หลี่ผิงและเหล่าตัวแทนของสถาบันใบไม้เขียวหนีรอดจากการไล่ล่าของเหล่าโจรป่ามาได้ เวลานี้เองรถม้าก็ได้แล่นออกมาจากป่าไพรอสูร แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าที่สาดส่องลงมาทำให้จ้าวเฉินและทุกคนที่กำลังนอนหลับใหลเพราะความเหนื่อยล้าต้องลืมตาตื่นขึ้นมา บิดร่างกายของตนด้วยความเกียจคร้าน
ฮืดดดดด!
หลังจากได้บิดร่างกายของตน พวกเขาได้หันไปเห็นเมืองขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนทุ่งหญ้าโล่ง ๆ ภายใต้ท้องท้องนภาสีฟ้าครามที่ดูสดใส
“นั่นคงจะเป็นเมืองฟ้าคราม!” แม้ปิงหยุนจะไม่เคยมาที่เมืองฟ้าครามาก่อน แต่เขาก็พอจะเดาได้
บรรยากาศที่หน้าประตูเมืองฟ้าครามนั้นแตกต่างจากเมืองตะวันดับอย่างเห็นได้ชัด มันเต็มไปด้วยความครึกครื้น และเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจำนวนมาก แค่จำนวนผู้คนที่กำลังต่อแถวเพื่อเข้าสู่เมืองฟ้าครามตอนนี้ มากกว่าผู้คนที่แวะเวียนกันเข้ามาที่เมืองตะวันดับตลอดทั้งเดือนเลยทีเดียว
หลี่ผิงสั่งให้คนขับรถม้า ลัดแถวไปที่หน้าประตูเมือง ก่อนจะยื่นแผ่นป้ายตราสัญลักษณ์ของสถาบันใบไม้เขียวให้กับทหารยามดู เมื่ออีกฝ่ายเห็นแผ่นป้าย เหล่าทหารยามรีบเปิดทางให้พวกเขาเข้าสู่เมืองฟ้าครามในทันที
หลังจากผ่านประตูเมืองเข้ามาแล้ว เสี่ยวฟ่านถึงกับต้องร้องอุทานออกมาอย่างตกตะลึง “ว้าววว! เมืองแห่งนี้ช่างใหญ่โตและคึกคักซะเหลือเกิน”
ในขณะที่ทุกคนกำลังเพลิดเพลินไปกับความยิ่งใหญ่ของเมืองฟ้าคราม เด็กหนุ่มผู้หนึ่งได้ยืนรอพวกเขาอยู่
“ยินดีตอนรับผู้อาวุโสและตัวแทนทุกคนจากสถาบันใบไม้เขียว ข้าหมิงเกอได้รับหน้าที่จากสถาบันฟ้าคราม ให้มาคอยดูแลพวกท่านทุกคนขณะที่อาศัยอยู่ในเมืองของพวกเรา”
“พวกท่านทุกคนคงจะเหน็ดเหนื่อยมาจากการเดินทาง ข้าจะนำพวกท่านไปยังสถานที่พัก ที่ท่านเจ้าเมืองได้จัดเตรียมเอาไว้ให้ ตามข้ามาทางนี้ได้เลยครับ” หมิงเกอนำทางทุกคนไปยังสถานที่พัก ในระหว่างทาง เขาได้เล่าประวัติและความเป็นมาของเมืองฟ้าครามให้ทุกคนได้ฟัง
“เมืองฟ้าครามของพวกเรานั้น ตั้งอยู่บนเส้นทางผ่านของหลาย ๆ เมือง นักเดินทางรวมไปถึงพ่อค้าแม่ค้าที่สัญญาจรไปมา อย่างน้อย ๆ หากไม่ได้มาทำการค้าขายที่เมืองฟ้าคราม พวกเขาก็ต้องใช้เป็นจุดแวะพักอยู่ดี ทำให้ในแต่ละวันนั้น มีคนเดินทางเข้าออกเมืองฟ้าครามแห่งนี้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งหรือสองพันคนต่อวัน”
“ยิ่งปีนี้พวกเราเป็นเจ้าภาพจัดงานประลองหกสถาบันด้วยแล้ว จำนวนคนที่หลังไหลเข้ามากจึงมากกว่าปกติถึงสองเท่า โรงเตี๋ยมหรือสถานที่พักต่าง ๆ ในเมืองจึงเต็มหมด ไม่อาจรองรับพ่อค้าแม่ค้าและนักเดินทางได้ทั่วถึง”
ตามถนนหนทางที่พวกเขาเดินผ่าน แออัดไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าที่เปิดแผงเพื่อขายสิ้นค้าที่ตนนำมา หรือไม่ก็เป็นนักเดินทางที่หาห้องพักไม่ได้ เอนกายนอนหลับตาอยู่สองข้างทาง มันแออัดถึงขนาดที่ เหล่าทหารยามต้องมาคอยเดินมาตรวจตราอยู่ตลอด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา หรือมีสิ่งใดมากีดขวางเส้นทางบนท้องถนน
จ้าวเฉินมองดูเหล่าพ่อค้าแม่ค้าและนักเดินทางที่แน่นขนัดอยู่สองข้างทาง “ถ้าไม่ใช่ตัวแทนที่มาร่วมงานประลองหกสถาบัน พวกเขาอาจจะได้นอนข้างทางเหมือนกับพ่อค้าและนักเดินทางเหล่านี้”
จ้าวเฉินเองก็เคยอ่านเจอเรื่องราวของเมืองฟ้าครามจากในหนังสือเช่นกัน เขาจึงพอรู้ว่าทางตอนใต้ของอาณาจักรอรุณรุ่ง มีเมืองตั้งอยู่ด้วยกันทั้งหมดถึงยี่สิบเจ็ดเมือง และในบรรดาเมืองเหล่านั้น มีอยู่ด้วยกันสามเมือง ที่ถูกยกย่องให้เป็นเมืองแห่งการค้าขาย เมืองฟ้าครามก็คือหนึ่งในนั้น
หมิงเกอได้พาทุกคนเดินทางออกมาจากตัวเมืองที่แออัด พามาจนถึงโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งที่รายล้อมไปด้วยสวนพฤกษาหลากสีสัน
กลิ่นความหอมอบอวนของสวนพฤกษาที่อยู่รอบ ๆ โรงเตี๊ยม ทำให้มู่อันที่กำลังหลับใหลอยู่ในอ้อมแขนของหนิงซินต้องลืมตาตื่นขึ้นมา
“หอมจัง!”
นับตั้งแต่ที่เธอนั้นได้เผชิญหน้ากับโจรป่า มู่อันก็เอาแต่นอนหลับเพราะความหวาดกลัว นี่จึงเป็นครั้งแรก ที่ทุกคนได้ยินเสียงอันไพเราะและสดใสของเด็กสาว
หลังจากมู่อันได้ตื่นขึ้นมา หนิงซินผู้เป็นพี่เลี้ยงก็ได้กระซิบไปที่ข้างหูของเธอ
มู่อันรีบลุกขึ้นมาจากตักของหนิงซิน พร้อมกับโค้งศีรษะของตน “ขอบคุณค่ะ ที่ช่วยพวกเราไว้”
เห็นกิริยามารยาทของเด็กสาว เสี่ยวฟ่านอดที่จะยิ้มออกมาได้ “ฮี่ฮี่ เรื่องเล็กน้อย!”
และด้วยความน่ารักน่าเอ็นดูของมู่อัน หลันหลันเอามือลูบไปที่ศีรษะของเธอด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน “ไม่เป็นไร.พวกพี่ไม่มีทางปล่อยให้เด็กที่น่ารักน่าเอ็นดูอย่างมู่อัน ถูกพวกคนไม่ดีจับตัวไปได้หรอกนะ”
ด้วยความอ่อนโยนของหลันหลัน มู่อันรู้สึกอบอุ่นมาก มันเป็นความรู้สึกเดียวกับที่เธอเคยได้รับมาจากมารดาที่เสียไป เธอรีบโผเข้ากอดหลันหลันที่กำลังลูบศีรษะของเธออยู่
“โอ้วว” เสี่ยวฟ่านมองมู่อันอย่างอิจฉา เขาเองก็อยากที่จะลองกอดหลันหลันดูสักครั้ง
“เอาล่ะ เหนื่อยกันมามากแล้ว รีบเข้าที่พัก เตรียมตัวเข้าร่วมงานประลองระหว่างหกสถาบัน” หลี่ผิงให้ทุกคนรีบเข้าไปพักผ่อน เพราะหลังจากที่ใช้พลังลมปราณไปเป็นจำนวนมาก ตอนนี้เขาเองก็อยากจะพักแล้วเช่นกัน
แต่ก่อนที่หลี่ผิงจะเดินเข้าสู่ที่พัก จ้าวเฉินรีบกล่าวขึ้น “ท่านอาจารย์หลี่ ข้ามีเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องหารือกับท่าน ข้าขอรบกวนเวลาซักครู่”
ถึงแม้หลี่ผิงจะไม่รู้ว่าเรื่องที่จ้าวเฉินจะคุยด้วยนั้นเป็นเรื่องอะไร แต่เมื่อจ้าวเฉินบอกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน หลี่ผิงก็ไม่อาจละเลยได้ “พวกเจ้าเข้าไปกันก่อนเลย เดี๋ยวข้าจะอยู่คุยกับจ้าวเฉินเสียหน่อย”
จ้าวเฉินได้สนทนากับอากจารย์หลี่ผิงอยู่ครึ่งชั่วยาม ก่อนจะแยกย้ายกันกับเข้าสู่ห้องพักของตน
เมื่อจ้าวเฉินได้เข้าสู่ห้องพัก คนอื่น ๆ ก็ได้นอนหลับกันไปหมดแล้ว
คร๊อกกก..ฟี้! คร๊อกกก..ฟี้!
จ้าวเฉินเดินไปที่เตียง แต่ก่อนที่เขาจะนอน เขาได้ลองทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา มันยิ่งทำให้เขารู้สึกว่า ระดับพลังของทุกคนนั้น หากไม่มีไม้ไผ่ระเบิดกายา ก็ยากที่จะปกป้องชีวิตของตนเองเอาไว้ได้ “หลังจากจบงานประลองหกสถาบัน ข้าจะต้องหาวิธี ยกระดับพลังให้กับทุกคน”
จ้าวเฉินเอนตัวลงนอน ตื่นขึ้นมาอีกทีก็เย็นมากแล้ว ซึ่งขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นจากเตียง ปิงหยุนก็ได้เปิดประตูห้องเข้ามาแล้วเอ่ยว่า
“เจ้าตื่นพอดีเลย พวกข้ากำลังจะออกไปเที่ยวชมเมือง เจ้าจะไปด้วยกันไหม?”
เมืองฟ้าครามแห่งนี้เป็นเมืองศูนย์กลางของสินค้าที่หลากหลาย อาจมีของที่น่าสนใจหลายอย่าง แต่น่าเสียดาย... เขาใช้เงินทั้งหมดไปกับงานประมูลครั้งก่อน ตอนนี้เขาจึงเหลือเงินอยู่ไม่ถึงยี่สิบเหรียญทองเลยด้วยซ้ำ แต่ถึงจะมีเงินอยู่ไม่มากหนัก แต่ก็เพียงพอที่เขาจะซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ ติดไม้ติดมือกับไปด้วย
“ตกลง! ข้าไปด้วย”
โม่เฟิงรีบล้างหน้าล้างตา เดินตามมปิงหยุนลงมาที่ห้องโถงชั้นหนึ่ง ซึ่งด้านล่างนั้นเสี่ยวฟ่าน ตงห่าว ลู่ห่าน หลันหลัน มู่อันและหนิงซินกำลังยืนรอทั้งสองอยู่ ส่วนฮัวเจี่ยและต้าถงนั้นออกไปกันก่อนแล้ว
ระหว่างที่เดินลงมาด้านล่าง ปิงหยุนได้ยื่นถุงผ้าให้กับจ้าวเฉิน “นี่เงินเดิมพันส่วนหนึ่ง ที่พวกข้าไปรับมาจากอาจารย์ฝูหมิง ส่วนที่เหลือ...เห็นว่าอาจารย์ฝูหมิงจะนำมาให้กับเจ้าในภายหลัง”
จ้าวเฉินที่กำลังขัดสนเงินทอง รีบเปิดปากถุงดู ก็พบว่าด้านในถุงนั้นมีเงินอยู่ถึงสามร้อยเหรียญทอง มันเพียงพอที่เขาจะใช้แก้ขัดไปได้บ้าง “ขอบใจเจ้ามาก ช่วงนี้ข้ากำลังขัดสนอยู่พอดีเลย”
เห็นปิงหยุนและจ้าวเฉินมัวแต่ยืนคุยกันอยู่บนบันไดชั้นสอง ไม่ยอมเดินลงมาข้างล่างเสียที เสี่ยวฟ่านจึงส่งเสียงตะโกนขึ้นมา
“ลงมากันเร็ว ๆ หน่อย ข้าอยากจะไปเที่ยมชมเมืองจะแย่แล้ว!”
ดูจากเสียงตะโกนของเสี่ยวฟ่าน อีกฝ่ายน่าจะยืนรอมาซักพักแล้ว จ้าวเฉินและปิงหยุนจึงรีบเดินลงไปข้างล่างทันที
เมื่อทุกคนมากันครบแล้ว หมิงเกอได้พาทุกคนออกไปเที่ยวชมเมืองฟ้าคราม โดยไล่จากสถานที่สำคัญต่าง ๆ โดยสถานที่ที่โดดเด่นที่สุดตอนนี้ คือสนามประลองใจกลางเมือง
“นี่คือสนามประลองกลางเมือง พรุ่งนี้พวกเจ้าและตัวแทนของสถาบันต่าง ๆ จะต้องมาประลองกันที่นี่”
สนามประลองของเมืองฟ้าครามนั้นกว้างมาก พื้นสนามทำจากอิฐขาวที่ถูกปูเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูคล้ายกับ กระดานลวดลายของกระดานหมากล้อมขนาดใหญ่ อีกทั้งบริเวณโดยรอบยังสามารถลองรับผู้ชมได้มากเกือบหนึ่งพันคนเลยทีเดียว
โดยหลังจากที่พาทุกคนเดิมดูสนามประลองกลางเมืองเสร็จเรียบร้อย หมิงเกอจึงพาทุกคนไปซื้อของ และหาอะไรกินต่อ
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ