“น้องรอง สมุนไพรกับผลไม้รสเปรี้ยวเหล่านี้เ้าจะจัดการอย่างไร”เฉียวซงไม่รู้ว่าต้องจัดการกับสมุนไพรอย่างไรส่วนนี้จำเป็ต้องส่งให้น้องสาวจัดการเอง แม้กระทั่งผลไม้รสเปรี้ยวนี้แม้จะเก็บกลับมาแล้ว แต่จะนำมาทำอะไรกันแน่น้องสาวก็ยังไม่ได้อธิบายให้กระจ่างเขาจึงยิ่งไม่แน่ใจว่าจะจัดการพวกมันอย่างไร
“พี่ใหญ่ ข้าจัดการสมุนไพรเองเพราะพวกท่านไม่รู้วิธีส่วนผลไม้รสเปรี้ยวนี้พวกท่านสามารถช่วยข้าได้ แคะเอาเมล็ดในผลไม้นี่ออกทั้งหมดประเดี๋ยวข้าจะสาธิตให้ดูก่อนอันดับแรกจำเป็ต้องล้างซัวจาเหล่านี้ให้สะอาดเสียก่อน” เฉียวซีหยิบซัวจาขึ้นมา 1ลูกเพื่อทำให้เฉียวซงและเฉียวไป่ดูเป็ตัวอย่าง
“ได้ เข้าใจแล้ว” ดูแล้วไม่ได้ยากสักเท่าไร
“น้องสามเ้าไปเตรียมภาชนะมาใส่เสีย ข้าจะเอาผลไม้เหล่านี้ไปล้างสักหน่อย”แบกตะกร้าแบกหลังขึ้นมาอีกครั้ง เตรียมจะนำไปล้างที่แม่น้ำ
“พี่ใหญ่ ใช้น้ำในโอ่งที่บ้านล้างเถอะ ใช้หมดแล้วจึงไปหาบมาใหม่”เฉียวซีห้ามพี่ชายคนโตที่กำลังจะออกไปไว้ทันแม้ว่าใน่ฤดูหนาวจะมีคนออกไปข้างนอกเพียงไม่กี่คนแต่อย่างไรเสียก็ยังมีบ้างอยู่ หากพบเข้าคงเลี่ยงการสนทนาไม่ได้หากเห็นผลไม้รสเปรี้ยวเหล่านี้ไม่รู้จะพูดว่าอย่างไร ฟังดูน่าเบื่อหน่ายสู้อยู่ที่บ้านไม่ได้ จะวิ่งไปวิ่งมาหลายครั้ง แบกน้ำมากขึ้นสักหน่อยก็คงไม่เป็ไร
“มันใกล้ออก ประเดี๋ยวก็กลับมาแล้ว” เฉียวซงเตรียมจะออกจากบ้านต่อไป
“พี่ใหญ่หากเจอคนเข้าเล่า ท่านจะอธิบายเื่ผลไม้รสเปรี้ยวนี้อย่างไร”นางไม่คุ้นเคยกับคนในหมู่บ้านเฉียว และไม่รู้ว่านิสัยใจคอของพวกเขาเป็อย่างไรไม่ใช่ว่านางคิดจะนำใจผู้ต่ำต้อยไปเทียบท้องสุภาพบุรุษ (สำนวน หมายถึงมองผู้อื่นในแง่ร้าย) แต่ผู้ที่หน้าเนื้อใจเสือก็ไม่ใช่จะไม่มีปัจจุบันพวกเขาทั้งสามคนต่างเป็แค่เด็ก หากพวกเขามีเื่ไม่สบายอกสบายใจอะไรคนในหมู่บ้านเฉียวก็ไม่ช่วยเหลือพวกเขา คนนอกจะเมื่อไรก็เป็คนนอกอยู่วันยันค่ำม้าดีย่อมโดนคนขี่ คนดีย่อมโดนคนแกล้ง หากเ้าไม่ยุแหย่ข้าข้าก็จะไม่ยุแหย่เ้าหากเ้ายั่วยุข้า ข้าก็ไม่อาจปล่อยเ้าไปได้
“เ้ามาเป็พี่ชายใหญ่เลยดีไหม เ้าก็ฉลาดที่สุดในบ้านอยู่แล้วนี่”เฉียวซงรู้สึกกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ในสายตาของน้องรองตนไม่สามารถทำอะไรให้สำเร็จได้เลยนอกจากเรียนกระมังเื่อื่นไม่สำเร็จเลยแม้แต่เื่เดียว เมื่อเป็เช่นนี้เขาก็ไม่ใช่ผู้ที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเสียทีเดียว
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น พวกเราต่างเฉลียวฉลาดกันทุกคน”นางไม่ได้คุยโวโอ้อวด พี่ชายและน้องชายต่างเป็คนฉลาดที่ฉลาดได้เช่นนี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็เพราะพันธุกรรม ส่วนนางเป็อีกกรณีเพราะนางเกิดมาพร้อมความทรงจำในชาติที่แล้วมีหลายสิ่งหลายอย่างที่แตกต่างจากพวกเขา หากนางต้องเปรียบเทียบกับพวกเขาจริงๆคนที่ไม่เก่งก็คงเป็ตัวนางเอง
“เวลาก็ล่วงเลยมาถึงเพียงนี้แล้ว เ้ารีบเอาของไปจัดการเถอะเดี๋ยวข้าจะรีบกลับมา”
“พี่รอง อะไรที่ท่านจัดการไม่ได้ก็อย่าไปสนใจเลย พี่ใหญ่โตกว่าพวกเรายังไม่เข้าใจอีก” เฉียวไป่พูดประโยคนี้จบเขาก็ตบก้นและไปเตรียมภาชนะสะอาดๆ เอาไว้
ทันใดนั้นเฉียวซีก็มีสติขึ้นมา ใช่ที่นางเป็เช่นนี้เพราะนางมีความทรงจำจากชาติที่แล้วอยู่พี่ชายของนางคบค้าสมาคมกับเหล่าครูบาอาจารย์และผู้มีการศึกษาอยู่เป็ประจำจะไม่รู้เื่เช่นนี้ได้อย่างไร นางเองที่ผิด
เมื่อนางได้สติกลับมา ก็ไม่เห็นเฉียวไป่แล้ว เบิกกว้างปิดปากเงียบก้มศีรษะลงและเริ่มลงมือจัดการกับสมุนไพร
เนื่องจากเป็สมุนไพรที่เก็บมาใหม่ เฉียวซีจึงคัดแยกพวกมันออกตามประเภทจากนั้นจึงหาตะแกรงมาสองสามใบเพื่อปูวางสมุนไพรไว้บนนั้นแล้วนำไปตากแดดไว้สองสามวัน เพื่อให้สมุนไพรแห้ง หวังว่าจะขายได้ในราคาที่สูง
สมุนไพรสดใหม่ที่เพิ่งเก็บมาหากนำไปขายที่ร้านยา ราคาจะลดลงอย่างมาก
สามพี่น้องต่างทำหน้าที่ของตน หลังจากที่เฉียวซีจัดการกับสมุนไพรเสร็จแล้วนางก็เริ่มแคะเมล็ดกับสองพี่น้อง ซัวจาหนึ่งตะกร้าสามพี่น้องจำต้องลงแรงไปไม่น้อยจึงจะจัดการกับมันเสร็จ
หลังจากเสร็จงานเวลายังเหลืออยู่มากเฉียวซีจึงขอให้พี่ชายของนางนำซัวจาที่แคะเมล็ดเสร็จแล้วไปใส่ในหม้อเติมน้ำและน้ำตาลเข้าไป แล้วเริ่มต้ม
โชคดีที่ครั้งก่อนแล้วนางซื้อน้ำตาลมาด้วยไม่อย่างนั้นวันนี้นางคงไม่ต้องคิดจะทำขนมซัวจาหรอก
“น้องรอง เ้าทำอะไรหรือ”ซัวจาหากนำเข้าปากไปทั้งอย่างนี้เลยก็ได้มิใช่หรือ เหตุใดจึงต้องใส่น้ำใส่น้ำตาลด้วยเล่า น้ำตาลนั้นมีค่ามากเชียวนะ เหตุใดน้องรองจึงทำใจใส่มันลงไปได้เล่าจะใส่ทีก็ใส่ตั้งเกินครึ่งเชียว
“จะต้มเป็ซอส ใส่ในภาชนะ แล้วปล่อยให้เย็น จากนั้นใช้มีดหั่นเป็ชิ้นๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วก็กินได้เลยยังสามารถนำไปขายเป็ขนมได้อีกด้วย” เฉียวซีพูดไปพลางกดซัวจาจนเละไปพลาง จนกระทั่งมันกลายเป็ซอสเหนียวติดอยู่กับทัพพี แล้วกระบวนการทั้งหมดก็ถือว่าเสร็จสมบูรณ์
นำซอสซัวจาที่ทำเสร็จแล้วใส่ลงในภาชนะ เกลี่ยให้เรียบจากนั้นพักเอาไว้ให้เย็น รอกระทั่งถึงวันพรุ่งนี้ก็น่าจะเป็รูปเป็ร่างแล้ว
ในซัวจามีสารที่ทำให้แข็งตัวอยู่มาก ไม่ต้องเติมส่วนผสมอื่นเข้าไปมันก็สามารถแข็งเป็ก้อนได้เอง
หลังจากทำซัวจาเสร็จ เฉียวซีก็เริ่มลงมือทำอาหารเย็นสำหรับวันนี้ปลาที่จับได้ก่อนหน้านี้ยังเหลืออยู่ นางจึงปรุงด้วยการทำซอสน้ำแดงโดยเพิ่มเห็ดและเห็ดหูหนูที่เก็บได้บนูเาลงไปด้วย อาหารเย็นวันนี้ถือว่ายังคงอุดมสมบูรณ์มากทีเดียว
“พี่ใหญ่ พรุ่งนี้พวกเราไปในเมืองกันเถอะ” ครั้งนี้ในมือของนางมีถั่วงอกมีปลา แถมยังมีซัวจาอีกส่วนสมุนไพรนั้นให้รอจนกว่าจะสะสมได้มากขึ้นอีกเล็กน้อยแล้วค่อยไปลองขายให้ร้านขายยา
“ได้สิ” ผ่านมาหลายวันถึงเพียงนี้ ก็สามารถสะสมเห็ดเยื่อไผ่ได้เยอะมากแล้วเช่นกันเขาลองกะประมาณดูแล้วน่าจะได้สัก 5 ชั่งเลยทีเดียว
ยามนี้เขาเก็บเกี่ยวเห็ดเยื่อไผ่ได้เกินครึ่งชั่งทุกวันซึ่งนี่ไม่ได้หมายถึงแบบที่ยังสดอยู่ แต่เป็แบบที่แห้งแล้ว
“ข้าไม่ไปนะ เดี๋ยวอยู่ดูบ้าน” ที่จริงแล้วเขาก็อยากไปมาก แต่หากบ้านไม่มีคนอยู่เลยก็คงไม่ได้
“ไปเถอะ ไปกันทุกคน” ของล้ำค่าในบ้านล้วนอยู่ในแหวนเก็บของของนางของอย่างอื่นล้วนไม่ได้มีค่าอะไร แต่ก็เป็สิ่งของจำเป็สำหรับการดำรงชีวิต
“ฟังพี่รองของเ้าเถิด” เวลานี้เฉียวซงก็ไม่ได้สนใจเท่าไรแล้วจะเป็เขาหรือน้องสาวที่จัดแจงเื่ต่างๆ ในบ้านก็ตามแต่ทั้งคู่ต่างทำเพื่อทุกคนทั้งนั้นไม่จำเป็ต้องไปยึดความคิดของตนเพียงคนเดียวก็ได้
วันต่อมาหลังจากที่เฉียวไป่ตื่นนอนเขาก็อดใจรอไม่ไปดูขนมซัวจาที่ทำเมื่อวานไม่ได้ ตอนนี้พวกมันจับตัวกันเป็ก้อนแล้ว
เฉียงซีนำขนมซัวจาทั้งหมดมาหั่นเป็ชิ้นเล็กๆ
“ลองชิมดูซิว่ารสชาติเป็อย่างไรบ้าง”เฉียวซีหั่นมาหนึ่งชิ้นแล้วยื่นให้น้องชาย
เฉียวไป่เคี้ยวอย่างพิถีพิถัน รสเปรี้ยวอมหวานพุ่งเข้าโจมตีต่อมรับรสชาติทำให้รู้สึกไม่อยากหยุดกิน “อร่อย อร่อยจริงๆ”ไม่คาดคิดเลยว่าขนมที่ทำจากผลไม้รสเปรี้ยวนั้นจะอร่อยมากถึงเพียงนี้เป็รสชาติที่ไม่คาดคิดเลยว่าจะเป็ผลไม้รสเปรี้ยว
“เอาไปให้พี่ใหญ่สักชิ้นสิ ให้เขาลองชิมดู” จะต้องมีส่วนแบ่งแม้แต่นางเองยังโยนเข้าปากไปแล้วชิ้นนึง เปรี้ยวๆ หวานๆ ไม่ได้กินมานานมากแล้วคิดถึงขนมของเทียนเฉาเหลือเกิน
เฉียวไป่หยิบขนมซัวจาวิ่งไปหาเฉียวซง “พี่ใหญ่ ข้าให้”
พี่ใหญ่มองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะโยนเข้าปากโดยไม่เอ่ยถามอะไรแล้วลิ้มรสของมันอย่างละเอียด เป็เหมือนกับที่น้องรองกล่าวจริงๆ ทั้งเปรี้ยวทั้งหวานและสามารถทำให้เจริญอาหารได้ตอนที่อยู่ในปากผิวััมันเกลี้ยงเกลามากทีเดียว ไม่เลวเลยจริง ๆ
“อร่อยไหม” เฉียวไป่เบิกตากว้างมองพี่ชายคนโต พร้อมใบหน้าที่แสดงความสงสัย
“อร่อย”
“ข้าก็คิดแบบนั้น” อยากกินอีกจังเลยน่าเสียดายที่ขนมนั่นต้องเอาไปขายแลกเงิน จึงกินเยอะไม่ได้
“ไปเถอะ ไปกินข้าวเช้า กินข้าวเสร็จพวกเราจะได้เข้าเมืองกันแต่เช้า” เขาเก็บถั่วงอกหัวโตและเห็ดเยื่อไผ่เรียบร้อยหมดแล้วยามนี้รอแค่ขนมซัวจาของเฉียวซีเพียงเท่านั้นหากเสร็จสิ้นทุกอย่างพวกเขาก็พร้อมออกเดินทางแล้ว
เมื่อคิดว่าจะหาเงินได้อีกแล้ว ในใจก็มีความสุขเป็ที่สุดจากที่ไม่สามารถเงยหน้าอ้าปากได้จนกระทั่งตอนนี้ที่ค่อยๆ มีทรัพย์สินสะสมทำให้เขารู้สึกว่าชีวิตมีความหวังขึ้นมาแล้ว
หลังจากได้เห็นความสามารถของน้องสาว หากฤดูใบไม้ผลิมาถึง และเขาไปที่สำนักศึกษาเขาก็สามารถวางใจได้ไม่น้อย อย่างน้อยที่สุดเขาก็ไม่ต้องคอยอกสั่นขวัญแขวนเป็ห่วงเป็ใยอยู่ตลอดเวลา
เขาก็ควรต้องขยันขึ้นมาบ้างแล้ว จะทำให้น้องรองผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด