“ซูเหม่ยฉี” ไป๋รั่วเสวี่ยอึ้งอยู่สักพักหลังจากเรียกชื่อของหญิงสาวที่เป็เพื่อนร่วมห้องของเธอที่มหาวิทยาลัยเมื่อตอนที่วันโลกาวินาศปะทุขึ้น อีกฝ่ายผลักซอมบี้ที่จู่โจมเธอออกเพื่อที่จะช่วยชีวิตเธอแต่สุดท้ายตัวเองก็หนีไม่รอด ตกเป็อาหารของเหล่าซอมบี้
“ใช่เธอจริงๆ ด้วย” ซูเหม่ยฉีพูดพลางยิ้ม
“เธอเองก็มาเดินเล่นซื้อของหรือ” เมื่อชาติที่แล้วความสัมพันธ์ของเธอกับเพื่อนร่วมห้องคนนี้ถือว่าธรรมดา นึกไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วอีกฝ่ายจะยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อช่วยชีวิตเธอ
“ใช่ ฉันซื้อเสร็จแล้วกำลังจะกลับเธอก็ค่อยๆ เดินซื้อไปนะ” ซูเหม่ยฉีหมุนตัวจะจากไป
“อย่าเพิ่งไปสิ ฉันเดินซื้อของคนเดียวเบื่อจะแย่พอดีเลย พวกเราสองคนไปด้วยกันเถอะ” ไป๋รั่วเสวี่ยเดินไปข้างหน้าสองก้าวแล้วรั้งแขนอีกฝ่ายไว้ไม่ให้ไป
“งั้นฉันอยู่เป็เพื่อนเธอก็ได้”ซูเหม่ยฉีพูดขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน
“ต้องอย่างนี้สิ เพื่อนร่วมห้องคนดีของฉัน” ไป๋รั่วเสวี่ยยิ้มชาตินี้เธอจะต้องตอบแทนบุญคุณที่อีกฝ่ายได้ช่วยชีวิตเธอไว้ในชาติที่แล้วอย่างดีแน่นอน
“ว่าแต่ลูกพี่ลูกน้องของเธอล่ะพวกเธอไม่ได้ตัวติดกันตลอดหรอกหรือ” ซูเหม่ยฉีถาม
“คุณพี่เป็คนบ้านฉันก็จริงแต่ฉันก็ไม่ควรมีแต่คนที่บ้าน ฉันยังจำเป็ต้องมีเพื่อนฝูงมีเพื่อนนักเรียนใช่ไหมล่ะ” ชาติที่แล้วเธอยกให้ลูกพี่ลูกน้องของเธอสำคัญที่สุดไม่ว่าไปที่ไหนก็ต้องมีเงาของอีกฝ่ายตามติดไปด้วยเสมอ เธอยอมห่างเหินกับเพื่อนฝูงและเพื่อนนักเรียนเพื่ออีกฝ่ายใน่วันโลกาวินาศเพื่อนนักเรียนหลายคนช่วยเธอไว้แต่เธอกลับมองข้ามมิตรภาพเ่าั้เพียงเพื่อลูกพี่ลูกน้องของเธอคนนี้มาคิดดูตอนนี้ก็รู้สึกว่าไม่คุ้มเอาเสียเลย
“ว่าไปแล้วก็จริง” ซูเหม่ยฉีพยักหน้า
“ไปกันเถอะ นี่ก็เที่ยงแล้วฉันเลี้ยงข้าวเธอเอง”
“ไม่ต้องหรอกพวกเราหารกันคนละครึ่งเถอะ” ซูเหม่ยฉีปฏิเสธ
“ดูเธอสิ ทำตัวห่างเหินแล้วอีกอย่างฉันเป็ฝ่าย้าให้เธอสละเวลาอันมีค่าของเธอมาเดินซื้อของเป็เพื่อนยังไงก็จำเป็ที่จะต้องเลี้ยงข้าวเธอสักมื้อ” ไป๋รั่วเสวี่ยว่าซูเหม่ยฉีนั้นแต่งตัวธรรมดา ปกติซื้อของก็ไม่ได้ใช้จ่ายมือเติบดูเหมือนฐานะทางบ้านจะไม่ค่อยดี ประจวบเหมาะกับที่บ้านเธอค่อนข้างมีเงิน จึงสามารถเริ่มต้นการตอบแทนอีกฝ่ายจากส่วนนี้ได้
“เหม่ยฉีเธอชอบกินอะไรอยากไปลองชิมอาหารฝรั่งเศสไหม” ไป๋รั่วเสวี่ยถามเลี้ยงอาหารท้องถิ่นดูจะธรรมดาเกินไป ไม่พอที่จะตอบแทนบุญคุณซูเหม่ยฉีที่ช่วยชีวิตเธอไว้ในชาติที่แล้วแน่นอนว่ายังมีอีกเหตุผลไป๋รั่วเสวี่ยชื่นชอบอาหารฝรั่งเศสที่ตกแต่งอย่างหรูหราแปลกตาที่สุด เธอเชิญผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตมารับประทานอาหารประเภทนี้เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงไมตรีจิตที่เธอมีให้อีกฝ่าย แต่หากพาเข้าร้านไปโดยไม่บอกกล่าวเกรงว่าอีกฝ่ายจะรู้สึกว่าเธอกำลังอวดรวย
“แต่อาหารฝรั่งเศสแพงมากนะ” ซูเหม่ยฉีว่า
“เื่เงินเื่เล็กน่าใช้แล้วก็หาใหม่ได้ ถ้าเธอชอบงั้นเราก็ไปกินกัน อาหารมื้อนี้ฉันเลี้ยงไหว” ไป๋รั่วเสวี่ยดีใจเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายถูกใจสิ่งที่ตนนำเสนอ
“รั่วเสวี่ยพวกเรากินอะไรก็ได้ง่ายๆ ที่ข้างทางเถอะตอนนี้เธอยังเป็นักศึกษา ยังใช้เงินพ่อแม่อยู่ใช้จ่ายเงินพ่อแม่เธอแบบนี้ไม่ค่อยดีหรอกมัง” ซูเหม่ยฉีว่าพลางขมวดคิ้ว
ประโยคนี้เพียงประโยคเดียวก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างซูเหม่ยฉีกับไป๋หรูอวี้แล้ว
หากบอกไป๋หรูอวี้ว่ากินอะไรก็ได้ง่ายๆ ที่ข้างทางไป๋หรูอวี้ต้องไม่พอใจแน่ แถมยังต้องบ่นว่ามีเงินตั้งเยอะขนาดนี้ทำไม่ไม่กินดีสักหน่อย
“ที่เธอพูดก็ถูก ต่อไปฉันจะระวังแต่ว่าวันนี้ฉันอยากกินอาหารฝรั่งเศสเป็พิเศษ เธอต้องไปเป็เพื่อนฉันนะ” ไป๋รั่วเสวี่ยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเห็นด้วยหรือไม่ เธอดึงซูเหม่ยฉีไปยังร้านอาหาร
หลังจากทานข้าวเสร็จทั้งสองคนก็เดินเล่นซื้อของต่อไป๋รั่วเสวี่ยส่งซูเหม่ยฉีกลับมหาวิทยาลัย เมื่อมาถึงทางเข้ามหาวิทยาลัยก็เห็นหยางหลิ่วอยู่กับสมาชิกสภานักศึกษาอีกหลายคน
หยางหลิ่วเห็นไป๋รั่วเสวี่ยจึงเดินมาหาด้วยสีหน้าดีใจ“รั่วเสวี่ยฉันโทรหาเธอ ทำไมเธอไม่รับสาย เธอรู้ไหมว่าฉันเป็ห่วงเธอมากโชคดีที่ฉันมีเบอร์ลูกพี่ลูกน้องเธอ ไม่อย่างนั้นฉันคงคิดว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอไปแล้ว”
ไป๋รั่วเสวี่ยเอามือซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกงเธอยั้งใจไม่ให้ตัวเองยื่นมือตบออกไปสักฉาดจนเล็บขูดหนังแทบหลุด “โทรศัพท์แบตหมด”
“อ๋อ เธอไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว” หยางหลิ่วพูดด้วยสีหน้าโล่งอก
“ฉันจะเป็อะไรได้ยังไงนายกังวลเกินไปแล้ว” ไป๋รั่วเสวี่ยก้มหน้าเพื่อซ่อนสีหน้าเยาะหยันเอาไว้ที่นี่ประเทศหฺวา ประเทศที่มีความปลอดภัยในที่สาธารณะดีที่สุดจะเกิดเื่อะไรขึ้นกับเธอได้ยังไง ความเป็ห่วงของเขาช่างจอมปลอมเหลือเกินแต่ชาติก่อนเธอกลับเชื่อประโยคแบบนี้ของเขาเป็ที่สุดเพราะเธอเชื่อใจเขาจึงใส่ใจเขามาก ยิ่งกว่านั้นเพราะเธอช่วยเขาอยู่จึงทำให้เธอเสียเวลาที่จะช่วยพ่อแม่ของตัวเองทำให้พ่อแม่ของตัวเองต้องกลายเป็อาหารซอมบี้
เกลียด เกลียดจริงๆ
“ให้ฉันไปส่งเธอที่บ้านนะ” หยางหลิ่วไม่เห็นความเกลียดชังในดวงตาของไป๋รั่วเสวี่ย จึงยังไม่หยุดแสดงความเป็ห่วงออกมา
“ไม่ต้องหรอก” ไป๋รั่วเสวี่ยปฏิเสธ“อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดฉันแล้ว นายอย่าลืมล่ะ”
“ฉันจำวันเกิดเธอได้อยู่แล้ว เธออยากได้อะไรเป็ของขวัญล่ะฉันจะได้ซื้อให้เธอ”
“ไม่ต้องหรอกฉันไม่ได้ขาดอะไรสักอย่าง” ไป๋รั่วเสวี่ยพูดเงินจากทุนการศึกษากับงานพิเศษของเขาเพียงแค่นั้น จะไปพอซื้ออะไรให้เธอได้
“ใช่แล้วรุ่นน้องไป๋ไม่ขาดอะไรสักอย่าง ขาดก็แต่แฟนหนุ่มสักคน เมื่อถึงเวลาพวกเราจะจับหยางหลิ่วล้างจนสะอาดแล้วยกไปส่งให้” เสียงใครคนหนึ่งพูดหยอกล้อ
“อย่าพูดจาเหลวไหลน่าฉันกับรั่วเสวี่ยเป็แค่เพื่อนกันเฉยๆ” หยางลิ่วพูดปกป้องแฟนสาวของตัวเองทั้งที่จริงๆ แล้วเขารู้สึกชอบที่จะได้ยินคนอื่นพูดเช่นนี้มาก
“ล้อเล่นมากไปก็ไม่ดีหรอกนะ” ไป๋รั่วเสวี่ยไม่มีความรู้สึกดีๆ อะไรต่อสมาชิกสภานักศึกษาเหล่านี้เลยพวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็เพื่อนชั้นปีเดียวกันกับไป๋หรูอวี้และจงรักภักดีต่อไป๋หรูอวี้อย่างที่สุดก่อนยุคโลกาวินาศยังเป็เช่นนี้ และในยุคโลกาวินาศที่ไป๋หรูอวี้มีช่องมิตินั้น เธอก็ยิ่งเหมือนราชินีที่มีเหล่าบริวารที่ภักดีเข้าไปอีก
ถึงแม้ว่าไป๋รั่วเสวี่ยจะเรียนที่มหาวิทยาลัยซึ่งอยู่เมืองเดียวกันและในมหาวิทยาลัยก็มีหอพักแต่ไป๋รั่วเสวี่ยก็กลับไปอยู่ที่บ้านในวันเสาร์อาทิตย์ อาหารมื้อกลางวันจะไม่กินที่บ้านก็ได้แต่ตอนเย็นต้องอยู่กินข้าวที่บ้าน ซึ่งใน่เย็นของทั้งสองวันนี้ หลิ่วเย่ว์เหมยและไป๋จิ้งเหวินต่างก็หยุดงานด้วยกันทั้งคู่ทุกคนในครอบครัวพ่วงด้วยไป๋หรูอวี้จึงนั่งกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้า
อาหารเย็นโอ่อ่าหรูหรา สัตว์ที่เคยว่ายอยู่ในทะเลที่เคยเลี้ยงในน้ำหรือแม้แต่ที่เคยวิ่งอยู่บนูเา ล้วนจัดวางขึ้นเต็มโต๊ะอาหารทุกจานล้วนหอมหวนเตะจมูก พาให้คนรู้สึกอยากอาหารเป็อย่างยิ่ง
ตอนที่ไป๋รั่วเสวี่ยกลับมาบ้านหลิ่วเย่ว์เหมยกับไป๋จิ้งเหวินได้นั่งรออยู่ที่โต๊ะอาหารแล้ว
“น้องเสวี่ยเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือจ๊ะคุณอากับคุณอาผู้หญิงรอเธออยู่นานแล้วนะ” ไป๋หรูอวี้ออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้ม
“คุณพ่อ คุณแม่ขอโทษนะคะที่ปล่อยให้รอนาน” ในชาติที่แล้วพ่อกับแม่เสียชีวิตลงอย่างทารุณทำให้ไป๋รั่วเสวี่ยรู้สึกราวกับมีหนามทิ่มแทงอยู่ในใจตลอดเวลา ชาตินี้จะไม่มีทางเหมือนชาติที่แล้วอีกเด็ดขาดเธอจะต้องทำให้พ่อและแม่มีชีวิตที่สงบสุขไปจนแก่เฒ่า
“เสวี่ยเอ๋อร์รู้จักมีมารยาทแบบนี้ั้แ่เมื่อไรกันปกติออกจะเอะอะโวยวาย” ไป๋จิ้งเหวินถามพลางวางหนังสือพิมพ์ลง
ไป๋รั่วเสวี่ยหัวเราะเธอเอะอะโวยวายเสียที่ไหนกัน เธอแค่เป็คนไม่ซับซ้อน มีอะไรก็ชอบพูดออกมาตรงๆ “พ่อคะ หนูจะอายุสิบเก้าแล้วนะคะ หนูรู้เื่รู้ราวแล้วค่ะ”
“ใช่สิ ลูกสาวพ่อจะอายุสิบเก้าแล้วนึกถึงตอนที่ลูกเพิ่งเกิด ตัวเล็กนิดเดียวเอง ตอนนี้ตัวโตขนาดนี้แล้ว พ่อยังรู้สึกเหมือนลูกเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง” ไป๋จิ้งเหวินถอนหายใจอย่างใจหายพร้อมพูดขึ้นว่า “บุตรีบ้านข้าเติบใหญ่บิดาทั้งปีติและเศร้าใจ” ไป๋จิ้งเหวินอดไม่ได้ที่จะท่องบทกลอนออกมา
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/9ee8f63c050427e101e8f9d6b0d57428