เวลาผ่านไปหนึ่งเดือนหลังจากวิทยาได้ตอบตกลงจะแต่งงานกับหญิงสาวที่มารดาเลือกให้ในวันนั้นเขาก็ลืมถามไปเสียสนิทว่ากำหนดการแต่งงานคือวันไหนและแม้แต่เ้าสาวของเขาชื่ออะไร เขาก็ไม่ได้สนใจจะถามเลยด้วยซ้ำ
ตลอด่หนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขาสนใจแต่งานประจำของโรงพยาบาลที่เขาทำงานอยู่และถ้าหากมีเวลาว่างเขาก็มักจะเข้าไปขอตรวจดูความเรียบร้อยของโรงพยาบาลเปิดใหม่ที่ตอนนี้เขาเป็หุ้นส่วนอยู่ครึ่งหนึ่งซึ่งได้รับมาจากมารดาแม้จะได้พบเจอและพูดคุยกับว่าที่พ่อตาบ่อยครั้ง แต่เขาก็หลีกเลี่ยงที่จะพูดหรือถามถึงบุตรสาวของท่านด้วยส่วนหนึ่งเป็เพราะเขาคิดว่านั่นไม่ใช่เื่ที่น่าสนใจสำหรับเขาการที่เขายอมแต่งงานด้วยก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
วันนี้เป็วันแต่งงานของเขาซึ่งเขาคิดว่ามันเร็วเกินไปหรือเปล่าแต่เมื่อมาคิดดูอีกทีไม่ว่าจะเร็วหรือช้าเขาก็ต้องแต่งอยู่ดีเพราะไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนเขาก็ยังรู้สึกเช่นเดิมก็คือแค่ทำหน้าที่ของตัวเองตามข้อตกลงให้ผ่านๆ ไปเท่านั้น
“วิท... มาแล้วหรือลูก แม่คิดว่าลูกจะเบี้ยวซะแล้ว ดูสิเมื่อคืนแทนที่จะนอนบ้าน” คุณนายกมลวรรณที่อยู่ในชุดผ้าไหมสีสวยร้องเรียกบุตรชายด้วยความดีใจเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามาในบ้าน พลางต่อว่าเล็กๆเมื่อคนเป็ลูกทำอะไรไม่ถูกใจ
“ผมทำงานดึกไปหน่อยก็เลยนอนที่คอนโดน่ะครับ” วิทยาบอกมารดาเสียงเรียบใบหน้าหล่อเหลาบ่งบอกถึงความอ่อนล้าเหมือนคนไม่ได้นอนมาทั้งคืนไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นกับการแต่งงานที่กำลังจะเกิดขึ้นในเช้านี้หรอกนะแต่เพราะเขาเร่งมือทำงานต่างๆเพื่อเคลียร์ตัวเองให้มีเวลาว่างพอที่จะไปดูแลงานในโรงพยาบาลที่เปิดใหม่ของเขาด้วย
“ไปๆ รีบอาบน้ำแต่งตัวเลยนะลูก แม่เตรียมชุดไว้ให้แล้ว” คนเป็แม่รีบคะยั้นคะยอดันตัวบุตรชายให้ขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความรวดเร็วเพราะใกล้ถึงเวลาที่จะต้องออกเดินทางไปบ้านเ้าสาวแล้วซึ่งฝ่ายนายแพทย์สินชัยจะเป็เ้าภาพจัดงานพิธีในตอนเช้าที่บ้านเรือนไทยของเขา
“ครับคุณแม่” ชายหนุ่มรับคำก่อนจะเดินขึ้นไปบนห้องเพื่อจัดการกับตัวเองตามที่มารดาได้จัดเตรียมเอาไว้ให้แม้แต่ชุดที่เขาจะต้องใส่ เขาเองก็ไม่ได้เป็คนเลือกเขามีส่วนร่วมในการเตรียมงานของตัวเองเพียงแค่ตอนที่ช่างมาวัดสัดส่วนของเขาไปเท่านั้นที่เหลือทั้งหมดเป็หน้าที่ของมารดาทั้งสิ้น
สถานที่ประกอบพิธีมงคลสมรสในตอนเช้านั้น นายแพทย์สินชัยและคุณนายมณีนุชยินดีเปิดบ้านเรือนไทยไม้สักทองที่เลื่องลือถึงความงดงามและคงเอกลักษณ์ของความเป็ไทยไว้อย่างสมบูรณ์แบบจนหาที่ติไม่ได้
สำหรับการประกอบพิธีแบบไทยๆซึ่งภายในบริเวณบ้านถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามอบอวลไปด้วยเสน่ห์และกลิ่นอายของความเป็ไทยอย่างเต็มเปี่ยมนอกจากนี้ยังรายล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ร่มครึ้มสบายตาต้อนรับแเื่คนสำคัญและญาติผู้ใหญ่ที่มาร่วมเป็สักขีพยานกันอย่างเนืองแน่น
อรณิชาอยู่ในชุดเ้าสาวแบบไทยดุสิตเปิดไหล่สีเหลืองทองอร่ามขับกับผิวขาวนวลเนียนทำให้เธอดูสง่าและงดงามราวกับเทพธิดาในวรรณคดีไทยผมที่ยาวสลวยถูกเกล้าไว้เป็ทรงเรียบร้อยปักด้วยปิ่นรูปดอกไม้สีทองรับกับใบหน้าสวยให้ยิ่งหวานล้ำมากยิ่งขึ้น
“อร... หนูไม่เป็ไรใช่ไหมลูก” คุณนายมณีนุชเอ่ยถามพลางลูบที่ไหล่บอบบางของบุตรสาวเบาๆ อย่างปลอบโยน
“คุณแม่...” อรณิชาเรียกมารดาเสียงแ่หันมองสบตาท่านด้วยแววตาเศร้าหมอง
“อร ไม่เป็ไรค่ะ แค่รู้สึกว่ามันเร็วเกินไปเท่านั้นเอง”
“หืม... ตื่นเต้นหรือเปล่าลูก ดูสิ มือเย็นเฉียบเชียว” คนเป็แม่จับมือลูกสาวมากุมไว้เพื่อให้ไออุ่น
“คุณแม่ขา... อรเปลี่ยนใจได้ไหมคะ” ใบหน้าสวยที่ดูหม่นหมองประกอบกับน้ำเสียงสั่นเครือของบุตรสาวทำให้คนเป็แม่รู้สึกสงสารจับใจ
“หนูอร... โธ่... ไม่ได้แล้วลูก มาถึงขนาดนี้แล้ว” แม้รู้ว่าต้องฝืนใจแต่นางเองก็ไม่รู้จะช่วยบุตรสาวยังไงดีในเมื่อทั้งหมดเป็คำสั่งของผู้เป็สามีที่ชี้ขาดลิขิตรักให้กับบุตรสาวในครั้งนี้
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูที่ดังขึ้นทำให้สองแม่ลูกรีบปรับสีหน้าให้เป็ปกติแม้จะต้องกล้ำกลืนก้อนสะอื้นลงไปก้อนใหญ่ก็ตาม
“สวัสดีค่ะคุณแม่” กรรณิการ์ยกมือไหว้มารดาของเพื่อนรักอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินเข้ามาใกล้ทั้งสองคน
“สวัสดีลูก... หนูก้อย แม่ฝากหนูอรหน่อยนะแล้วแม่จะให้เด็กมาเรียกเมื่อถึงเวลา” คุณนายมณีนุชรับไหว้เด็กสาวที่เป็เพื่อนสนิทของบุตรสาวพร้อมส่งรอยยิ้มอบอุ่นไปให้เหมือนเคย
“ค่ะคุณแม่ ไม่ต้องห่วงค่ะ ก้อยจะดูแลอรให้เอง” คนมาใหม่ยิ้มกว้างตอบรับคำฝากฝังด้วยความยินดี
“ขอบใจมากจ้ะ” คุณนายมณีนุชยิ้มตอบอย่างพอใจก่อนจะหันไปบอกบุตรสาว
“แม่ไปก่อนนะลูก” มืออวบอิ่มของคนเป็แม่บีบเบาๆที่ข้อมือเล็กของลูกสาวเพื่อให้กำลังใจ และเมื่อได้รับรอยยิ้มน้อยๆ กลับมา นางจึงเดินออกไปจากห้องเพื่อเตรียมการต้อนรับแขกสำคัญที่กำลังเดินทางมา
“อร... วันนี้อรเป็เ้าสาวที่สวยที่สุดเท่าที่ก้อยเคยเห็นมาเลยนะสวยอย่างกับนางฟ้านาง์แน่ะ” กรรณิการ์ะโเข้าคว้ามือบางของเพื่อนสาวมาจับไว้ด้วยความชื่นชมจากหัวใจวันนี้เพื่อนของเธอสวยมากสวยจนเธออยากจะหยิบดินสอขึ้นมาขีดเขียนวาดภาพของหญิงสาวตรงหน้าที่งดงามราวกับเทพธิดาบนสรวง์นี้เอาไว้ซึ่งจัดว่าเป็งานศิลปะชิ้นเอกที่เลิศล้ำจนหาที่ติไม่ได้จริงๆ
“ก้อย... อรไม่อยากแต่งเลย” อรณิชาบอกเพื่อนรักตามความเป็จริงจากก้นบึ้งของหัวใจกับความรู้สึกที่มี
“เฮ้อ... ก้อยเข้าใจอรนะ แต่ในเมื่อเราตัดสินใจแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไปอรทำเพื่อคุณพ่อไม่ใช่หรือจ๊ะ” คนเป็เพื่อนพยายามปลุกปลอบเ้าสาวด้วยความเห็นใจเธอเองก็ใไม่น้อยในวันที่รู้ว่าเพื่อนรักจะแต่งงานแบบสายฟ้าแลบขนาดนี้แถมเ้าบ่าวยังเป็คนที่ไม่เคยรู้จักหรือคบหากันมาก่อนอีกด้วย นั่นเท่ากับว่าเพื่อนของเธอโดนจับคลุมถุงชนเหมือนที่ผู้ใหญ่สมัยโบราณเขาทำกันแม้เธอจะไม่เห็นด้วยกับความคิดแบบนี้แต่อีกใจก็คิดว่านายแพทย์สินชัยพ่อของอรณิชานั้นรักลูกสาวคนนี้ขนาดไหนการที่ท่านเลือกคู่ครองให้นั่นก็แสดงว่าผู้ชายคนนั้นจะต้องเป็คนดีและเป็คนที่ท่านไว้ใจอย่างแน่นอน
“ใช่... อรทำเพื่อคุณพ่อ... อรจะพยายามอดทนไว้” คนเป็เ้าสาวหันมาบอกเพื่อนรักด้วยน้ำเสียงสั่นเครือก่อนจะสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดอย่างตัดสินใจ ทั้งหมดที่เธอทำไปหลังจากนี้ก็เพื่อคุณพ่อคุณแม่ของเธอเท่านั้นและเมื่อหมดสัญญาสองปีที่ตั้งเงื่อนไขเอาไว้ เธอก็จะเป็อิสระอย่างที่ใจ้า
“ก้อยเป็กำลังใจให้อรเสมอนะ” กรรณิการ์ยิ้มหวานให้เพื่อนรักเพื่อยืนยันคำพูดที่ออกมาจากหัวใจ
“ขอบใจนะก้อย ก้อยเป็เพื่อนที่อรรักมากที่สุด แล้วก็... เอ่อ... นนท์ด้วย”อรณิชาบอกเพื่อนสาวก่อนที่น้ำเสียงจะเศร้าลงเมื่อเอ่ยถึงแฟนหนุ่ม
“ก้อยว่าวันนี้นนท์จะมาหรือเปล่า” คนเป็เ้าสาวถามออกไปด้วยความกังวลและเป็ห่วงในความรู้สึกของแฟนหนุ่มไม่น้อยวันที่เธอบอกกับเขาว่าเธอต้องแต่งงานกับคนที่บิดาเลือกให้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไปนานจนเธอใจหาย และเธอก็อธิบายถึงข้อผูกมัดต่างๆ นาๆให้อีกฝ่ายได้ฟัง จนได้รับคำตอบจากเขาว่า ‘นนท์จะรอ...รอจนกว่าอรจะเป็อิสระแล้วเราจะได้อยู่ด้วยกันตลอดไป’
“เอ่อ... ก่อนเข้ามาหาอร ก้อยลองโทรไปถามแล้วนนท์เขาบอกว่าเช้านี้ไม่ว่างน่ะจ้ะ แต่จะไปร่วมงานเลี้ยงในตอนเย็น” กรรณิการ์อึกอักตอบเพื่อนรักออกไปอย่างไม่เต็มเสียงนักด้วยรู้ดีว่าสถานการณ์ของคนทั้งสองนั้นเป็อย่างไร แม้เธอจะไม่อาจปฏิเสธได้ว่าลึกๆแล้วเธอก็ดีใจไม่น้อยที่เพื่อนสาวแต่งงานกับคนอื่นที่ไม่ใช่ชายหนุ่มที่เธอแอบหลงรักมานานแต่เธอก็รู้ดีว่าเขาไม่เคยมองเธอในความรู้สึกอื่นที่นอกเหนือไปกว่าคำว่าเพื่อนเลยสักนิด
“ก้อย... นนท์เป็ยังไงบ้าง”
“ก็... เอ่อ... ก็ดีขึ้นนะ ตอนโทรไปน้ำเสียงก็ดูปกติดีอาจจะทำใจได้บ้างแล้วมั้ง” หารู้ไม่ว่าฝ่ายนั้นร้องไห้ฟูมฟายจนแทบคลั่งตอนที่เธอโทรไปเขายังเมามายจนพูดไม่รู้เื่เลยด้วยซ้ำแต่เพราะไม่อยากให้คนเป็เ้าสาวต้องกังวลและรู้สึกผิดเธอจึงจำเป็ต้องโกหกไป
เสียงโห่ร้องของขบวนขันหมากที่ดังกึกก้องมาแต่ไกลทำให้สองสาวหันมามองหน้ากันทันทีด้วยความรู้สึกที่แตกต่างกันคนเป็เ้าสาวนิ่งงันและเศร้าสลดลงอย่างเห็นได้ชัดส่วนคนเป็เพื่อนนั้นมีอาการตื่นเต้นจนแทบปิดไม่มิดเพราะเธอเองก็อยากเห็นหน้าตาของเ้าบ่าวตัวจริงสักทีจากที่เคยถามใครต่อใครก็บอกว่าหมอหนุ่มนั้นทั้งหล่อเหลาขาวตี๋ อบอุ่นแสนดีและนุ่มนวลตามแบบฉบับคุณชายในวังแถมยังเ้าเสน่ห์ไม่เป็รองใครทั้งบรรดาคนไข้สาวน้อยสาวใหญ่จนไปถึงแพทย์หญิงและพยาบาลต่างก็หลงใหลได้ปลื้มกันนักหนา
“อร มาสิ... ไม่แอบดูหน้าเ้าบ่าวหน่อยเหรอ ใกล้จะถึงเรือนแล้วนะ” กรรณิการ์ละล่ำละลักเรียกเพื่อนด้วยความตื่นเต้นเหมือนเธอเป็เ้าสาวเสียเองพลางชะเง้อชะแง้อยู่ที่หน้าต่างเพื่อแอบมองขบวนขันหมากที่กำลังใกล้เข้ามา
“ไม่อ่ะ อรไม่อยากเห็น ไม่อยากจะมองเลยด้วยซ้ำ” คนเป็เ้าสาวหันหลังเดินไปนั่งบนเตียงกว้างอย่างเศร้าใจ
“ว๊าว! นี่น่ะเหรอ นายแพทย์วิทยา เดชาวัฒนสกุล หล่อเหลาสมคำร่ำลือจริงๆด้วย” คนแอบดูเ้าบ่าวของเพื่อนรัก อุทานออกมาอย่างสมใจก่อนจะหันไปชักชวนเ้าสาวให้มาดูด้วยกันอีกครั้ง
“อรมาดูสิ” คนเป็เพื่อนไม่วายคะยั้นคะยอพร้อมกวักมือเรียก
“ไม่ง่ะ เดี๋ยวตอนออกไปก็ได้เห็นอยู่ดี” แม้คำบรรยายของเพื่อนสาวจะกระตุกหัวใจไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้ช่วยให้เธอรู้สึกยินดีอะไรมากนัก ตอนแรกที่ตอบตกลงกับบิดาไปนั้นเธอภาวนาขอแค่เ้าบ่าวที่เธอจะแต่งงานด้วยไม่พิกลพิการหรือหน้าตาบูดเบี้ยวจนดูไม่ได้ก็พอไม่ได้หวังให้เขาเลิศเลอเพอร์เฟคอย่างที่เพื่อนรักของเธอบอกตอนนี้เลยสักนิด
ขบวนขันหมากที่ยาวจนสุดสายตาด้วยข้าวของอันเป็มงคลตามแบบฉบับต้นตำรับของไทยที่คัดสรรมาอย่างดี ค่อยๆ ถูกลำเลียงขึ้นมาบนเรือนจนแน่นขนัด ท่ามกลางความปลื้มปิติยินดีของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย
คุณนายกมลวรรณและคุณหญิงเพ็ญพักตร์เดินนำหน้าขบวนขันหมากมาพร้อมกับเ้าบ่าวที่วันนี้ดูหล่อเหลาสง่างามสมกับเป็ชายไทยที่สมบูรณ์แบบที่สุดด้วยชุดเสื้อพระราชทานผ้าไหมสีเหลืองทองสวมกับโจงกระเบนลายไทยสีทองเข้มที่ทำให้เขายิ่งดูหล่อเนี๊ยบเหมือนดั่งคุณชายในวังหลวงประกอบกับใบหน้าคมคายนั้นขาวหมดจดสะอาดตาเปรียบดั่งเทพบุตรก็ไม่ปานตลอดทางที่ชายหนุ่มเดินเข้ามามีเสียงอื้ออึงจากแขกที่มาร่วมแสดงความยินดีกล่าวชื่นชมในตัวเ้าบ่าวดังแว่วมาเป็ระยะไม่ขาด่เลยทีเดียว
เมื่อผ่านด่านประตูเงินประตูทองตามประเพณีขึ้นมาบนเรือนในบริเวณรับรองเรียบร้อยแล้วผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างทำความเคารพซึ่งกันและกันพร้อมด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดีก่อนที่เ้าภาพจะเชิญฝ่ายเ้าบ่าวให้นั่งลงยังเก้าอี้ที่จัดเตรียมไว้
“หมอวิท...” ทินกรสะกิดที่แขนเ้าบ่าวเบาๆเพื่อเรียกสติ เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งงันไปนานไม่ยอมเดินเข้าไปนั่งยังที่ของตนที่ผู้ใหญ่นั่งรออยู่เขาสังเกตว่าเ้าบ่าวที่มีศักดิ์เป็พี่เขยของเขาคนนี้ดูเหม่อลอยและมีใบหน้าอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด แม้เ้าตัวจะพยายามฝืนยิ้มออกมาก็ตาม
“ครับ... เอ่อ... ขอบคุณครับ” วิทยาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อคิดว่าตัวเองมัวแต่มองบรรยากาศรอบตัวจนลืมหน้าที่พร้อมกับหันไปขอบคุณคนเป็น้องเขยที่ช่วยเตือนสติ ก่อนจะค่อยๆย่อตัวลงแล้วคลานเข่าเข้าไปนั่งกับพื้นตรงหน้าผู้ใหญ่ตามหลังมาด้วยพิชามลน้องสาวที่คุกเข่าตามเข้ามาพร้อมกับสามีและลูกสาวตัวน้อยถัดไปเป็แพรวากับธีรพัฒน์ที่อุ้มลูกชายตัวจ้ำม่ำตามเข้ามานั่งด้วยเป็คนสุดท้าย
“ให้ใครไปตามเ้าสาวออกมาได้แล้วจ้ะ” คุณนายมณีนุชหันไปบอกสาวใช้ในบ้านที่นั่งรอรับคำสั่งอยู่ใกล้ๆ
ทันทีที่ได้ยินคำเอ่ยขานของผู้เป็แม่ฝ่ายหญิงหัวใจดวงแกร่งของวิทยาที่สงบนิ่งมานานกลับเต้นโครมครามขึ้นมาอย่างประหลาดท่ามกลางความแปลกใจของตัวเองยิ่งนัก ทำไมเขาต้องตื่นเต้นขนาดนี้ด้วยนะ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้สึกอะไรเลย
รอเพียงไม่นานเสียงฮือฮาเซ็งแซ่ไปด้วยความตื่นตาตื่นใจและชื่นชมยินดีก็ดังขึ้นพร้อมทั้งเสียงชัตเตอร์กระหน่ำรัวจนแทบไม่ต้องนับทำให้ชายหนุ่มอดที่จะหันไปมองทางต้นเหตุของเสียงนั้นไม่ได้ และทันทีที่เขาพบเธอหัวใจดวงแกร่งถึงกับกระตุกวาบด้วยความตกตะลึงเขายอมรับว่าหญิงสาวร่างบางระหงที่กำลังเยื้องย่างเข้ามาหาเขาด้วยท่วงท่าที่สง่างามและนุ่มนวลนั้น‘สวย’ เป็คำแรกที่ผุดขึ้นมาในความรู้สึกของเขาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ตอนที่ตอบตกลงไปนั้นเขาคิดว่าผู้หญิงที่จะแต่งงานด้วยคงจะขี้เหร่จนไม่มีใครเอาแล้วแน่ๆหรือเรียกง่ายๆ ว่า หาสามีไม่ได้แล้วนั่นเอง บิดาของเธอถึงคิดจะคลุมถุงชนแต่เมื่อได้มาเจอตัวจริงแล้วเขายอมรับว่าเธอไม่มีส่วนใดจะเป็อย่างที่เขาคิดเลยแม้แต่น้อย
อรณิชาคุกเข่าลงกับพื้นตรงหน้าของคนเป็เ้าบ่าวก่อนจะหันไปยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่เคารพทุกคนจนมาถึงเ้าบ่าวที่เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตาคู่คมของเขาเธอยอมรับทันทีว่าเขาเป็เหมือนอย่างที่ได้ยินได้ฟังจากเพื่อนรักของเธอมาแล้วทุกประการเพียงแค่มองหัวใจดวงน้อยก็หวั่นไหวอย่างที่ไม่เคยรู้สึกกับใครมาก่อน แม้แต่นนท์ประวิธแฟนหนุ่มของเธอ
“หนูอร ไหว้พี่เขาสิลูก” คนเป็แม่เอ่ยเตือนบุตรสาวเมื่อเห็นเธอนั่งก้มหน้านิ่งๆไม่ยอมมองหน้าเ้าบ่าว
คำบอกของมารดาทำให้อรณิชาจำต้องเงยหน้าขึ้นก่อนจะยกมือไหว้เ้าบ่าวของเธออย่างอ่อนหวานฝ่ายเ้าบ่าวที่เตรียมตั้งรับอยู่ก่อนแล้วก็ยกมือขึ้นรับไหว้เ้าสาวอย่างนุ่มนวลเช่นเดียวกันดวงตาคมจ้องมองใบหน้าขาวเนียนของหญิงสาวนิ่งนานราวต้องมนต์สะกดเมื่อได้เห็นเธอใกล้ๆความสวยและงดงามของเธอทำให้หัวใจดวงแกร่งที่คิดว่าจะไม่มีวันหวั่นไหวให้กับผู้หญิงคนไหนอีกกลับสั่นคลอนขึ้นมาอย่างประหลาด
ภายใต้ใบหน้าหล่อเหลานั้นเขาเกือบจะหลุดยิ้มออกไปตามความรู้สึกแต่เมื่อคิดขึ้นได้ว่าจุดประสงค์ที่หญิงสาวแต่งงานกับเขานั้นยังคลุมเครือเธอตั้งใจเจาะจงอยากแต่งงานกับเขาหรือเพราะถูกบังคับฝืนใจเหมือนกับเขากันแน่ทำให้ชายหนุ่มซ่อนรอยยิ้มนั้นไว้จนมิดเหลือเพียงความเ็าเฉยเมยที่ฉายชัดอยู่บนใบหน้าเท่านั้น
‘ฮึ หยิ่งชะมัด นึกว่าฉันอยากจะไหว้นักเหรอหน้าตาก็ดีแต่มารยาทไม่ได้เื่’ อรณิชาคิดในใจก่อนจะลดมือลงเมื่อชายหนุ่มรับไหว้เธอแล้ว
หลังจากนั้นพิธีการสำคัญก็ดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนเสร็จสิ้นและผ่านไปด้วยดีแล้ว แขกที่มาร่วมเป็สักขีพยานต่างก็ทยอยแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนเพื่อเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงฉลองในตอนเย็นที่ฝ่ายเ้าบ่าวจะเป็เ้าภาพจัดขึ้นณ โรงแรมหรูระดับห้าดาวใจกลางเมือง
บรรยากาศงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสระหว่างเ้าบ่าวนายแพทย์หนุ่มใหญ่ขวัญใจสาวๆกับเ้าสาวมัณฑนากรแสนสวยได้รับเกียรติจากแขกผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงในวงการแพทย์ทั้งของพ่อตาและลูกเขยตลอดจนญาติมิตรเพื่อนพ้องต่างยกขบวนมาร่วมแสดงความยินดีกันคับคั่ง
บริเวณด้านหน้าของห้องจัดเลี้ยงเ้าบ่าวยืนอยู่ในชุดทักสิโด้สีขาวสะอาดตาเคียงข้างด้วยเ้าสาวที่สวมชุดราตรียาวเกาะอกฟูฟ่องด้วยผ้าใยแก้วและประดับประดาด้วยลูกไม้รอบตัวทั้งคู่ยืนรอต้อนรับแขกที่ทยอยเข้ามาร่วมงานเลี้ยงกันั้แ่่หัวค่ำหลังจากที่ทั้งคู่ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจกันไปแล้วในตอนเช้ากับความเหมาะสมที่เปรียบเสมือนกิ่งทองใบหยกที่ใครๆต่างก็พูดถึงนั้น พอตกเย็นทั้งคู่ก็ยังสร้างความประทับใจให้กับแขกที่มาในงานได้ไม่น้อยอีกเหมือนกันด้วยความสง่าและงดงามของคู่บ่าวสาวที่ยืนให้การต้อนรับและร่วมถ่ายภาพกับแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมฉลองงานมงคลสมรสอยู่บริเวณซุ้มดอกไม้หน้าห้องจัดเลี้ยงของโรงแรม
ทั้งสองยืนห่างกันประมาณหนึ่ง่แขนประกอบกับต่างฝ่ายต่างก็ไม่มีรอยยิ้มบนใบหน้าทำให้คนเป็แม่ของทั้งสองฝ่ายต้องออกมาเตือน
“วิท ยืนใกล้ๆ น้องหน่อยสิลูก” คุณนายกมลวรรณเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับบอกลูกชายเสียงเข้มแกมบังคับ
“เอ่อ... ครับคุณแม่” วิทยารับคำมารดาก่อนจะขยับเข้าไปใกล้หญิงสาวซึ่งดูเหมือนเธอจะไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร เพราะเมื่อเขาขยับไปใกล้เธอกลับยิ่งขยับห่างออกไปอีก ‘จะเล่นตัวอะไรนักหนาแม่คุณ...นึกว่าอยากจะเข้าใกล้นักหรือไง เหอะ!’ หมอหนุ่มบ่นในใจอย่างนึกฉุนกับท่าทางของคนเป็เ้าสาว
“หนูอรจับแขนพี่เขาไว้แบบนี้นะลูก จะได้ไม่ดูห่างเหินจนเกินไป” คุณนายมณีนุชเดินไปจับมือบางของบุตรสาวมาสอดไว้ที่แขนของคนเป็เ้าบ่าวพร้อมทั้งกำชับด้วยสายตาและคำพูด
“คุณแม่ขา...” อรณิชาทำท่าจะคัดค้านเพราะเธอไม่อยากทำอย่างที่มารดา้าเลยสักนิด
“นะ แม่ขอร้อง อีกไม่กี่ชั่วโมงนะลูก อดทนหน่อย” เมื่อรู้ว่าลูกสาวจะพูดอะไรคนเป็แม่จึงรีบดักคอเพราะยังไงตอนนี้ต้องรักษามารยาทของหน้าตาและชื่อเสียงทางสังคมเอาไว้ก่อน
เมื่อจัดการกับบุตรชายและบุตรสาวของตัวเองเป็ที่เรียบร้อยแล้วคนเป็แม่ก็กลับเข้าไปในงานเพื่อต้อนรับพูดคุยกับแขกผู้ใหญ่คนอื่นๆ ที่ทยอยเดินทางมาจนเกือบจะเต็มห้องจัดเลี้ยงแล้ว
บ่าวสาวยืนกระฟัดกระเฟียดใส่กันอยู่เพียงครู่ก่อนที่ฝ่ายเ้าบ่าวจะเป็คนสะบัดแขนเพื่อให้มือบางของคนเป็เ้าสาวหลุดออกไปและเมื่อเธอกำลังมองการกระทำของเขาด้วยความมึนงงอยู่นั้นเธอก็ได้รับความกระจ่างขึ้นเมื่อเห็นผู้หญิงสวยหวานคนหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามา
“น้องแพร...” น้ำเสียงหวานนุ่มของเ้าบ่าวข้างกายทำให้เธอเข้าใจได้ทันทีว่าหญิงสาวที่เดินเข้ามานั้นต้องมีความสำคัญกับเขามากแน่ๆ
“ยินดีด้วยนะคะพี่วิท พอดีเมื่อเช้ายุ่งๆ แพรก็เลยยังไม่ได้อวยพร” แพรวายิ้มหวานให้พี่ชายแสนดีของเธอและเผื่อแผ่ไปถึงเ้าสาวของเขาด้วยวันนี้เขาดูหล่อเหลากว่าทุกวันที่สำคัญเ้าสาวของเขานั้นช่างสวยงดงามไม่มีที่ติเลยจริงๆ
“ขอบคุณครับ” หมอหนุ่มทำท่าจะเข้าไปจับมือของหญิงสาวตรงหน้าแต่สามีของเธอที่ยืนเคียงข้างอยู่นั้นรีบยื่นมือออกมาัักับมือของเขาเสียก่อน
“ผมขอให้คุณมีความสุขนะครับหมอวิท เ้าสาวของคุณสวยมาก” ธีรพัฒน์ที่อุ้มลูกชายตัวน้อยเอาไว้ในอก กล่าวอวยพรและชื่นชมจากใจพลางบีบมือนั้นให้แน่นขึ้นเพื่อเป็การส่งสัญญาณเตือนว่าอีกฝ่ายกำลังจะล้ำเส้น
“ครับ... ขอบคุณครับ” คนเป็เ้าบ่าวกล่าวขอบคุณเบาๆก่อนจะปล่อยมือลงข้างตัวเหมือนคนสิ้นหวังเมื่อกี้เขาลืมตัวเกือบเผลอไปจับมือหญิงสาวที่เป็คนต้องห้ามสำหรับเขาไปแล้วต่อหน้าต่อตาสามีของเธอและเ้าสาวของเขา
“นายกรกับน้องมลอยู่ข้างในใช่ไหมครับ” ธีรพัฒน์ถามขึ้นเมื่อ้าไปจากตรงนี้ก่อนที่เขาจะหมดความอดทน
“ครับ อยู่ข้างใน เชิญครับ” วิทยาตอบพลางส่งยิ้มให้กับชายหนุ่มและหญิงสาวตรงหน้านั่นเป็รอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจเป็ครั้งแรกตลอดงานแต่งงานของเขาและแน่นอนว่าคนเป็เ้าสาวก็เพิ่งได้เห็นด้วยเหมือนกันเพราะตลอดเวลาเขาไม่เคยมองหญิงสาวข้างกายหรือแม้แต่จะยิ้มให้ใครแบบนี้เลยสักครั้ง ‘ฮึ หลงรักเมียชาวบ้านเขาล่ะสิท่า อีตาคุณหมอขี้เก๊กเอ้ย...ก็เพราะทั้งหยิ่งทั้งเ็าแบบนี้ไงล่ะ ผู้หญิงเขาถึงไม่ชอบ’ อรณิชาแอบเยาะเย้ยชายหนุ่มในใจ ก่อนจะหันไปเห็นคนเป็แม่ที่ส่งสายตาดุๆมาให้และชี้นิ้วมาที่มือของเธอ หญิงสาวจึงรีบคว้าหมับที่ลำแขนแกร่งของคนเป็เ้าบ่าวทันที
“ไม่ได้อยากจะจับนักหรอกนะ โน่น... คุณแม่ท่านยืนมองตาเขียวปัดอยู่นั่น”อรณิชาหันมาแหวเสียงเขียวเมื่อเ้าของลำแขนที่เธอจับอยู่นั้นก้มลงมามองที่มือของเธอด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรสักคำ จะจับก็จับไปสิ หน้าที่ของคุณไม่ใช่หน้าที่ผม”วิทยาตอบกลับอย่างนึกหมั่นไส้ที่อีกฝ่ายทำท่าเหมือนไม่เต็มใจจนชัดเจนขนาดนั้น
“เก็บอาการหน่อยก็ดีนะคุณ ทำตัวอย่างกับเด็กถูกขัดใจ” คนเป็เ้าบ่าวพูดขึ้นมาลอยๆส่งผลให้เ้าสาวที่ถูกกล่าวหาว่าทำตัวเหมือนเด็กหันมามองตาขวางอย่างเอาเื่
“ฉัน ไม่ ใช่ เด็ก” หญิงสาวย้ำทีละคำชัดๆพร้อมทั้งจิกเล็บลงไปที่แขนของชายหนุ่มจนอีกฝ่ายสะดุ้งน้อยๆด้วยรู้สึกเจ็บจี๊ดที่แขนก่อนที่ทั้งสองจะตั้งแง่จิกกัดกันไปมากกว่านี้แขกคนสำคัญของเ้าสาวก็ปรากฏตัวขึ้น
“ก้อย นนท์ ทำไมมาช้าจัง” อรณิชาเรียกชื่อเพื่อนสาวที่เดินมาพร้อมกับแฟนหนุ่มของเธอด้วยน้ำเสียงตัดพ้อแกมน้อยใจเล็กๆที่ทั้งสองมาช้าจนเธอรู้สึกเหมือนถูกทิ้งให้อยู่ตามลำพังกับชายหนุ่มที่ไม่รู้จักมือบางของเธอรีบดึงออกมาจากลำแขนของคนเป็เ้าบ่าวทันทีก่อนจะยื่นไปจับมือของเพื่อนสาวที่ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า
“ก้อยรอนนท์น่ะจ้ะอร ว่าจะมาพร้อมกัน” กรรณิการ์ตอบเพื่อนรักพร้อมกับส่งยิ้มเผื่อแผ่ไปถึงเ้าบ่าวของเพื่อนด้วยเช่นกัน
“ก้อยขอให้อรมีความสุขนะวันนี้อรเป็เ้าสาวที่สวยที่สุดและโชคดีที่สุดเลยรู้ตัวหรือเปล่า” คนเป็เพื่อนกล่าวอวยพรและชื่นชมจากใจจริง
“ไม่เห็นจะโชคดีเลย...” คนเป็เ้าสาวพึมพำเบาๆก่อนจะหันไปหาแฟนหนุ่มที่เป็เพื่อนรักของเธออีกคน
“นนท์...” อรณิชาเรียกเขาด้วยน้ำเสียงแ่เบาถึงตอนนี้เธอก็ยังรู้สึกผิดที่ทำให้เขาเสียใจ
“นนท์ยังยืนยันคำเดิมนะ นนท์ไม่ขอให้อรมีความสุขแต่นนท์ขอให้อรไม่ลืมสัญญาและกลับมาหานนท์เร็วๆ ก็พอ” นนท์ประวิธสบตาหญิงสาวด้วยความรู้สึกปวดร้าวตัดพ้อและน้อยใจ ชายหนุ่มยื่นม้วนกระดาษสีขาวที่ผูกโบว์สีชมพูสวยให้กับเธอและหันไปจ้องหน้าคนเป็เ้าบ่าวด้วยดวงตาวาวโรจน์ก่อนจะหันหลังแล้วเดินกลับออกไปทันทีโดยไม่ฟังเสียงร้องเรียกของเพื่อนสาวอีกคนที่มากับเขา
“เดี๋ยวก่อน! นนท์... นนท์” กรรณิการ์ะโเรียกเพื่อนชายที่เธอแอบรักเมื่อเห็นเขาไม่หันกลับมาทำให้เธอลังเลระหว่างจะวิ่งตามเขาไปหรือเดินเข้าไปในงานเพื่อร่วมงานเลี้ยงดี
“ไปเถอะก้อย... อรฝากนนท์ด้วยนะ” อรณิชาบอกเพื่อนสาวเมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังตัดสินใจเพราะไม่รู้จะทำตัวอย่างไรดี
“จ้ะๆ งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้ก้อยจะโทรมาหานะ ขอโทษด้วยนะคะคุณหมอ” กรรณิการ์ละล่ำละลักรับคำฝากจากเพื่อนรักและหันไปขอโทษคนเป็เ้าบ่าวซึ่งก็ได้รับรอยยิ้มอบอุ่นกลับมาก่อนที่เธอจะรีบวิ่งตามชายหนุ่มที่ออกไปก่อนหน้านี้ให้ทัน
“ฮึ ฮึ รักสามเศร้าเราสามคนหรือจะเข้าตำราเพื่อนสนิทคิดไม่ซื่อกันแน่น้า...” เสียงกระแหนะกระแหนของชายหนุ่มข้างกายทำให้อรณิชาแทบควันออกหูหญิงสาวหันขวับมามองหน้าเขาทันทีเหมือนนางแมวจ้องตะครุบเหยื่อ
“นี่คุณ! ถ้าไม่พูดก็คงไม่มีใครหาว่าเป็ใบ้หรอกนะ” หญิงสาวกระแทกเสียงใส่ด้วยความโมโหที่ชายหนุ่มแอบฟังและวิจารณ์ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับเพื่อนๆ
“ผมก็แค่อยากแสดงทัศนคติเท่านั้น” คนพูดยังคงลอยหน้าลอยตาเหมือนไม่ได้ทำอะไรผิดแต่กลับดูน่าหมั่นไส้ในสายตาของคนมอง
“มันเื่ของฉัน” อรณิชาสะบัดหน้าพรืดหันไปทางอื่นด้วยไม่อยากเห็นหน้าคนกวนประสาทที่ทำให้เธอยิ่งหงุดหงิดจนเกินจะทนยืนตรงนี้ได้อีก
“อย่าลืมหน้าที่สิคุณ” วิทยาปรายตามองคนข้างๆก่อนจะเอ่ยเตือนเมื่อเห็นเธอยืนนิ่งไม่ยอมจับแขนเขาเหมือนเดิมและด้วยคำบอกนั้นทำให้เขาได้ยินเสียงจิ๊จ๊ะจากริมฝีปากสวยของเธอพร้อมกับมือบางจับหมับที่ลำแขนแกร่งทันทีแบบกระแทกกระทั้น
วิทยาหวนคิดไปถึงคำพูดของชายหนุ่มที่เดินเข้ามาหาเ้าสาวของเขาด้วยท่วงท่าที่กรุ่นโกรธและมองเขาด้วยแววตาดุดันทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าผู้ชายคนนั้นกับเ้าสาวของเขาจะต้องมีความสัมพันธ์กันมากกว่าเพื่อนอย่างแน่นอน‘ฮึ ในเมื่อมีแฟนอยู่แล้วจะมาแต่งงานกับเขาทำไมกัน’ ชายหนุ่มคิดด้วยความสงสัยพลันหัวใจดวงแกร่งกลับรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างประหลาดเมื่อคิดว่าเธอที่เป็เ้าสาวของเขานั้นมีคนรักอยู่ก่อนแล้ว
ทั้งสองยืนอยู่อีกไม่นานผู้มีหน้าที่จัดพิธีการก็เดินมาเรียกคู่บ่าวสาวให้เข้าไปเตรียมตัวที่จะขึ้นเวทีเพื่อกล่าวขอบคุณแขกพร้อมทั้งร่วมกิจกรรมอื่นๆ ต่อไป
เมื่อเสร็จสิ้นพิธีการต่างๆ บนเวทีแล้วสองบ่าวสาวก็ลงมาพบปะพูดคุยกับแขกภายในงานเพียงครู่ก็ถึงเวลาเข้าหอตามฤกษ์ที่เหมาะสมโดยทั้งสองฝ่ายต่างลงความเห็นว่าให้ใช้ห้องสวีตบนโรงแรมแห่งนี้เป็เรือนหอชั่วคราวเพื่อส่งตัวเ้าบ่าวเ้าสาวในค่ำคืนแรกของการใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน
ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเข้ามาส่งตัวบุตรชายและบุตรสาวของตนเพื่อกล่าวคำอวยพรพร้อมทั้งแนะนำความเป็อยู่การใช้ชีวิตคู่ รวมไปถึงการฝากฝังให้ดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันด้วยจากนั้นทั้งหมดก็ออกไปเพื่อแยกย้ายกันกลับบ้านปล่อยให้คู่บ่าวสาวได้มีเวลาส่วนตัวตามลำพัง
“คุณแต่งงานกับผมเพราะอะไร” จู่ๆคนเป็เ้าบ่าวก็พูดขึ้นเพื่อทำลายความเงียบที่เข้าปกคลุมภายในห้องนานเกือบสิบนาทีหลังจากพวกผู้ใหญ่กลับออกไปแล้วเขาอยากรู้ว่าเธอแต่งงานกับเขาเพราะตั้งใจหรือถูกบังคับมากันแน่ แม่เ้าประคุณถึงทำหน้าทำตาอย่างกับถูกส่งเข้าโรงเชือด
“ฉันไม่มีทางเลือก” คนเป็เ้าสาวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเมื่อเห็นเขาลุกขึ้นแล้วเดินไปหยุดยืนที่หน้าต่างกระจกหลังห้องเธอจึงลุกขึ้นตามแล้วเดินไปนั่งที่เก้าอี้ตรงมุมข้างเตียง
“ไม่มีได้ยังไง ก็ไอ้หน้าหล่อที่มายืนทำท่าเ็ปอยู่ตรงหน้าคุณเมื่อตอนหัวค่ำนั่นไง”วิทยาหันมามองหน้าเธอแวบเดียวก่อนจะหันกลับไปมองทิวทัศน์ด้านนอกต่อไป
“ถ้าฉันเลือกเขาแล้วคุณพ่อท่านยอมรับ ฉันก็คงไม่ต้องมาแต่งงานกับคุณหรอกค่ะ”อรณิชาพูดฉะฉานยืดหลังตรงเพื่อบ่งบอกว่าเธอก็มีศักดิ์ศรี และไม่ได้เป็ฝ่ายร้องขอจะแต่งงานกับเขา
“แสดงว่าพ่อคุณไม่ชอบไอ้หมอนั่นก็เลยยัดเยียดคุณให้แต่งงานกับผมเพื่อตัดปัญหางั้นสิ” คนที่ยืนชมวิวอยู่หลังห้องหันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาวที่เขาพูดด้วย
“เื่นั้นฉันไม่ทราบ แต่สาเหตุที่ทำให้ฉันตัดสินใจยอมแต่งงานกับคุณ ก็เพราะคำสัญญาที่คุณพ่อท่านให้ไว้กับคุณแม่ของคุณฉันไม่อยากทำให้ท่านเป็คนไม่รักษาคำพูด”
“งั้นเราก็มีเหตุผลเดียวกัน” หมอหนุ่มบอกเสียงเรียบพลางถอดเสื้อสูทออกจากตัวแล้วเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าเพื่อหาข้าวของของตัวเองที่ให้คนเอาขึ้นมาไว้ให้
“อะไรคะ” อรณิชาย้อนถามเหมือนยังไม่เข้าใจในสิ่งที่ชายหนุ่ม้าจะสื่อขณะนั่งมองการกระทำของเขาที่หยิบนั่นหยิบนี่ออกมาจากตู้เสื้อผ้าซึ่งเธออดสงสัยไม่ได้ว่าเขานำไปยัดไว้ั้แ่เมื่อไรกัน
“ก็เราแต่งงานกันเพราะคำสัญญาของผู้ใหญ่ที่ตกลงกันไว้...โดยที่เราสองคนไม่ได้เต็มใจยังไงล่ะ” วิทยาหอบเสื้อผ้าข้าวของที่จำเป็ต้องใช้ออกมาถือไว้เมื่อพูดประโยคสุดท้ายจบเขาก็เดินหายวับเข้าไปในห้องน้ำฝั่งตรงข้ามกับตู้เสื้อผ้าทันที‘ทำไมเขาถึงรู้สึกไม่ชอบใจที่เธอแต่งงานกับเขาเพราะถูกบังคับนะแต่ถ้าเธอตอบว่าแต่งงานกับเขาด้วยความเต็มใจล่ะ เขาจะรู้สึกดีกว่านี้หรือเปล่า’หมอหนุ่มคิดสับสนอยู่ในใจก่อนจะหันไปทำธุระส่วนตัวของตัวเองต่อ
อรณิชานั่งตัวแข็งทื่อเมื่อชายหนุ่มเดินหายเข้าไปในห้องน้ำและไม่นานเธอก็ได้ยินเสียงน้ำไหลจากฝักบัว นั่นแสดงว่าเขาคงกำลังอาบน้ำอยู่แค่คิดหัวใจดวงน้อยก็สั่นระรัวขึ้นมาดื้อๆ นี่เป็ครั้งแรกที่เธอนั่งอยู่ในห้องที่มีชายหนุ่มกำลังอาบน้ำเมื่อคิดว่าเขาจะต้องออกมาในสภาพล่อแหลมเหมือนพระเอกในละครทีวีที่เธอเคยดูแน่ๆแค่คิดใบหน้าหวานก็ร้อนผ่าวขึ้นมาจนต้องยกมือขึ้นลูบแก้มเนียนใสของตัวเองเพื่อช่วยบรรเทาความรู้สึกแปลกๆที่ตีตื้นเข้ามาอย่างประหลาด
ผ่านไปเพียงครู่ประตูห้องน้ำก็เปิดออกทำให้คนที่นั่งหน้าแดงอยู่รีบหันไปทางอื่นเพื่อหลบซ่อนความเขินอายของตัวเองพลางคิดว่าชายหนุ่มที่ออกมานั้นจะต้องมีเพียงเสื้อคลุมอาบน้ำที่เปิดเผยแผงอกรำไรหรือไม่ก็มีแค่ผ้าเช็ดตัวผืนเดียวปกปิดร่างกายส่วนล่างเอาไว้เท่านั้นแต่แล้วจินตนาการทุกอย่างที่เธอคิดไว้ก็ดับวูบไปทันทีเมื่อชำเลืองเห็นชายหนุ่มสวมใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวกับกางเกงแสลคเนื้อดีก้าวออกมาด้วยท่วงท่าที่มั่นคงก่อนจะมาหยุดยืนที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งเพื่อตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกสายตาคมเหลือบมองหญิงสาวที่ตอนนี้เธอนั่งจ้องมองเขาเหมือนมีคำถามซึ่งเขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมือหนายังคงจัดแต่งทรงผมให้เข้าที่เรียบร้อยและดูดีเหมาะสมกับการออกไปทำงานเหมือนเช่นทุกวัน
“คุณหมอ...” อรณิชาเรียกชายหนุ่มเพื่ออยากจะถามความสงสัยของตัวเองแต่ยังไม่ทันจะเอ่ยคำถามออกไปเสียงของเขาก็แทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่ต้องให้เกียรติผมขนาดนั้นก็ได้ เราแต่งงานกันแล้วนี่” หมอหนุ่มพูดขณะที่สายตายังคงจับจ้องตัวเองในกระจก
“เอ่อ... พะ... พี่วิท...” หญิงสาวส่งเสียงตะกุกตะกักพยายามเปลี่ยนสรรพนามของเขาตามที่แม่ของเธอบอกไว้ว่าให้เรียกชายหนุ่มตรงหน้าว่าพี่...แต่เมื่อเจอคำพูดต่อไปของเขาที่แทรกขึ้นมาทำให้เธอถึงกับเืขึ้นหน้าทันที
“เราไม่ได้สนิทกันขนาดนั้น” น้ำเสียงของชายหนุ่มที่ขัดขึ้นมานั้นแฝงไปด้วยความแข็งกระด้างและเ็าโดยที่เขาไม่ได้หันมามองหน้าเธอเลยแม้แต่น้อย
“คุณวิทยา!” อรณิชากระชากเสียงอย่างนึกโมโหที่เขายียวนกวนประสาทเธอขนาดนี้
“ครับ” เมื่อได้ยินคำเรียกขานที่เขาพอใจชายหนุ่มจึงรับคำพร้อมทั้งหันมามองคนต้นเสียงที่ทำท่าเหมือนว่าเธอมีอะไรจะพูดกับเขา
“นั่นคุณกำลังจะไปไหน”
“ไปทำงาน... วันนี้ผมต้องเข้าเวรที่โรงพยาบาล” หมอหนุ่มตอบเสียงเรียบก่อนจะเดินไปหยิบกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์มือถือที่เขาวางไว้ในตู้เสื้อผ้ามายัดใส่ในกระเป๋ากางเกงเมื่อเห็นหญิงสาวที่เขาพูดด้วยนิ่งไปเขาจึงเอ่ยเย้า
“อย่าบอกนะว่าคุณเสียใจที่ผมไม่อยู่ค้างคืนที่นี่ด้วยน่ะ” น้ำเสียงที่ดูแดกดันประกอบกับแววตาวิบวับของเขาทำให้เธอรู้สึกหวั่นไหวแปลกๆก่อนจะได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆตามมาเธอจึงคิดได้ว่าเขาแค่ล้อเล่นให้เธอคิดลึกเท่านั้นหญิงสาวจึงหันไปแหวทันทีอย่างนึกโมโหปนเขินอาย
“บ้า! ฉันดีใจต่างหากล่ะ จะไปไหนก็รีบๆ ไปเลย ฉันง่วงแล้ว”
“พรุ่งนี้ผมจะมารับที่นี่แต่เช้าและตราบใดที่ผมยังไม่กลับมาคุณก็ห้ามออกไปเดินเพ่นพ่านข้างนอกห้องเด็ดขาดถ้าเื่นี้รู้ไปถึงผู้ใหญ่ของเราละก็ ผมฆ่าคุณแน่... อรณิชา” วิทยาชี้มือทำเสียงเข้มขู่หญิงสาวให้ทำตามคำสั่งของเขาก่อนจะเดินไปเปิดประตูแล้วก้าวออกไปโดยไม่หันกลับมามองคนในห้องอีกเลย
ชายหนุ่มตั้งใจไว้ั้แ่แรกแล้วว่าจะใกล้ชิดกับเธอให้น้อยที่สุดและจะไม่เอาตัวเองเข้าไปผูกพันกับเธอมากนักเพราะไม่ว่ายังไงเขากับเธอก็ต้องแยกทางกันอยู่ดีและที่สำคัญเขามั่นใจว่าเขาคงจะรักใครไม่ได้อีกแล้วด้วย
“ชิ! บ้าอำนาจ เผด็จการ เ็า อีตาหมอผีดิบเอ้ย... ฉันไม่กลัวนายหรอกย่ะ”อรณิชาะโด่าว่าชายหนุ่มที่เพิ่งเดินออกไปด้วยความกรุ่นโกรธที่เขามาทำตัววางอำนาจกับเธอ
เมื่อคิดได้ว่าดีเหมือนกันที่เขาออกไปข้างนอกเธอจะได้ไม่ต้องอึดอัดหรือเป็กังวลเื่ต่างๆ นาๆที่เธอกลัวในการอยู่ร่วมห้องกับผู้ชายแปลกหน้า ดังนั้นหญิงสาวจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปล็อกประตูให้แ่าเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีใครเข้ามาในห้องนี้ได้อีกหลังจากนั้นก็จัดการกับเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของตัวเองเพื่ออาบน้ำและเข้านอน
วันนี้เธอรู้สึกเหนื่อยมากไม่คิดเลยว่าเ้าสาวที่ใครหลายๆคนอยากจะเป็นั้น ต้องเหน็ดเหนื่อยขนาดนี้ ทั้งยืน ทั้งเดินไหนจะต้องฉีกยิ้มตลอดเวลาอีก เมื่อจัดการกับตัวเองเรียบร้อยแล้วก่อนจะล้มตัวลงนอนหญิงสาวหันไปเห็นม้วนกระดาษสีขาวผูกโบว์สีชมพูหวานที่เธอรับมาจากแฟนหนุ่มแล้วนำมาวางไว้บนหัวเตียงตอนเข้ามาในห้องนี้มือบางหยิบม้วนกระดาษนั้นขึ้นมาแล้วแกะโบว์ออกเพื่อดูสิ่งที่อยู่ข้างใน
ภาพวาดของผู้หญิงที่งดงามในชุดเ้าสาวแสนสวยปรากฏขึ้นมาตามรอยเปิดของกระดาษก่อนจะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเมื่อเธอกางออกจนเต็มแผ่นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าหญิงสาวในภาพนั้นเป็ใคร เพราะมันเหมือนเธอราวกับส่องกระจกดวงตาหวานกวาดมองไปยังข้อความด้านล่างที่บ่งบอกความในใจของผู้วาดอย่างชัดเจน ‘อรจะเป็เ้าสาวของนนท์เสมอและตลอดไป’
“นนท์...” อรณิชาครางเรียกชื่อแฟนหนุ่มอย่างรู้สึกผิดเธอไม่น่าตอบตกลงจะคบหาดูใจกับเขาเลยทั้งที่ก่อนหน้านั้นเราก็เป็เพื่อนที่ดีต่อกันมาโดยตลอด ไม่อย่างนั้นการวิวาห์ของเธอโดยคำสั่งของผู้เป็พ่อคงไม่ทำให้เขาต้องเสียใจขนาดนี้เธอผิดเองที่ไม่บอกความรู้สึกกับเขาไปตรงๆ ทั้งหมดนี้เป็ความผิดของเธอ...หญิงสาวะโด่าตัวเองในใจ น้ำตาที่เอ่อคลอเต็มหน่วงทั้งสองข้างค่อยๆหลั่งไหลพรั่งพรูลงมาด้วยความสงสารเพื่อนที่ต้องเป็ทุกข์เพราะรักเธอและสงสารตัวเองที่ต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก
อรณิชามองกลีบกุหลาบสีสวยที่โรยเป็รูปหัวใจบนเตียงกว้างด้วยสายตาชิงชังสองมือน้อยๆ กอบรวบรวมกลีบดอกไม้ขึ้นมาแล้วนำไปทิ้งถังขยะจนหมดก่อนจะเดินกลับมาแล้วซุกตัวลงไปใต้ผ้าห่มสีขาวผืนหนานุ่ม หญิงสาวนอนร้องไห้อยู่เพียงครู่ก็ผล็อยหลับไปทั้งน้ำตาที่ยังเจิ่งนองเต็มวงหน้าสวย
ภายในผับหรูใจกลางเมืองที่เนืองแน่นไปด้วยลูกค้าระดับวีไอพีที่ส่วนใหญ่เป็นักธุรกิจชาวต่างชาติหรือผู้บริหารระดับสูงรวมไปถึงไฮโซและคนมีชื่อเสียงในทุกสายงานอาชีพต่างก็มาหาความบันเทิงเริงใจหรือปลดปล่อยอารมณ์กันที่นี่
“นนท์... พอเถอะ นนท์เมามากแล้วนะ” กรรณิการ์ร้องห้ามชายหนุ่มตรงหน้าที่กำลังกระดกแก้วเหล้าในมือเข้าปากปานว่านั่นเป็น้ำเปล่าเมื่อตอนหัวค่ำเธอวิ่งตามเขาออกมาจากงานแต่งของเพื่อนรักเพราะความเป็ห่วงกลัวเขาจะคิดมากจนทำร้ายตัวเองหรือได้รับอันตรายที่เกิดจากการใช้อารมณ์
“ไม่ต้องมายุ่ง!...” คนเมาตวาดลั่นจนหญิงสาวที่แสดงความเป็ห่วงสะดุ้งใั้แ่เขาพาเธอมาที่นี่ นนท์ประวิธก็เอาแต่ดื่มเหล้าจนเมามายพูดจาไม่รู้เื่เธอพูดด้วยก็ตวาดจนเธอนึกน้อยใจ
“ถ้านนท์เป็แบบนี้ งั้นก้อยกลับแล้วนะ” หญิงสาวะโไปที่ข้างหูของเขาหวังให้เสียงดังๆ ของเธอช่วยเรียกสติที่กระเจิดกระเจิงของคนเมาให้กลับคืนมาบ้าง
“ไม่ได้! ก้อยต้องอยู่คุยกับนนท์ก่อน” เสียงอ้อแอ้ของคนที่ควบคุมตัวเองไม่ได้เพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ดังขึ้นพร้อมกับหันมามองหญิงสาวเพื่อนสนิทที่เขาพาเธอติดรถมาด้วย จริงๆก็เขาเองนั่นแหละที่ไปรับเธอมาจากคอนโดเพื่อไปงานแต่งงานของผู้หญิงที่เขารักตอนแรกเขาคิดว่าจะอยู่ร่วมงานเลี้ยงจนถึงเวลาที่เหมาะสมแต่เมื่อเขาเห็นภาพหญิงสาวคนรักอยู่ในชุดเ้าสาวยืนเคียงคู่กับเ้าบ่าวที่หล่อเหลาเพอร์เฟคทั้งสองคนดูเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยกจนเขาไม่อาจทนมองอยู่ได้จึงต้องหุนหันวิ่งแจ้นออกมาด้วยความปวดร้าว
“จะคุยอะไรได้ล่ะ ก็นนท์เอาแต่ดื่มๆ อยู่แบบนี้น่ะ” กรรณิการ์บอกชายหนุ่มด้วยอารมณ์ที่เริ่มคุกรุ่นเขาพาเธอมานั่งดูเขาดื่มเหล้าโดยไม่สนใจเธอสักนิด พอเธอจะกลับก็ไม่ให้กลับเขาจะเอายังไงกับเธอกันแน่
“ก้อย... ป่านนี้เขาจะเข้าหอกันหรือยัง... อรจะคิดถึงนนท์บ้างหรือเปล่า”นนท์ประวิธที่มีอาการมึนเมาส่งเสียงอ้อแอ้ถามหญิงสาวตรงหน้าที่เขาให้เธอมานั่งเป็เพื่อนอยู่นานแล้ว
“เฮ้อ... นนท์ ทำใจเถอะนะ อรเขาแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว” กรรณิการ์ถอนหายใจหนักๆ ก่อนจะบอกชายหนุ่มให้ทำใจและยอมรับความเป็จริง
“ไม่! นนท์ไม่ทำใจ ไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น... นนท์ไม่ยอมรับ...อรต้องเป็ของนนท์ เป็ของนนท์คนเดียว... ก้อยได้ยินไหม อรเป็ของนนท์คนเดียว”คนเมายังคงโวยวายเอาความเ็ปและความคิดของตัวเองเป็ใหญ่
“นนท์... ก้อยว่าเรากลับบ้านกันก่อนเถอะ นนท์เมามากแล้วนะ” หญิงสาวเอ่ยปากเตือนเขาอีกครั้งเพราะยิ่งเขาเมามากเขาก็ยิ่งพร่ำเพ้อโวยวายจนรบกวนโต๊ะข้างๆให้เกิดความรำคาญไปด้วย เมื่อเห็นคนเมานิ่งงันเหมือนกำลังคิดตัดสินใจเธอจึงคะยั้นคะยอเร่งเร้าเขาอีก
“นะ นนท์ กลับเถอะ” นนท์ประวิธมองหญิงสาวนิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้าเป็การตอบตกลงแล้วหงายตัวไปกับโซฟานุ่มที่เขานั่งอยู่เขาเอนกายหลับตานิ่งเหมือนกำลังรวบรวมสติที่เหลือเพียงน้อยนิดในเวลานี้เพื่อพาตัวเองและเพื่อนสาวกลับบ้านอย่างปลอดภัย
กรรณิการ์รินน้ำเปล่าใส่แก้วแล้วส่งให้ชายหนุ่มดื่มเพื่อช่วยเจือจางแอลกอฮอล์ที่เขาดื่มเข้าไปจนเขามีสติกลับมาบ้างแต่ก็แค่พยุงตัวเองไม่ให้ล้มลงไปกองกับพื้นเท่านั้นหากจะขับรถเองคงไม่ปลอดภัยแน่ๆ หญิงสาวจึงจำเป็ต้องทิ้งรถของเขาเอาไว้ที่นี่แล้วพาชายหนุ่มขึ้นรถแท็กซี่ไปที่คอนโดของเธอที่เป็เช่นนี้ก็เพราะหากเธอไปส่งเขาที่บ้านซึ่งเขาอยู่เพียงลำพังกับพ่อและแม่บ้านที่าุโมากแล้วจะมานั่งดูแลชายหนุ่มตัวโตๆ ที่เมามายไม่ได้สติแบบนี้คงลำบากกันเปล่าๆเธอจึงคิดจะดูแลให้ที่พักพิงกับเขาเอง
กรรณิการ์เปิดประตูห้องพักของตัวเองแล้วประคองนนท์ประวิธเข้ามานั่งที่โซฟาตัวยาวในมุมรับแขกก่อนจะเดินไปหาผ้าและกะละมังใส่น้ำเพื่อมาเช็ดหน้าเช็ดตัวให้เขา
“อรไม่รักนนท์แล้วใช่ไหม อร...” ชายหนุ่มพร่ำเพ้อออกมาขณะที่ผ้าชุบน้ำหมาดๆกำลังซับลงไปบนใบหน้าหล่อเหลาของเขาด้วยมืออ่อนนุ่มของหญิงสาวเพื่อนสนิท
“นนท์รักอรนะ รักมาก” เสียงรำพึงรำพันของคนเมายังดังอยู่ต่อเนื่องคำว่ารักที่เขาสารภาพออกมาจากปากเพื่อบอกความในใจกับผู้หญิงที่เขารักนั้น ทำให้มือบางที่กำลังจับผ้าขนหนูผืนน้อยเพื่อจะซับไปตามลำคอของเขาต้องหยุดชะงักทันทีด้วยความรู้สึกเจ็บจี๊ดขึ้นมาในหัวใจดวงน้อยแม้จะรู้และบอกตัวเองมาตลอดว่าเขารักเพื่อนของเธอมากแค่ไหนแต่ไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังอีกกี่ครั้งเธอก็ยังเ็ปและไม่เคยชินสักที
“ก้อยรู้ว่านนท์เ็ปแค่ไหนกับการได้เห็นคนที่ตัวเองรักอยู่เคียงข้างกับคนอื่นเพราะก้อยก็เ็ปแบบนั้นมาตลอด” หญิงสาวกล้าพูดกับเขาเพราะรู้ดีว่าตอนนี้เขากำลังอยู่ในอาการมึนเมาจนแทบไม่มีสติที่จะได้ยินได้ฟังหรือรับรู้เื่ราวใดๆได้อีก
หญิงสาวเช็ดหน้าและลำตัวของเขาเท่าที่จะสามารถทำได้จากนั้นก็จับให้เขานอนราบไปกับโซฟาตัวยาวในท่าที่เหมาะสมแม้จะไม่ค่อยสบายตัวมากนักแต่ก็ยังดีกว่าลงไปนอนกับพื้นเธอหาผ้าห่มมาคลุมกายให้เขาแค่อกเพื่อไม่ให้อึดอัดมากจากนั้นก็ถอยออกมาแล้วยืนจ้องมองเขาอยู่เพียงครู่เมื่อเห็นว่าเขาสงบลงแล้วเธอจึงเดินเข้าไปในห้องนอนเพื่อจัดการกับตัวเองบ้างโดยหารู้ไม่ว่าชายหนุ่มที่เธอคิดว่าเขาหลับไปแล้วเพราะความเมานั้นกลับลืมตาโพลงขึ้นมาหลังจากได้ยินเสียงประตูห้องนอนของเธอปิดลง
นนท์ประวิธนึกทบทวนประโยคของเพื่อนสาวที่เพิ่งได้ยินก่อนหน้านี้แต่ก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายนักและยังไม่แน่ใจว่าคำพูดนั้นจะเกี่ยวข้องอย่างไรกับตัวเองหรือเปล่าก่อนจะผล็อยหลับไปด้วยไม่อาจฝืนความอ่อนล้าของร่างกายได้
..........................
สนใจนิยายเล่มนี้ในรูปแบบ E-Book สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่
mebmarket ...และ... ธัญวลัย ...และ... ookbee
หรือ้าลิ้งค์ซื้อ E-Book สามารถติดต่อผู้แต่งได้โดยตรงทาง
E-mail : oilza24@hotmail.com
ไลน์ : oilza_writer
(ในเว็บไม่สามารถวางลิ้งค์ได้ค่ะ)
