ขณะที่ด้านในกระโจมอันเป็นที่รวมตัวของรุ่นเยาว์จากทุกสารทิศกำลังเกิดบรรยากาศอันตึงเครียดขึ้นปะปนกับความท้อแท้นั้นภายนอกบริเวณพื้นที่นั่งรอบลานประลองกับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเนื่องด้วยรอบบริเวณแห่งที่นั่งนั้นเต็มไปด้วยผู้คนเนืองแน่นอย่างที่สุดทั้งทุกผู้คนยังประดับไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้ายามกล่าววาจาต่อกันไม่ได้หยุดหย่อน
พื้นที่นั่งนั้นถูกจัดออกเป็นสัดส่วนอย่างลงตัว ด้วยที่นั่งอันอยู่ตำแหน่งทางด้านเหนือและอยู่สูงกว่าที่นั่งใดใดนั้นชัดเจนแล้วว่าถูกจัดให้เป็นที่นั่งของตัวตนดั่งพรรคใหญ่ต่างๆจากดินแดนหัวเมืองชั้นกลางส่วนรอบบริเวณนั้นถูกแบ่งออกเป็นใต้ ออก ตก โดยจัดให้ตระกูลจากหัวเมืองชั้นนอกได้นั่งกันทั้งระดับความสูงยังต่ำกว่าที่นั่งส่วนเหนืออย่างเห็นได้ชัด
อีกทั้งผู้คนจากตระกูลหยางเองก็ยังไม่วายเกิดการกล่าววาจากันอย่างคึกคักหากแต่มีเพียงบุคคลผู้หนึ่งที่ในยามนี้กับไม่กล่าววาจากับผู้ใดทั้งสิ้น ทั้งใบหน้ามันยังได้ปรากฏร่องรอยแห่งความไม่พอใจประสมกับความโกรธเกรี้ยวรอดออกมาอยู่ตลอดเวลาคนผู้นี้ย่อมเป็นผู้อื่นใดไปไม่ได้นอกจากหยางหลงผู้อาวุโสลำดับสามแห่งตระกูลหยาง
ตัวมันจะไปมีความสุขและพูดคุยอย่างคึกคักเช่นผู้อื่นไปได้อย่างไรในเมื่อบุตรชายของมันตอนนี้กลับไม่มีสิทธิ์ในการเข้าร่วมงานประลองกระทั่งมันยังกลับกลายเป็นตัวตนดั่งคนขลาดเขลาเวลาอยู่ต่อหน้าเด็กสวะหยางเทียนไปเสียอย่างนั้นสิ่งเหล่านี้กวนจิตใจของหยางหลงอยู่ตลอดเวลาที่เดินทางมาที่งานประลองแห่งนี้
“เจ้าเด็กสวะหยางเทียน เป็นเพียงแค่บุตรบุญธรรมของชนชั้นบ่าวรับใช้เท่านั้นกลับกล้าจองหองทำตัวเป็นปฏิปักษ์กับข้าหยางหลงผู้อาวุโสลำดับสาม หึ ! เจ้าจงลำพองใจไปเสียให้พอเถอะ หลังจบงานประลองนี้ตัวเจ้าจะไม่มีลมหายใจให้ได้ทำเช่นนี้อีกต่อไป”หยางหลงกระทั่งสบถอยู่ในใจอย่างรุนแรงทั้งยังเป็นคำมั่นที่มันได้ให้กับตนเองไว้กระทั่งแววตาในยามนี้ของมันยังเต็มเปี่ยมไปด้วยแววตาอันช้าร้ายสูงสุดคนพลันปลดปล่อยอายสังหารออกมาอย่างลืมตัวชั่วครู่หนึ่งอย่างอดไม่ได้
ขณะที่ทุกผู้คนกำลังกล่าววาจาต่อกันอย่างรื่นเริงที่พวกมันได้เป็นส่วนหนึ่งของการประลองแลกเปลี่ยนระหว่างหัวเมืองชั้นนอกนี้นั้นกลับมีคนผู้หนึ่งเคลื่อนกายก้าวขึ้นมาบนสนามประลองทรงกลมอย่างช้าๆทั้งยังใช้เวลาก้าวเดินครู่หนึ่งกว่าจะไปถึงกึ่งกลางของสนามประลองได้เนื่องด้วยเส้นผ่าศูนย์กลางของสนามประลองวงกลมแห่งนี้กลับกว้างถึง 1 ลี้เลยทีเดียว(1ลี้ = 500เมตร)
“ทุกท่านโปรดยั้งวาจาก่อน ข้าคือผู้เฒ่าหลิงหู่จะเป็นผู้ควบคุมการประลองในครั้งนี้และเวลาต่อจากนี้ไปจะเข้าสู่งานประลองแล้ว ข้าจะกล่าวถึงรูปแบบการประลองในรอบแรกให้ทุกท่านได้รับทราบกฎในการผ่านเข้ารอบกันเสียก่อน”เมื่อบุคคลผู้นี้ได้หยุดอยู่กึ่งกลางของสนามประลองแล้วมันพลันส่งเสียงดังกังวานสอดแทรกไปด้วยพลังแห่งลมปราณลึกล้ำสายหนึ่งหากมองดูให้ดีแล้วมันผู้นี้คือผู้ควบคุมการทดสอบที่กาลก่อนได้อยู่ในกระโจมรุ่นเยาว์นั่นเอง
ผู้เฒ่าหลิงหู่นั้นได้กล่าวถึงกฎการประลองทั้งหมดกระทั่งจำนวนผู้ที่สามารถผ่านเข้ารอบการประลองแบบหนึ่งต่อหนึ่งได้นั้นแท้จริงมีจำนวนได้เท่าใดออกไปสิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ผู้คนทุกตระกูลของทุกหัวเมืองชั้นนอกพลันบังเกิดเสียงดังขึ้นมาทันทีอีกทั้งใบหน้าของพวกมันทุกผู้คนยังได้ประดับไปด้วยรอยคิ้วที่ขมวดเข้าหากันอย่างปลดออกไม่ได้
ปรากฏการณ์เหล่านี้ไม่ได้แตกต่างจากรุ่นเยาว์ที่อยู่ในกระโจมเลยแม้แต่น้อยอาจบางทีจะมากยิ่งกว่าเสียอีกเนื่องด้วยพวกมันดั้นด้นมาจากเมืองที่ไกลจากเมืองฟ้าอำพันอย่างมากทั้งยังใช้ออกด้วยทรัพยากรของตระกูลไปมากโขกว่าจะมาถึงได้ หากแต่คำพูดของผู้เฒ่าหลิงหู่ที่ได้กล่าวถึงกฎของการประลองรอบแรกนั้นชัดเจนว่าต้องให้รุ่นเยาว์ทนรับกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณแม้รุ่นเยาว์ทั้งหมดจะไม่ทราบว่าเคล็ดวิชานี้ที่แท้ร้ายกาจเพียงใดแต่กลับพวกผู้คนที่เป็นตัวตนตั้งแต่ระดับผู้อาวุโสจนถึงระดับหัวหน้าตระกูลทั้งหลายนั้นกลับทราบชัดเจนถึงความน่ากลัวของทักษะทำลายกายทะลวงจิตนี้เป็นอย่างดี
ทันทีที่คำว่ากลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณถูกส่งออกมาจากปากของผู้เฒ่าหลิงหู่นั้นกลับคล้ายดั่งสายฟ้าจากสวรรค์ผ่าลงมาบริเวณรอบที่นั่งของตระกูลหัวเมืองชั้นนอกทั้งหมดทักษะวิชานี้น่ากลัวเสียยิ่งกว่าอะไรมันถูกใช้ให้เป็นหนึ่งในทักษะในการทรมานอย่างหนึ่ง พวกมันยามนี้ได้แต่ภาวนาให้รุ่นเยาว์จากตระกูลตนเองไม่คนใดก็คนหนึ่งสามารถผ่านเข้ารอบ20คนสุดท้ายและได้แสดงความสามารถของตนออกมาเพื่อให้ถูกรับเลือกเข้าพรรคใหญ่จากหัวเมืองชั้นกลาง
ในขณะที่บางคนกล่าววาจาต่อกันอย่างตระหนกและบางคนขบคิดอย่างโดดเดี่ยวอยู่นั้นเหล่ารุ่นเยาว์คนแล้วคนเล่าพลันก้าวออกมาจากกระโจมและเคลื่อนร่างกายตนเองขึ้นไปยืนอยู่บนสนามประลอง ชั่วเวลาเพียงผ่านไม่ถึงสามสิบลมหายใจ รุ่นเยาว์ทั้ง250คนก็ได้ยืนตระหง่านอย่างองอาจอยู่บนสนามประลองทั้งหมด
“หากพวกเจ้าทุกคนพร้อมแล้วข้าก็จะไม่รีรอใดใดอีก หากใครที่ไม่สามารถทนทานกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณได้จงปล่อยร่างกายให้ล่วงหล่นลงไปที่พื้นสะ จะมีผู้เข้ามานำเจ้าออกไปทันที”
คำกล่าวของผู้เฒ่าหลิงหู่ดังขึ้นออกกังวานอย่างยิ่งเพื่อให้ทั้งรุ่นเยาว์ที่เข้าทดสอบและผู้คนจากทั่วบริเวณได้ยินชัดถนัดหูน้ำเสียงขณะที่กล่าวนั้นเรียบเฉยธรรมดาอย่างที่สุดหากแต่คำพูดต่อมามันพลันเปลี่ยนเป็นจริงจังอย่างแท้จริง “พวกเจ้าทุกคนจงประเมินตนเองให้ดี หากไม่ไหวจงอย่าได้ฝืนเด็ดขาดกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณไม่ใช่เรื่องล้อเล่นแต่อย่างใดหากเจ้าฝืนร่างกายโดยที่เจ้าไม่รับรู้ถึงขีดจำกัดตนเองนั้น ท้ายที่สุดทักษะนี้จะบดกระดูกของเจ้าอีกทั้งจิตวิญญาณยังถูกกัดกินจนแตกสลายไปในที่สุดถึงยามนั้นแม้แต่หมอโอสถชนชั้นปรมาจารย์หรือกระทั่งราชันย์โอสถก็ไม่สามารถช่วยพวกเจ้าได้แล้ว”
คำกล่าวช่วงหลังนี้นั้นชัดเจนว่าเป็นการเตือนออกต่อรุ่นเยาว์ทั้งหมดที่เข้าทดสอบกระทั่งน้ำเสียงยังดุดันและเคร่งขรึมเป็นที่สุด แน่ชัดว่ามันต้องการให้รุ่นเยาว์ทั้งหมดรับรู้ว่าสิ่งที่มันกล่าวไม่ใช่เรื่องหลอกเด็กอย่างแน่นอน
เมื่อคำกล่าวของผู้เฒ่าหลิงหู่เงียบดับลงไปนั้นทั่วทั้งสนามประลองยามนี้กับเกิดไอปราณโปร่งแสงบางเบาขึ้นครอบคลุมทั่วทั้งสนามประลองอีกทั้งมวลอากาศรอบด้านพลันปั่นป่วนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดใบหน้าของรุ่นเยาว์ที่อยู่ในสนามประลองยามนี้นั้นบางคนเริ่มปรากฏความเจ็บปวดที่แสดงออกมาทางสีหน้าอย่างเด่นชัดยิ่ง
“ นี่เพิ่งจะผ่านไปเพียงไม่ถึงห้าลมหายใจเลยแท้ๆกลับมีบางคนถึงขนาดแสดงสีหน้าอันรวดร้าวสุดแสนออกมาเสียแล้วข้าชักเริ่มเป็นห่วงรุ่นเยาว์ของตระกูลเราเสียแล้วซิท่านหยางลู่จิวหากพวกเขาฝืนตัวเองเกินไปเกรงว่าหนทางฝึกตนในภายภาคหน้าอาจไม่มีความสำเร็จรออยู่แล้วก็เป็นได้” วาจาที่กล่าวออกมานี้ดังรอดออกมาจากตำแหน่งที่นั่งตระกูลหยางทั้งยังเป็นผู้อาวุโสลำดับสี่กล่าวต่อหัวหน้าตระกูลด้วยใบหน้าที่เริ่มวิตกกังวลขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
“เจ้าอย่าได้กังวลใจไปหยางเจิงรุ่นเยาว์ของตระกูลหยางเราแม้ผ่านไปถึงสิบลมหายใจแล้วสีหน้าของพวกมันยังปกติดีอยู่ข้าคาดว่าแม้รุ่นเยาว์เราอาจไม่สามารถเข้าสู่รอบยี่สิบคนสุดท้ายได้หากแต่สามารถทนทานได้นานพอละก็ย่อมต้องเข้าตาพรรคใหญ่จากหัวเมืองชั้นกลางอย่างแน่นอน”คำกล่าวนี้ดังรอดออกมาจากหยางชูผู้อาวุโสลำดับสูงสุดแห่งตระกูลหยางอีกทั้งยังเปี่ยมล้นไปด้วยความคาดหวังสายหนึ่งบนใบหน้าของมันยามนี้ยังปรากฏรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิในรุ่นเยาว์ของตระกูลตนเองอย่างอดไม่ได้ หากแต่หัวหน้าตระกูลหยางนั้นกลับนั่งดูอย่างเรียบเฉยและไม่กล่าวคำใดใดออกมา
ในยามนี้เองที่เวลาผ่านพ้นไปเพียงอึดใจกลับเริ่มปรากฏรุ่นเยาว์ที่ไม่สามารถทนทานแรงกดดันจากกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณได้เสียแล้วพวกมันเริ่มล้มลงไปทีละคนสองคน หากแต่บางคนกลับเกิดการชักออกมาจากการฝืนรั้งตนเองจนเกินความสามารถไปทั้งร่างกายมันยังดูบิดเบี้ยวจากกระดูกที่แตกหักภาพของมันส่งผลให้ผู้คนที่ดูอยู่เกิดความสังเวชใจเป็นที่สุด
“เฮ้อ . . . . การให้นั่งดูแบบนี้มันช่างน่าเบื่อชะมัดเรามาลงพนันกันดีกว่ามั้ยว่าเด็กน้อยคนใดจะอยู่ได้นานที่สุดอีกทั้งมันจะอยู่ได้ถึงเวลาใด” ในขณะที่ทุกผู้คนกำลังตรึงเครียดจากการทดสอบของรุ่นเยาว์ในตระกูลตนเองอยู่นั้นพลันบังเกิดเสียงสายหนึ่งเจือปนไปด้วยความเบื่อหน่ายออกมาอย่างกะทันหัน
หากแต่ก่อนที่ผู้คนจะได้สบถด่าออกมา พวกมันพลันต้องกลืนคำกลับไปเสียสิ้นเนื่องด้วยก่อนที่พวกมันจะได้กล่าววาจาใด ดวงตามันพลันเคลื่อนไปยังต้นตอของเสียงและพบว่าผู้ที่พูดออกมานั้นนั่งอยู่ในตำแหน่งทิศเหนือ อีกทั้งยังเป็นชั้นที่สูงที่สุดชัดเจนว่ามันผู้นี้นั้นต้องเป็นตัวตนของหนึ่งในสามพรรคใหญ่ที่สุดแห่งเขตหัวเมืองชั้นกลางอย่างแน่นอน
“หืม ! ท่านเฉินเยว่ ผู้อาวุโสหลักแห่งพรรคจันทร์เสี้ยวแท้จริงกลับมีอารมณ์ขันเช่นนี้ หากแต่ตัวข้าฮุ่ยซือก็คิดว่าดีเหมือนกันการที่ต้องนั่งดูเฉยๆอย่างนี้มันช่างน่าเบื่อเสียจริงๆ ท่านว่าไหม จิ้นเซินอาวุโสหลักแห่งพรรควารีสมุทร”
คำกล่าวเชิงเห็นด้วยนั้นกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอันแสนเบื่อหน่ายไม่ได้แตกต่างจากน้ำเสียงครั้งแรกเท่าใดนักหากแต่ในยามสุดท้ายตัวของฮุ่ยซือชัดเจนว่ายังได้กล่าวถามต่อไปยังจิ้นเซินอันเป็นตัวตนของหนึ่งในสามพรรคใหญ่แห่งเขตเมืองชั้นกลางเพื่อให้เข้าร่วมพนันครั้งนี้ด้วยที่มันหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะสามารถกลบความเบื่อหน่ายในยามนี้ได้บ้าง
“พวกท่านช่างมีความอดทนต่ำเสียจริง นี่เพิ่งจะผ่านไปไม่ถึง 30 ลมหายใจแท้ๆแต่พวกท่านกับเริ่มเบื่อหน่ายเสียแล้ว หากแต่ข้าก็คิดว่าไม่ได้เลวร้ายอันใดนักที่จะเข้าร่วม”วาจาของจิ้นเซินยามแรกนั้นคล้ายดั่งปรามาสต่อบุคคลจากพรรคใหญ่ทั้งสองหากแต่วาจาต่อมากลับกลิ้งเกลือกเลือกจะเข้าร่วมไปเสียอย่างนั้น ทั้งน้ำเสียงในประโยคสุดท้ายของมันยังประกอบไปด้วยความยินดีออกมาสายหนึ่งอย่างปิดไม่ได้
“ คนจากพรรควารีสมุทรช่างปากไม่ตรงกับใจเสียจริงถ้าอย่างนั้นในเมื่อท่านจิ้นเซินเข้าร่วมเป็นคนท้ายสุด ข้าจะให้ท่านเลือกรุ่นเยาว์ที่ท่านคาดหวังไว้ก่อนเป็นอย่างไรหากแต่อย่าลืมกำหนดช่วงเวลาที่มันจะยืนหยัดอยู่ได้มาด้วยเสียล่ะ” เฉินเยว่อาวุโสหลักแห่งพรรคจันทร์เสี้ยวพลันกล่าววาจาขึ้นอีกครั้งหากแต่ครั้งนี้ชัดเจนว่ามันต้องการเย้าแหย่ต่อจิ้นเซินอย่างเด่นชัด
“ก่อนที่ข้าจะเลือกนั้นข้าต้องการรู้ก่อนว่าผู้ที่สามารถชนะพนันจะได้รับสิ่งใด”น้ำเสียงอันนุ่มลึกดังออกมาจากปากของจิ่นเซินในยามนี้อีกทั้งใบหน้ามันยังเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันอยู่เล็กน้อย
“อืม . . . . ข้าคิดว่าผู้แพ้ต้องจ่ายออกด้วยหยกน้ำค้างศักดิ์สิทธิ์คนละหนึ่งก้อนให้ผู้ชนะเป็นอย่างไรแบบนี้มันถึงจะน่าทำการพนันกันขึ้นมาหน่อย”
เมื่อฉินเยว่กล่าวถึงสิ่งของที่ต้องใช้พนันออกไปแล้วนั้นทั้งฮุ่ยซือและจิ้นเซินพลันพยักหน้าอย่างเห็นด้วย อีกทั้งในยามนี้เองจิ้นเซินพลันเปิดปากเพื่อเลือกรุ่นเยาว์ของมันก่อนเป็นอันดับแรกสุด“ข้าเลือกแม่หนูงดงามที่สวมชุดคล้ายบุรุษผู้นั้น ทั้งข้ายังคิดว่านางต้องอยู่ได้ถึงคนสุดท้ายอาจบางทีคงนานถึงหนึ่งชั่วยามกระมัง”
ผู้ที่จิ้นเซินเลือกนั้นคือ หยางหลิงจื่อ ที่ตอนนี้ประดับไปด้วยชุดที่คล้ายบุรุษหากแต่ดวงหน้างดงามกลับไม่สามารถปกปิดแก่ผู้ใดได้ยามนี้เด็กหญิงน้อยยืนหลับตาพร้อมทั้งรั้งลมปราณโคจรสมุทรขั้นสูงเพื่อฝืนรั้งไม่ให้กลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณเข้าบดทับร่างกายได้อย่างหักโหมถึงแม้ใบหน้าของหยางหลิงจื่อจะยังคงเรียบเฉย แต่ภายในใจนั้นกลับแตกต่างอย่างที่สุดหากจิตใจสามารถแสดงสีหน้าได้แล้วนั้น ใบหน้าจิตใจของหยางหลิงจื่อยามนี้คงประดับไปด้วยความบิดเบี้ยวด้วยอาการเจ็บปวดจากการฝืนรั้งลมปราณไว้ถึงขีดสุด
“ โฮ่ . . . . แม่หนูผู้นั้นไม่เลวเลย ดูไปอายุเพียงสิบสองเท่านั้นแต่กลับรั้งลมปราณปกป้องร่างกายได้โดยที่หน้าตายังเรียบเฉย ท่านจิ้นเซินถึงกับแย่งม้าพนันชั้นดีของข้าไปเสียแล้ว” ฉินเยว่กล่าวออกด้วยน้ำเสียงที่เสียดายเล็กน้อยก่อนที่คนจะหันไปกล่าวต่อกับอีกผู้หนึ่ง “ ท่านฮุ่ยซือ ตาท่านเลือกต่อแล้ว ข้าเฉินเยว่จะเป็นผู้เลือกคนสุดท้ายเอง”
“โฮ่ โฮ่. . ใจกว้างเสียจริงนะคนจากพรรคจันทร์เสี้ยวเนี่ย” ฮุ่ยซือกล่าวคำไปด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มพร้อมกับเสียงหัวเราะดั่งมีความสุขที่ตัวมันได้เลือกก่อนเฉินเยว่อย่างไรอย่างนั้น “ถ้าอย่างนั้น ข้าขอเลือกพ่อหนุ่มที่สวมชุดเกราะแดงเพลิงจากเมืองไผ่เขียวนั่นแล้วกันดูท่าย่อมต้องอยู่ได้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าหนึ่งชั่วยามอย่างแน่นอน”
วาจาของฮุ่ยซือขณะที่เลือกรุ่นเยาว์ที่จะลงพนันนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างที่สุดอีกทั้งใบหน้ายังประดับไปด้วยรอยยิ้มอยู่เนืองๆ
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะเลือกบ้างล่ะ อืมม . . . . . . ข้าเลือกเจ้าเด็กน้อยตระกูลหวงร่างกายกำยำดั่งมัดกล้ามเดินได้นั่นแล้วกันดูจากลมปราณที่ปล่อยออกมานั้นย่อมต้องเป็นเทคนิคพิเศษบางอย่างแน่นอน อีกทั้งภายในใจข้าคิดว่าอย่างน้อยมันต้องทนได้เกินหนึ่งชั่วยามเป็นแน่”
ทันทีที่เฉินเยว่เลือกรุ่นเยาว์แล้วนั้นทั้งฮุ่ยซือและจิ้นเซินต่างมองไปทิศทางของเด็กหนุ่มนั้นอย่างพร้อมเพียงอีกทั้งยังพยักหน้ารับคำของเฉนเยว่อย่างอดไม่ได้ ด้วยพลังลมปราณของหวงฮู่วที่ปลดปล่อยออกมานั้นมันดูจะผิดธรรมดาสามัญไปอยู่บ้างจริงๆ
ภายในชั่วเวลาที่ทั้งสามกำลังเลือกรุ่นเยาว์มาเพื่อพนันกันอย่างสนุกสนานเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไปจนเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว รุ่นเยาว์ในสนามประลองที่ทนรับกับแรงกดดันของกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณได้ยามนี้เหลือเพียงไม่ถึง80 คนเท่านั้น แต่สีหน้าของพวกมันทั้ง80คนกลับไม่ได้แสดงความรู้สึกดีใจอยู่บนใบหน้าเลยแม้แต่น้อยกลับกันพวกมันเกือบทั้งหมดแทบจะไม่อาจอดกลั้นความเจ็บปวดได้แล้วเสียด้วยซ้ำ
“ข้าดูไปคล้ายว่าเจ้าเด็กหนุ่มในกลุ่มของเด็กหญิงน้อยที่ท่านจิ้นเซินเลือกจะมีบางอย่างผิดแปลกไปบ้าง”ฉินเยว่กล่าวออกขณะที่มันเคลื่อนสายตาไปจ้องมองที่หยางเทียนอย่างไม่ละสายตาทั้งแววตายังประกอบไปด้วยความสงสัยใคร่รู้เล็กน้อย หากแต่เมื่อฉินเยว่กล่าววาจาจบไปนั้นทั้งสองอาวุโสแห่งพรรคเพลิงตะวันและวารีสมุทรก็เคลื่อนศีรษะหันไปมองดูเช่นกัน
“ เจ้าเด็กน้อยนั้นแปลกประหลาดอย่างท่านเฉินเยว่ว่าไว้มิผิดท่าทางของมันแม้จะปรากฏความเจ็บปวดสายหนึ่งบนใบหน้าหากแต่เทียบกับผู้อื่นยังนับว่าน้อยกว่าอย่างมากอีกทั้งดูไปคล้ายว่ามันไม่ได้รับความเจ็บปวดทางจิตวิญญาณเลยแม้แต่นิดเดียวหรือว่าเด็กตระกูลหยางปีนี้กลับมีทักษะปกป้องจิตวิญญาณอยู่ได้กัน” จิ้นเซินเปิดปากกล่าวออกมาวาจาของมันกลับเต็มไปด้วยความตระหนกสายหนึ่งเนื่องด้วยมันไม่คาดคิดว่าหัวเมืองรอบนอกอันห่างไกลเช่นเมืองฟ้าอำพันกลับจะมีผู้ฝึกฝนทักษะรูปแบบที่สามารถปกป้องจิตวิญญาณของตนได้อีกทั้งดูไปเด็กน้อยคล้ายว่าจะอายุเพียง12ปีเองเสียกระมัง
รุ่นเยาว์ทั้ง80คนที่ยังคงยืนฝืนรั้งตนเองไม่ให้ล่วงหล่นนั้นจากที่แสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาไม่ได้ขาดหากแต่เมื่อเวลาผ่านพ้นครึ่งชั่วยามไปแล้วสีหน้าของพวกมันกลับแปรเปลี่ยนเป็นบิดเบี้ยวไปในทันทีเนื่องด้วยเวลานี้คลื่นพลังจากกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณอยู่ดีดีกลับรุนแรงขึ้นอีกเท่าตัว กระทั่งทำให้รุ่นเยาว์กว่าครึ่งที่อดทนมาอย่างยาวนานและอยากลำบากล่วงกองกับพื้นทั้งยังดิ้นทุรนทุลายในทันที
อีกทั้งหยางเหวินบุตรชายคนโตของผู้อาวุโสลำดับที่สี่นั้นก็ได้ล้มลงไปกองกับพื้นเช่นเดียวกันทำให้รุ่นเยาว์ตระกูลหยางยามนี้นั้นเหลืออยู่เพียง 4 คนแต่ถึงอย่างนั้นพวกมันก็ยังครองพื้นที่ 1 ใน 10ที่ยังทนทานกลับพลังที่รุนแรงของกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณได้ในยามนี้
“ผู้เฒ่าหลิงหู่นี่ช่างโหดร้ายจริงๆถึงขนาดเพิ่มพลังตนเองในกลิ่นอายตรึงจิตวิญญาณแล้วแบบนี้ม้าพนันของข้าจะไปทนถึงหนึ่งชั่วยามได้เยี่ยงไร” จิ้นเซินกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจในน้ำเสียงและใบหน้าของมันอย่างเห็นได้ชัด
“แบบนี้ข้ากลับคิดว่าดีแล้วนะท่านจิ้นเซินหากยังรั้งรอต่อไปเช่นเดิมอาจได้รอกันนานกว่าหนึ่งชั่วยามเป็นแน่ หากเป็นเช่นนั้นมันจะยิ่งทำให้พวกเราเริ่มเบื่อขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน”
หากแต่ในยามที่ทั้งเฉินเยว่และจิ้นเซินกล่าววาจาโต้ตอบกันอย่างสนุกสนานนั้นตัวฮุ่ยซือกลับมิได้กล่าววาจาใดออกมามันทำเพียงมองไปยังเด็กน้อยหยางเทียนอย่างครุ่นคิด ทั้งประกายดวงตามันกลับมีฉายแววแห่งความประหลาดขึ้นอย่างท่วมท้น