คลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี)

    บททดสอบแรกริมหาดทราย

    ติ๊ง!

    เสียงสัญญาณดิจิทัลดังก้องกังวานในโสตประสาท ปลุกภวังค์ของอคินให้ตื่นตัว

    หน้าต่างโฮโลแกรมสีฟ้าสว่างวาบขึ้นกลางอากาศ ตัดกับความมืดสลัวของยามหัวค่ำที่กำลังโรยตัวปกคลุมค่ายลี้ภัย

    ตัวอักษรเรืองแสงเรียงตัวลงมาเป็นบรรทัดอย่างเป็นระเบียบ ชัดเจนราวกับสลักลงบนม่านตา

     

    [ระยะเวลาเชื่อมต่ออ: 07:59:59]

    [ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 20 มีนาคม]

    [วันนี้มีภารกิจหลักเดินทางสู่ฐานที่มั่นใหม่ 'แหลมสิงห์' รีบเตรียมตัวเร็ว]

     

    อคินสูดลมหายใจเข้าลึก อากาศเย็นชื้นของยามค่ำคืนไหลผ่านปอด ช่วยขับไล่ความมึนงงจากการหลับใหล

    เขาขยับไหล่หมุนคอเล็กน้อย เสียงกระดูกลั่นกร๊อบเบาๆ พร้อมกับความรู้สึกกระปรี้กระเปร่าที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง

    มือหนาลูบไล้ไปตามผิวสัมผัสของ 'เกราะหนังออร์ค' ที่สวมอยู่ มันไม่ใช่แค่เครื่องป้องกัน

    แต่มันคือสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่ ผิวหยาบกร้านแต่ยืดหยุ่นของหนังสัตว์อสูรที่ผ่านการฟอกด้วยกรรมวิธีโบราณ

    โอบกระชับกล้ามเนื้อทุกมัด ต่างจากเสื้อเชิ้ตพนักงานออฟฟิศราคาถูกที่เขาเคยใส่มาทั้งชีวิตลิบลับ

    กลิ่นของหนังฟอกผสมกับกลิ่นจางๆ ของป่าให้ความรู้สึกดิบเถื่อนและปลอดภัยในเวลาเดียวกัน

    ที่เอวซ้าย เขาคาดดาบสั้นเล่มใหม่ น้ำหนักของมันถ่วงจุดศูนย์ถ่วงได้อย่างสมดุล

    ส่วนที่ต้นขาขวา มีซองหนังรัดแน่นสำหรับใส่มีดทำครัวคู่ใจ... อาวุธสำรองที่เขาขาดไม่ได้

    "เอาล่ะ... วันนี้เราจะไปลุยทะเลกัน"

    อคินพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะก้มลงมองเหล่าสมาชิกปาร์ตี้ตัวน้อยที่คลอเคลียอยู่แทบเท้า

    'โบ้' สุนัขพันทางผู้ซื่อสัตย์กระดิกหางระรัว ลิ้นห้อยด้วยความตื่นเต้น

    ส่วนแก๊งแมวสามสียอดนักรบ 'ส้มซ่า' 'ปลาเผา' และ 'บัวลอย' ต่างยืดเส้นยืดสาย เตรียมพร้อมสำหรับการผจญภัยครั้งใหม่

    มื้อค่ำมื้อสุดท้ายที่โรงอาหารกลางค่ายน้ำตกพลิ้วเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่เจือความเศร้าจางๆ

    ข้าวสวยร้อนๆ ราดแกงเขียวหวานเนื้อหมาป่าทมิฬส่งกลิ่นหอมเครื่องแกงฟุ้งกระจาย

    รสชาติเผ็ดร้อนจัดจ้านของพริกแกงตำมือช่วยกระตุ้นเลือดลมให้สูบฉีด

    อคินแบ่งเนื้อส่วนที่ดีที่สุดให้เหล่าสัตว์เลี้ยงของเขา มองดูพวกมันกินอย่างเอร็ดอร่อย

    'กินเยอะๆ นะพวกนาย... กองทัพต้องเดินด้วยท้อง' เขาคิดในใจ พลางตักข้าวคำสุดท้ายเข้าปาก

    ซึมซับรสชาติของความปลอดภัยที่กำลังจะต้องจากลา

    ...

    หน้าประตูค่ายน้ำตกพลิ้ว

    แสงไฟสีส้มอุ่นจากค่ายผู้ลี้ภัยสาดส่องไล่หลังมาเพียงครึ่งทาง

    ตัดกับความมืดมิดอนธการของป่าดงดิบเบื้องหน้าที่รอคอยอยู่ราวกับปากเหว

    "ไปดีมาดีนะพ่อหนุ่ม"

    แรงตบหนักๆ ที่ไหล่ทำให้อคินหันไปมอง 'พี่ไม้' หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนผู้แข็งแกร่ง

    ชายร่างกำยำยืนกอดอก มองเขาด้วยแววตาที่ผสมปนเปไประหว่างความห่วงใยและความกังวลลึกๆ

    "ไปอยู่ที่โน่นก็อย่าห้าวให้มากนักล่ะ ทะเลมันดุกว่าป่าเยอะ... จำคำพี่ไว้ พลาดนิดเดียวคือตาย"

    "ขอบคุณครับพี่ไม้ พี่เองก็ดูแลตัวเองด้วยนะครับ"

    อคินยกมือไหว้ด้วยความเคารพจากก้นบึ้งของหัวใจ ผู้ชายคนนี้คือครูคนแรกในโลกหลังความตายของเขา

    ณัฐ เจ้าหน้าที่หนุ่มแว่นเดินตามมาสมทบ พร้อมยื่นสมุดบันทึกเล่มคุ้นตาคืนให้

    "ผมประสานงานทางโน้นไว้เรียบร้อย ไปถึงก็รายงานตัวกับ 'คุณทศ' ได้เลยครับ เขา... เอ่อน่าจะรออยู่แล้ว"

    อคินพยักหน้ารับ แต่แล้วสายตาของเขาก็สะดุดเข้ากับภาพเบื้องล่าง

    'ด่าง' และ 'ขาว' หมาเฝ้ายามประจำค่ายที่ปกติจะวิ่งนำหน้าเขาเสมอ

    วันนี้พวกมันกลับหยุดยืนนิ่งอยู่ที่เส้นแบ่งเขตประตูค่าย ราวกับมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นขวางอยู่

    หูของพวกมันลู่ลง หางตกเล็กน้อย แต่นัยน์ตาสีน้ำตาลเข้มคู่นั้นกลับจ้องมองเขาอย่างแน่วแน่และมั่นคง

    ไม่มีวี่แววว่าจะก้าวข้ามธรณีประตูออกมาแม้แต่ก้าวเดียว

    อคินย่อตัวลงช้าๆ วางมือหยาบกร้านลงบนหัวของพวกมัน สัมผัสได้ถึงขนสากและความอบอุ่นจากร่างกายที่สั่นไหวเล็กน้อย

    "เอาล่ะ... คงมาส่งได้แค่นี้นะพวกนาย"

    ไม่มีเสียงครางหงิงๆ อย่างที่คิด พวกมันเพียงแค่นั่งยืดอกขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย

    ราวกับทหารผ่านศึกที่รู้หน้าที่ของตนดี... หน้าที่ในการปกป้อง 'บ้าน' หลังนี้แทนเขา

    "โฮ่ง... บรู๊วววว!"

    เสียงเห่าหอนประสานกันดังก้องกังวานไปทั่วหุบเขา มันไม่ใช่เสียงขู่ศัตรู

    แต่เป็นเหมือนแตรสัญญาณ... บทเพลงสรรเสริญส่งตัวสหายศึกสู่สนามรบใหม่

    'โบ้' ที่ยืนอยู่ข้างขาอคินเห่าตอบรับสั้นๆ หนึ่งครั้ง

    โฮ่ง!

    เสียงนั้นหนักแน่น ราวกับเป็นการรับคำสัญญาจากลูกพี่ว่าจะดูแลเจ้านายให้ดีที่สุด

    อคินรู้สึกเหมือนมีก้อนจุกอยู่ที่คอหอย เขาฝืนยิ้มให้พวกมันเป็นครั้งสุดท้าย

    ก่อนจะหันหลังกลับและก้าวเดินออกไปสู่ความมืดโดยไม่หันกลับไปมองอีก

    "แล้วเจอกันใหม่นะ... เฝ้าบ้านดีๆ ล่ะ!"

    เมื่อนาฬิกาบอกเวลาสองทุ่มตรง ความเงียบสงัดของป่ายามค่ำคืนถูกฉีกกระชากด้วยเสียงคำรามของเครื่องจักรสังหาร

    บรื้นนนน!

    ลำแสงสีขาวจ้าจากไฟหน้ารถสาดส่องตัดความมืด พุ่งตรงเข้ามายังจุดนัดพบ เสียงล้อบดขยี้กรวดหินดังสนั่นหวั่นไหว

    รถกระบะยกสูงสีดำด้านคันหนึ่งแล่นเข้ามาจอดเทียบท่า

    สภาพของมันดูเหมือนรถถังย่อส่วนมากกว่ารถบ้าน กันชนหน้าถูกเสริมด้วยเหล็กกล้าหนาเตอะสำหรับชนกวาดสิ่งกีดขวาง

    กระจกทุกบานติดตะแกรงเหล็กกันกระแทก รอยบุบและรอยขีดข่วนรอบคันคือเกียรติยศที่ฟ้องถึงความโชกโชน

    กระจกฝั่งคนขับเลื่อนลง เผยให้เห็นชายหนุ่มสวมแว่นกันลมทรงสปอร์ต รอยยิ้มยียวนกวนประสาทประดับอยู่บนใบหน้า

    "อ้าวเฮ้ย! นี่มันขบวนคาราวานสัตว์โลกน่ารักหรือไงวะเนี่ย?"

    คนที่นั่งข้างคนขับร้องทักพลางหัวเราะร่าเสียงดังลั่น

    "นึกว่าจะมารับหน่วยรบพิเศษ ที่ไหนได้ มีทั้งหมา ทั้งแมว... ขาดแค่หนูแฮมสเตอร์ก็ครบทีมแล้วพี่!"

    "สวัสดีครับคุณเมฆ"

    ไม้วิ่งมาต้อนรับพวกเขาทันที

    แต่สายตาของอคินกลับถูกดึงดูดไปยังบุคคลที่นั่งอยู่เบาะคนขับมากกว่า

    ประตูรถฝั่งนั้นเปิดออก... ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งก้าวลงมาด้วยท่วงท่าที่นิ่งสงบ

    แตกต่างจากความโวยวายของเมฆราวกับน้ำนิ่งกับไฟลามทุ่ง

    ใบหน้าคมเข้ม แววตาที่มองลอดแว่นสายตานั้นดูสุขุมลุ่มลึกและอ่านยาก

    เสื้อเชิ้ตสีเข้มที่พับแขนขึ้นอย่างลวกๆ

    เผยให้เห็นเส้นเลือดที่ปูดโปนบนท่อนแขน ไม่ได้ช่วยลดทอนบรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขาเลยแม้แต่น้อย

    "สวัสดีครับคุณทศ เสบียงพร้อมแล้วครับ"

    ไม้รายงานด้วยท่าทางที่เคารพยำเกรงอย่างเห็นได้ชัด

    อคินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นแรงขึ้นด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่า

    'ออร่าพระเอกชัดๆ ... ไม่ผิดแน่ คนๆ นี้ต้องเป็นระดับยอดฝีมือ หรือพวกผู้เล่นระดับสูงแน่ๆ บรรยากาศรอบตัวคนละเรื่องกับคนทั่วไปเลย'

    "ทางนี้คือยามที่จะไปเฝ้ากะดึก ของค่ายแหลมสิงห์ครับ"

    ไม้ผายมือมาทางอคิน

    "สวัสดีครับ ผมอคินครับ"

    อคินแนะนำตัว เสียงของเขาแอบสั่นเล็กน้อย

    "ขนของมาแค่นี้ใช่ไหม?"

    ทศถามเสียงเรียบ สายตาภายใต้กรอบแว่นกวาดมองเป้ใบเก่าและเหล่าสัตว์เลี้ยงของอคินเพียงแวบเดียว

    ไม่มีการแสดงอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น

    เขาเดินผ่านอคินตรงไปยังกองลังไม้ขนาดใหญ่ที่ณัฐจัดเตรียมไว้

    ทหารยามและสมาชิกปาร์ตี้ของคุณทศรีบกุลีกุจอมาช่วยกันยกขึ้นหลังรถ ลังที่ควรจะหนักอึ้งกลับถูกโยนขึ้นรถราวกับเป็นนุ่น

    "ขึ้นรถเถอะ"

    ทศหันมาบอกหน้านิ่ง เหมือนเมื่อกี้เขาแค่หยิบเหรียญบาทเข้ากระเป๋า ไม่ใช่เพิ่งสั่งการเคลื่อนย้ายเสบียงตันๆ

    "เรารีบไปกันดีกว่า ก่อนที่พวกตัวแสบจะแห่กันออกมาขวางทาง"

    ...

    การเดินทางสู่ขุมนรกเริ่มต้นขึ้น

    ลมแรงปะทะใบหน้าจนชาหนึบ รถกระบะดัดแปลงพุ่งทะยานไปบนถนนคอนกรีตเก่าที่แตกร้าวด้วยความเร็วที่ทำให้ไส้บิดมวน

    สองข้างทางคือป่ารกชัฏที่พยายามกลืนกินถนน

    กิ่งไม้จากต้นไม้สองข้างทางยื่นยาวออกมาฟาดกับโครงเหล็กข้างรถดัง ปั้ง! ปั้ง! เป็นระยะ ฟังดูเหมือนเสียงปืนมากกว่าเสียงไม้

    อคินนั่งกอดเข่าอยู่ที่กระบะหลัง โดยมีโบ้นั่งลิ้นห้อยต้านลมอย่างไม่สะทกสะท้าน

    ส่วนแก๊งแมวสามตัว ส้มซ่า ปลาเผา และบัวลอยขดตัวซุกรวมกันอยู่ในเป้ใบใหญ่ของเขาเพื่อหลบลม

    เหลือโผล่มาแค่หูสามคู่ที่กระดิกตามเสียงรอบข้างราวกับเรดาร์

    "เฮ้! พี่ชาย!"

    เมฆตะโกนผ่านช่องหน้าต่างหลังรถ แข่งกับเสียงลมวีดหวิว

    "ได้ยินว่าพี่หลับกลางวัน ตื่นกลางคืนเหรอ? เผ่าพันธุ์ไหนเนี่ยเรา? แวมไพร์? หรือมนุษย์ค้างคาว?"

    อคินยืดอกขึ้นทันทีเมื่อถูกถามถึง 'ตัวตน' ของเขา เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงจริงจังสุดขีด แม้ลมจะตีเข้าปากจนแก้มกระพือ

    "ไม่ใช่ครับ... มันน่าจะเป็นคำสาปแห่งโชคชะตามากกว่า"

    เขาตะโกนตอบ แววตาเป็นประกายด้วยความเชื่อมั่น

    "ปาร์ตี้ของผมชื่อ 'นักล่ารัตติกาล' พลังของพวกเราจะตื่นตัวสูงสุด... ตอนกลางคืนเท่านั้นครับ!"

    เมฆระเบิดหัวเราะลั่นรถจนตัวงอ

    "นักล่ารัตติกาล!? เชี่ย... ชื่อโคตรเท่เลยว่ะพี่! ฮ่าๆๆๆ ชอบว่ะ! เอาเรื่อง! จูนนิเบียวจัดๆ!"

    อคินขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความงุนงง

    'ขำอะไรของเขา? เราพูดเรื่องจริงแท้ๆ'

    ทศที่นั่งเงียบมาตลอดหัวเราะในลำคอเบาๆ หึๆ ก่อนจะเปรยขึ้นมา

    สายตายังคงจับจ้องไปที่ถนนเบื้องหน้าผ่านแสงไฟหน้ารถที่สาดส่องแหวกความมืด

    "น่าสนใจ..."

    น้ำเสียงของทศราบเรียบแต่แฝงความนัยบางอย่างที่ทำให้อคินขนลุก

    "หวังว่าคงไม่ง่วงกลางคันนะคุณนักรบ... เพราะที่แหลมสิงห์น่ะ... นรกแตกกว่าที่นี่เยอะ"

    ...

    เมื่อเดินทางมาถึงค่ายแหลมสิงห์

    กลิ่นแรกที่พุ่งเข้ามาปะทะจมูกไม่ใช่กลิ่นดินหรือกลิ่นเขียวของป่าเหมือนที่คุ้นเคย

    แต่เป็นกลิ่นคาวรุนแรงของปลาเน่าผสมกับไอเกลือเค็มจัดจนแสบจมูก และ... กลิ่นสนิมคาวของเลือดเก่าที่แห้งกรัง

    'ค่ายแหลมสิงห์' ตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเขาติดหน้าผา

    มันไม่ใช่ค่ายที่สร้างขึ้นใหม่อย่างสวยงาม แต่มันคือซากปรักหักพังที่ถูกดัดแปลงเป็นป้อมปราการสุดท้ายของมนุษยชาติ

    กำแพงต้นไม้สูงล้อมรอบพื้นที่ถูกเสริมด้วยเถาวัลย์หนามหนาทึบ ล้อมทั้งพื้นที่บนบกและยื่นยาวลงไปในน้ำราวกับหนวดปลาหมึกยักษ์

    รอยขีดข่วนลึกๆ เหมือนถูกกรงเล็บขนาดยักษ์ตะกุย และรอยกะเทาะจากการถูกทุบทำลายมีให้เห็นทั่วทุกจุดของกำแพง...

    หลักฐานของการต่อสู้ที่ไม่เคยหยุดพัก

    เสียงคลื่นกระทบฝั่งดัง ครืน... ครืน... ตลอดเวลา

    ฟังดูเหมือนเสียงลมหายใจของสัตว์ร้ายขนาดมหึมาที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ผืนน้ำ รอคอยจังหวะที่จะกลืนกินทุกสิ่ง

    "ถึงแล้ว ที่พักนาย"

    ทศพาอคินมาหยุดอยู่ที่ต้นหูกวางยักษ์ใกล้ๆ กับประตูทางเข้า ต้นไม้นี้สูงเสียดฟ้า

    บนยอดไม้สูงสามสิบเมตร มีสิ่งปลูกสร้างคล้าย 'หอสังเกตการณ์' ตั้งอยู่โดดเดี่ยว มีบันไดวนเวียนรอบลำต้นขึ้นไป

    "พวกนี้เป็นบ้านของยามเฝ้าประตู... งานของนายคือสองทุ่มถึงตีสอง เข้าใจนะ"

    ทศอธิบายพร้อมโยนกุญแจบ้านให้อคินรับ

    "ไม่ใช่รีสอร์ต 5 ดาวแบบที่น้ำตกพลิ้วนะ แต่วิวดี ลมโกรก และเห็นศัตรูชัดเจนที่สุด... เอาของไปเก็บแล้วเริ่มงานได้ ถึงกะของนายแล้ว"

    "ขอบคุณครับ!"

    อคินเงยหน้ามองขึ้นไป แววตาเป็นประกาย

    'ยอดเยี่ยม... ชัยภูมิแบบนี้แหละที่เหมาะกับเรา!'

    มันดูดิบเถื่อนสมใจอยาก บรรยากาศเหมือนด่านหน้าในเกมสงครามที่เขาเคยเล่น

    แต่สิ่งที่กวนใจคือกลิ่น... กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาตามลมทะเล

    ยังไม่ทันที่อคินจะได้วางเป้ลง เสียงระฆังเตือนภัยก็ดังรัวเร็วมาจากกำแพงด้านล่าง ฉีกกระชากความสงบเงียบของค่ำคืน

    แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!

    "อสูรบุก! ทิศตะวันออก! เมิร์ก 10 ตัว! ย้ำ! เมิร์ก!"

    เสียงตะโกนโหวกเหวกของทหารเวรยามดังขึ้นพร้อมกับเสียงฝีเท้าที่วิ่งวุ่นโกลาหล

    ทศที่กำลังจะเดินกลับหันขวับมามองอคิน

    สายตาคมกริบประเมินสถานการณ์ชั่วครู่

    เขาเอื้อมมือไปที่หลังรถ หยิบหอกที่ทำจากกระดูกออร์คและเขี้ยวหมาป่าทมิฬมาให้เขา

    "รับ!"

    อคินคว้าหมับเข้าที่ด้ามหอกตามสัญชาตญาณ น้ำหนักของมันเข้ามือพอดีเป๊ะ

    "ทดสอบงานหน่อยไหมคุณยาม?"

    ทศยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ดูท้าทาย

    "ถ้าผ่านคืนนี้ไปได้... เดี๋ยวพาไปเบิกของดีในคลัง"

    อคินแสยะยิ้มเมื่อเห็นหน้าต่างภารกิจเด้งขึ้นมาตรงหน้า เขาควงหอกในมือหนึ่งรอบ เสียงแหวกอากาศดัง วูบ!

    "จัดไปครับหัวหน้า! พวกเรา... ลุย!"

    เขากระโดดลงจากหอสังเกตการณ์พร้อมกับโบ้และแก๊งแมว

    เท้าสัมผัสผืนทรายเย็นเฉียบ

    เบื้องหน้าคือชายหาดสีดำทะมึนที่มีเงาตะคุ่มๆ กำลังคืบคลานขึ้นมาจากฟองคลื่น

     

    [แจ้งเตือน: ตรวจพบศัตรู 'เมิร์ก' เลเวล 15] 

    คล้ายกับเรื่องคลื่นอสูรยึดโลก : อัศวินรัตติกาล (อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน