ตามสัญญาหนิงเฟยหลงไปส่งอู๋เฉินที่ชายแดน ทั้งสองจากกันด้วยดี จะมีก็แต่เหอซิ่นที่นั่งเครียดอยู่ในกระโจม
“องค์ชายพระองค์เสด็จมาถึงแล้ว” เหอซิ่นกล่าวอย่างโล่งใจจากนั้นเขาก็หันมาสั่งการลูกน้อง “เตรียมทัพเราจะบุกเข้าไปใหม่ทันที !” ในเมื่อข้อตกลงบรรลุผลแล้วเขาถอนทัพออกจากชายแดนตามสัญญาแล้ว ทีนี้ก็ถึงเวลาเคลื่อนพลอีกครั้ง
“ไม่จำเป็นเวลานี้ยังไม่เหมาะสม รอก่อนเถอะเสี่ยวหลงยังมีบางอย่างต้องทำ”อู๋เฉินกล่าวค้านด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง แววตาก็ไร้ซึ่งความวิตก มุมปากก็แย้มยิ้มทำเอาชายชราย่นคิ้วมองตาด้วยความประหลาดใจ
“องค์ชาย ท่านและผู้บัญชาการหนุ่มนั่น...?”
อู๋เฉินยิ้มขึ้น แววตาแฝงไปด้วยความขำขันเล็กน้อย “เป็นสหายกัน”
คำตอบขององค์ชายเจ็ดคลายปมความสงสัยสิ้น เขาไม่สนใจจะถามต่อแล้ว “เช่นนี้กระหม่อมก็สบายใจเชิญพักผ่อนให้สบายพระทัยก่อนเถิดพะยะค่ะ”
องค์ชายเจ็ดพยักหน้าเบา ๆ แล้วก็เสด็จไปประทับที่กระโจมของตนเอง
กองทัพอู๋ไม่ได้เคลื่อนไหวอีกหากแต่ตั้งทัพห่างจากชายแดนสามสิบลี้ไม่เคลื่อนพลสิ่งปลูกสร้างก็เริ่มจะถาวรขึ้น เขาต้องการประวิงเวลาไว้เช่นนี้ ไม่เคลื่อนพลไม่ออกศึก ไม่ถอยกลับ ดูเหมือนจะเป็นการผลาญเสบียงเป็นอย่างดีแต่เมื่ออยู่นานเข้าเหอซิ่นจึงเกณฑ์คนมาทำนา เพื่อลดค่าใช้จ่ายแทน
ถึงแม้การทำนาจะไม่ได้ผลผลิตในเวลาอันสั้นแต่หากเป็นระยะยาวแล้วนั่นไม่มีปัญหาเขามีทหารนับแสนจะเกณฑ์พลสักหนึ่งในสิบมาทำการเกษตรมิได้เชียวรึ
...
เนื่องจากกองทัพอู๋ยังไม่ถอยกลับไปทำให้กองทัพโลหิตทมิฬต้องประจำการอยู่ที่ชายแดนอู๋เยว่ต่อ รุกก็ไม่ได้ ถอยก็ไม่ได้ผลาญเสบียงไปพอ ๆ กับกองทัพอู๋เลย สวี่หยางสือรีบเดินทางมาหาทันทีที่กองทัพอู๋ถอยกลับไป
“ข้าได้ข่าวมาว่า องค์จักรพรรดิได้ทราบข่าว ก็ทรงพิโรธยิ่งแทบจะมีมีพระราชโองการฉบับใหม่ให้บุกเข้าไปในดินแดนอู๋เสียเลย”สวี่หยางสือมาถึงก็เอ่ยปากเรื่องนี้ก่อนเลยเขาค่อนข้างเป็นกังวลกับการตัดสินใจของจักรพรรดิพระองค์นี้เขามาที่ค่ายทัพโลหิตทมิฬก็หวังจะมาดูความคิดของหนิงเฟยหลงด้วย
ทว่าหนิงเฟยหลงกลับไม่ใส่ใจ เขาเองก็คาดการณ์ไว้แล้ว “แต่เท่าที่ดูแล้วพระองค์คงโกรธข้าเสียมากกว่า”
“นั่นมันก็แน่นอนอยู่แล้ว ทั้ง ๆ ที่จับตัวองค์ชายมาได้การต่อรองฝั่งเราย่อมเป็นต่อ หากจะตั้งข้อแม้สูงกว่านี้อีกฝ่ายคงมิอาจคัดค้านแต่ท่านกลับยอมปล่อยไปโดยง่าย ไม่โมโหตายสิแปลก” ใครบ้างจะไม่โกรธกันสวี่หยางสือรู้สึกไม่ชอบใจการตัดสินใจของชายหนุ่ม เขาจึงตั้งใจจะต่อว่า
“แต่ข้าก็ให้พวกเขาถอยกลับไปที่อาณาเขตของตนแล้วนี่ มิใช่เรื่องดีหรอกรึ ?”หนิงเฟยหลงไม่ได้สนใจจะอธิบายมากนัก ขอเพียงเรื่องราวเป็นไปตามต้องการก็เพียงพอ เรื่องอื่นมิอาจพูดมากสวี่หยางสือก็เปรียบเสมือนจิ้งจอกเฒ่าผู้หนึ่งเช่นกัน
สวี่หยางสือได้ฟังก็โมโหไม่น้อย การปัดความรับผิดชอบของชายหนุ่มนี่มันเกินกว่าที่เขาจะรับได้เขารีบกล่าวเรื่องเสบียงทันที “แล้วเรื่องเสบียงอาหารที่ต้องส่งมาทุกเดือนเล่า ?”
ทว่าชายหนุ่มกลับตอบอย่างกับว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับตนปัดอุจาระให้พ้นทาง “นั่นมันหาใช่ปัญหาของข้าไม่ หน้าที่ของข้ามีเพียงอย่างเดียวคือขับไล่ข้าศึกออกไปแค่นี้ไม่เพียงพอรึ ?”
สวี่หยางสือหมดคำจะกล่าว ยิ่งกล่าวก็ยิ่งโมโหเขาพึ่งเคยหัวเสียแบบนี้เป็นครั้งแรกเลย “แน่นอน นั่นย่อม...เฮ้อ !” เขาหยุดพูดแล้วหันมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่เย็นชา“ท่านไม่เข้าใจดำริของฝ่าบาทรึ ?”
หนิงเฟยหลงก็ยังคงทำท่าทีไม่รู้ไม่ชี้ “ความคิดขององค์จักรพรรดิเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย”
“ท่าน !”ได้ยินคำตอบของอีกฝ่ายสวี่หยางสือก็ถึงกับลุกขึ้น สีหน้าแดงก่ำอารมณ์ของเขาราวกับภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุเต็มที่
“พอเถอะท่านทั้งสอง เรื่องมันผ่านมาแล้ว ถกเถียงกันไปก็เสียเปล่าพวกเราควรมาคิดว่าจะทำสิ่งใดกันต่อ” จงฉีเห็นท่าไม่ดีแล้วจึงรีบพูดแทรกขึ้นมาหากปล่อยให้ทั้งสองแตกหักคงไม่เป็นผลดีนัก
“ได้ !” สวี่หยางสือสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วนั่งลงดังเดิม
จากนั้นก็เริ่มปริปากถามใหม่ด้วยความยากลำบาก “ผู้บัญชาการหนิงท่านจะทำสิ่งใดต่อ?”
“รอ”
สวี่หยางสือขมวดคิ้ว เขาจนใจจะพูดต่อการสนทนานี้เป็นอันสิ้นสุด“เข้าใจแล้ว ขอตัวล่ะ”
“ไม่ส่งนะ เชิญตามสบาย”
“หึ !” เขาส่งสายตาเย็นเยียบให้ก่อนจะเดินออกไปแน่นอนว่าหนิงเฟยหลงจงใจหาเรื่องสวี่หยางสือชัด ๆ ทำไมนะเหรอ ?ก็เพราะว่าอีกฝ่ายลอบแทงข้างหลังเขาอย่างไรล่ะการเคลื่อนไหวของหนิงเฟยหลงทั้งหมดถูกส่งไปให้องค์จักรพรรดิคิดว่านั่นเป็นฝีมือใครหนำซ้ำยังเพิ่มความดีความชอบให้กับตนเอง แทนที่จะเป็นหนิงเฟยหลงอีก
แน่นอนว่าทั้งหมดนี่เป็นสายสืบของเขาส่งมาให้การสนทนาเมื่อครู่เขาเพียงต้องการกระตุ้นโทสะของอีกฝ่ายยิ่งสวี่หยางสือมีความโกรธความสุขุมของเขาก็จะหายไปแล้วเมื่อนั้นความคิดอ่านก็จะลดลง
...
รายงานการศึกได้ส่งไปที่ตำหนักบูรพาไม่หยุดหย่อน เยว่เซียวรับหน้าที่ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินกำลังวุ่นกับการหารือสงครามกับกรมกลาโหมนอกจากนี้ขุนนางจากกรมคลัง และกรมโยธา ต่างส่งตัวแทนมาอยู่ที่นี่ด้วย เส้นทางการก่อสร้าง และเสบียงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากจะขาดพวกเขาไปไม่ได้
“กองทัพอู๋ไม่บุกไม่ถอย ตั้งค่ายประชิดชายแดนพวกเราสมควรทำเช่นไรดี ?”
“องค์รัชทายาทกระหม่อมเห็นว่าทัพอู๋คงมิกล้ายกทัพเข้ามาในอาณาเขตเราแล้วเนื่องด้วยเกรงกลัวผู้บัญชาการหนิงเฟยหลงและกองทัพของเขามิสู้ให้ผู้บัญชาการเคลื่อนพลตีค่ายอู๋ไม่ดีกว่าหรือ ?หากปล่อยให้เนิ่นนานไปคงไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายเรา”
รองเจ้ากรมคลังเป็นผู้กล่าว เขาเคยเป็นหนึ่งในขุนนางคนสนิทของถูหมิงจิวนาม ‘หานหลี่’
“ไม่ได้ ! นั่นอันตรายเกินไป การส่งเสบียงก็จะยิ่งยากลำบากมากขึ้น”จูจวงรีบคัดค้าน
“แล้วท่านจะให้ทำเช่นไรหากไม่บุกก็อยู่ให้เสียเสบียงรึ ?” หานหลี่ก็ไม่ยอมแพ้เช่นกัน
ทว่าจูจวงยังคงยืนยัน “หรือว่าการกลับมานครหลวงไม่เสียเสบียงนั่นก็ไม่ต่างกันมากเท่าใดนัก ท่านจะมากล่าวอ้างถึงเสบียงตลอดมิได้อาณาจักรอยู่ในอันตราย หากก้าวเดินผิดพลั้งไปจะนำมาสู่หายนะได้”
เยว่เซียวพยักหน้า “ท่านเสนาบดีกล่าวได้ถูกต้องเราเห็นด้วย”
ระหว่างนั้นหนิงเทียนก็ได้ขอเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทเขาก้าวเดินเข้ามาร่วมการประชุมด้วย
“องค์รัชทายาท กระหม่อมมีความเห็น” หนิงเทียนเอ่ยขึ้นไม่สุภาพมากนักขุนนางทั้งหลายพากันหันมามอง พวกเขาอยากรู้ว่าเสนาบดีเฒ่ามีความคิดอันใดกัน ?
“เชิญท่านว่ามา”
“เรียกตัวหนิงเฟยหลงกลับมาให้ออกคำสั่งเกณฑ์ไพร่พลเสริมทัพตะวันออกโดยด่วน” หลังสิ้นสุดคำพูดของหนิงเทียนจูจวงและหานหลี่ต่างย่นคิ้ว เขาไม่เข้าใจความคิดของอีกฝ่าย
“ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นไม่ใช่ว่านี่แย่กว่าการบุกค่ายอู๋อีกรึ ?” เยว่เซียวเองก็ดูท่าจะไม่เห็นด้วย
“ไม่เลย ก่อนอื่นพระองค์ลองทอดพระเนตรสิ่งนี้ดูก่อน”หนิงเทียนยื่นสารฉบับหนึ่งให้ ในนั้นคือข่าวที่หน่วยสอดแนมของเขาส่งมาให้
“ได้” สีหน้าขององค์รัชทายาทเคร่งเครียดขึ้นนี่คงจะเป็นข่าวร้าย ! เยว่เซียวไม่ได้กล่าวใด ๆ เขายื่นจดหมายนี่ส่งให้จูจวงดูเองสีหน้าของจูจวงก็พลันตื่นตระหนก !
“ราชาคนเถื่อนบุก !”
“!!!!!!!!!!” ขุนนางทั้งหมดยากจะเชื่อคนเถื่อนบุกนี่เป็นเรื่องใหญ่แล้ว !
นี่มันก็ตั้งนานแล้วที่คนเถื่อนไม่ได้มีการเคลื่อนไหวแต่กลับเลือกจังหวะได้ถูกนัก ถึงกับมาพร้อมฉู่ และอู๋เลย ไม่อาจประมาทได้
คนเถื่อนนั้นหาใช่ปีศาจหรือสิ่งใดไม่อันที่จริงพวกมันก็เป็นเพียงคนธรรมดาเพียงแต่มีขนบธรรมเนียมล้าหลังมากและอาศัยอยู่ในพื้นที่ทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงใต้ของอาณาจักรเยว่ก็เท่านั้นที่จริงแล้วควรเรียกว่าถูกเนรเทศเสียมากกว่าเป็นจำพวกกลุ่มคนหรือเผ่าพันธุ์ที่ไม่ได้รับการยอมรับด้วยนิสัยดิบเถื่อนนั่นเอง
การอาศัยอยู่ในทะเลทรายทำให้พวกเขามีความทรหดอย่างยิ่งนั่นจึงพัฒนาร่างกายของพวกมันให้เกินกว่ามนุษย์ธรรมดาเข้าไปอีกหากให้ผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดาไปสู้วัดจากขอบเขตแดนกายหนึ่งคนเถื่อนต้องใช้คนสามถึงห้าคนจึงจะล้มได้
การเผชิญหน้ากับคนเถื่อนเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากหากไม่เรียกกองทัพโลหิตทมิฬกลับมา ก็เห็นจะมีแต่กองทัพมังกรเท่านั้นที่มีศักยภาพเพียงพอสองทัพนี้ถูกยอมรับในฐานะกองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักร !