไมถึงไม่ขึ้นไปเอง”

            “นายก็รู้ว่าคนอย่างฉันไม่เคยลงมือกับผู้หญิงมันจะทำให้ภาพลักษณ์ของฉันเสียหาย”

            “ยังจะมาเสแสร้งอีกเหรอ ตอนนี้มันไม่ใช่เรื่องที่นายอยากสู้หรือไม่แล้วแต่น่าจะเป็นเรื่องที่ว่านายจะสู้เขาได้หรือเปล่าต่างหาก”

            “แม้พลังเลือดของสัตว์อสูรของเจียงจืออวี๋จะอยู่แค่ระดับแม่ทัพอสูรระดับต้นแต่จากผลงานในการประลองยุทธ์มหาวิทยาลัยโลก พลังรบของมันไม่ได้เรียบง่ายแค่นั้นแน่ถ้านายขึ้นไปจริง ๆ อาจจะโดนลูกไฟเป่ากระเด็นลงมาก็ได้!”

            คำพูดนี้เปรียบเสมือนการเตือนสติทุกคน

            จริงด้วยตั้งแต่ตอนประลองครั้งใหญ่คราวนั้นไป๋ฉางเซิงก็สามารถใช้พลังเลือดระดับแม่ทัพอสูรระดับต้นขับเคลื่อนการโจมตีในระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงได้แล้ว

            ลำพังแค่ความสามารถนี้คนในมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจที่กล้าการันตีว่าจะชนะเขาได้ก็มีเพียงหยิบมือ

            ยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้ยังมีเจียงจืออวี๋เพิ่มมาอีกคน

            หากพูดถึงความแข็งแกร่งเจียงจืออวี๋ย่อมไม่มีทางด้อยไปกว่าไป๋ฉางเซิงแน่นอน

            เมื่อทั้งสองร่วมมือกันแม่ทัพยุทธ์ระดับต้นย่อมไม่มีทางเอาชนะพวกเขาได้แม้แต่แม่ทัพยุทธ์ระดับกลางก็ยังต้องรู้สึกหวั่นใจเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่หูนี้

            ส่วนแม่ทัพยุทธ์ระดับสูง...

            พวกเขารู้ดีว่าแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงย่อมชนะเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงได้อย่างเด็ดขาดแต่ประเด็นคือพวกเขาไม่มีคนระดับนั้น

            อย่าว่าแต่มหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจเลยต่อให้เป็นในมหาวิทยาลัยสุ่ยมู่เองนักศึกษาระดับแม่ทัพยุทธ์ระดับสูงก็มีเพียงไม่กี่คน

            “ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรดี จะปล่อยไปแบบนี้โดยไม่สู้เลยเหรอ?”

            “ฝ่ายนั้นบุกมาเหยียบถึงที่ขนาดนี้แล้ว ถ้าเราไม่ทำอะไรสักอย่างมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจของเราจะไม่ถูกมองว่าเป็นพวกขี้ขลาดกันหมดเหรอ?”

            ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมาตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

            ในเวลานี้จะขึ้นเวทีก็ลำบาก จะไม่ขึ้นก็เสียหน้า

            ถ้าสู้ชนะอย่างมากก็แค่เสียชื่อว่าผู้ใหญ่รังแกเด็กซึ่งก็พอจะอ้างได้ว่าทำเพื่อปกป้องเกียรติของมหาวิทยาลัยอีกทั้งเจียงจืออวี๋เป็นฝ่ายเริ่มก่อน

            แต่ถ้าสู้แพ้ขึ้นมานั่นแหละคือความอับอายขายหน้าอย่างถึงที่สุด

            พอหันไปมองรอบๆ นักศึกษาที่มามุงดูเรื่องสนุกมีมากมายมหาศาล อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีหลายร้อยคนแล้ว

            “แต่ละคนปกติเอาแต่โอ้อวดว่าไม่ยอมใครพอถึงเวลาคับขันกลับไม่มีใครกล้าขึ้นเวทีสักคน ฉันเอง!”

            แต่ในตอนนั้นเองเสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น ดึงดูดความสนใจของทุกคนไป

            จากนั้นก็ปรากฏภาพของเด็กสาวในชุดกางเกงยีนส์ขาสั้นสีดำสวมเสื้อสายเดี่ยวสีขาว ก้าวเดินตรงไปยังลานประลองยุทธ์

            ใบหน้าของเธออาจไม่ได้งดงามโดดเด่นแต่รูปร่างนั้นกลับเย้ายวนจนดูเกินจริงไปบ้าง

            บวกกับการแต่งกายชุดนี้ยิ่งขับเน้นสัดส่วนของเธอออกมาอย่างชัดเจนเวลาที่เดินบิดเอวไปมานั้นดูมีเสน่ห์ดึงดูดใจอย่างประหลาด

            นักศึกษาชายในฝูงชนบางคนถึงกับมองตาค้างเมื่อเห็นท่าทางของเธอ

            “นั่นรุ่นพี่สวี่เสวี่ย ปีสี่นี่!”

            “รุ่นพี่สวี่เสวี่ยอยู่อันดับที่เจ็ดของทำเนียบอัจฉริยะสวรรค์เชียวนะน่าจะจัดการเจียงจืออวี๋ได้สบาย ๆ เลยใช่ไหม”

            “ถ้าดวลตัวต่อตัวได้แน่ แต่ถ้าต้องสู้หนึ่งต่อสองแม้แต่รุ่นพี่สวี่เสวี่ยก็อาจจะตึงมือไปหน่อยหรือเปล่า”

            “ต้องยอมรับเลยว่าหุ่นรุ่นพี่สวี่เสวี่ยสุดยอดจริง ๆขาคู่นั้นฉันมองเป็นปีก็ไม่เบื่อ”

            “ฝันอยู่เหรอน้องชาย คนอย่างรุ่นพี่สวี่เสวี่ยเป็นคนที่นายจะเอื้อมถึงเหรอรุ่นพี่เขาประกาศชัดเจนแล้วว่าแฟนในอนาคตของเขาอย่างน้อยต้องเป็นโหวแห่งยุทธ์!”

            “โหวแห่งยุทธ์? ล้อเล่นหรือเปล่า? คิดว่าโหวแห่งยุทธ์หาง่ายเหมือนผักปลาในตลาดงั้นเหรอ?”

            “รุ่นพี่สวี่เสวี่ยเพิ่งอยู่ปีสี่ แต่ก็เป็นถึงแม่ทัพยุทธ์ระดับกลางแล้วในอนาคตตัวเธอเองก็มีโอกาสสูงที่จะเข้าสู่ระดับโหวแห่งยุทธ์การจะหาแฟนระดับนั้นมันแปลกตรงไหน”

            “เอ่อ... นั่นก็จริง”

            เสียงเซ็งแซ่ในฝูงชนยังคงดังต่อเนื่องไม่ขาดสายแต่เรื่องพวกนั้นกลับไม่สำคัญเลยสำหรับเจียงจืออวี๋และไป๋ฉางเซิงบนเวที

            สิ่งที่สำคัญคือในที่สุดก็มียอดฝีมือที่ดูเข้าท่าปรากฏตัวออกมาเสียที

            ไป๋ฉางเซิงหรี่ตาลงเล็กน้อยก่อนจะสังเกตเห็นอาวุธที่เหน็บอยู่ที่เอวของสวี่เสวี่ย มันคือแส้ยาวที่ม้วนขดอยู่

            เป็นพวกใช้แส้อีกแล้วเหรอชักอยากรู้แล้วสิว่าถ้าเทียบกับโซเฟียแล้ว ใครจะเหนือกว่ากัน

            “น้องสาว พรสวรรค์ของเธอโดดเด่นมากจริง ๆ แต่การทำแบบนี้มันดูจะไม่เห็นหัวมหาวิทยาลัยสายต่อสู้นครปีศาจไปหน่อยไหม”

            “ยอมขอโทษดี ๆ แล้วกลับไปซะ พี่สาวคนนี้จะได้ยอมรามือให้”

            เมื่อเผชิญหน้ากับเจียงจืออวี๋สวี่เสวี่ยดูเหมือนจะพยายามรักษาบารมีของรุ่นพี่เอาไว้โดยหวังจะจบเรื่องด้วยการเจรจาโดยไม่ต้องลงมือ

            แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสวี่เสวี่ยเจียงจืออวี๋เพียงแต่ตั้งหอกหอกยาวในมือขึ้นขวางลำ ก่อนจะกล่าวคำขออภัยสั้นๆด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

            ในพริบตาต่อมาร่างของเธอก็พุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว!

             

    คล้ายกับเรื่องระบบกลืนกินระดับเทพ : เส้นทางวิวัฒนาการของตัวข้าผู้เป็นสัตว์อสูร (อ่อนแอ) ที่คุณอ่าน