อาณาจักรนิรันต์

    ศึก ณ ที่ราบคาราดูน (2)

    ณ ‘เนินเขามูวาลี’ ทางตะวันออกจากเมืองทารอนและทิศเหนือห่างจากค่ายคาร์ทุซหลายสิบกิโลเมตร ลมร้อนพัดผ่านผืนทราย กลิ่นฝุ่นและเหงื่อลอยคละคลุ้งในอากาศ แสงแดดยามบ่ายสาดลงบนเต็นท์สีน้ำตาลของกองทัพตระกูลอัลดาริสที่ปักหลักอยู่นานสามวันแล้ว การบุกโจมตีคาราวานอย่างฉับพลันของคาร์ทุซทำให้สถานการณ์ตึงเครียด อาเธอร์และกองทัพพันธมิตรราวหนึ่งพันคนต้องเผชิญกับความไม่พร้อม ทั้งยุทธปัจจัยและแผนการรบที่ยังไม่สมบูรณ์

     

    ท่ามกลางกองทัพ ทหารในชุดเกราะสีเงินของอัลดาริสและพันธมิตรยืนกระสับกระส่าย เสียงกระซิบดังราวลมพัดทราย ตั้งคำถามถึงเหตุผลที่ต้องปักหลักบนเนินเขาที่ห่างไกลจากทารอน และความสงสัยในตัวอาเธอร์ ผู้นำ “คนนอก” ที่เพิ่งปรากฏตัวในเมืองเมื่อไม่นานมานี้ ความไม่พอใจก่อตัวเงียบๆ ราวเปลวไฟที่ลามทุ่งแห้ง

     

    วาอิน ผู้รับรู้ถึงความตึงเครียดนี้ มองทหารที่กระซิบกันด้วยสายตากังวล ใบหน้าเข้มขึ้นขณะเดินผ่านเต็นท์ของพวกทหาร ‘ถ้าขวัญกำลังใจยังย่ำแย่เช่นนี้ กองทัพเราคงพังทลายก่อนศึกจะเริ่มเสียอีก’ เขาคิด มือกำแน่น

     

    วาอินเดินเข้าไปหาอาเธอร์ที่ยืนอยู่บนยอดเนิน มองออกไปยังขอบฟ้าทะเลทรายอันไร้ที่สิ้นสุด ฝุ่นทรายเกาะชุดเกราะสีเข้มของเขา ด้านของเขามีแผนที่ขีดเขียนบนพื้นทราย เส้นโค้งและวงกลมมากมายราวสะท้อนความสับสนในใจ ‘การรบที่กระทันหันเช่นนี้ ท่านอาเธอร์จะรับมืออย่างไร?’ วาอินคิด ขณะมองรอยขีดบนทราย

     

    “ท่านอาเธอร์ ขอรับ” วาอินเอ่ย น้ำเสียงนุ่มแต่แฝงความกังวล

     

    อาเธอร์ตื่นจากภวังค์ ดวงตาหันมองวาอิน “มีอะไรหรือ วาอิน?” เขาถาม มือเคาะด้ามดาบที่เอวเบาๆ ราวปลอบใจตัวเอง

     

    “ตอนนี้สถานการณ์ในกองทัพเริ่มย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ขอรับ” วาอินพูด มือเกร็งขณะจับสายรัดเกราะ “พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาปักหลักที่นี่ แทนที่จะตั้งรับที่ทารอน และยังมีอีกเรื่องสำคัญ…” เขาลังเล ดวงตาหลบมองพื้น

     

    “เรื่องอะไร?” อาเธอร์เอียงคอ

     

    “เรื่อง…ท่านขอรับ” วาอินกลืนน้ำลาย “พวกเขาไม่รู้จักท่านเหมือนที่ข้ารู้จัก จึงเกิดความไม่พอใจ คำพูดต่างๆ นาๆ เริ่มลามราวกับลมพัดทรายทับถมกัน”

     

    อาเธอร์ถอนหายใจยาว มือลูบคาง “มันก็จริงอย่างที่เจ้าว่า เพราะพวกเรามีเวลาเตรียมตัวน้อยเกินไป” เขาลุกขึ้น เดินมาหาวาอิน ฝุ่นทรายฟุ้งตามรองเท้า “ขวัญกำลังใจของกองทัพเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ที่เราไม่อาจมองข้ามได้”

     

    อาเธอร์หยุดชั่วครู่ ดวงตาวาวราวค้นพบทางออก “เจ้าไปเรียกทหารทุกคนมารวมตัวกัน ข้ามีบางอย่างจะพูดกับพวกเขา”

     

    วาอินขมวดคิ้ว “ท่านจะพูดสิ่งใดหรือ ขอรับ?”

     

    “ปลุกขวัญกำลังใจไง” อาเธอร์ยิ้มมุมปาก ราวซ่อนความมั่นใจที่วาอินสัมผัสได้

     

    วาอินพยักหน้าโดยไม่ถามต่อ หันหลังเดินไปสั่งการทันที เสียงฝีเท้าและคำสั่งดังก้องในค่าย

     

    สิบกว่านาทีต่อมา กองทัพพันธมิตรรวมตัวที่หน้าโขดหินใหญ่ซึ่งเป็นที่พักของผู้นำ แสงแดดสาดลงบนเกราะโลหะ สะท้อนเป็นจุดแวววาว ดวงตาของทหารเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง บางคนหวาดกลัว บางคนคาดหวัง แต่ถึงอย่างนั้นทุกคนอยากรู้ว่าอาเธอร์ ชายแปลกหน้าผู้ถือตราตระกูลอัลดาริส จะพูดอะไร

     

    อาเธอร์สูดหายใจลึก กระซิบกับตัวเอง ‘เอาละ นายทำได้ นายผ่านการปลุกใจมาไม่รู้กี่ครั้ง แค่ครั้งนี้ต้องปรับคำพูดให้เข้ากับทารอนหน่อย’ เขาปีนขึ้นโขดหินสูง มองลงไปยังฝูงชน เสียงลมพัดผ่านดังราวกระซิบคำท้าทาย

     

    สายตาทุกคู่จ้องอาเธอร์ บางคนพึ่งเห็นหน้าเขาครั้งแรก ดวงตาอาเธอร์ที่ราวเปลวไฟกวาดสายตามองฝูงชน สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัว ความสงสัย และความหวังที่ซ่อนอยู่

     

    “สวัสดี พวกเจ้าทุกคน!” อาเธอร์ตะโกน น้ำเสียงเข้มแข็งดังก้องราวฟ้าคำรน “บางคนอาจเคยเห็นข้ามาแล้ว แต่ข้าจะแนะนำตัวอีกครั้ง ข้าคืออาเธอร์ ผู้ที่ราเมซมอบอำนาจให้ควบคุมกองทัพนี้!” เขาตะโกนพูดน้ำเสียงที่เข้มแข็งและหนักแน่น ดังพอที่ทุกคนจะได้ยินสิ่งที่เขากำลังพูด

     

    อาเธอร์หยุดเว้นชั่วครู่ ปล่อยให้ความเงียบกดทับ “ข้ารู้…ว่าพวกเจ้าสงสัยและเคลือบแคลงในตัวข้า ในสายตาพวกเจ้า ข้าเป็นเพียง ‘คนนอก’ ที่ไม่ควรยืนอยู่ตรงนี้เลยด้วยซ้ำ” เสียงลมพัดผ่านเน้นย้ำความเงียบ “แต่ฟังข้าให้ชัด! ข้าไม่ได้มายืนที่นี่เพื่อมาร้องขอความเชื่อใจจากพวกเจ้า ข้ามาเพื่อมอบความจริง ความจริงที่พวกเจ้ารู้ดีอยู่ในใจ!”

     

    อาเธอร์ชี้ไปทางขอบฟ้าทิศใต้ เป็นทีที่คาดการว่าค่ายคาร์ทุซตั้งอยู่ “พวกคาร์ทุซมองทารอนเป็นเพียงดินแดนที่รอการย่ำยี มองครอบครัวของพวกเจ้าเป็นทรัพย์สินที่รอถูกพวกมันช่วงชิง!” เขากำหมัดแน่น ดวงตาลุกโชน “ถามใจตัวเองสิ พวกเจ้าจะยอมปล่อยให้มันเป็นเช่นนั้นหรือ!?”

     

    ฝูงชนเริ่มขยับตัว เสียงกระซิบเงียบลง อาเธอร์หันมองพวกเขา “จงมองไปรอบตัว! คนที่ยืนข้างพวกเจ้าไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่คือพี่น้องอัลดาริส คือชาวทารอน คือเลือดเนื้อเดียวกันกับพวกเจ้า!” เขาหยุด จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของทหาร “พวกคาร์ทุซมันคิดว่าพวกเจ้ากลัว…ใช่มันอยากให้พวกเจ้าหวาดกลัว คิดว่าพวกเจ้าจะต้องหนีหายไปกับสายลมทะเลทราย แต่มีสิ่งหนึ่งที่พวกมันไม่รู้ คือสิ่งที่พวกเจ้าทุกคนกำลังแบกรับไว้อยู่ หน้าที่ที่จะปกป้องทารอน ที่มันทำให้พวกเจ้าไม่มีวันถอย!”

     

    เสียงฮือฮาดังขึ้นจากทหารบางคน อาเธอร์ยกดาบขึ้นเหนือหัว ใบมีดสะท้อนแสงแดด “ข้าจะไม่สัญญาว่าทุกคนในที่นี้จะรอดกลับไปได้ ข้าจะไม่สัญญาว่าศึกที่รออยู่ตรงหน้าครั้งนี้จะง่ายดาย แต่ข้าสามารถให้คำสาบานต่อหน้าพวกเจ้าได้ ตราบใดที่เลือดยังไหลอยู่ภายในกายของข้า ข้าจะยืนหยัดสู้กับพวกคาร์ทุซจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะตายกันไปข้างหนึ่ง!”

     

    ฝูงชนโห่ร้อง ดาบและหอกถูกชูขึ้นตามกัน “วันนี้! พวกเจ้าไม่ใช่แค่ทหาร ไม่ใช่แค่ผู้ใต้บัญชาของข้า แต่พวกเจ้าคือคือ กำแพงแห่งความหวัง กำแพงที่จะต้านพายุทะเลทราย!” อาเธอร์ตะโกน ดวงตาลุกโชนราวไฟ “พวกเราจะสู้ไม่ใช่เพื่อตัวของพวกเราเอง แต่เพื่อลูกหลาน เพื่อเสียงหัวเราะของเด็กๆ เพื่อความรุ่งเรืองของทารอน!”

     

    “เพื่อทารอน!” ทหารตะโกนพร้อมกัน ดาบและโล่กระทบกันดังก้อง

     

    “อัลดาริส!” อาเธอร์ตะโกนอีกครั้ง เสียงทหารดังตาม “อัลดาริส! อัลดาริส! อัลดาริส!” เสียงสะท้อนก้องทั่วเนินเขามูวาลี ราวเม็ดทรายทุกเม็ดสั่นสะเทือนตาม

     

    อาเธอร์กระโดดลงจากโขดหิน เดินเข้าไปในฝูงชน จับมือทักทายทหาร ใบหน้าของพวกเขาเปลี่ยนจากความสงสัยกลายเป็นความมุ่งมั่น พร้อมทั้งกลิ่นเหงื่อและเหล็กที่อบอวลในอากาศ

     

    เวลาผ่านไปถึงช่วงพระอาทิตย์ใกล้จะตกดิน ที่จุดเดิมบนยอดเนิน อาเธอร์นั่งลงข้างแผนที่ทราย มือลูบรอยขีดเขียนที่เริ่มเลือนจากสายลม วาอินเดินเข้ามา พร้อมรอยยิ้มตื่นเต้นฉายบนใบหน้า “สุดยอดมาก ขอรับ! คำพูดของท่านทรงพลังยิ่งนัก ขวัญกำลังใจของกองทัพพุ่งสูงราวนกอินทรีทะเลทราย!”

     

    อาเธอร์หันมายิ้ม “ใช่ไหมล่ะ ข้าอยากเป็น ‘พอล อะเทรดีส’ มานานแล้ว” เขาพูดติดตลก พยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ ราวเด็กที่ทำสำเร็จในสิ่งที่ฝัน

     

    “พอล อะเทรดีส คือใคร ขอรับ?” วาอินเอียงคอ สายตางุนงง

     

    “ช่างมันเถอะ” อาเธอร์โบกมือปัด ใบหน้ายังยิ้มอยู่ “ว่าแต่ หน่วยสอดแนมที่เราส่งออกไปเป็นอย่างไรบ้าง?”

     

    วาอินกลับสู่โหมดจริงจัง “ยืนยันแล้ว ขอรับ ค่ายคาร์ทุซน่าจะอยู่แถวที่ราบคาราดูน แต่หน่วยสอดแนมรายงานว่ามีพายุทะเลทรายรุนแรงเกินไป จนมองไม่เห็นรายละเอียดของค่าย ขอรับ”

     

    “พายุทะเลทรายงั้นหรือ?” อาเธอร์ขมวดคิ้ว มองออกไปยังขอบฟ้าที่เริ่มมืดครึ้มด้วยเมฆฝุ่น เขาหันไปหาวาอิน “ปกติเขตตะวันออกมีพายุแบบนี้บ่อยหรือ?”

     

    วาอินส่ายหัว “ไม่เลย ขอรับ ช่วงนี้ของปีอาจมีพายุบ้าง แต่ไม่ควรรุนแรงถึงเพียงนี้”

     

    “มันแปลกเกินไปจริงๆ …” อาเธอร์พึมพำ มือกำด้ามดาบแน่น ดวงตาหรี่ลงราวครุ่นคิด

     

    ความทรงจำเก่าผุดขึ้นราวถูกฉุดจากก้นบึ้งของจิตใจ เสียงไซเรนฉุกเฉินจากยานรบชั้นเอจิส (Aegis-Class) ของสหพันธรัฐ ทะเลทรายสีแดงก่ำของ ‘คัลดริส-โฟว์ (Khaldris-IV) ’ ดาวเคราะห์ดวงที่สี่ในระบบคัลดริส ความร้อนที่ทะลุเกราะพลังจนชุดเกราะร้อนวาบ ประกายระยิบจากผลึก ‘คัลดริเธีย (Khaldrithium) ’ แร่พลังงานสูงที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นทราย แร่ที่ทำให้พวกชนชั้นสูงของสหพันธรัฐต่างน้ำลายหก

     

    เขาจำได้ดี…ถึงคำสั่งจากสหพันธรัฐ: “ครอบครองทรัพยากรบนดาวดวงนี้ให้ได้ ไม่ว่าด้วยวิธีใด” เสียงกรีดร้องของชนพื้นเมืองที่พุ่งเข้าหาเขาด้วยดาบและหอก เสียงระเบิดจากปืนพลังงานที่ยิงจากกองทหารราบ แรงสั่นสะเทือนจากปืนใหญ่ที่ยิงมาจากในชั้นบรรยากาศ ท้องฟ้าดำมืดด้วยควันและฝุ่น

     

    อาเธอร์ยืนนิ่ง ใบหน้าตึงเครียดราวถูกดึงกลับสู่ฝันร้าย วาอินมองเขาด้วยความกังวล “ท่าน…?”

     

    อาเธอร์สะบัดหัวแรง ราวขับไล่ความทรงจำ “ช่างมัน” เขาพึมพำ ‘ไม่ใช่ว่าฉันไม่เคยไปรบในทะเลทรายมาก่อนสะหน่อย ถึงแม้ตอนนั้นจะมีอุปกรณ์ไฮเทคช่วยวิเคราะห์การรบก็เถอะ แต่สัญชาตญาณของฉันมันบอกว่าพายุนี้ผิดปกติ…ไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์เลยสักนิด’

     

    อาเธอร์ครุ่นคิดแล้วพรึมพรัม ‘แล้วถ้าเป็นศาสตร์แห่งเวทมนตร์ล่ะ?’ 

     

    ดวงตาของอาเธอร์เบิกกว้างราวค้นพบคำตอบ “วาอิน! สั่งทุกคนเตรียมพร้อมรบเต็มกำลังเดี๋ยวนี้!” เขาตะโกน น้ำเสียงเร่งรัด

     

    วาอินสะดุ้งตกใจกับคำสั่งที่ฉุกละหุกของอาเธอร์ “ว่าไงนะ ขอรับ?”

     

    “มันมีเหตุผลที่ คาเรซ ถูกเรียกว่า วายุพิฆาต” อาเธอร์จ้องไปที่ขอบฟ้า ดวงตาเต็มไปด้วยความตระหนัก “เพราะเจ้านั่นเชี่ยวชาญการรบในพายุทะเลทรายยังไงละ!”

     

     

     

     

    ห่างจากเนินเขามูวาลีไปทางทิศใต้ จุดที่พายุทะเลทรายเริ่มก่อตัวหมุนวนรุนแรง ฝุ่นทรายบดบังท้องฟ้าจนมืดมิด ท่ามกลางม่านฝุ่น กองทัพคาร์ทุซกว่าสองพันคนกระจายตัวอยู่ ทุกนายขี่อัคคาวิสที่มีขนสีดำส้มเงาวาว เสียงเกือกกังเล็บกระทบทรายดังเป็นจังหวะราวกลองศึก

     

    ทหารคนหนึ่งควบอัคคาวิสฝ่าพายุเข้ามา ฝุ่นเกาะเกราะสีดำเต็มตัว “ท่านผู้นำ! อุปกรณ์เวทพร้อมแล้ว ขอรับ!” เขารายงาน มือจับบังเหียนแน่นเพื่อควบคุมสัตว์ขี่

     

    “ดี” คาเรซ วายุพิฆาต ตอบสั้นๆ ใบหน้าคมกริบซ่อนใต้ผ้าคลุมสีเทาเข้ม ดวงตาคู่หนึ่งเย็นชาราวน้ำแข็ง เขานั่งบนอัคคาวิสตัวใหญ่ที่มีหมวกเหล็กเขายื่นจากหัวราวมงกุฎ เขามองไปยังเนินเขามูวาลีที่เลือนรางจากในพายุ “ดูท่าทารอนตกต่ำลงจริงๆ ถึงกับให้คนนอกมานำทัพ เพื่อหวังจะมาตลบหลังข้า”

     

    รอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นที่มุมปาก “ข้าจะบดขยี้ความหวังอันริบหรี่ของทารอนให้ย่อยยับ!” เขากล่าว น้ำเสียงดังก้องท่ามกลางลม

     

    “เริ่มเปิดอุปกรณ์เวท!” คาเรซสั่ง ทหารรีบควบอัคคาวิสออกไปส่งสัญญาณ ทันใดนั้น แสงสีเขียวมรกตวาบจากเครื่องมือเวท เสียงฮัมต่ำดังขึ้น ราวพลังงานโบราณถูกปลุก พายุทะเลทรายรุนแรงขึ้นทันที ฝุ่นทรายหมุนวนราวมังกรขดตัว

     

    คาเรซสายตาจับจ้องเนินเขามูวาลี รอยยิ้มกว้างขึ้นราวนักล่าที่รู้ว่าเหยื่อติดกับ

    คล้ายกับเรื่องอาณาจักรนิรันต์ ที่คุณอ่าน