“โฮกกกกกก”
ครั้งนี้พวกเย่ฮวาได้ยินเสียงนั้นชัดเจนมากขึ้นแถมเสียงก็ดังมาจากลูกบอลทรงกลมลูกนั้นด้วย
ทว่าด้านบนของลูกบอลทรงกลมนั้นมีแสงปรากฏขึ้น แต่ไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่ามันคืออะไร ที่เขารู้ได้ก็คือมันมีโอกาสเป็นบอสสูงมาก!
หลังจากที่แสงนั้นได้มลายหายไป ในที่สุดก็เห็นลูกบอลลูกนั้นชัดเจนขึ้นจนสามารถรับรู้ได้ว่ามันคืออะไรกันแน่!
มันคือมอนสเตอร์ที่กำลังม้วนตัวอยู่!
[อสูรป๋ายหมาง] (บอสระดับเงิน)
เลเวล:36
พลังโจมตี:???
พลังป้องกัน:???
พลังชีวิต:???
สกิล :???
รายละเอียด : อสูรป๋ายหมางเป็นหนึ่งในสัตว์เวทย์โบราณ อสูรป๋ายหมางเป็นอสูรเวทย์ที่เหล่าเทพสวรรค์ใช้เป็นยานพาหนะ ทว่าเมื่อหมื่นปีก่อนอสูรป๋ายหมาง ตัวนี้ได้รับบาดเจ็บและพลัดตกลงมายังโลกมนุษย์ หลังจากนั้นมันก็ถูกพบโดยหวางชิงซาน เขาได้ทำการดูแลรักษาให้กับมัน ในที่สุดอสูรตัวนี้ก็กลายเป็นเพื่อนข้างกายของหวางชิงซานและติดตามเขาเพื่อเดินทางไปทั่วทั้งทวีป พวกเขาออกเดินทางเพื่อตามหาแร่หายากจำนวนมาก หลังจากที่หวางชิงซานตายไปมันก็ได้กลายเป็นแสงสว่างและเข้าไปอยู่ในร่างของหวางชิงซาน
……
กวาจื่อมองไปที่ค่าสเตตัสของบอสพร้อมกับพูด “บ้าฉิบบอสระดับเงินจริงๆด้วย!”
เย่ฮวา ยิ้มเยาะออกมา “นายบอกว่าจะยิ้มแบบสบายๆ ตอนที่เจอมันไม่ใช่เหรอ?”
กวาจื่อใช้มือลูบหน้าผากของตัวเองที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ “แบบนี้สบายซะที่ไหนเล่า! ฉันแค่พูดให้ดูเท่ไปงั้นแหละ!”
“โฮกกกกกก!!!”
ยังไม่ทันที่เย่ฮวาจะได้พูดอะไรต่อ จู่ๆแสงสว่างก็พุ่งออกมาจากก้อนกลมสีขาวๆนั้น หลังจากที่มองไปที่ด้านหน้า เขาก็มองเห็นดวงตาของอสูรป๋ายหมาง!
แสงนั้นสาดส่องมาที่ร่างของเย่ฮวาและกวาจื่อ หลังจากนั้นอสูรป๋ายหมางก็ค่อยๆ ขยายร่างของมันออกก่อนที่จะยืนอยู่ด้านบนโลงศพ
แม้ว่ามันจะเป็นก้อนกลมๆสีขาว แต่ตอนที่มันขยายตัวออก เย่ฮวาก็พบว่ามันมีความสูงเท่ากับขนาดของมนุษย์ ร่างกายของมันเป็นเหมือนกับพยัคฆ์ ใบหน้าของมันดูดุร้าย หางของมันก็ดูเหมือนกับสุนัขจิ้งจอก ดูๆไปแล้วน่าจะโหดมากพอสมควร แต่นี่เป็นบอสถ้าไม่จัดการมันก็คงจะไม่ได้ ถ้าสามารจับมันมาเป็นสัตว์เลี้ยงได้ก็คงจะเจ๋งมากแน่ๆ!
อสูรป๋ายหมางเลเวล 36 ค่าสเตตัสของมันยังไม่ปรากฏ ซึ่งมันแตกต่างจากพ้าหลินราชาเมืองหลี่กวงบอสระดับเงิน ตอนนั้นเป็นเพราะได้รับความช่วยเหลือจากเมิ่งเสี่ยวฉินอิน เวลาต่อมาก็ยังมีบุคคลสำคัญหลายคนจากห้วนเฉิงที่ตามมาสมทบเข้าร่วมการสังหารพ้าหลิน แต่เวลานี้มีแค่เขากับกวาจื่อ สองคนถือเป็นเรื่องยากเกินไปที่จะจัดการกับมัน
“โฮกกกกก”
อสูรป๋ายหมางเปล่งเสียงคำรามออกมา ค่าความเกลียดชังที่มีอยู่ได้ถูกส่งไปยังกวาจื่อ ขาทั้งสี่ข้างของมันก้าวเท้ามาที่พวกเขาอย่างรวดเร็ว
ในเมื่อจะต้องสู้ ถ้างั้นก็ขอชิงลงมือก่อนเลยก็แล้วกัน!
หัวใจเย่ฮวาแอบเต้นแรงขึ้นมา หลังจากทำการเสริมบัฟให้กับตัวเองแล้ว เขาก็เริ่มเปิดใช้สกิลทันที บนตัวดาบของดาบหลีกวงเกิดการสั่นขึ้นด้วยพลังงานที่ล้อมไว้ หลังจากนั้นดาบในมือของเขาก็แทงไปที่อสูรป๋ายหมางทันที
พรวด!
“431”
แม่เจ้า! พลังป้องกันโคตรสูง!
ที่สำคัญคือการโจมตีที่ส่งออกไปกลับไม่สามารถทำให้อสูรป๋ายหมางสตั๊นได้เลย แถมมันยังยกกรงเล็บขึ้นมาแล้วตะปบลงที่กลางอกของเย่ฮวา ถึงขนาดที่เขาไม่มีโอกาสได้หลบด้วยซ้ำ
หน้าอกของเขาเกิดเป็นรอยกรงเล็บขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเจ็บปวดที่ลอยขึ้นมา ในเวลาเดียวกันตัวเลขดาเมจก็เด้งขึ้นมาด้านบนหัวเช่นกัน
“703”
บ้าฉิบ! การโจมตีสูงขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!
ในเวลานี้เองที่กวาจื่อได้เคลื่อนตัวไปอยู่ข้างอสูรป๋ายหมางแล้ว กริชในมือของเขาได้แปรเปลี่ยนกลายเป็นสีเขียวแล้ว โดยที่มันแทงเข้าใส่ร่างของอสูรป๋ายหมางจนทำให้เกิดแสงสีเขียวขึ้นรอบตัวของมันทันที
นี่คือสกิลใบมีดพิษหนึ่งในสกิลคลาสสองของนักฆ่าที่สามารถทำให้เป้าหมายติดพิษและทำให้เลือดลดลงขณะที่ถูกโจมตี และจะสิ้นสุดลงหลังจากที่ผลจากการโจมตีหายไป
“51”
“48”
“59”
……
ตอนที่เลือดของอสูรป๋ายหมางลดลงอย่างต่อเนื่อง กริชในมือของกวาจื่อก็ยกขึ้นสูงก่อนที่จะแทงกลับไปที่ร่างของมันอีกครั้งจนมิดด้าม
“237”
กวาจื่อเรียก “บอสติดสถานะมายาลวงตาแล้ว รีบโจมตีเร็วเข้า!”
มายาลวงตาเป็นหนึ่งในสกิลคลาสสองของนักฆ่าซึ่งจะทำให้การโจมตีของตัวเองมีโอกาสสร้างภาพลวงตาขึ้นโดยจะทำให้การมองเห็นของเป้าหมายไม่สามารถใช้การได้ชั่วขณะ
อสูรป๋ายหมางฟาดกรงเล็บของมันมาด้านหน้าโดยไม่สามารถรับรู้ตำแหน่งของเป้าหมาย นี่เป็นเพราะมันไม่สามารถมองเห็นได้จึงทำให้เย่ฮวาสามารถหลบหลีกการโจมตีได้ไม่ยาก หลังจากนั้นเขาก็ทำการโจมตีด้วยสกิลฟาดฟันต่อเนื่องและกระแทกเข้าใส่มัน จนเกิดตัวเลขดาเมจติดต่อกันบนร่างของอสูรป๋ายหมาง
“237”
“246”
“249”
“235”
“251”
“538”
การโจมตีต่อเนื่องถูกส่งออกไปติดต่อกันถึงห้าครั้ง
ในเวลาเดียวกันการโจมตีด้วยเพลงดาบกระแทกก็ส่งไปที่ร่างของมันจนทำให้เลือดของมันลดลงไปเกือบ 2000 หน่วย ระหว่างที่กำลังโจมตีมันอยู่นั้นตัวเลขดาเมจที่เด้งขึ้นมาก็ทำให้เย่ฮวารู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างมาก แต่อีกฝ่ายเป็นบอสระดับเงิน ซึ่งมันคือสิ่งที่เขารู้สึกไม่ค่อยพอใจกับผลลัพธ์จากการโจมตีสักเท่าไหร่
สกิลโจมตีต่อเนื่องทำให้เลือดของมันลดลงไปเล็กน้อย ในเวลานั้นเองที่สกิลมายาลวงตากำลังจะหมดฤทธิ์และเหลืออยู่เพียงแค่ 1 วินาทีเท่านั้น ซึ่งมันเป็นข้อกำหนดที่มีอยู่อย่างจำกัดของกวาจื่อ
วินาทีถัดมาโซ่เหล็กเส้นหนึ่งก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดินก่อนที่จะล็อคไปที่ขาทั้งสี่ข้างของอสูรป๋ายหมาง เวลาที่โซ่นั้นทำการพันธนาการเป้าหมายคือ 2.6 วินาที ฉับพลัน เย่ฮวา ก็พุ่งตัวไปด้านหน้าอีกครั้งก่อนที่จะใช้ดาบในมือฟาดไปตรงหน้าอย่างไม่หยุด กวาจื่อเองก็ใช้สกิลเพื่อโจมตีไปที่บอสเช่นเดียวกัน ซึ่งทำให้ค่าDPSเพิ่มสูงมากขึ้น
ทว่าโซ่ผูกวิญญาณนั้นกลับล็อคมันไว้ได้เพียงแค่ 2 วินาทีก็สลายหายไป เนื่องจากถูกกระชากอย่างแรง ช่วยไม่ได้แหะ! เพราะสกิลผนึกยับยั้งมันยังมีต่อบอสต่ำมาก สาเหตุก็เนื่องจากเลเวลที่แตกต่างกันเกินไป
กรงเล็บของอสูรป๋ายหมางถูกส่งออกมาอีกครั้งพร้อมกับเลือดของเย่ฮวาที่ลดลงไป 658 หน่วย เขารีบถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ในเวลาเดียวกันก็รีบกินโอสถหยกเลือดเข้าไปจึงทำให้ค่ามานาและพลังชีวิตฟื้นฟูกลับขึ้นมา
เขารีบตะโกนหากวาจื่อ “นายมีสกิลมายาลวงตาและใบมีดพิษ นายรีบปล่อยการโจมตีทั้งสองออกไป ส่วนฉันมีสกิลโซ่ผูกวิญญาณกับสกิลจู่โจมที่เป็นสกิลควบคุม เดี๋ยวฉันจะปล่อยสองสกิลนี้ออกไปด้วย มันอาจช่วยยับยั้งบอสตัวนี้ได้ หลังจากนั้นค่อยจัดการกับเลือดของมัน”
กวาจื่อพยักหน้า “ฉันเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน ตอนนี้นายไม่เลวเลยนะเนี่ย รู้จักวางแผนกลยุทธ์ในการโจมตีแล้วด้วย”
เขาหันไปยิ้มให้กวาจื่อโดยไม่พูดอะไร
เย่ฮวารีบถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ส่วนอสูรป๋ายหมางเองก็วิ่งไล่ล่าเขา ความเร็วของมันสามารถเทียบเคียงกับเขาได้ ถ้าหากชะงักเพียงก้าวก็อาจถูกมันไล่ทัน
การโจมตีถูกส่งเข้ามาที่เขาอีกครั้ง เขาจึงรีบยกดาบในมือขึ้นเพื่อยับยั้งการโจมตี
เคล้ง!
ร่างกายเขาสไลด์ไปทางด้านหลังหลายหลาก่อนที่จะหยุดลง ในขณะที่ค่าดาเมจบางส่วนก็ถูกสกัดออกไป ทว่าเลือดของเย่ฮวาก็ยังลดลงไปถึง 500 หน่วย
สกิลฟาดฟันต่อเนื่องยังคงคูลดาวน์อยู่ หลุมขนาดใหญ่นี้มีพื้นที่ 30*30 หลาโดยประมาณ อีกทั้งนอกจากโลงแล้วก็ไม่มีอะไรสามารถใช้เป็นที่กำบังให้เขาหลบได้เลย
หลุมขนาดใหญ่นี้ไม่สามารถปีนออกไปได้ เพราะดินที่อยู่รอบบริเวณหลุมเป็นดินจึงทำให้ไม่มีทางที่จะปีนขึ้นไปได้แต่แรก
เมื่อเย่ฮวากลับมาตั้งหลักทรงตัวได้ อสูรป๋ายหมางก็พุ่งตัวมาด้านหน้า กรงเล็บของมันฟาดมาที่ร่างของเขา จนทำให้ร่างกระเด็นลอยขึ้นสูง และตกลงมาที่ขอบของหลุมขนาดใหญ่แห่งนี้
เลือดของเขาในเวลานี้ได้ลดลงไปจนเข้าขั้นวิกฤติไม่สามารถโดนการโจมตีของมันได้อีกแล้ว ถ้าเขาล้มลงไป ด้วยความเร็วของอสูรป๋ายหมาง เขาคงไม่สามารถที่จะหลบการโจมตีของมันได้ทันแน่ๆ
เป็นเพราะสัญชาตญาณในการเอาตัวรอด เขาจึงยื่นมือออกไปคว้าขอบหลุมไว้ ทว่ากลับล้มเหลวเพราะมือของเขาดันจับไปโดนโคลนที่อยู่บริเวณนั้นเข้าเต็มๆ
มือของเย่ฮวาจมเข้าไปอยู่ในโคลน หลังจากนั้นมันก็ทำให้เขาลื่นไถลลงมาเกือบหนึ่งหลา ก่อนจะตกลงไปบนผนังของหลุม
“โฮกกกกกกก”
เสียงคำรามด้านล่างดังขึ้นมาพร้อมกับร่างของอสูรป๋ายหมางที่พยายามจะกระโดดขึ้นมาด้านบน ก่อนใช้กรงเล็บของมันฟาดมาที่เขา ทว่าด้วยระยะห่างที่มีอยู่จึงทำให้กรงเล็บของมันฟาดใส่กลางอากาศแทน แต่เย่ฮวาก็รู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบบริเวณขาทั้งสองข้าง
หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีร่างของมันก็ลื่นไถลตกลงไปในหลุม
แต่อสูรป๋ายหมางก็ยังไม่ยอมแพ้ มันยังคงพยายามกระโดดปีนขึ้นมา ท้ายสุดก็ยังจับเขาไม่ได้อยู่ดี ตอนนี้เองที่เย่ฮวาเริ่มรู้สึกเบาใจขึ้นมา กวาจื่อพูดด้วยน้ำเสียงตกตะลึง “เฮ้ย ๆ นายปีนบนกำแพงได้ไง?”
แน่นอนว่าผู้เล่นไม่มีทางปีนผนังกำแพงได้และยิ่งตรงตำแหน่งที่เขาอยู่ยิ่งไม่มีทางที่จะปีนขึ้นมาได้ ทว่าเย่ฮวาแตกต่างจากคนเหล่านั้นเพราะเขามีสกิลปีนผา!
แน่นอนว่านี่เป็นสกิลปีนผาที่ได้รับจากนักล่าสาวหยินตี้ตอนที่ไปช่วยเธอในภารกิจเสริมบนภูเขาแสงแดด ตอนนั้นเขาคิดว่ามันคงไม่มีประโยชน์อะไร มาตอนนี้หากไม่มีสกิลนี้ช่วยไว้ เขาคงถูกบอสฆ่าตายไปแล้ว
เย่ฮวา ตะโกนตอบกลับไป “หลุดไปได้รึยัง? ถ้าออกแล้วก็รีบใช้สกิลล่องหนเร็วเข้า! ฉันมีเรื่องต้องคุยกับนาย!”
กวาจื่อได้ยินเขาพูดเช่นนั้น ก็ทำการเปิดใช้สกิลล่องหนทันที เย่ฮวาค่อยๆ ไต่ลงไปด้านล่างก่อนที่จะหยุดลงอีกครั้งตรงตำแหน่งที่อสูรป๋ายหมางไม่สามารถเข้าถึงได้แต่ทว่าค่าความเกลียดชังยังคงอยู่ ถ้าทำแบบนี้ก็ไม่ต้องกลัวว่าบอสจะหยุดการโจมตีแถมเลือดเขาก็ยังสามารถฟื้นฟูกลับมาได้อีกด้วย
เขาพูดกับกวาจื่อ “กวาจื่อฉันปีนขึ้นมาบนผนังได้ด้วยนายเห็นไหม? ด้านบนนี้อสูรจะทำอะไรฉันไม่ได้ ดังนั้นฉันจะเป็นคนดึงดูดค่าความเกลียดชังของมันเอง แล้วพวกเราก็ทำการโจมตีไปที่มันอย่างพร้อมเพรียงกัน หลังจากที่สกิลถูกเรียกใช้งานจนหมด ช่วงเวลาที่สกิลกำลังคูลดาวน์ ฉันจะปีนขึ้นมาบนนี้ ส่วนนายก็หยุดพักการโจมตีแล้วเรียกใช้สกิลล่องหนเพื่อรอให้ค่ามานาฟื้นกลับมา หลังจากค่ามานาและสกิลของพวกเรากลับมาใช้ได้อีกครั้ง พวกเราก็ค่อยโจมตีด้วยกันใหม่ แบบนี้น่าจะทำให้เราสามารถฆ่ามันได้ง่ายขึ้น”
กวาจื่อยกนิ้วโป้งให้เย่ฮวาจากระยะไกลเพื่อเป็นการชื่นชมในความฉลาดของเขา
แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ใช่ผู้เล่นสายโจมตีระยะไกล ไม่งั้นเขาคงจะสามารถโจมตีอสูรตัวนั้นทั้งๆ ที่ยังอยู่บนผนังกำแพงได้
เย่ฮวารอให้สกิลทำการคูลดาวน์จนเสร็จ หลังจากปรึกษาหารือกับกวาจื่อแล้ว กวาจื่อก็ทำการล่องหนและพุ่งตัวไปยังอสูรป๋ายหมางอีกครั้ง ส่วนเขาก็โจมตีไปด้านหน้าจนทำให้อสูรป๋ายหมางติดค่าสตั๊นไปในทันที กวาจื่อสบโอกาสก็แทงไปที่อีกฝ่ายด้วยใบมีดพิษจนมันได้รับสถานะติดพิษ หลังจากนั้นเขาก็จัดการแทงซ้ำไปอีกครั้งด้วยสกิลมายาลวงตา
หลังจากสิ้นสุดการโจมตีด้วยสกิลมายาลวงตาแล้วเขาก็เรียกใช้โซ่ผูกวิญญาณเพื่อล็อคไปที่เป้าหมาย กวาจื่อรีบถอยออกไปเพื่อให้ห่างจากอสูรตัวนั้น ในเวลาเดียวกันก็ทำการล่องหนและถอยออกไปอีกครั้ง
เขารีบปีนไต่กำแพงลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว แม้ว่าเย่ฮวาจะถูกกรงเล็บของมันฟาดใส่ที่ขาจนเกิดเป็นแผลลึก แต่ก็ยังสามารถปีนมาอยู่ในตำแหน่งที่อีกฝ่ายไม่สามารถโจมตีได้แบบเต็มๆ
หลังจากกินโอสถหยกเลือดอีกครั้ง เลือดและมานาของเขาก็ฟื้นฟูกลับมา เมื่อสิ้นสุดการคูลดาวน์ของสกิล เขาและกวาจื่อก็ทำการโจมตีเข้าใส่อสูรป๋ายหมางต่อ
หึหึหึ การโจมตีแบบนี้เจ๋งดีแหะ แม้ว่าจะมีการโจมตีหลายครั้งที่ฟาดมาที่ขาของเขา แต่พวกเขาก็สามารถโจมตีมันได้โดยที่เย่ฮวาก็ยังสามารถปีนไต่ขึ้นไปด้านบนเพื่อหลบหลีกการโจมตีของมันได้
เป็นเพราะพลังโจมตีที่สูงกว่า กวาจื่อจึงทำให้ค่าความเกลียดชังของอสูรป๋ายหมางพุ่งเป้ามาที่เย่ฮวา ตอนนี้กวาจื่อจึงปลอดภัยหายห่วง
หากยึดตามความเร็วในการสังหารตอนนี้ พวกเขาใช้เวลาราวๆ 20 นาทีก็สามารถจัดการกับบอสระดับเงินเลเวล 36 ตัวนี้ได้แล้ว ครั้งก่อนตอนที่สังหารพ้าหลินมีดาบยาวระดับเงินดรอป บางทีครั้งนี้ก็อาจมีโอกาสที่จะดรอปไอเท็มระดับเงินเช่นกัน ถ้ามันเป็นไอเท็มที่เขาสามารถสวมใส่ได้ก็คงจะเยี่ยมมากๆ
พระเจ้า! ช่วยประทานไอเท็มระดับเงินให้กับลูกช้างสักชิ้นเถอะ~~
.......................