“เป็ยังไง?”
“ยังไม่ตายค่ะพี่”
“์ ทำไมถึงไม่ให้มันตายๆ ไป จะได้ไม่หนักบ้าน”
เสียงพูดคุยดังอยู่ข้างๆ หู หยางจูพยายามลืมตาขึ้นมา เพื่อดูว่าใครกันแช่งให้เธอตาย อุตส่าห์รอดจากการตกเขามาได้ สงสัยต้องไปทำบุญชุดใหญ่เพื่อสะเดาะเคราะห์ให้กับตัวเอง
“อือ” หญิงสาวพยายามลืมตา ไม่ได้รู้สึกเ็ปอย่างที่คิด หรือเป็เพราะว่ายาแก้ปวดที่หมดให้จะได้ผลดี?
“แม่ครับ ฟื้นเถอะครับ” เสียงของเด็กน้อยดังอยู่ข้างหู รู้สึกคุ้นเคยกับเสียงนี้ แต่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก
“ิเอ๋อร์ ไปกับย่าทวดดีกว่า ปล่อยให้แม่ของหลานพักผ่อน”
“ไม่ไป จะอยู่กับแม่” เด็กชายตอบเสียงสะอื้น ทั้งที่พูดไม่ชัด แต่ก็พยายามเค้นเสียงของตัวเองออกมา แล้วขืนตัวเองเอาไว้เพื่อไม่ให้ถูกอีกฝ่ายที่แทนตัวเองว่าเป็ย่าทวดฉุดกระชากตัวไป
“เด็กดี แม่ของหลานยังไม่ฟื้น อยู่เฝ้าไปก็ไม่มีประโยชน์ ไปเถอะ” คนที่เรียกแทนตัวเองว่าย่าทวดพูดจาหลอกล่อ
“ไอหยา หนวกหูชะมัดเลย” หยางจูะโออกมาจนสุดเสียง แต่เสียงที่เปล่งออกมานั้นกลับดูแห้งและอ่อนแรง ไม่เหมือนอารมณ์ที่อยู่ข้างในใจของเธอเลยสักนิด
“เฮอะ! ดูเอาเถอะ จะตายอยู่แล้วยังปากดีอีก” ผู้หญิงวัยกลางคน ผมสีดำแซมขาวทั้งหัวแค่นเสียงหัวเราะเมื่อได้ยินคนป่วยพูด
“แม่ แม่ฟื้นแล้ว” เด็กน้อยที่นั่งข้างเขย่าแขนผู้เป็แม่แรงๆ ้าให้เธอลืมตาขึ้นมาดูตัวเอง
หยางจูรับรู้ได้ถึงแรงเขย่า เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ แสงสีขาวตรงหน้าทำเอาเธอต้องหลับตาลงอีกครั้ง จากนั้นก็ค่อยๆ ปรับสภาพของสายตา
ภาพเด็กผู้ชายหน้าตามอมแมม ทำเอาเธอใจนต้องเอี้ยวตัวหลบตามสัญชาตญาณ แต่แล้วก็ต้องฝืนตัวเองหันไปมองรอบๆ คนแก่ 3 คนชะโงกหน้ามามองเธออย่างจับผิด ตามมาด้วยสภาพห้องเก่าๆ ที่ทรุดโทรม บนฝ้าเพดานมีแต่หยักไย่ใยแมงมุมขึ้นเต็มไปหมด
นี่มันสถานที่บ้าอะไรกัน?หยางจูได้แต่ถามตัวเองคนเดียวในใจ เธอมั่นใจว่าไม่เคยเห็นคนพวกนี้มาก่อนอย่างแน่นอน
“แม่ครับ” เด็กน้อยวัย 3 ขวบเห็นผู้เป็แม่ขยับหนีด้วยท่าทางรังเกียจก็รู้สึกหดหู่ใจ
ั้แ่จำความได้ น้อยครั้งที่แม่ของเขาจะแสดงความรัก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่ชินกับท่าทางรังเกียจที่ผู้เป็แม่แสดงออกมาสักที
“หนิงเอ๋อร์ มาหาย่าทวด” เห็นหลานชายหน้าสลด คนเป็ย่าทวดจะทนดูได้อย่างไร
เมื่อก่อนท่านค่อนข้างชอบหลานสะใภ้คนนี้มาก เพราะด้วยรูปร่าง หน้าตา ผิวพรรณ มองยังไงก็เหมาะสมกับหลานชายของท่าน แต่หลังจากที่แต่งเข้ามานิสัยอ่อนโยน อ่อนหวานที่ฉาบไว้ก็ละลาย เหลือเพียงนินสัยก้าวร้าวและเกียจคร้าน จนท่านอยากจะเอาตัวหล่อนส่งกลับบ้านเดิมไปอยู่หลายต่อหลายครั้ง ติดที่ลูกสะใภ้ไม่ยอม
เด็กน้อยรู้สึกเสียใจ จึงลุกขึ้นออกจากข้างเตียง เดินก้มหน้าไปหาผู้เป็ย่าทวด ที่เป็คนเลี้ยงดูเขามากกว่าผู้เป็แม่แท้ๆ เสียอีก
“ฟื้นขึ้นมาแล้วก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเงินไปหาหมอ” เสียงของผู้หญิงอีกคนดังขึ้น ั้แ่ที่หยางจูฟื้นขึ้นมา เธอเพิ่งจะได้ยินเสียงของท่านเป็ครั้งแรก
“หุบปาก ไม่ใช่เื่ที่หล่อนจะต้องตัดสินใจ” ผู้หญิงเ้าของสีผมดอกเลากระทุ้งไม้เท้าจนเกิดเสียงดัง จนคนอื่นสะดุ้งไปตามๆ กัน
“แม่จิ่นกวง ดูแลลูกสะใภ้หล่อนให้ดีล่ะ” พูดจบท่านก็เดินออกจากห้องไป แต่ก่อนที่จะพ้นประตูของห้องก็หยุดแล้วปรายตามามองที่หยางจูก่อนครู่หนึ่ง
ทางด้านหยางจูเหมือนกำลังมองดูละครฉากหนึ่งด้วยความมึนงง แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ตอนนี้ภายในห้องเหลือเพียงแค่เด็กผู้ชายที่เรียกเธอว่าแม่ และผู้หญิงวัยกลางคนที่คนเมื่อครู่บอกว่าเธอเป็ลูกสะใภ้ของท่าน
“ยังปวดตรงไหนอยู่หรือเปล่า/ที่นี่ที่ไหน?"
แม่สามีและลูกสะใภ้พูดขึ้นพร้อมกัน แต่ต่างตรงที่ตอนนี้ลูกสะใภ้ที่นอนป่วยอยู่ในขณะนี้ ไม่ใช่คนเดียวกันอีกต่อไป
“หล่อนพูดอะไร? สมองกลับไปแล้วเหรอ?” ผู้หญิงวัยกลางคนขมวดคิ้วด้วยความสงสัย จากนั้นก็เดินมาใกล้ๆ เพื่อสังเกตลูกสะใภ้ โดยมีหลานชายเดินตามมาติดๆ อย่างกล้าๆ กลัวๆ ด้วยความเป็ห่วง
“ฉันถามว่าที่นี่คือที่ไหนคะ แล้วพวกคุณเป็ใคร?” หยางจูทวนคำถาม
“เฮอะ! ที่นี่ก็คือบ้านสามีของหล่อนยังไงล่ะ แล้วนี่ก็ลูกชายของหล่อน ส่วนฉันก็เป็แม่สามีของหล่อน ทีนี้จำได้หรือยัง?” ไม่พูดเปล่าแต่ยังเท้าสะเอวมองหน้าหยางจูอย่างเอาเื่อีกด้วย
“เื่บ้าอะไรวะเนี่ย” หยางจูขยี้หัวตัวเองแรงๆ เมื่อได้ยินคำพูดไร้สาระจากคนตรงหน้า
แต่แล้วไม่นานเธอก็รู้สึกปวดหัว ภาพต่างๆ มากมายเริ่มเข้ามาในหัว สุดท้ายต้องกุมขมับทนมองภาพต่างๆ ในหัว ทำให้เริ่มปะติดปะต่อเื่ราวเองได้
“นะ นี่ หล่อนอย่ามากแสดงละครแถวนี้” เห็นท่าทางกระสับกระส่ายของลูกสะใภ้แล้วเหมือนคนผีเข้า ทำให้ท่านรู้สึกกลัวอย่างบอกไม่ถูก
“กระจก ฉันขอกระจกหน่อย” ถึงแม้ว่าไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่เห็นในหัวสักเท่าไหร่ แต่ก้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเื่พวกนี้เกิดขึ้นไม่ได้ และในฐานะที่เธอเองก็เป็นักเขียน จินตรการเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไปเสียอีก ได้แต่ภาวนาว่าเธอคงจะทำงานหนักเกินไปจนเกิดเป็ภาพหลอนอยู่ในขณะนี้
ทางด้านแม่สามี ถึงจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ลูกสะใภ้ทำ แต่ท่านก็ยังเดินไปหยิบกระจกเล็กๆ ยื่นให้กับลูกสะใภ้ ไม่รู้ว่าหล่อนจะมาไม้ไหนอีก ฟื้นขึ้นมาก็เป็ห่วงใบหน้าสวยๆ ของหล่อนเลย ยิ่งคิดท่านก็ยิ่งปวดใจ
หยางจูรับกระจกมา สูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ จากนั้นก็ค่อยๆ ลืมตามองตัวเองในกระจก ใบหน้าของผู้หญิงคนหนึ่งปรากฏขึ้น ถึงจะมีใบหน้าซีดขาวจากการเจ็บป่วย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความงามของร่างนี้ลดน้อยลงได้เลย มันกลับยิ่งทำให้ดูเป็ผู้หญิงน่าทะนุถนอมมากยิ่งขึ้นเสียด้วยซ้ำ
“เื่จริงเหรอเนี่ย” หยางจูลูบไล้ใบหน้าของตัวเอง จากนั้นก็หยิบเข้าที่แก้มแรงๆ จนต้องร้องออกมาเพราะรู้สึกเจ็บ
“ทำบ้าอะไรของหล่อน ฉันไปทำงานล่ะ มีอะไรก็ให้ิเอ๋อร์ไปตามก็แล้วกัน นี่…ฉันขอเตือนเอาไว้ก่อนเลยนะว่าอย่าทำอะไรให้ฉันต้องปวดหัวอีกเป็อันขาด ไม่อย่างนั้นฉันไม่ปล่อยหล่อนเอาไว้แน่”
ถูกแม่สามีชี้หน้าคาดโทษ หยางจูก็ได้แต่กะพริบตาปริบๆ ไม่ได้พูดอะไรออกมา ถึงจะเคยอ่านและแต่งนิยายประเภทนี้มาไม่น้อย แต่ก็เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเอง แล้วแบบนี้เธอมาโผล่ที่นิยายของใคร? หรือย้อนอดีตมาจากเื่จริง? ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว เลยทำได้เพียงล้มตัวลงนอนแล้วหลับตาลงอีกครั้ง ไม่ได้สนใจเด็กนอยที่กำลังเดินมานั่งอยู่ข้างเตียงเลยสักนิด
ปกติแล้วเธอก็ไม่ได้ชอบเด็กสักเท่าไหร่ ไม่ใช่นางงามรักเด็กอะไรเทือกนั้น รอให้ปรับตัวได้ก่อนค่อยว่ากันก็แล้วกัน ถึงร่างนี้จะไม่ได้ตกเขาหัวซาน แต่ดูจากสภาพแล้วน่าจะถูกซ้อมมามากกว่า
จากนั้นภาพเหตุการณ์ที่ทำให้เธอมาอยู่ในสภาพนี้ก็เกิดขึ้น เนื่องจากว่าเธอไปอาละวาดที่บ่อน โวยวายว่าตัวเองถูกโกง จนถูกลูกน้องของเ้าของบ่อนลากตัวออกมาซ้อม สุดท้ายเ้าของร่างทนพิษาแไม่ไหวสิ้นใจตาย
ส่วนร่างนี้มานอนที่นี่ได้ยังไงนั้นเธอเองก็จนปัญญา เพราะเป็เหตุการณ์หลังจากที่ร่างเดิมหมดสติไปแล้ว และเธอก็ตื่นขึ้นมาอีกทีก็อยู่ในร่างบอบบางนี้แล้ว ทำให้ไม่สามารถอธิบายอะไรได้ นอกจากทำใจยอมรับความจริง