หยางหว่านซิ่วกำลังจะตอบกลับ แต่จิ่งเยี่ยนกุยกลับพูดตัดหน้าเสียก่อน “อาสามคะ หนูกับอาหญิงเล็กจะไม่เป็นภาระของปู่ย่า และจะไม่กินข้าวของพวกอาแม้แต่เมล็ดเดียว”
“ถ้าไม่อยากดูแลปู่กับย่าเพราะมีหนูกับอาหญิงเล็กอยู่ พรุ่งนี้ก็ไปบอกผู้ใหญ่บ้านเลยว่าจะไม่เลี้ยงดูพวกท่าน แล้วหนูจะไปทำสัญญาที่บ้านผู้ใหญ่บ้านว่าหนูจะเลี้ยงดูพวกท่านเอง”
อาสามทำหน้าดูหมิ่น “แกจะเลี้ยงดูปู่ย่าเหรอ? จิ่งเยี่ยนกุย พูดจาโอ้อวดก็ระวังลิ้นจะขาดเอาได้นะ สภาพโง่เง่าอย่างแก จะเลี้ยงตัวเองยังเอาตัวไม่รอดเลย กล้าดียังไงมาพูดว่าจะเลี้ยงดูปู่กับย่า!”
“อย่าคิดว่าแกเกาะตระกูลฟางได้แล้ว ตระกูลนั้นจะปล่อยให้แกทำอะไรก็ได้! ระวังตระกูลฟางยกเลิกการแต่งงานละกัน ถึงตอนนั้นแกจะร้องไห้ไม่ออก!”
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ดีว่าอาสามเป็นคนอย่างไร เธอจึงไม่โกรธเพราะคำพูดของเขา แล้วตอกกลับด้วยเสียงราบเรียบ “เมื่อกี้หนูพูดไปแล้วว่า หนูจะไม่กินข้าวของพวกอาแม้แต่เมล็ดเดียว ส่วนจะเลี้ยงตัวเองได้หรือไม่ ไม่เกี่ยวอะไรกับอานี่คะ? แค่บอกมาคำเดียวว่าจะเลี้ยงดูปู่กับย่าหรือไม่ก็พอ”
หมู่บ้านนี้ให้ความสำคัญกับความกตัญญู ต่อให้อาสามไม่อยากดูแลพ่อแม่ของตัวเองแค่ไหน ก็ไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ จึงได้แต่แค่นเสียง “แม่ ดูสิ จิ่งเยี่ยนกุยมาปั่นหัวเราอีกแล้ว มันเป็นตัวซวย แม่รีบไล่มันไปเร็วๆ เถอะ…โอ๊ย แม่ อย่าตีผมนะ!”
หยางหว่านซิ่วยกไม้กวาดขึ้นตีเขาที่ไม่กล้าตอบโต้และรีบวิ่งหนีไป
ถึงแม้อารองจะไม่เห็นด้วยกับการที่อาหญิงเล็กหย่ากับจูจินหลง แต่เมื่อเห็นสภาพที่น่าสงสารของอาหญิงเล็ก และรู้ว่าหยางหว่านซิ่วมีท่าทียังไง จึงได้แต่พูดปลอบอยู่ข้างๆ “แม่ อย่าถือสาไอ้สามเลย มันก็เป็นแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไร พรุ่งนี้ผมจะหาญาติมาช่วย แล้วเราไปบ้านตระกูลจูด้วยกัน”
หยางหว่านซิ่วมองเขาแล้วพูดว่า “แกพูดจาสมกับพี่ชายอยู่บ้าง เอาล่ะ ดึกแล้ว วันนี้กลับไปพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้ค่อยไปบ้านตระกูลจู”
หลังจากที่อารองกับคนอื่นๆ กลับไปแล้ว หยางหว่านซิ่วชี้ไปที่กองเลือดบนพื้นแล้วถามว่า “นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?”
อาหญิงเล็กเป็นลูกของเธอ เธอจะไม่รู้นิสัยลูกได้อย่างไร ถ้าไม่ถูกบีบจนถึงที่สุด อาหญิงเล็กไม่มีทางหย่าแน่ อีกทั้งเลือดที่อยู่บนพื้นเยอะขนาดนี้ แถมทั้งอาหญิงเล็กและจิ่งเยี่ยนกุยก็ไม่มีบาดแผลใหญ่ ดังนั้นตอนที่พวกเขาออกจากบ้านไป คงจะมีใครมาที่บ้าน
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าปิดบังเธอเรื่องนี้ไม่ได้ จึงเล่าเรื่องที่จูจินหลงมาที่บ้านให้ฟังคร่าวๆ หยางหว่านซิ่วถึงกับโกรธจนตัวสั่น “ไอ้สารเลว! มันไม่ใช่คน! ต้องหย่าเท่านั้น! จะให้ตระกูลจูมาทำร้ายลูกสาวบ้านฉันแบบนี้ไม่ได้!”
มาถึงตอนนี้เรื่องนี้เป็นอันสรุป หยางหว่านซิ่วโกรธจนนอนไม่หลับทั้งคืน พอเช้าวันรุ่งขึ้นก็เรียกอารองและอาสามมา รวมถึงเรียกญาติอีกสิบกว่าคน พาอาหญิงเล็กและจิ่งเยี่ยนกุยไปที่บ้านตระกูลจูอีกครั้ง
เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนไม่ได้เล็กน้อย เรื่องอาหญิงเล็กถูกทำร้ายก็แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้าน ฟางเสียนจือก็รู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน เมื่อเห็นจิ่งเยี่ยนกุยตามไปด้วย เขาก็รู้ถึงสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างน้ากับหลาน และยังรู้ว่าตระกูลจูหน้าด้านแค่ไหน ถึงในใจจะรู้สึกเป็นห่วง แต่ด้วยฐานะของเขา จึงไม่สามารถตามไปด้วยได้
ในขณะที่เขากำลังลังเล เจียงอี่โหลวก็ทนไม่ได้ “อยากไปก็ไป แต่อย่าไปยุ่งเรื่องชาวบ้าน ตามดูพวกเขาก็พอ แล้วเมื่อวานพ่อโทรศัพท์มาบอกว่าพรุ่งนี้จะกลับบ้าน ถึงตอนนั้นก็ไปอธิบายเรื่องมีเมียเพิ่มเข้ามาให้เขาฟังก็แล้วกัน”
เมื่อฟางเสียนจือได้ยินคำพูดของเจียงอี่โหลวก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “พ่อจะกลับมาพรุ่งนี้แล้วเหรอครับ?”
“ไปอยู่เมืองหลวงเป็นเดือนแล้วนะ ถ้าไม่ยังกลับ หรือแกอยากให้เขาไปอยู่เมืองหลวงเลยล่ะ!” เจียงอี่โหลวพูดด้วยความไม่พอใจ “ตอนนั้นปู่ของแกไล่พ่อแกออกจากตระกูลฟาง ถ้าเก่งจริงก็อย่าเจอเขาอีกเลยไปชั่วชีวิตสิ!”
นี่เป็นเรื่องภายในของตระกูลฟาง เมื่อเจียงอี่โหลวพูดถึงก็ดูจะมีแต่ความคับแค้นใจ จึงพูดต่ออีกว่า “ตอนนี้ฉันรู้สึกโชคดีที่ปู่ของแกไล่พ่อแกออกจากตระกูลฟาง ไม่อย่างงั้น แค่ต้องรับมือกับพวกคนในตระกูลฟางทั้งบ้าน ไหนจะเรื่องวุ่นวายไม่รู้จบอีก แค่คิดก็ปวดหัวจะตายอยู่แล้ว!”
ฟางเสียนจือปลอบแม่ของตน “ใช่ครับ ปู่เสียใจมาก แต่พวกเราจะไม่ให้เขามีโอกาสได้เสียใจ ต่อไปนี้เราจะไม่กลับไปที่ตระกูลฟางในเมืองหลวงอีก”
เจียงอี่โหลวได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา แล้วมองเขาอย่างตำหนิ “ช่วงนี้แกเริ่มเอาอกเอาใจคนเก่งขึ้นนะ ฉันรู้ว่าแกคิดอะไรอยู่ ไม่ต้องห่วง ถ้าแกชอบจิ่งเยี่ยนกุยจริงๆ ฉันก็ไม่ขวาง เพราะว่า…”
พอเธอพูดถึงตรงนี้ก็หยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจยาว “สิ่งใดไม่ชอบก็อย่าเอาไปทำกับคนอื่น ตามเมียแกไปเถอะ!”
เมื่อกลุ่มคนจากตระกูลจิ่งไปถึงบ้านตระกูลจู จูจินหลงกำลังนอนพักผ่อนอยู่ที่ลานบ้าน พอเห็นคนของตระกูลจิ่งหามอาหญิงเล็กมา แถมยังมีจิ่งเยี่ยนกุยที่หน้าตาสะสวยตามมาด้วย ดวงตาของเขาก็ทอแสงวิบวับขึ้นมาทันที
คนของตระกูลจูที่เห็นท่าไม่ดีและกลัวจูจินหลงจะเสียเปรียบ ก็รีบมารวมตัวกันหลายสิบคนเช่นกัน
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องปกติในยุคนี้ คนในหมู่บ้านหนึ่งทะเลาะกับคนในอีกหมู่บ้านหนึ่ง ย่อมง่ายที่จะกลายเป็นเรื่องทะเลาะวิวาทระหว่างสองหมู่บ้าน
จูจินหลงยืนอยู่ตรงนั้นด้วยท่าทีโอหัง “พวกแกหามแม่ไก่ที่ไม่ยอมออกไข่อย่างจิ่งหงจวงมาทำไม? ผู้หญิงที่กล้าลงมือกับแม่ของฉัน ฉันไม่กล้ารับไว้หรอกนะ!”
ถึงแม้เมื่อวานอาหญิงเล็กจะพูดถึงเรื่องการหย่าร้าง แต่จูจินหลงกลับไม่ได้สนใจเรื่องนี้ เพราะผู้หญิงที่หย่าในยุคนี้ไม่เพียงแต่จะใช้ชีวิตอย่างยากลำบากจนแทบเอาตัวไม่รอด แต่ยังถูกคนประณามอีกด้วย
และเขาก็คิดว่าด้วยนิสัยของอาหญิงเล็ก คงไม่มีทางหย่าแน่ๆ ที่มาวันนี้คงจะมาขอคืนดีกับเขา ในใจเกิดเป็นความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่ง นางคนเหลือขอคนนี้อดกลั้นไม่เป็นจริงๆ เมื่อวานหนีไป วันนี้ก็กลับมาให้เขาจัดการโดยง่ายอยู่ดี!
เมื่อคนของตระกูลจิ่งได้ยินดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่จูจินหลงกลับพูดต่ออีกว่า “ถ้าฉันจะต้องฝืนรับแม่ไก่ที่ไม่ยอมออกไข่ตัวนี้ไว้อีกละก็ ก็ต้องมีคนมาอยู่กับฉันอีกคน เอาอย่างนี้ หลานสาวคนเล็กคนนั้นก็ไม่เลว ให้หล่อนมาอยู่กับฉัน แล้วฉันจะพิจารณารับแม่ไก่ที่ไม่ยอมออกไข่ไว้ก็ได้!”
รอบข้างเงียบสนิท ไม่เพียงแค่คนของตระกูลจิ่งที่รู้สึกว่าคำพูดนี้ไม่เหมาะสม แม้แต่คนของตระกูลจูเองก็รู้สึกว่าคำพูดของเขาดูจะเกินไป
อารองทนไม่ไหวอีกต่อไป “จูจินหลง แกกำลังพูดอะไรอยู่ รู้ตัวบ้างไหม?”
“ฉันรู้สิ” จูจินหลงไม่ได้เห็นอารองอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย และยังพูดด้วยเค้าดูถูก “พวกแกมาที่นี่ก็แค่อยากยัดจิ่งหงจวงให้ฉัน แต่ก็รู้ๆ กันอยู่ จิ่งหงจวงมันมีลูกไม่ได้ แถมเมื่อวานยังทำร้ายแม่ฉันอีก ฉันไม่เอาผู้หญิงแบบนี้แน่นอน!”
“ถ้าอยากให้ฉันรับหล่อนไว้ ตระกูลจิ่งก็ต้องส่งผู้หญิงอีกคนมาให้ฉันมีลูก!”
เมื่อวานเขาถูกจิ่งเยี่ยนกุยตีหัวและได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ ในใจยังรู้สึกไม่ดีอยู่บ้าง จึงพูดจาออกมาอย่างใจกล้าและไร้ยางอาย