บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 36 จี้หงหลิง

       วังหลวงในตอนเช้าตรู่

               ในเวลานี้ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของวังหลวงลานประลองขนาดใหญ่ที่มีรัศมีกว้างหนึ่งพันเมตรก็เต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก

               ลานประลองแห่งนี้มีกำแพงสูงสิบเมตรล้อมรอบ ทางทิศตะวันตกของลานมีผู้ชมเข้ามานั่งเต็มแล้วกว่าสองหมื่นคน!

                ประตูทางเข้าสีแดงในทางทิศใต้ของลานประลองมีผู้คนจำนวนมากกำลังทยอยเดินเข้ามา ซึ่งมีนางกำนัลจากในวังเป็นคนนำทางให้ไปนั่งตรงที่นั่งที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้แล้วทางทิศตะวันตก

               โดยปกติแล้ว ลานประลองแห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกฝนการต่อสู้ของทหารชั้นสูงของราชสำนักแต่คนที่มาในวันนี้ล้วนแต่เป็นขุนนางระดับสูงทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ เชื้อพระวงศ์รวมไปถึงบุคคลที่มีชื่อเสียงและเหล่าตระกูลที่มีรากฐานสำคัญของต้าหมิง

               ด้วยเหตุผลที่ง่ายมากก็คือ เพราะในวันนี้นั้น คืองานประลองยุทธ์ของราชสำนักที่จะจัดขึ้นเพียงปีละครั้ง!

                งานประลองยุทธ์ของราชสำนักต้าหมิงเป็นการแข่งขันระดับสูงมันแสดงถึงพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งของคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่และยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการพัฒนาในอนาคตของราชวงศ์ต้าหมิงด้วย

               แม้ว่าการประลองยุทธ์นี้จะเป็นที่รู้จักกันดีแต่มีไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถเข้ามาชมการประลองได้จริงๆผู้ที่ได้รับเชิญเข้าชมการประลอง ถือเป็นสามหมื่นคนที่ได้รับเกียรติอันสูงสุดแล้ว

               ในเวลานี้ ตรงกลางด้านทิศตะวันออกของลานประลองมีกลองสงครามขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางสิบเมตรและหนาห้าเมตร ที่ดูแข็งแกร่งและมีน้ำหนักมากตั้งอยู่รอบๆ พื้นผิวกลองสีขาวเทามีลวดลายสีขาวล้อมรอบเป็นวงกลม พอลองมองดูดีๆ แล้ว ก็จะเห็นว่ามีแสงสว่างปรากฏขึ้นเล็กน้อย

               วันนี้เป็นแบบทดสอบแรกของงานประลองคือการให้ผู้ฝึกยุทธ์ที่เข้าร่วมการแข่งขันตีกลองโดยห้ามใช้วิชายุทธ์ ต้องตีให้ลวดลายสีขาวเปลี่ยนสีโดยจะคัดผู้มีความสามารถแปดสิบคนจากหนึ่งพันกว่าคนเข้าสู่การต่อสู้ในรอบต่อไป

               ความแข็งแกร่งเป็นการแสดงออกถึงศักยภาพภาพของนักรบที่โดดเด่นคนหนึ่งการแข่งขันในรอบแรกของการประลองยุทธ์จึงเป็นการตีกลอง เรียบง่าย แต่ทรงพลัง!

                และกรรมการในการตัดสินในครั้งนี้นั่นก็คือ ผู้กล้าเก้าคน

               ตำแหน่งที่นั่งด้านหน้าของผู้ชมทางทิศตะวันตกมีคนนั่งอยู่เก้าคนทางกราบซ้ายเป็นเสนาบดีจากหกกรมใหญ่ ได้แก่ เสนาบดีกรมพลเรือน เสนาบดีกรมคลังเสนาบดีกรมพิธีการ เสนาบดีกรมกลาโหม เสนาบดีกรมอาญา และสนาบดีกรมโยธา! ส่วนทางกราบขวาเป็นชายชราสวมชุดสีดำพกดาบสีทอง พวกเขาคือองครักษ์หน้าพระที่นั่งที่มีอำนาจและผลงานสูง

               แค่เสนาบดีของทั้งหกกรมก็มีอำนาจบารมีในราชสำนักจนมากเกินประมาณแล้ว พวกเขามีพลังความสามารถที่ยากจะคาดเดาได้แค่นั่งเฉยๆ อยู่ตรงนั้นก็ทำให้คนรู้สึกเหมือนมีภูเขากดทับอยู่แล้วพลังความน่ากลัวมันแผ่ซ่านออกมาตลอดเวลา

               ถ้าตัดทั้งเก้าคนนี้ที่ปกติแทบไม่ได้เห็นหน้านี้ออกไปที่นั่งด้านหลังก็เป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพล ตระกูลใหญ่จำนวนมากที่นั่งของพวกเขายิ่งอยู่หน้ามากเท่าไร ก็แปลว่าตำแหน่งฐานะของเขาก็ยิ่งสูงเท่านั้น

               ไม่ไกลจากที่นั่งด้านหน้านักเป็นที่นั่งของสามในสี่ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ซึ่งได้แก่ ตระกูลหลิว ตระกูลหลินตระกูลซ่ง โดยที่ด้านหลังของพวกเขานั้นมีผู้อาวุโส พ่อบ้านผู้น้อยหลายคนติดตามมาชมการประลองด้วย

               ในหมู่ผู้น้อยเหล่านั้น เป็นคนที่โดดเด่นและมีพรสวรรค์ล้วนแต่มีสิทธิเข้าร่วมการประลองยุทธ์ทั้งนั้น

               เพียงแต่ว่า นายใหญ่ของสามตระกูลพวกเขานั้นมีสีหน้าไม่ค่อยดีเท่าไรเพราะด้านหน้าของพวกเขายังมีที่ว่างเหลืออยู่ แต่พวกเขาไม่มีสิทธิได้ไปนั่งตรงนั้น

               เพราะมันเป็นที่นั่งของตระกูลเยี่ย!

                “ตระกูลเยี่ย มีดีอะไรกัน”

               ผู้น้อยที่มีสิทธิเข้าร่วมการประลองของตระกูลหลินคนหนึ่ง เห็นคนของตระกูลเยี่ยที่ยังไม่มาวางมาดใหญ่โตในใจก็รู้สึกอึดอัดก็เลยพูดระบายคับแค้นใจออกมา

               ผู้อาวุโสที่อยู่ข้างๆ พอได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วแล้วพูดเสียงต่ำและเข้มว่า “ฮาวหราน ห้ามพูดจาเหลวไหล ตอนนี้ตระกูลเยี่ยไม่ใช่ตระกูลเยี่ยเหมือนเมื่อก่อนแล้วเรามีเรื่องกับเขาไม่ไหวนะ!”

                พวกเขาต้องไม่กล้ามีเรื่องกับตระกูลเยี่ยอยู่แล้ว เพราะเยี่ยหลิงอวินที่นั่งอยู่กับเสนาบดีอีกห้าคนคือเสนาบดีกรมอาญาแห่งต้าหมิงคนปัจจุบัน และเขาเป็นน้องชายแท้ๆของนายใหญ่ตระกูลเยี่ย!

                เพราะเยี่ยหลิงอวิน ทำให้อำนาจของตระกูลเยี่ยมีมากกว่าขั้นหนึ่งแต่ลูกสาวของเขาเยี่ยซียิ่งเป็นดั่งพญาหงส์ ที่ทำตัวเหนือกว่าคนที่มีความสามารถทั้งหมดในสี่ตระกูลใหญ่

               แล้วเยี่ยซียังหมั้นหมายกับองค์ชายเก้าสุดยอดคนของราชวงศ์ต้าหมิงอีกทำให้ฐานะตำแหน่งของนางเพิ่มพูนขึ้นทรัพยากรในการฝึกฝนของนางก็มีเยอะมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เว้นระยะห่างจากคนหนุ่มสาวจากอีกสามตระกูลไปโดยสิ้นเชิง!

                เพราะแบบนี้ นายใหญ่ของอีกสามตระกูลถึงได้โกรธแค้นมาก แต่ไม่ได้แสดงออกมา

               ตอนนี้จะมีปัญหากับตระกูลเยี่ยไม่ได้เด็ดขาด แต่กลับกันพวกเขายังต้องไปประจบประแจงด้วยซ้ำ

               หลินฮาวหรานรู้ว่าผู้อาวุโสหมายความว่าอย่างไรแต่เขาไม่เชื่อข่าวลือพวกนั้น ยังคงพูดอย่างไม่พอใจว่า“แม้แต่พี่เจ๋อเทียนก็สู้ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้หรือ?”

                ผู้อาวุโสส่ายหน้าเศร้าๆ

               หลินฮาวหรานก็เลยไม่พูดอะไรต่อ เขาทำเป็นเหมือนว่ามองไม่เห็นเขาแทบจะไม่เหลือความมั่นใจอะไรเลย รู้ว่าพูดอะไรไปก็ไม่มีประโยชน์ก็เลยเลือกที่จะเงียบไป

               “รีบดูนั่น”

               ในเวลานี้เอง มีคนชี้ไปที่ประตูทางทิศใต้ก็พบกลุ่มคนสวมชุดสีม่วงและสีดำค่อยๆ เดินไปตรงที่นั่งของผู้ชมอย่างช้าๆ เขาคือผู้บริหารระดับสูงของสมาคมใต้หล้า

               ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนผู้นำไว้หนวดแพะเขายิ้มอย่างสุภาพให้กับทุกคน จากนั้นก็นั่งไปที่ด้านหน้าของคนดู

               ถึงแม้สมาคมใต้หล้าจะเป็นสถานที่ขายสินค้าของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์แต่ในความเป็นจริงแล้ว เพราะในสมาคมใต้หล้ามีผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งมากมายถึงได้มีอิทธิพลทั่วทั้งราชวงศ์ต้าหมิงได้ ดังนั้นจะดูถูกอำนาจของพวกเขาไม่ได้เลย

               จากนั้น ก็มีกลุ่มอิทธิพลอีกจำนวนหนึ่งทยอยเข้ามาแต่ว่ามีแค่กลุ่มต่อมาเท่านั้นที่ดึงดูดความสนใจของคนจำนวนมาก

               กลุ่มคนพวกนี้สวมชุดสีดำทั้งหมดมีแค่ผู้หญิงที่เป็นผู้นำคนเดียวเท่านั้นที่สวมชุดสีแดงเพลิงเป็นที่สะดุดตาอย่างมาก

               เสื้อผ้ารัดรูปที่เผยให้เห็นเรือนร่างอย่างเต็มที่รูปร่างที่ดูสง่างามและอวบอิ่ม แขนที่เรียวงามราวกับดอกบัวขาเรียวยาวขาวราวกับหิมะก็เผยออกมาให้เห็นเช่นกัน แม้ว่านางจะปิดผ้าที่ใบหน้าโดยเผยให้เห็นแค่ดวงตาเท่านั้นแต่ดวงตาที่คมคายขนตาที่เรียวยาว ก็สัมผัสได้ถึงความมีเสน่ห์นับไม่ถ้วนของนาง

               ผู้หญิงคนนี้คือประมุขเมืองใต้ดินหวังเฉิง จี้หงหลิง!

                ได้ยินมาว่า เพราะนางงดงามมากเลยไม่ค่อยปรากฏตัวออกมาให้ใครได้พบเห็นแต่ยิ่งเป็นแบบนั้น มันก็ยิ่งทำให้นางเป็นที่เคารพบูชาอย่างมาก

               ผู้ชายจากตระกูลใหญ่พวกนี้ล้วนแต่เป็นชายหนุ่มเลือดร้อนพอเห็นจี้หงหลิงที่มีเสน่ห์เย้ายวนใจแล้ว สายตาของพวกเขาก็แทบหลุดออกจากเบ้ากันทั้งนั้นถึงแม้จะเคยได้ยินชื่อเสียงมานานว่าประมุขเมืองใต้ดินหวังเฉิงนั้นงดงามมากแต่พอได้เห็นกับตาก็ยังทนไม่ไหวต้องตะลึงกันไปหมด

               แต่ว่า จี้หงหลิงพาคนของตัวเองนั่งลงได้ไม่นานที่ประตูใหญ่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา สายตาของทุกคนถูกดึงดูดไปกันหมด!

                คนกลุ่มนั้นสวมชุดเขียวอมฟ้าลวดลายดอกไม้ มีชายวัยกลางคนสีหน้ามั่นใจเดินเข้ามาโดยที่ข้างกายของเขานั้นก็มีผู้หญิงติดตามมาด้วยคนหนึ่ง

               ใบหน้าของนางงดงามมากผ้าไหมสีน้ำเงินสามพันเส้นตกลงมากระทบเอวที่บอบบางและบั้นท้ายที่สวยงามของนาง

               นางไม่ได้ตั้งใจจะให้สะดุดตาใคร นางเพียงแต่เดินไปทีละก้าวเท่านั้นแต่ว่าร่างกายของนางกลับปล่อยความสง่างามและเย็นชาออกมา ทั้งๆที่สวมชุดเขียวอมฟ้าเหมือนกัน แต่กลับเป็นคนเดียวที่สะดุดตามากที่สุด!

                อีกทั้งทุกคนยังสัมผัสได้ถึงออร่าที่เป็นธรรมชาติราวกับว่าวิญญาณและร่างกายของนางนั้นถูกรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียว!

                คนที่มานั้นคือคนรุ่นใหม่ที่โดดเด่นเป็นที่สุดของราชวงศ์ต้าหมิงในเวลานี้เยี่ยซี

               นางเพิ่งจะทะลวงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดระดับประสานเป็นหนึ่งได้เมื่ออาทิตย์ก่อน!

                “... คิดไม่ถึงเลยว่าเยี่ยซีจะสะดุดตาขนาดนี้ แค่นางปรากฏตัว วิญญาณของข้าก็เหมือนหลุดออกจากร่างเลย”มีลูกหลานตระกูลใหญ่คนหนึ่งพูดขึ้นมา

               “ก็แน่ล่ะสิ เจ้าคิดว่าอย่างไร? เยี่ยซีของข้าไม่เพียงหน้าตาดีเมื่อหลายวันก่อนยังทะลวงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่แปดได้อีก! อายุสิบหกก็มีระดับประสานแล้ว เจ้าเคยเห็นสักกี่คน?”

               มีคนพูดอย่างมั่นใจว่า “เยี่ยซีของข้าเกิดมาพร้อมกับร่างกายที่พิเศษนางมีร่างกายดั่งวิญญาณลม มีความว่องไวสูงกว่าคนทั่วไปอย่างมากนางเป็นคนที่มีพรสวรรค์ในศาสตร์กระบี่มาก อีกทั้งยังได้ความว่องไวจากสายลมแค่ชักกระบี่ออกมาก็มีพลังที่น่ากลัวแล้ว ไม่มีใครเทียบได้เลย”

               ร่างวิญญาณแห่งลม เป็นร่างกายพิเศษและเยี่ยซีก็มีร่างกายแบบนี้มาตั้งแต่เกิด

               เมื่อได้ยินคนวิเคราะห์ อีกคนก็มองไปที่แผ่นหลังของเยี่ยซีแล้วพูดอย่างเสียดายว่า“เพราะฉะนั้นนะ เทพธิดาของข้าอย่าแข็งแกร่งไปมากว่านี้เลยนะ? ให้โอกาสข้าได้ตามเจ้าทันหน่อยเถอะ!”

                “ฝันไปเถอะเจ้า อย่ามาบังข้านะ” คนด้านหลังเอามือดันผู้ชายที่บังเขาออกแล้วมองแผ่นหลังของหญิงงามอย่างชื่นชม

               เมื่อคนของตระกูลเยี่ยนั่งลงแล้ว สายตาของทุกคนก็เริ่มเหมือนกัน

               จากนั้นสายตาของทุกคนก็มองไปที่พระที่นั่งบนลานประลองทางด้านทิศเหนือรอให้หมิงอ๋องเสด็จมา!

                ด้านข้างบนลานพระที่นั่งมีการจัดวางเก้าอี้สีทองดำไว้สามสิบสี่ตัวพระสนมสามสิบสี่คนที่งดงามกำลังนั่งรอหมิงอ๋องเสด็จมาอย่างเงียบๆรวมไปถึงหยางเสวี่ยหรงด้วย!

                เพราะได้หลิงจือโลหิตแดง อาการป่วยที่เป็นมานานหลายปีของนางก็ได้รับการรักษาที่ต้นเหตุนางจึงหลุดพ้นจากความเจ็บปวดทรมาน ในเวลานี้นางแต่งหน้าด้วยแป้งบางๆเพื่อปกปิดความเศร้าหมองที่มี

               เมื่อสองเดือนก่อน หมิงอวี่หายไปจากวังหลวงโดยไม่มีสาเหตุหยางเสวี่ยหรงตามหาไปทั่ววังหลวงแต่ก็ไม่เจอแม้แต่เงาของหมิงอวี่เลย

               นางแทบบ้าและอยากจะรายงานไปยังราชสำนัก ถึงแม้หมิงอ๋องจะเก็บตัวอยู่แต่นางก็ยังคุกเข่าอยู่ที่หน้าตำหนักหมิงหุนอยู่ทั้งคืนเพื่อขอพบหมิงอ๋องสักครั้งแต่นางก็ยังถูกไล่ออกมา

               เดิมอารมณ์ของนางก็ไม่ดีนักอยู่แล้ว พอนางได้เห็นชายหนุ่มหญิงสาวที่มาชมงานประลองกว่าหมื่นคนด้านล่างก็นึกถึงหมิงอวี่ที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันแต่เขากลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย ...

               ความรู้สึกที่ย่ำแย่ภายในจิตใจก็พุ่งกลับมาอีกครั้ง!

                น้ำตาของหยางเสวี่ยหรงไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว นางก้มหน้าสะอื้นเพราะความเจ็บปวดในจิตใจทำให้อารมณ์พลุ่งพล่านมือทั้งสองข้างจับกันแน่นจนจิกเข้าไปในเนื้อจนทำให้เลือดออกโดยไม่รู้ตัว

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน