ตอนที่ 144 เรื่องว้าวุ่นของออสติน
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
หลังจากที่ดินเบิร์กกลับไปแล้ว ออสตินก็ได้รับการติดต่อจากอีกหลายคน แม้เทคโนโลยีการสื่อสารของมหาทวีปจะไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร เพราะการส่งข้อความระยะไกลนั้นต้องใช้พลังเวทเป็นจำนวนมหาศาล มันจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมนัก หรือหากจะมีเครื่องสื่อสารแบบนี้ก็จะติดตั้งในสถานที่ที่สำคัญมากกว่า
ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่ว่าเวทมนตร์จะไม่มีเวทที่สามารถสื่อสารระยะไกล แต่ทว่ามันกลับเป็นศาสตร์ลับที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณ ซึ่งถือเป็นสิ่งต้องห้าม ดังนั้นแล้วนักเวทยาศาสตร์จึงไม่กล้าที่จะพัฒนาในศาสตร์นี้
ในบันทึกของเวทโบราณนักเวทสายวิญญาณสามารถสื่อสารระยะไกลได้ผ่านความฝัน หรือสื่อสารวิญญาณผ่านเสียงในหัว ซึ่งศาสตร์นี้ก็หายไปตั้งแต่ที่พวกเขาอพยพมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ สิ่งที่ตกทอดมาจึงมีแค่เรื่องเล่า หรือศาสตร์วิญญาณที่ไม่ครบถ้วน เพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ชนรุ่นหลังที่ถลำเข้าไปในศาสตร์วิญญาณตกสู่ความวิปลาส
อย่างไรก็ตามออสตินยังถือว่าเป็นศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยวินเซน ดังนั้นเขาจึงสามารถใช้การสื่อสารระยะไกลได้ตลอด
เครื่องสื่อสารที่สามารถติดต่อกันระหว่างมหาวิทยาลัยหรือองค์กรของรัฐ
นอกจากจดหมายด่วนที่ถูกส่งมาแล้วหาออสตินนั้นมีจำนวนมาก การติดต่อผ่านเครื่องสื่อสารก็มีไม่น้อยเช่นกัน เห็นได้ชัดว่ามีคนมากมายที่สนใจในตัวลูกชายของเขา
ออสตินไม่คิดว่าลูกชายของตนเองจะเป็นที่นิยมขนาดนี้
“เห็นทีว่าฉันต้องจัดการกับเรื่องของเด็กคนนี้จริงๆ แล้ว” ออสตินเอ่ยพึมพำพร้อมกับวางนิตยสารเวทมนตร์ออโรร่าลง
ช่วงนี้เขาถูกคนรู้จักหลายคนตามตื้อเรื่องเมอร์ลินมากเกินไป จนเขาแทบจะไม่สามารถทำงานวิจัยของตนเองได้
เรื่องนี้อาจจะทำให้เขาวุ่นวายอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้นออสตินก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญเลยแม้แต่น้อย เพราะเขานั้นภูมิใจในตัวเมอร์ลินเป็นอย่างมาก และในใจของเขานั้นไม่คิดว่าเมอร์ลินเป็นเด็กที่เขาเก็บมาเลี้ยงเลย แต่เขาคิดว่าเมอร์ลินคือลูกชายจริงๆ ของเขา
ออสตินกดไปที่วัตถุสื่อสารรูปร่างสี่เหลี่ยมจตุรัสสีขาว
“เกรซมาพบฉันที่ห้องทำงานหน่อย”
“ได้ค่ะ ศาสตราจารย์” เสียงของเกรซดังขึ้นจากวัตถุสื่อสารชิ้นนั้น
ไม่นานหญิงสาวก็มาถึงห้องทำงานของออสติน
แสงของค่ายกลสว่างขึ้นพร้อมกับร่างของหญิงสาวที่ปรากฏตัว
“ศาสตราจารย์ ไม่ทราบว่าคุณต้องการให้ฉันเตรียมรถม้าไปที่มหาวิทยาลัยอีกหรือป่าว?” เกรซเอ่ยถาม นั่นเพราะช่วงนี้ออสตินค่อนข้างเดินทางไปที่มหาวิทยาลัยบ่อย และเป็นเธอที่ต้องจัดการทุกอย่างเหมือนเป็นเลขาส่วนตัว
“ไม่ ครั้งนี้คุณไม่ต้องไปส่งผมที่มหาวิทยาลัยแล้ว เพราะที่ผมเรียกคุณมาก็เพื่อจะบอกว่าวันพรุ่งนี้ผมจะเดินทางไปหาลูกชาย” ออสตินกล่าว
“ไปหาเมอร์ลิน ... ที่เมืองเจเฮริสหรอคะ?”
“อืม ที่เจเฮริสนั่นแหละ ถ้าฉันไม่จัดการเรื่องนี้โดยเร็ว ฉันคิดว่าช่วงนี้ฉันคงจะไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขแน่ อีกอย่างนี่ก็เกี่ยวข้องกับลูกชายของฉัน ฉันคงไม่อาจหลบอยู่ในหอคอยแล้วทำเป็นไม่รู้เรื่องได้”
“แย่จังนะคะที่มีลูกชายที่ยอดเยี่ยมแบบนี้” เกรซกล่าวอย่างยิ้มๆ แน่นอนว่าเธอกำลังหยอกล้อชายชรา
“เธอพูดอะไรผิดหรือป่าว เธอควรจะยินดีกับฉันสิ”
“อย่าทำเหมือนกับว่าฉันไม่รู้นิสัยศาสตราจารย์หน่อยเลย ถ้างานของคุณไม่คืบหน้า คุณแทบจะไม่ออกจากห้องทำงานด้วยซ้ำ คนบ้างานแบบคุณแทบไม่คิดจะทำเรื่องอื่นอยู่แล้ว”
“เธอเองก็เห็นใจฉันบ้างเถอะ ฉันแก่ขนาดนี้แล้วเหลือเวลาใช้ชีวิตไม่ถึงหนึ่งร้อยปีด้วยซ้ำ ฉันเองก็อยากฝากชื่อของตนเองไว้ในประวัติศาสตร์บ้างไม่ได้หรือไง?”
“ถ้าพูดเหมือนคุณกำลังอายุสั้นสิคะ เวลาขนาดนั้นแทบจะเป็นหนึ่งชีวิตของคนธรรมดาได้แล้ว อีกอย่างไม่แน่ว่าคุณอาจจะสามารถทะลวงวงเวทที่เจ็ดสำเร็จก็ได้”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันเองก็อยากให้มันสำเร็จเหมือนที่เธอพูดเหมือนกันเกรซ แต่ถ้ามีคนสามารถทะลวงวงเวทที่เจ็ดได้ง่ายแบบนั้น ป่านนี้คงจะมีมหาจอมเวทอยู่เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดแล้ว ตาแก่แบบพวกฉันคงไม่กังวลกับชีวิตแบบที่ฉันเป็นอยู่หรอก”
“เอาล่ะๆ ฉันไม่เถียงกับคุณแล้ว เอาเป็นว่าฉันจะจัดการเรื่องที่นี่ให้ คุณก็ถือโอกาสนี้ไปพักผ่อนกับลูกชายบ้างก็ดี ยังไงพวกคุณก็ไม่ได้เจอกันมาหลายเดือนแล้ว อย่าลืมสิว่าลูกชายของคุณพึ่งจะสิบเอ็ดขวบเองนะ” เกรซยกสองมือขึ้นอย่างยอมแพ้ ก่อนที่เธอจะเดินเข้าไปในค่ายกลออกจากห้องของออสตินไป
ออสตินอดที่จะคิดถึงลูกชายของตัวเองไม่ได้ นั่นทำให้เขาถึงกับยิ้มอยู่คนเดียว
แต่เมื่อมองเอกสารบนโต๊ะ เขาก็ส่ายศีรษะไปมา เพราะเขายังต้องจัดการเอกสารเหล่านี้ก่อนที่จะเดินทางไปหาลูกชายของเขา
ออสตินเริ่มลงมือทำงานของตนเองทันที
ในขณะเดียวกันเมอร์ลินที่ได้ไปพบคณบดีวิวเกอฟอร์ดเรียบร้อยแล้วเขาก็ตรงไปที่ห้องสมุดเพื่อคนหาข้อมูลต่อโดยที่ไม่ได้สนใจเรื่องข้อเสนอที่ได้พูดคุยกันเลย
“ความจริงการอยู่ที่นี่ก็ไม่เลว มหาวิทยาลัยที่ร่ำรวยแห่งนี้ซื้อหนังสือมาเพิ่มเติมเดือนละหลายพันเล่ม คงมีมหาวิทยาลัยไม่กี่แห่งที่สามารถทำแบบนี้ได้” เมอร์ลินกล่าวพลางยิ้มระหว่างที่เดินไปห้องสมุด
ใช่แล้ว เขาถูกใจมหาวิทยาลัยเจเฮรีสมาก เมื่อเขาได้รับรู้เรื่องพวกนี้จากบรรณารักษ์
เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยที่ร่ำรวย พวกเขาสามารถหาหนังสือที่แปลงมาเป็นแผ่นตราผลึกแล้วเติมหนังสือลงไปในห้องสมุดได้ตลอด ทำให้หลายร้อยปีมานี้ห้องสมุดจึงมีหนังสือนับล้านเล่ม
มหาวิทยาลัยที่ร่ำรวยและเปิดกว้างให้ค้นหาความรู้เช่นนี้ มันตรงกับสไตล์ของเขา ซึ่งแม้แต่มหาวิทยาลัยวินเซนที่ออสตินก็ทำแบบนี้ไม่ได้อย่างแน่นอน หรือต่อให้เป็นมหาวิทยาลัยออโรร่าก็คงไม่มีงบที่จะซื้อหนังสือมาเติมแต่ละเดือนมากขนาดนี้
เพราะแบบนี้เองจึงทำให้มหาวิทยาลัยเจเฮรีสสามารถดึงดูดนักศึกษาที่มีความสามารถจนกลายเป็นหนึ่งในท็อปสิบมหาวิทยาลัยของประเทศออโรร่าได้
“ฉันต้องศึกษาเรื่องพลังจิตให้มากกว่านี้ อย่างน้อยก็ป้องกันให้ตนเองไม่ได้รับบาดเจ็บ”
เมอร์ลินตระหนักเรื่องความปลอดภัยในการใช้พลังจิตของตนเอง
เวลานี้เขามีพลังจิตไว้ครอบครองแล้ว อีกอย่างเขาก็ไม่ได้รีบเร่งวิจัยงานอื่นๆ ทั้งนี้เขายังรอให้เรื่องของนิตยสารเวทมนตร์ออโรร่าจบก่อนเสียด้วยซ้ำ ถึงจะตัดสินใจทำอย่างอื่น
ดังนั้นการศึกษาเรื่องพลังจิตไปเงียบๆ น่าจะเป็นการดีกว่า ถึงอย่างไรการทดสอบพลังอักขระก็ยังจำเป็นต้องหาสถานที่ในการทดลองอยู่ดี
ซึ่งแน่นอนว่าเมอร์ลินเองก็มีที่ที่หมายตาเอาไว้แล้ว
หลังจากที่เขาเริ่มค้นคว้าเรื่องพลังจิต เมอร์ลินก็พบว่ามีหนังสือเกี่ยวกับพลังจิตเยอะมาก เขาอ่านแม้กระทั่งนิยายเกี่ยวกับพลังจิต และชีวประวัติผู้มีพลังจิตที่แข็งแกร่ง
“ไม่น่าเชื่อว่าผู้มีพลังจิตที่แข็งแกร่งบางคนจะทำได้ขนาดนี้” เมอร์ลินอดที่จะรำพึงออกมาไม่ได้ เมื่อเขาได้อ่านชีวประวัติของผู้ใช้พลังจิตคนหนึ่งในประวัติศาสตร์
นั่นก็คือ ‘จอมโจรลูแซง’