จอขนาดั์ปรากฏขึ้นกลางอากาศในรถไฟฟ้าภาพสถานที่ที่ฉายขึ้นบนจอเป็ห้องเรียนที่ไหนสักแห่งบรรดาเด็กนักเรียนหญิงชั้นมัธยมปลายที่สวมชุดนักเรียนสีน้ำเงินเข้มกำลังยืนตัวสั่นเทา
นักเรียนชายคนหนึ่งในขบวนรถไฟกัดเล็บพร้อมกับพึมพำเสียงแ่
“...นั่นมันชุดนักเรียนโรงเรียนมัธยมปลายหญิงล้วนแทพุงนี่นา”
มีทั้งเด็กนักเรียนหญิงที่รวมพลังกันเพื่อทำลายประตูแล้วก็มีทั้งเด็กนักเรียนหญิงที่รวมหัวกันครุ่นคิดหาทางแก้ปัญหาเห็นได้ถึงความเฉียบแหลมที่มากยิ่งกว่าพวกผู้ใหญ่โง่เขลารวมถึงจิตใจที่อยากจะแก้ไขซีนาริโอโดยไม่ต้องฆ่าใคร และก็ด้วยเหตุนี้เองผมจึงรู้สึกเศร้ามากกับภาพเหตุการณ์นั้น
ปิ๊บปิ๊บ ปิ๊บ ปิ๊บท่ามกลางเสียงสัญญาณแห่งลางร้ายที่ดังก้องไปทั่วพวกนักเรียนหญิงเริ่มส่งเสียงกรีดร้องคร่ำครวญ
[เลยเวลาที่กำหนดแล้ว]
[เริ่มคำนวณการเก็บค่าบริการ]
ทันทีที่เสียงประกาศจบลงศีรษะของนักเรียนหญิงที่นั่งอยู่หน้าสุดของห้องก็ะเิโพละ
ศีรษะหลายศีรษะะเิแตกกระจายทีละคนๆ เหล่านักเรียนหญิงกรีดร้องในขณะที่วิ่งตรงไปยังประตูและหน้าต่างห้องเรียน
“อา ดะ...ได้ยังไงกัน...”
ทั้งใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดทุบตีทั้งพยายามกระชากจนเล็บฉีก แต่ประตูก็ไม่ยอมเปิดออกไม่มีใครก้าวออกไปนอกห้องได้ทั้งสิ้น เสียงโพละ ๆดังขึ้นต่อเนื่องพร้อมกับศีรษะของนักเรียนหญิงหลายคนะเิกระจาย
ตอนนั้นเองนักเรียนหญิงคนหนึ่งก็บีบคอเพื่อนตัวเองแน่น
เสียงร้องครวญครางดังขึ้นสองแขนร่วงหล่น ไม่นานหลังจากนั้นบนจอก็เหลือแค่นักเรียนหญิงเพียงคนเดียวที่มองไปรอบ ๆห้องด้วยแววตาเคียดแค้นพร้อมน้ำตาเอ่อคลอ
[ช่อง #Bay23515 ผู้รอดชีวิตโรงเรียนมัธยมปลายหญิงล้วนแทพุงชั้นปีที่ 2 ห้อง B : อีจีฮเย]
ภาพของนักเรียนหญิงที่จ้องเขม็งมาทางหน้าจอเลือนหายไปเสียงของโทแกบีดังขึ้นอีกครั้ง
[เป็ยังไงบ้างขอรับ น่าสนุกดีใช่มั้ย]
โทแกบีพูดพลางหัวเราะขันแต่ไม่มีใครมองหน้าจอนั่นอีกแล้ว ผู้คนเริ่มค่อย ๆ ขยับกายถอยห่างไปจากคนที่เคยมองสบตากัน
“แม่งเอ๊ย! นี่มันเื่บ้าอะไรกันวะ!”
กระทั่งยูซังอาที่เกาะติดผมแน่นยังปล่อยมือที่ยึดผมไว้ออกแต่ยังคงไม่ยอมขยับห่างออกไปจากผมอยู่ดีผมเปิดมือถือด้วยมือทั้งสองข้างที่เป็อิสระ
ทำไม ‘ไอ้หมอนั่น’ ถึงยังไม่ปรากฏตัวขึ้นกันนะ
ข้อมูลทั้งหลายจากในนิยายที่ผมรู้และข้อมูลที่ผมไม่รู้มาก่อนผสมปนกันมั่วไปหมดวิธีการที่จะช่วยให้ก้าวผ่านสถานการณ์พวกนี้ไปได้มีแต่ต้องอ่านสามวิธีรอดอีกครั้งเท่านั้น
แต่จะไปหาอ่านจากที่ไหนได้อีกล่ะนิยายเื่นี้ไม่ได้รับความนิยมเลยสักนิด เลยไม่มีใครแอบเอามาปล่อยให้อ่านแบบเถื่อนเสียด้วย...ไม่สิเดี๋ยวนะ
[ไฟล์แนบ 1 ไฟล์]
ผมได้แต่เหม่อมองหน้าต่างแจ้งเตือนที่เด้งอยู่ในมือถือครู่หนึ่งอย่าบอกนะว่า...คงไม่ใช่หรอกมั้ง
วินาทีที่เปิดไฟล์แนบอีเมลฉบับนั้นผมก็ได้แต่รู้สึกงงงวย ชื่อไฟล์ที่นักเขียนส่งมาให้ก็คือ
[สามวิธีการเอาชีวิตรอดในโลกที่ล่มสลาย.txt]
เสียงหัวเราะแห้งๆ หลุดลอดออกจากปาก อย่างกับว่าเป็เื่โกหกแหกตาแต่ขยี้ตาแล้วลองดูอีกครั้งมันก็ยังเหมือนเดิม
สกุลไฟล์แนบคือ.txt
หมายความว่าคนคนนี้...นี่เขาส่งไฟล์ต้นฉบับนิยายตัวเองมาให้ผมอย่างนั้นเหรอ
[คุณได้รับคุณลักษณะ]
[ช่องสกิลเฉพาะตัวถูกสร้างขึ้น]
ทันทีที่กดเปิดไฟล์เสียงข้อความก็ดังขึ้นในหู
ถ้าโลกใบนี้ถูกเปลี่ยนเป็‘สามวิธีรอด’ ละก็ เื่พวกนี้ก็ไม่ได้น่าใอะไรเพราะเหล่าผู้รอดชีวิตในสามวิธีรอดต่างก็ได้รับคุณลักษณะและยังสามารถใช้สกิลพิเศษของแต่ละคนได้กันทั้งนั้น
ผมพูดคำว่า ‘หน้าต่างคุณลักษณะ’ เบา ๆ อยู่ในใจซ้ำ ๆในเมื่อได้รับคุณลักษณะมาแล้วก็จำเป็จะต้องรู้ว่ามันคืออะไร
[ไม่สามารถเปิดใช้งานหน้าต่างคุณลักษณะได้]
อะไรกัน
ผมลองะโคำว่า ‘หน้าต่างคุณลักษณะ’ ในใจดูอีกครั้งแต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ยังเหมือนเดิม เหลวไหลน่า มีกรณีอะไรแบบนี้ด้วยเรอะ
ถ้าใช้งานหน้าต่างคุณลักษณะไม่ได้ผมก็ไม่อาจรู้เลยว่าตัวเองได้คุณลักษณะหรือสกิลพิเศษแบบไหนบ้าง
รู้เขารู้เรารบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง แต่สถานการณ์ตอนนี้นี่อย่าว่าแต่จะรู้จักศัตรูเลยขนาดตัวเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใช้สกิลอะไรกับเขาได้บ้าง
[ความเร็วในการอ่านเพิ่มขึ้นเนื่องจากคุณลักษณะ]
ถึงแม้จะไม่รู้ว่าคุณลักษณะที่ว่านั้นมันคืออะไรแต่ก็ต้องขอบคุณความสามารถของคุณลักษณะที่ทำให้ผมอ่านฉากเปิดเื่ของ ‘สามวิธีรอด’ จบภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที
เจอแล้ว
ปลายนิ้วของผมหยุดอยู่ที่ฉากเปิดเื่มันเป็ฉากที่ตัวละครเอกพยายามจะ ‘กระทำการ’ บางอย่างในขบวนรถไฟที่เ้าตัวโดยสารอยู่
「 เขากวาดสายตามองผู้คนที่รวมตัวกันอยู่ทางประตูท้ายตู้โดยสาร3707ไฟแช็กในมือที่กำไว้แน่นเย็นเฉียบ
ครั้งนี้เขาจะพลาดไม่ได้เพื่อเป้าหมายแล้ว ไม่ว่าต้องใช้วิธีการใดเขาก็จะลงมือทำอย่างไม่เกี่ยง
สีหน้าหวาดกลัวของผู้คน
ตัวเขาไร้ซึ่งความรู้สึกผิดบาปใดๆ
เพราะทั้งหมดนี้ก็เป็เพียงแค่ชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้น
เขามองผู้คนด้วยแววตาเืเย็นเพียงครู่หลังจากนั้นปลายนิ้วของชายหนุ่มก็มีเสียงแชะ เปลวไฟลุกโชนและทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้น 」
ผมสะท้านเยือกไปตลอดแนวกระดูกสันหลังเพราะอย่างนั้นเลยต้องอ่านฉากนั้นใหม่อีกหลายต่อหลายรอบสาเหตุของความไม่สอดคล้องของเื่ราวเปิดเผยออกมาในที่สุด
“...ตู้โดยสาร 3707”
ผมเงยหน้าขึ้นตรวจสอบหมายเลขตู้โดยสารรถไฟที่ตัวเองนั่งอยู่โดยอัตโนมัติ
[3807]
ตู้โดยสารรถไฟที่ผมนั่งอยู่ตอนนี้เป็ ‘ตู้โดยสารหลัง’ ที่อยู่ติดกับตู้โดยสารที่ตัวเอกนั่งในอารัมภบทของเื่นั่นเอง
ปลายนิ้วของผมสั่นเทา...เดี๋ยวก่อนถ้าอย่างนั้นคนที่อยู่ใน ‘ตู้โดยสาร’นี้ล่ะ เดิมทีพวกเขามีโชคชะตาแบบไหนกัน
「 เขามองตรงไปยังตู้โดยสารหมายเลข 3807ที่ตกอยู่ในความโกลาหลผ่านหน้าต่างขุ่นมัว ทางฟากนั้นสายเกินไปแล้วไม่อาจช่วยอะไรได้ เพราะอย่างไรคนที่เหลือรอดในตู้โดยสารนั้นก็จะมีเพียงแค่สองคน 」
คนที่เหลือรอดมีเพียงแค่สองคนนอกจากสองคนนั้นแล้วทุกคนในตู้โดยสารนี้เสียชีวิตทั้งหมด และผมก็รู้เสียด้วยว่า ‘สองคน’ ที่ว่านั่นเป็ใคร
ผมเงยหน้าขึ้นมองยูซังอา
ผู้หญิงคนนี้อาจจะตาย
ผมก็เช่นกัน
“คุณดกจา นั่น —”
ผมมองตรงไปยังฝั่งที่ยูซังอาชี้เด็กผู้ชายวัยมัธยมปลายที่เคยพิงอยู่ตรงประตูทางเข้าเมื่อครู่นี้ตอนนี้กำลังยืนอยู่หน้าที่นั่งคนชรา
ร่างกายของเขาสูงเก้งก้างผมถูกกัดย้อมเป็สีขาวสว่างบนป้ายชื่อที่ติดไว้บนชุดนักเรียนมีชื่อของเ้าตัวเขียนเอาไว้
คิมนัมอุนว่าแล้วเชียว มันเป็ชื่อที่ผมรู้จัก
「 คนที่มีชีวิตเหลือรอดไปจากตู้โดยสารนั้นได้มีแค่อีฮยอนซองกับคิมนัมอุนเท่านั้นช่างเถอะ ยังไงสิ่งที่จำเป็กับเขาก็มีแค่สองคนนั้นอยู่แล้ว 」
คิมนัมอุนที่ยืนอยู่หน้าที่นั่งคนชรากวาดตามองพวกผู้สูงอายุด้วยสายตาราวกับคนฆ่าสัตว์ที่เตรียมจะเชือดพวกไก่แก่ ๆ
“ใครจะอาสาล่ะ”
ความเย็นเยียบในน้ำเสียงนั้นทำให้ผมได้สติและพลันเข้าใจผู้สูงอายุคนหนึ่งตัวสั่นงันงกพลางตอบกลับไป
“มะ...หมายความว่ายังไง”
“ก็รู้ดีนี่ว่าหมายความว่ายังไง ต้องค่อย ๆตัดสินใจอย่างสมเหตุสมผลเพื่อทุกคนสิ”
ผู้คนหันมาให้ความสนใจทีละคนสองคนสีหน้าราวกับสงสัยว่าจากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น และโดยไม่คาดคิดหัวหน้าแผนกฮันที่เพิ่งหน้าแตกไปเมื่อครู่พับแขนเสื้อพร้อมกับก้าวออกมา
“ไอ้เด็กเวรนี่ ทำอะไร —”
สายตาเย็นเฉียบของคิมนัมอุนจับจ้องไปยังฮันมยองโอที่เข้ามาหา
“ลุงอยากตายหรือไง”
“ว่าไงนะ...!”
“ตาบอดเรอะ ยังไม่เข้าใจสถานการณ์อีกสินะ”
บนเพดานมีหน้าจอโฮโลแกรมที่โทแกบีเปิดค้างไว้กำลังฉายอยู่
[วะ...ไว้ชีวิตฉันด้วย!]
[อ๊ากกกก!]
[ตาย! ตายไปซะ!]
ไม่ได้มีแค่รถไฟขบวนนี้หรือโรงเรียนมัธยมปลายหญิงล้วนแทพุงคลิปวิดีโอนั่นกำลังฉายชีวิตของผู้คนที่ใกล้จะตายในแต่ละพื้นที่ทั่วโลก
อีฮยอนซองติดต่อไปยังกองทัพหลังจากดูคลิปวิดีโอนั้นทว่าเสียงรอสายก็ดังขึ้นอย่างเปล่าประโยชน์คิมนัมอุนเห็นภาพนั้นแล้วก็พูดพลางยิ้มเยาะ
“ไม่รู้เรอะ พวกทหารไม่มาช่วยพวกเราหรอก พวกเราแค่เลือกคนที่จะตายก็พอแล้ว”
คำพูดอันแข็งกร้าวทำให้ใครหลายคนสะดุ้ง
“ลังเลอะไรฮะ เมื่อกี้ไอ้หมอนั่นก็บอกแล้วนี่ พวกเราทุกคน ‘ใช้ชีวิตมาอย่างฟรี ๆ’ แล้วในที่นี้ใครกันล่ะที่ใช้ชีวิตมาอย่างฟรี ๆนานที่สุดน่ะ”
สายตาของผู้คนหันไปยังที่นั่งคนชราอย่างพร้อมเพรียงเหล่าผู้สูงอายุกลัวจนหน้าถอดสีไปหมดบางทีตอนนี้คำพูดของคิมนัมอุนอาจจะกำลังสื่อถึงความ้าลับ ๆ ของทุกคน
“ถ้าเป็สถานการณ์แบบนี้มันก็ต้องให้พวกคนที่อยู่มานานที่สุดเป็คนเสียสละอยู่แล้วนี่นะหรือจะบอกว่าเด็กที่อยู่ตรงโน้นต้องตายล่ะ”
เด็กที่จับแขนเสื้อของผู้หญิงซึ่งดูเหมือนจะเป็แม่เปลี่ยนไปแอบอยู่ข้างหลังเห็นแบบนั้นแล้วคิมนัมอุนก็หัวเราะคิกก่อนจะหันไปพูดกับฮันมยองโออีกครั้ง
“แน่นอน ฉันรู้ว่าลุงคิดอะไรอยู่ฆ่ามนุษย์ด้วยกันเพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดเื่แบบนั้นมีแต่พวกคนจัญไรระยำเท่านั้นแหละที่ทำแต่ก็นะ สถานการณ์อย่างในตอนนี้มันก็ต้องเป็แบบนั้นไม่ใช่หรือไง”
“...”
“ทุกคนก็ด้วย คิดให้ดี ตอนนี้โลกที่ลุงรู้จักมันจบสิ้นไปแล้ว”
ไหล่ของฮันมยองโอสั่นสะท้านอันที่จริงไม่ใช่แค่ฮันมยองโอ เขากวาดตามองแววตาของผู้คนรอยร้าวเริ่มปริแตกทีละน้อย ๆโลกที่อยู่บนตรรกะของศีลธรรมอันดีงามหากแต่แสนเลือนรางได้ถูกปิดฉากลงคนที่ตอกลิ่มย้ำลงไปบนรอยแตกนั้นคือคิมนัมอุนคนนี้
“และในโลกใบใหม่ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ใหม่”